ย่านเมืองเก่ามีเสน่ห์สำหรับเราเสมอ แม้แต่ย่านที่หลายคนอาจมองเป็นแค่ทางผ่านอย่าง ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ เพราะเมื่อเราได้ลองมาสัมผัสก็พบว่าเป็นย่านที่มีประวัติศาสตร์น่าสนใจ และมีสถานที่ที่น่าค้นหาทั้งเก่าและใหม่ซ่อนตัวอยู่ในย่านอย่างสงบเสงี่ยม
Neighbors and Friends จึงนัดกับไกด์ประจำย่านสายถ่ายรูปอย่าง ‘คุณดวง-ทวีศักดิ์ แก้วจุลศรี’ ที่หลงใหลกับอะไรเก่า ๆ และมีแพสชันกับการเล่นกล้องฟิล์มตัวใหญ่สุดวินเทจที่เรียกว่า ‘Large Format’ นอกจากคุณดวงจะเปิดสตูดิโอถ่ายภาพเล็ก ๆ ที่ใช้กล้องใหญ่ และร้านล้างฟิล์มสไลด์ชื่อ ‘DuangDee Reversal’ แล้ว เขาก็มักจะขี่เวสป้าและแบกกล้องตัวนี้ไปเที่ยวย่านต่าง ๆ เพื่อเก็บบันทึกช่วงเวลาที่น่าจดจำของสถานที่เหล่านั้นลงบนภาพถ่าย พร้อมถ่ายคลิปเบื้องหลังการถ่ายภาพฟิล์มจากกล้อง Large Format มาแชร์กับเพื่อน ๆ ในโซเชียล รวมถึงบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ที่ได้จากการรีเสิร์ชข้อมูล หรือแง่มุมดี ๆ ที่ได้พบเจอระหว่างทางเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจ
โดยวันนี้คุณดวงจะพาชาว Neighbors and Friends ไปหามุมตั้งกล้องฟิล์ม Large Format เพื่อถ่ายรูปวิวภูเขาทองกันแถวสะพานผ่านฟ้าลีลาศพร้อมเล่าเรื่องราวของย่าน และไหน ๆ เราก็ต้องผ่านย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ กันแล้ว คุณดวงเลยชวนเราไปเดินเล่น กินของอร่อย นั่งชิลที่คาเฟ่ และดูงานศิลปะในอาร์ตสเปซ รวมถึงพาทุกคนไปทำความรู้จักเพื่อนบ้านในย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ ผ่านคอลัมน์ NeighborsGood ไปพร้อมกันเลย!

สำหรับคุณดวงย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ เปรียบได้กับเพื่อนบ้านที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่อาจจะไม่ค่อยได้ทักทายกันเท่าไหร่ ถึงอย่างนั้นย่านนี้ก็เป็นย่านที่น่ารัก สงบ และอุ่นใจ พร้อมต้อนรับผู้คนที่แวะเวียนมาเสมอ
“ย่านนี้เป็นย่านที่ผมมักจะขี่รถผ่านเวลามาทำธุระ ผมเคยมาวัดโสมนัสฯ แล้วก็เคยมาซื้ออะไหล่แถวนี้ มันเป็นทางผ่านที่เวลาผมจะไปภูเขาทอง ไปราชดำเนิน ไปเสาชิงช้า ไปสนามหลวง ไปวัดพระแก้ว เราต้องผ่านเส้นหลานหลวงตลอด ส่วนขากลับก็จะออกทางนางเลิ้ง ย่านนี้กับผมก็ดูสนิทกันประมาณนึงแต่เราอาจจะไม่ค่อยได้คุยกัน”
เราถามคุณดวงว่าแล้วในมุมมองของช่างภาพ ย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ มีอะไรที่ดึงดูดให้คุณดวงอยากหยุดแวะ
“สเน่ห์ของย่านนี้น่าจะเป็นตึกเก่าที่เราเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งมันไม่เปลี่ยนไปเลย อาจจะมีเปลี่ยนกิจการไปบ้าง แต่ว่าด้วยรูปทรงมันก็ยังเหมือนเดิม ถ้าพกกล้องเล็กเดินถ่ายสแนป ๆ กับเพื่อนผมว่าสนุกนะ เพราะมันมีร้าน มีผู้คน มีซัปเจกต์อะไรให้ถ่ายเยอะ อย่างร้านเก่า ๆ มันจะมีป้ายหน้าร้านที่ฟอนต์สวย ๆ แล้วจริง ๆ ก็มีอีกหลายมุมที่ซ่อนอยู่ อย่างโรงหนังเก่าในตลาดนางเลิ้งหรือวังเก่าบนถนนหลานหลวง อาจจะไม่ได้เป็นแลนด์มาร์คที่คนรู้จักแต่ผมว่าก็น่าสนใจ”


ด้วยความสงสัย Neighbors and Friends จึงไปค้นคว้าประวัติของย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ มาเล่าสู่กันฟัง
ย้อนกลับไปประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว สมัย ร.1 – 3 แถบนี้เคยเป็นทุ่งนอกกำแพงเมืองพระนครที่เรียกว่า ‘บ้านสนามควาย’ จนสมัย ร. 4 พระนครมีการขยายอาณาเขตจึงมีการขุด ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ ต่อมาในสมัย ร.5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังของพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ในบริเวณนี้รวม 6 วัง เมื่อมีการตัดถนนจึงใช้ชื่อนี้ว่า ‘ถนนหลานหลวง’
ในสมัยนั้นย่านนี้ถือเป็นย่านอยู่อาศัยของขุนนาง เจ้านาย และข้าราชการ จึงมีการตัดถนนและการสร้างตึกแถว ห้างร้าน รวมถึง ‘ตลาดนางเลิ้ง’ ริมถนนนครสวรรค์ที่กลายมาเป็นหัวใจของย่าน ทั้งยังมี ‘ตรอกละคร’ ที่รวมศิลปะการแสดงโดยมีคณะละครชาตรีอันโด่งดัง จนช่วง ร.6 ย่านนี้ก็เจริญยิ่งขึ้นเพราะมีทั้ง ‘สนามม้านางเลิ้ง’ และ ‘โรงหนังนางเลิ้ง’ หรือศาลาเฉลิมธานีอยู่ในย่านนี้อีกด้วย
แม้ปัจจุบันย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ จะถูกลดความสำคัญลง ตลาดนางเลิ้งไม่คึกคักเหมือนก่อน ศิลปวัฒนธรรมในย่านค่อย ๆ เลือนหาย ส่วนโรงหนังก็ถูกปิดตัวเหลือแค่โครงสร้าง แต่ผู้คนในย่านก็ยังคงมีความทรงจำที่ดีกับย่านและเห็นถึงคุณค่าในอดีต รวมถึงมีกิจการของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาชุบชีวิตให้กับย่าน ซึ่งวันนี้เราจะได้ไปพบปะกับเพื่อนบ้านเจ้าของกิจการเหล่านี้กัน

ก่อนที่เราจะไปทำความรู้จักกิจการต่าง ๆ ในย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ คุณดวงก็ขี่เวสป้าคันโปรดมาจอดที่หน้าร้าน ‘The oqposite’ โลเคชันแรกที่เรานัดหมายกัน โดยขนอุปกรณ์การถ่ายภาพทั้งหมดใส่กล่องลังพ่วงมากับรถด้วย เราจึงชวนคุณดวงคุยถึงแพสชันและเสน่ห์ในการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม Large Format
“Large Format มันเป็นกล้องดีไซน์แรกของโลกครับ ระบบก็จะ manual ทั้งหมดเลย เวลาถ่ายก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องเท่านั้น กล้องตัวนี้มันถ่ายอะไรเคลื่อนไหวไม่ได้ มันก็จำเป็นต้องถ่ายสถาปัตยกรรมหรือเป็นสถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์ก สมัยก่อนมันเคยเป็นกล้องหลักสำหรับการถ่ายภาพโฆษณา เคยเป็นกล้องที่ quality ดีที่สุดในยุคนึง เพราะว่าพื้นที่รับแสงมันใหญ่จริง ฟิล์มก็ใหญ่จริง แล้วมันคมชัดมาก แต่ว่าด้วยกระบวนการถ่าย กระบวนการล้างต่าง ๆ มันไม่สะดวกเลย มันมีการผิดพลาดได้ตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะเผลอไปเปิดหน้าเลนส์ เผลอดึงฟิล์มขึ้น ภาพก็เสียได้ หรือว่าเราไปขยับตอนที่เราเซตเสร็จแล้ว โฟกัสมันก็อาจจะหลุด”
“Large Format ผมว่าหลัก ๆ คือขนาดครับ ‘size does matter’ ยิ่งใหญ่ยิ่งดี มุมมองมันจะดูเหนือจริง อันนี้คือเสน่ห์ของมัน แล้วความพิเศษของกล้องตัวนี้มันจะสามารถปรับระนาบความชัดของเลนส์หรือระนาบฟิล์มได้ ที่เขาเรียกว่า ‘tilt and shift’ หรือ ‘camera movement’ ของกล้อง Large Format สมมติถ้าเป็นกล้องปกติโฟกัสตรงนี้ก็จะเป็นหน้าชัดหลังเบลอ แต่ว่ากล้องตัวนี้มันสามารถบิดที่เลนส์จากที่มันชัดแค่นี้ มันสามารถปรับให้ตรงนี้ชัดได้เหมือนกัน”


คุณดวงเริ่มจับกล้อง Large Format อย่างจริงจังเมื่อประมาณปี 2018-2019 โดยอาศัยการลองผิดลองถูกด้วยการตั้งกล้องถ่ายเองและล้างฟิล์มเองทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบันการขี่เวสป้าไปตระเวนถ่ายรูปตามย่านต่าง ๆ ด้วยกล้อง Large Format ได้กลายเป็นกิจกรรมโปรดของคุณดวงไปแล้ว
“มันลงตัวสุดแล้วครับ เพราะว่าเราเคยขับรถไปแต่บางทีมันหาที่จอดรถยากหรือว่าต้องเดินไกล เอามอเตอร์ไซค์ไปดีกว่าจอดง่าย ถึงสถานที่ถ่ายก็ยกของลงนิดเดียวครับ เราจะขี่ไปจอดก่อนแล้วก็เดินดูว่าตรงไหนที่เราจะตั้งกล้องได้ เราจะได้ค่อยขนของมาทีเดียว ถ้ามันไม่เวิร์คก็ไปที่อื่นได้เลย แล้วบางทีเราก็จะหาเรื่องเล่าจากสถานที่นั้นไว้ก่อน เผื่อว่ามันมีอะไรน่าสนใจที่หยิบมาเล่าได้”
“เราก็จะจัดของไปเท่าที่เราใช้ครับ หนึ่งเลยก็จะมีขาตั้งกล้องสำคัญที่สุด แล้วก็เลนส์ผมจะเลือกไปว่าเราจะไปถ่ายอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้มาก่อนหรือไม่เคยไปก็จะพกไปทั้งเลนส์กว้าง เลนส์กลาง เลนส์แคบ แล้วก็บอดี้กล้องกับผ้าคลุมนี่ก็สำคัญมาก แล้วก็แว่นส่องโฟกัสกับเครื่องวัดแสง หนึ่งกล่องนี้ก็มีของที่ต้องใช้ครบเลย แล้วก็มีฟิล์มที่อยู่ในเป้ วันนี้พกมา 4 อันครับ”
คุณดวงหยิบฟิล์มที่เคยไปถ่ายตามแลนด์มาร์กสำคัญ ๆ ของกรุงเทพฯ ออกมาให้เราดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งฟิล์มที่คุณดวงใช้จะมีขนาด 8×10 นิ้ว สำหรับถ่ายด้วยกล้อง Large Format และผ่านกระบวนการล้างจากฟิล์มเนกาทีฟให้เป็นฟิล์มสไลด์ เราจึงสามารถส่องดูภาพบนแผ่นฟิล์มได้เลย และที่ว้าวยิ่งกว่าคือแผ่นฟิล์มใส ๆ ที่เราเห็นแท้จริงแล้วเป็นฟิล์มเอ็กซ์เรย์ทางการแพทย์ ซึ่งเหตุผลที่คุณดวงเลือกใช้ฟิล์มเอ็กซ์เรย์แทนฟิล์มปกติ เพราะราคาถูกกว่าทำให้สามารถลองผิดลองถูกได้โดยไม่ต้องเสียดายฟิล์มมากนัก

The Oqposite
คุยเรื่องกล้อง Large Format กันพอหอมปากหอมคอแล้ว เรามาเริ่มทริปด้วยการเติมท้องกันที่ร้าน ‘The Oqposite’ แค่เลี้ยวจากถนนนครสววรค์เข้ามาในเส้นถนนพะเนียงเพียงร้อยเมตร ตัวร้านจะอยู่ด้านหลังวัดโสมนัสฯ และซ่อนตัวอยู่ในหลืบเล็ก ๆ ราวกับเป็น Hidden Gems
“เวลาไม่รู้จะไปที่ไหน พอมาโผล่หน้าร้าน The Oqposite มันก็ดึงดูดเราเข้ามา ตัวร้านมันอาจจะไม่เห็นชัด ๆ จากหน้าถนน แต่ถ้าเราลองเดินเข้ามานิดนึง มันจะเห็นความสวยของร้าน แล้วอาหารก็อร่อยครับ บรรยากาศดี มาคุยงานหรือว่ามารอเพื่อนที่นี่ก็นั่งได้นาน มันคือจุดพักใจที่เราจะมาทานข้าว หรือมารอเพื่อนก่อนที่จะไปตรงจุดหมายของเราครับ”

ตัวร้านมี 2 ชั้น ภายนอกออกแบบในสไตล์ลอฟต์โดยเน้นโชว์วัสดุอย่างปูนเปลือยและกระจกรอบร้านที่ดูดิบเท่ แต่เมื่อเข้ามาภายในร้านจะได้ความรู้สึกอบอุ่นจากแสงธรรมชาติ อีกทั้งยังร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ที่รายล้อมอยู่นอกร้าน รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางร้าน ซึ่งสูงขึ้นไปถึงชั้น 2 กลายเป็นมุมซิกเนเจอร์ คุณดวงถูกใจกับสไตล์ของร้านจึงขอกดชัตเตอร์เก็บไว้สักภาพ


Photo by DuangDee Reversal
ส่วนอาหารของที่นี่ก็มีหลายจานที่เราอยากแนะนำ เริ่มจากจานเรียกน้ำย่อยอย่าง ‘Nacho Chips’ ของว่างสไตล์เม็กซิกันที่อร่อยกรุบกรอบแบบออริจินัล ถัดมาเป็นจานหลักกับพาสต้าที่ขึ้นชื่อว่าเด็ดอย่าง ‘Spaghetti The Oqposite Special’ สปาเก็ตตี้ผัดพริกระเทียมเบคอนหอม ๆ สูตรพิเศษของทางร้าน หรือจะเป็นจานที่รสชาติถูกปากคนไทยอย่าง‘ข้าวมันกุ้ง’ สูตรคุณย่าที่เสิร์ฟมันกุ้งสีสวยสดมาแบบแน่น ๆ พร้อมไข่ต้มยางมะตูมกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านจัดใจ พร้อมเครื่องดื่มอย่าง ‘Honey Matcha’ ที่ผสมผสานระหว่างมัทฉะสุดพรีเมียมตัดกับรสเปรี้ยวหวานชื่นใจของน้ำผึ้งมะนาว ทำให้วันของเรารู้สึกสดชื่นขึ้นทันที

The Oqposite
เปิดทุกวัน (ยกเว้นวันอังคาร) เวลา 9.30 – 20.00 น.
Facebook : The oqposite
Instagram : The oqposite
โทร. 061-556-5597
Google Maps
คำหอม คาเฟ่
เดินมากินของหวานกันต่อที่ร้าน ‘คำหอม คาเฟ่’ ซึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ ในตึกแถวเก่าสุดคลาสสิกสีเหลือง บนถนนจักรพรรดิพงษ์ที่จะเชื่อมไปยังถนนหลานหลวง
“คำหอม คาเฟ่ เป็นร้านรุ่นน้องที่ออกจากงานประจำมาเปิดร้านนี้ครับ ถ้ามีโอกาสแล้วว่าง ๆ ผมก็จะแวะมานั่งคุยนั่งเล่น เขาจะมีขนมโรตีสายไหมของคุณแม่กับสูตรชาไทยของร้าน ซึ่งตัวร้านจะอยู่ในตึกเก่าที่สวย ข้างในก็ตกแต่งเท่ดีครับ”


นอกจากภายนอกร้านที่เป็นตึกแถวอายุเกือบ 80 ปีที่ดูสวยและมีเสน่ห์ในความเก่าแก่ ภายในร้านยังตกแต่งได้เท่สุด ๆ อย่างมุมเคาน์เตอร์บาร์ที่คุณซาระเจ้าของร้าน ยืนชงชาและทำขนมอยู่นั้น ตอนกลางคืนจะแปลงร่างเป็นบาร์ไวนิล ทั้งยังให้บรรยากาศแบบโฮมมี่ด้วยการใช้ไม้เป็นวัสดุหลักและการเลือกใช้ไฟสี warm white
ไม่เพียงการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่คอนเซปต์ของร้านนี้ก็น่ารักไม่แพ้กัน โดยชื่อร้าน ‘คำหอม’ นั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Comehome’ ที่พ้องเสียงกันสื่อถึงการได้กลับไปเยี่ยมบ้าน เพราะเจ้าของร้านอย่าง ‘คุณซาระ–นุชรินทร์ ธรรมรัฐ’ ได้สานต่อกิจการโรตีสายไหมของคุณแม่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวที่อยู่มาแล้ว 30 ปี โดยเธอได้หยิบเอาสายมาไหมสูตรดั้งเดิมของที่บ้านมาครีเอตเป็นขนมหลากหลายเมนู

เริ่มกันด้วยเมนู ‘ชาไทย ดับเบิ้ลช็อก สายไหม’ ที่นำเสนอชาไทยสูตรคำหอม ราดด้วยช็อกโกแลตสุดเข้มข้น แล้วเติมความหวานจากสายไหมสูตรคุณแม่ที่อร่อยแบบละลายในปากเป็นอะไรที่ลงตัวสุด ๆ ต่อด้วยของหวานที่ใครมาก็ต้องสั่งอย่าง‘เค้กมะพร้าวลาวาชาไทย’ ที่เสิร์ฟเค้กเนื้อนุ่มฟูหอมกลิ่นชาไทย ราดด้วยคัสตาร์ดชาไทยเนื้อเนียนละมุนลิ้น และท็อปด้วยสายไหมที่ผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม และสุดท้ายที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ ‘เค้กข้าวเม่า’ ที่หากฝรั่งมีบานอฟฟี่กล้วยหอม ร้านคำหอมก็พร้อมเสิร์ฟเค้กกาแฟเนื้อแน่นหอมเข้ม ท็อปด้วย ‘ขนมข้าวเม่า’ จากร้าน ‘กล้วยแขกแม่กิมล้ง’ เจ้าดังของย่าน ซึ่งคุณซาระเจ้าของร้านเพิ่งเดินไปอุดหนุนกิจการเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ แบบทอดใหม่ร้อน ๆ ให้ความกรอบนอกนุ่มใน กัดเข้าไปเจอกล้วยไข่หวานธรรมชาติ
ก่อนออกจากร้านชาว Neighbors and Friends ก็ขอสั่งเซตโรตีสายไหมสูตรแป้งบางหอมนุ่มหนึบของร้าน ‘คำหอม คาเฟ่’ กลับไปฝากคนที่บ้าน แล้วแอบแวะร้านข้าง ๆ อย่าง ‘กล้วยแขกแม่กิมล้ง’ ที่ใครผ่านไปผ่านมาแถวนี้ก็จะเจอพ่อค้าใส่เอี๊ยมสีน้ำเงิน ถือถุงกล้วยทอดเดินมาขายกล้วยแขกถึงที่รถช่วงจอดติดไฟแดง ซึ่งจริง ๆ แล้ว ย่านนี้ยังมีร้านกล้วยแขกอีกหลายร้านโดยจะใส่เอี๊ยมกันคนละสี กลายเป็นภาพจำของย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ ที่ต้องได้ติดมือกลับไปด้วย


คำหอม คาเฟ่
เปิดวันพฤหัสบดี – จันทร์ (ปิดวันอังคาร – พุธ) เวลา 10.00 – 18.00 น.
Facebook : คำหอม คาเฟ่
Instagram : comehome_cafebkk
โทร. 095-372-9813
Google Maps
MATDOT Art Center
เติมความอิ่มท้องกันแล้วต้องมาเติมแรงบันดาลใจกันต่อที่ ‘MATDOT Art Center’ พื้นที่ศิลปะที่กว้างขวางและอัดแน่นไปด้วยงานศิลปะ ภายในตึกเก่าสีน้ำเงิน-ครีม ริมถนนหลานหลวง
“ผมเพิ่งเคยมา MATDOT Art Center เมื่อไม่นานนี้เองครับ เพราะผมไปรู้จักกับศิลปินชื่อ ‘อาจารย์อลงกรณ์ หล่อวัฒนา’ ซึ่งอาจารย์เขามาเป็นศิลปินพำนักที่นี่ เลยชวนผมมาคุยกับเจ้าของแกลเลอรีคือ ‘คุณหน่อง-ธวัชชัย สมคง’ แต่ก่อนผมผ่านที่นี่บ่อยมากแต่ไม่เคยแวะ แล้วพอได้เข้ามาก็ชอบเลยเพราะว่าที่นี่เจ๋งมาก ทุก ๆ จุดมันมีแต่งานศิลปะ อย่างโซนร้านกาแฟก็จะรวมคอลเลกชันที่ศิลปินต่าง ๆ เขาเอารูปที่วาดอาจารย์ศิลป์ พีระศรี มาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย ภาพเขียน หรืองานคอนเซปต์”


เมื่อก้าวเข้ามาด้านในจะพบกับโซนจัดแสดงนิทรรศการ โดยห้องข้าง ๆ ที่อยู่ติดกันคือ ‘MATDOT Art Shop’ ที่มีผลงานศิลปะ เครื่องประดับ ของที่ระลึก และสินค้าหลากหลายจากศิลปินมากมายให้สายอาร์ตแวะมาสนับสนุนกันได้
เดินเข้ามาอีกนิดก็จะเป็น ‘MATDOT Cafe’ คาเฟ่สีน้ำเงินที่นอกจากจะมีมุมไว้นั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องศิลปะ ยังเป็นห้องที่สะสมงานภาพ ‘อาจารย์ศิลป์ พีระศรี’ ในรูปแบบและเทคนิคที่หลากหลายทั้งจากศิลปินรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่ เพื่อเป็นการยกย่องอาจารย์ศิลป์ผู้วางรากฐานศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย
นอกจากโซนแกลเลอรี อาร์ตชอป และคาเฟ่แล้ว MATDOT Art Center ยังมีพื้นที่สำหรับจัดเวิร์กชอปและเป็นที่พำนักให้ศิลปินจากหลายประเทศได้มาทำงานศิลปะในไทย อีกทั้งมีโปรแกรม Studio Visit ที่เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่สนใจในศิลปะ เข้ามาเยี่ยมชมการทำงานและพูดคุยกับศิลปินอีกด้วย

MATDOT Art Center
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น.
Facebook : Matdot Art Center
Instagram : matdot_artcenter
โทร. 02-163-4656
Google Maps
วัดภูเขาทอง
จากดาดฟ้าของ MATDOT Art Center ที่มองเห็นวิวภูเขาทอง เราเดินต่อกันมาถึงโลเคชันสุดท้ายที่เราตั้งใจชวนคุณดวงมาตั้งกล้องถ่ายรูปกัน นั่นก็คือ ‘วัดภูเขาทอง’ หรือวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
“เราได้ยินสตอรีมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่า‘แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์’ หรืออย่างงานวัดภูเขาทอง เวลามาแถวนี้แล้วมองขึ้นไปก็จะตื่นเต้นว่ากรุงเทพฯ มีภูเขาด้วยเหรอ อารมณ์แบบทะเลกรุงเทพฯ แต่นี่คือภูเขากรุงเทพฯ ที่เป็นแลนด์มาร์ก”

ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยสงสัยว่า ‘วัดภูเขาทอง’ เป็นภูเขาจริงไหม พอโตมาจึงหาอ่านประวัติของวัดภูเขาทองถึงได้รู้ว่าเป็นเจดีย์บนภูเขาจำลอง ซึ่งแต่เดิมเป็นวัดโบราณสมัยอยุธยามีชื่อว่า ‘วัดสะแก’ แล้วจึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัย ร. 1 พร้อมกับมีการขุดคลองรอบเมือง และได้รับพระราชทานนามว่า ‘วัดสระเกศ’
กระทั่งในสมัย ร. 3 ทรงโปรดฯ ให้สร้างพระปรางค์ย่อมุมไม้สิบสองขนาดใหญ่ แต่ด้วยโครงสร้างมีน้ำหนักมากและบริเวณที่สร้างเป็นดินเลนเพราะอยู่ติดคลองมหานาค องค์พระปรางค์จึงทรุดลงมา ต่อมาในสมัย ร. 4 ทรงเปลี่ยนแบบและโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่บนภูเขาจำลอง โดยพระราชทานนามว่า ‘พระบรมบรรพต’ ซึ่งแล้วเสร็จในสมัย ร. 5 และมีพระเจดีย์สีทองเป็นจุดเด่นจึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘วัดภูเขาทอง’ มาจนถึงทุกวันนี้

เราปักหมุดกันแถว ๆ ‘ท่าเรือผ่านฟ้าลีลาศ’ ซึ่งมองเห็นวิววัดภูเขาทองได้ชัดเจน คุณดวงใช้เวลาเดินหามุมถ่ายรูปอยู่ไม่นานก็ตั้งกล้องโดยมี ‘สะพานมหาดไทยอุทิศ’ ที่พาดข้าม ‘คลองมหานาค’ อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะรอจังหวะเรือโดยสารแล่นลอดใต้สะพานแล้วจึงลั่นชัตเตอร์ จากนั้นคุณดวงก็แชร์ให้เราฟังว่าวัดภูเขาทองเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุณดวงมาถ่ายรูปอยู่บ่อยครั้ง
“ภูเขาทองสำหรับผมมันถ่ายได้หลายมุม ถ่ายยังไงก็ไม่เบื่อครับ มุมข้างหลังที่เป็นฝั่งวัดสระเกศก็ได้อีกมุมนึง ฝั่งราชดำเนินก็ได้อีกมุมนึง ตรงริมคลองก็ได้อีกมุมนึง แล้วผมก็เคยขึ้นไปถ่ายวิวเมืองจากบนนั้นเป็นวิดีโอโดยใช้กล้องฟิล์ม 16 มม. แต่ถ้าให้เทียบผมจะชอบมองขึ้นไปมากกว่า มันได้ความรู้สึกว่าเป็นภูเขา ได้ความรู้สึกที่มันยิ่งใหญ่ ผมว่ามันมีเสน่ห์ตรงนี้ครับ”
จุดนี้ไม่เพียงเป็นจุดถ่ายรูปวัดภูเขาทองที่สวย เพราะหากหันไปอีกทางก็จะเห็นป้อมมหากาฬสีขาวโดดเด่น คุณดวงจึงหันไปตั้งกล้องและเก็บภาพอีกมุมโดยเล็งให้ถ่ายติดสะพานผ่านฟ้าลีลาศด้วย


Photo by DuangDee Reversal
วัดภูเขาทอง
เปิดทุกวัน เวลา 07:30–19:00 น.
Facebook : วัดสระเกศ ภูเขาทอง กรุงเทพ ฯ watsaket
Google Maps
การเดินเที่ยวย่าน ‘นางเลิ้ง-หลานหลวง’ ในหนึ่งวันกับคุณดวง ทำให้เราได้สัมผัสเสน่ห์ของย่านเมืองเก่าอย่างครบรส ส่วนใครอยากรู้เรื่องราวของกล้องฟิล์ม Large Format ให้ลึกกว่านี้ต้องรอติดตาม เพราะ Neighbors and Friends จะมาเล่าที่มาที่ไปที่ทำให้พี่ดวงหันมาเป็นช่างภาพกล้องใหญ่ รวมไปถึงโปรเซสเบื้องหลังการถ่ายภาพและล้างฟิล์มของคุณดวงแบบเจาะลึก บอกเลยว่าห้ามพลาด!