JARB – MONGKOL SRITHANAVIROJ

ศิลปินที่ผันตัวจาก Illustrator มาสร้างผลงานด้วยมือและแอร์บรัช ในยุคที่ AI ทำแทนได้ในไม่กี่นาที

การเสพงานศิลปะในยุคนี้หลายครั้งเราก็ต้องขยี้ตาดูกันให้ชัดอีกทีว่า สิ่งที่เราเห็นหรือชื่นชมอยู่นั้นเป็นงานที่สร้างขึ้นจากความมุมานะของศิลปินที่เป็น ‘มนุษย์’ จริง ๆ หรือเป็นงานที่สร้างขึ้นจาก AI กันแน่!

เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในวงการศิลปะมากขึ้น เหล่าศิลปินและคนดูงานอาร์ตเองก็เริ่มตั้งคำถามกับคุณค่าในงานศิลปะ Neighbors and Friends จึงแวะมาที่บ้านของศิลปินสุดเท่อย่าง ‘คุณจ๊าบ – มงคล ศรีธนาวิโรจน์’ ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำกับอาชีพ ‘นักวาดภาพประกอบ’ หรือ Illustrator ที่สร้างสรรค์งานศิลปะผ่านหน้าคอม และหวนสู่การเป็นศิลปินที่ครีเอตผลงานด้วยมือและใช้อุปกรณ์อย่างแอร์บรัช ด้วยความมุ่งมั่นที่อยากท้าทายตัวเอง พร้อมอัปสกิลให้ทำงานมือได้เนี้ยบจนใกล้เคียงงาน Digital Art เพื่อพิสูจน์ฝีมือและยืนหยัดถึงคุณค่าในตัวเอง

คอลัมน์ Art People จะพาเพื่อน ๆ มาพูดคุยแบบลึกซึ้งกับคุณจ๊าบ ตั้งแต่ความฝันที่อยากเป็นนักวาดภาพประกอบในวัยเด็กไปจนถึงการจุดไฟฝันให้ตัวเองอีกครั้งในวัย 30 กับเส้นทางการเป็นศิลปินแล้วเปลี่ยนมู้ดมาส่องสเปซในการทำงานศิลปะแบบชิล ๆ และนั่งคุยถึงแรงบันดาลใจเบื้องหลังนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของคุณจ๊าบอย่าง ‘Nostalgia Surfer’ ที่ถ่ายทอดไวบ์ดี ๆ ของยุค 80 และเพลง City Pop ที่มีเสน่ห์

ท่ามกลางยุคที่ทุกอย่างผ่านไปไว เรามาซึมซับบรรยากาศที่ชวนหลงใหลไปกับเสียงดนตรีจากแผ่นไวนิล พร้อมหวนคิดถึงอดีตผ่านงานศิลปะที่ชวนละเมียดละไมกับเรื่องราวในวันวานกันเลย!

เด็กที่ชอบวาดการ์ตูน
และฝันอยากเป็น ‘นักวาดภาพประกอบ’

ถ้าวันหนึ่งเราเกิดอยากเป็นศิลปินก็คงจะตั้งนามปากกาเท่ ๆ ขึ้นมาสักชื่อ แต่สำหรับศิลปินสุดเท่คนนี้ ‘จ๊าบ’ คือชื่อที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด โดยมีคุณพ่อเป็นคนตั้งให้จากคำแสลงยอดฮิตของวัยรุ่นยุค 80-90 และไม่ใช่แค่ชื่อของศิลปินเท่านั้นที่จ๊าบ เพราะตัวตนของเขาก็จ๊าบและฉายแววความเป็นอาร์ตติสมาตั้งแต่เด็ก

“ความสนใจในศิลปะของเราเริ่มขึ้นตั้งแต่เด็กเลยครับ จำความได้ก็อยู่กับดินสอและกระดาษแล้ว จริง ๆ เราได้อิทธิพลมาจากมังงะและการ์ตูนญี่ปุ่น ตอนเด็ก ๆ ถึงขั้นอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนเลยครับ ในสมุดหรือหนังสือเรียนผมจะวาดรูปมังงะเป็นช่อง ๆ ไว้เต็มไปหมด คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ห้าม ในบ้านจะมีรูปวาดติดอยู่จนเรามารู้ทีหลังว่า จริง ๆ คุณพ่อเคยอยากเรียนเพาะช่างหรือไม่ก็ศิลปกรรม เขาเลยเข้าใจ ไม่ปิดกั้น แล้วก็ซัปพอร์ตผมเป็นอย่างดีครับ”

ช่วงมัธยมปลายที่เป็นทางแยกของการเรียนต่อในรั้วมหาวิทยาลัย คุณจ๊าบได้ไปเจอนิตยสาร a day ฉบับหนึ่งที่เล่าเรื่องราวของนักวาดภาพประกอบ ทำให้เขาค้นพบอาชีพในฝัน หลังจากนั้นก็เริ่มติวเพื่อสอบเข้าคณะนิเทศศิลป์อย่างจริงจังจนกระทั่งสอบติด แต่แล้วเขาก็ตัดสินใจลองไปสอบคณะจิตรกรรมของศิลปากรที่ใครก็ว่ายากแล้วดันติดเสียด้วย บวกกับคำแนะนำของพี่ติวที่เชียร์ให้เลือกคณะจิตรกรรมเพราะจะได้สกิลแบบเข้มข้น ในที่สุดคุณจ๊าบก็ตัดสินใจฝากตัวเป็นลูกศิษย์ในคณะนี้

ระหว่างเรียนคุณจ๊าบก็ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ Commercial Art ที่เป็นความสนใจของเขาไปด้วย และเสนอตัวไปฝึกงานในตำแหน่งนักวาดภาพประกอบทุกปิดเทอม โดยเฉพาะการได้ฝึกงานกับนิตยสารที่เป็นแรงบันดาลใจแรกของเขาอย่าง a day ในโครงการ a team junior คุณจ๊าบแชร์ให้ฟังว่าแม้การเรียนในคณะนี้จะฝืนตัวเองไปบ้าง แต่เขาไม่เคยรู้สึกว่าเป็นการเลือกเส้นทางชีวิตที่ผิดเลย

“ถึงจะเข้ามาเรียนจิตรกรรม ผมก็ยังตั้งเป้าจะเป็นนักวาดภาพประกอบอยู่ดี ระหว่างเรียนเลยต้องต่อสู้ทั้งกับอาจารย์และเพื่อน ๆ ในคณะที่มองว่าเรามาเรียนคณะนี้ทำไม เพราะงานของผมมีความเป็นกราฟิกมาก ๆ จนอาจารย์พูดว่า “งานของคุณมันไม่ใช่ Fine Art นะ มันดูเป็นภาพประกอบเกินไป” แล้วให้ผมกลับไปแก้ ซึ่งผมเจอคำพูดนี้หลายรอบมาก มันเลยเป็นเรื่องที่ผิดหวังนิดหน่อย แต่สุดท้ายผมก็รู้สึกว่าจบมาแล้วได้อะไรเยอะจากการเรียนจิตรกรรมเหมือนกัน ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ว่าจะไปเรียนนิเทศศิลป์ไหม ผมก็อาจจะเลือกคณะจิตรกรรมอยู่ดี เพราะถ้าเลือกนิเทศศิลป์ผมก็อาจจะไม่ได้เป็นผมอย่างทุกวันนี้ครับ”

ลาออกจากอาชีพที่ใฝ่ฝัน
มาจุดไฟแพซชันอีกครั้งในวัย 30

หลังจากที่สั่งสมความรู้และฝึกฝนตัวเองเพื่อเป็นนักวาดภาพประกอบมาหลายปี คุณจ๊าบก็ทำตามฝันได้สำเร็จ เพราะนับตั้งแต่เรียนจบก็ได้งานประจำแรกที่ 56th Studio ของ คุณโอ-ศรัณย์ เย็นปัญญา ศิลปินไทยที่มีซิกเนเจอร์โดดเด่น จากนั้นก็กลับมารับงานที่ a day แบบเต็มตัว ก่อนจะมีโอกาสไปทำงานกับ Happy People Studio ของอีกหนึ่งศิลปินแถวหน้าอย่าง Pomme Chan เรียกว่าเส้นทางการเป็นนักวาดภาพประกอบของคุณจ๊าบนั้นไปได้สวย แต่แล้ววันที่รู้สึกอิ่มตัวกับอาชีพนี้ก็มาถึง ทำให้เขาอยากลุกขึ้นมาสร้างผลงานภายใต้ชื่อ ‘จ๊าบ’ ของตัวเองจริง ๆ

“ก่อนหน้านี้ผมเคยนิยามตัวเองว่าเป็นคนที่ทำได้หลากหลายสไตล์มาก ๆ เพราะงานของ Illustrator มันมีงานหลากหลายรูปแบบให้ทำตามโจทย์ ซึ่งการได้ลองหลาย ๆ สไตล์ ทำให้ผมเจอว่าสไตล์ไหนที่เราอยู่กับมันได้นานที่สุด จนเริ่มมีจุดที่ตั้งคำถามว่าเราจำเป็นต้องมีสไตล์ของตัวเองไหม พอมานึกย้อนดูตอนเรียนมหาลัยก็พบว่าเราทำแนวนี้มาตลอดอยู่แล้ว จึงกลับมาอยู่กับสไตล์นี้ให้เยอะขึ้นในพาร์ตงานส่วนตัว ที่ผ่านมาระหว่างทำงานประจำ ผมก็ทำงานส่วนตัวที่เป็นงาน Commercial หรือ Collaboration ค่อนข้างเยอะ ซึ่งการทำงาน Commercial มันมีโจทย์ว่าต้องทำเพื่ออะไร แต่ผมไม่เคยได้ลองทำอะไรที่มาจากสิ่งที่ผมอยากเล่าเองล้วน ๆ เลย ซึ่งผมมีสิ่งที่อยากเล่าเยอะมากครับ”

“จนผมมาเริ่มรู้สึกว่าพอสิ่งที่ชอบมันกลายเป็นงาน เราต้องคิดกับมันตลอดเวลา ถึงจะมีพาร์ตที่เราเอนจอยกับมัน แต่ก็มีความกังวลว่างานนี้จะผ่านไหม ตอบโจทย์หรือยัง และพอเราวาดรูปมาทั้งวัน ทำงานเสร็จกลับบ้านก็ไม่อยากวาดรูปแล้ว อยากออกไปใช้ชีวิต อยากดูซีรีส์ หรือแค่อยากนั่งโง่ ๆ ไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มสังเกตตัวเองว่าเรามีเวลาว่างตั้งหลายวัน แต่ทำไมไม่อยากวาดงานตัวเองเลย พอกลายเป็นแบบนี้มันก็เริ่มเป็นสัญญาณที่ไม่ดีกับตัวเองแล้ว ผมกลัวว่าการสร้างผลงานตัวเองมันจะไม่เกิดขึ้น เลยตัดสินใจลาออกครับ”

การทิ้งงานประจำที่มั่นคงในวัยย่าง 30 เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะศิลปิน ไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนกันได้ง่าย ๆ แต่ถึงคุณจ๊าบจะไม่มั่นใจกับเส้นทางสายนี้ เขาก็เรียนรู้ว่าสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการจุดไฟตัวเองให้ติดขึ้นมาครั้ง

“ผมไม่เชื่อมั่นกับเส้นทางนี้เลย ไม่มั่นใจเลยว่าคนจะชอบงานผมไหม ผมแค่เชื่อว่าถ้าผมไม่ได้ลาออกมาทำตอนนี้ ไฟนี้มันอาจจะไม่กลับมาอีกแล้ว และยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทั้งยังมีเรื่องให้ต้องคิดเยอะขึ้น แพซชันเราก็จะค่อย ๆ ลดลงไปตามกาลเวลา ซึ่งผมไม่อยากเสียไฟนี้ไปเลย ผมเลยอยากรีบทำมันตอนนี้ เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะยังอยากทำมันอยู่ไหม สิ่งที่ยากที่สุดคือการลงมือทำโดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง “เดี๋ยวค่อยทำตอนพร้อม รอซื้อสี ซื้อเครื่องมือให้ครบก่อนแล้วค่อยเริ่ม” แต่ผมรู้สึกว่า “ไม่ได้! มันต้องทำเลย”  เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าแพซชันหรือการมีไฟที่จะทำอะไรมันไม่ได้สำคัญเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงมันสำคัญมาก ๆ เพราะไฟคือตัวจุดชนวนแรกที่ทำให้เราตัดสินใจทำมัน”

แรงบันดาลใจที่ชวนคิดถึงวันวาน
กับไวบ์ในยุค 80 และเพลง City Pop

นอกจากแพซชันที่ลุกโชน อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญในการเป็นศิลปินก็คือสไตล์ที่โดดเด่น อย่างที่บอกว่าคุณจ๊าบนั้นไม่ได้ ‘จ๊าบ’ แค่ชื่อ แต่รวมไปถึงสไตล์การแต่งตัว เทสต์ในการดูหนังฟังเพลง และการเสพงานศิลปะที่มีอิทธิพลกับการสร้างสรรค์ผลงานของเขา โดยตัวตนของคุณจ๊าบมีจุดเริ่มต้นมาจากประสบการณ์วัยเด็กที่เติบโตมากับสื่อญี่ปุ่น ทั้งการ์ตูน มังงะ มาสก์ไรเดอร์ ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้ง Artwork และเพลง ทำให้วัฒนธรรมในยุค 80 และเพลง City Pop มักจะดึงเขากลับไปสู่ความรู้สึกหวนคิดถึงอดีตที่เรียกว่า ‘Nostalgia’ นั่นเอง

“ผมเพิ่งมารู้จักคำว่า ‘Nostalgia’ เมื่อประมาณ 10 ปีนี้เองครับ เมื่อก่อนไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่ตอนเด็กจนถึงมัธยม ความรู้สึกนี้จะโผล่เข้ามาตลอดเวลาได้ยินเพลงบางเพลง หรือไปเจอสถานที่บางแห่ง ผมชอบความรู้สึกนี้แล้วไม่รู้จะเก็บหรือหยิบมันออกมาใช้ยังไง แต่ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทำให้ผมสามารถบันทึกรูปหรือเรื่องราวเพื่อนำมาเล่าในงานของผมได้ มันเลยเป็นเหมือนแฟ้มความรู้สึกที่เราจับต้องได้ ซึ่งคำว่า ‘Nostalgia’ ของผมคือการพาตัวเรากลับไปรู้สึกถึงไวบ์ของยุคนั้น ถึงผมจะเกิดไม่ทันหรือไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับผมจริง ๆ แต่มันคือการเอาจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาประกอบใหม่ในหัวจนเป็นความรู้สึกนั้นขึ้นมาครับ”

ความรู้สึก ‘Nostalgia’ ของคุณจ๊าบยังถูกหยิบไปประกอบกับความทรงจำในวัยเด็กของเขา อย่างภาพสระว่ายน้ำที่คุณจ๊าบเห็นบ่อย ๆ บนปกไวนิล หรือในภาพวาดของศิลปินคนโปรดอย่างอาจารย์ Hiroshi Nagai, Eizin Suzuki และ Hisao Kawada ที่มักจะชอบวาดภาพ Landscape หรือ Cityscape โดยมีสระว่ายน้ำอยู่ในนั้น ซึ่งชวนให้คุณจ๊าบย้อนนึกถึงวันวานอันหอมหวานของเขาในทันที

“ผมเป็นคนที่ชอบสระว่ายน้ำมาก มันทำให้นึกถึงการได้ลงสระว่ายน้ำครั้งแรกตอนผมยังเด็ก วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ออฟฟิศของคุณพ่อ ซึ่งเขากำลังล้างสระว่ายน้ำแต่ผมเกิดอยากเล่นน้ำขึ้นมา คุณพ่อเลยปล่อยน้ำในสระออกให้ตื้นพอที่เด็กจะลงไปเล่นได้ ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นสเปซที่พิเศษมาก เพราะมันมีน้ำอยู่แค่นั้นคนอื่นลงมาเล่นไม่ได้ เลยมีแค่ผมเล่นสนุกอยู่คนเดียว มันเป็นความรู้สึกเหงาแต่ว่ามันดีจังเลย ตอนที่เรามองเห็นกระเบื้องสีน้ำเงินเรียงกัน มองขึ้นไปเห็นท้องฟ้า เห็นวิวเมือง มันเป็นภาพจำแรกของผมเกี่ยวกับสระว่ายน้ำ หลังจากนั้นเวลาไปไหนแล้วเจอสระว่ายน้ำ ผมจะชอบไปยืนดูอยู่พักใหญ่เพื่อซึมซับความรู้สึก ‘Nostalgia’ ครับ”

ต่อกรกับ AI ด้วยงานศิลปะที่วาดมือ
และเติมสีฟุ้งด้วยแอร์บรัช

การก้าวมาเป็นศิลปินของคุณจ๊าบ แน่นอนว่าต้องเจอทั้งอุปสรรคและความท้าทาย โดยเฉพาะอุปกรณ์การวาดอย่าง ‘แอร์บรัช’ (Airbrush) ที่คุณจ๊าบต้องหัดใช้ใหม่ตั้งแต่ต้น เพราะถึงจะจบจิตรกรรมมาแต่ถ้าถามว่าเขาวาดมือครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยมหาลัยที่ผ่านมาร่วม 10 ปี และแม้คุณจ๊าบจะทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบมานาน แต่การวาดรูป Digital Art ในโปรแกรมกับการวาดด้วยมือบนแคนวาสก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง

“ผมดันเลือกอุปกรณ์ที่ไม่เคยใช้มาก่อน นั่นคือ ‘แอร์บรัช’ เพราะผมชอบความฟุ้งของภาพ และเอฟเฟกต์บางอย่างของแอร์บรัชที่ใกล้เคียงกับงานดิจิทัล ซึ่งเทคนิคอื่นอาจจะทำไม่ได้แบบนี้ แล้วมันให้ Aesthetics แบบยุค 80s หรือ City Pop หน่อย ๆ อย่างภาพโฆษณายุคนั้นส่วนใหญ่ก็ใช้แอร์บรัชเพราะยังไม่มีการวาดในคอมพิวเตอร์ ศิลปินหลายท่าน เช่น อาจารย์ Hajime Sorayama ที่วาด Robot Girl ตัวสีเงิน ๆ ก็ใช้แอร์บรัช งานเขาจะมีความเรียบเนียนและความฟุ้งของแอร์บรัชที่เฉพาะตัว ตอนแรกกังวลมากว่ามันใช้งานยังไง ต้องซื้ออะไรบ้าง แต่ก็ลองผิดลองถูก หาข้อมูลจาก YouTube เอาเองครับ”

“ความสนุกแรกของการใช้แอร์บรัชคือการนำวิธีจากดิจิทัลมาปรับใช้ ผมจะไล่ทำทีละเลเยอร์ โดยทำแบ็กกราวน์ให้เต็มก่อน แล้วค่อยทำชั้นถัดไปทีละชั้น เช่น เริ่มจากท้องฟ้าข้างหลังสุดแล้วค่อยวาดตึก ผมจะตื่นเต้นทุกครั้งที่เห็นผลงานของผมค่อย ๆ สมบูรณ์ มันคือไฟของผมเลย ความสนุกถัดมาคือความรู้สึกอยากเอาชนะ พอเราเคยวาดในคอมมา 10 ปี คิดว่างานมือคงไม่ยาก แต่พอทำจริงมันกด Ctrl+Z ไม่ได้ ถ้าพลาดแล้วคือพลาดเลย แล้วงานแอร์บรัชยากตรงที่มันต้องเนี้ยบมาก ผมต้องเสียเวลากั้นเทปเป็นเส้นตรงหรือมุมเหลี่ยมอย่างดีก่อนพ่น ไม่งั้นสีมันจะเกินออกมา แต่ก็เป็นอะไรที่ท้าทายและทำให้ผมตื่นเต้นจนอยากรีบเข้านอนเพื่อตื่นมาวาดต่อครับ”

“อีกเรื่องใหญ่ ๆ คือ พอลาออกมาทำงานมือในยุคที่ AI เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เดี๋ยวนี้เจนรูปใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที ความสะดวกมันง่ายขึ้นก็จริง แต่ความเป็นมนุษย์มันหายไปเรื่อย ๆ ผมเลยกลับมารู้สึกถึงคุณค่าของงานที่ทำจากมนุษย์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานจากศาสตร์ไหนก็ตาม ทั้งดนตรี ศิลปะ ภาพถ่าย หรืองาน Performance ทั้งหมดที่มาจากมนุษย์ และอยากทำอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันมีคุณค่ากับตัวเองครับ”

ท่องมิติไปในอดีตและเก็บเกี่ยวความทรงจำ
ผ่านนิทรรศการ ‘Nostalgia Surfer’

ภายในห้องทำงานของคุณจ๊าบมีผลงานบางส่วนที่เตรียมไปจัดแสดงใน Solo Exhibition แรกของเขาซึ่งเราสังเกตเห็นว่าภาพวาดทุกชิ้นจะมีตัวละครที่ดูคล้ายรูปปั้นเดวิด ซึ่งก็เข้าใจไม่ผิดเพราะคุณจ๊าบใช้รูปปั้นนี้ในการฝึกวาดรูปมาตั้งแต่แรกจนเกิดความรู้สึกผูกพัน และมักจะวาดรูปปั้นเดวิดไว้ในงานของเขาเสมอ และทุกครั้งที่มองก็จะรู้สึก Nostalgia ขึ้นมา ก่อนจะพัฒนามาเป็นตัวละครที่ชื่อว่า ‘Nostalgia Surfer’ ซึ่งเป็นคอนเซปต์หลักของนิทรรศการนี้

“ตัวละครนี้มีชื่อว่า ‘Nostalgia Surfer’ ครับ ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ผมสนใจเรื่องทฤษฎีการย้อนเวลามาก ๆ จนไปเจอทฤษฎีหนึ่งที่ชื่อว่า ‘String Theory’ เป็นทฤษฎีทางฟิสิกส์เกี่ยวกับมิติต่าง ๆ ที่บอกว่าถ้าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมิติไหน เราจะสามารถควบคุมมิติที่ต่ำกว่าได้ทั้งหมด เช่น มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ในมิติที่ 4 เราจึงสามารถควบคุมสิ่งที่เป็น 1 มิติ, 2 มิติ หรือ 3 มิติได้ แต่เราจะไม่สามารถควบคุม ‘เวลา’ ซึ่งเป็นมิติที่ 4 ได้ แต่ตัวละครสมมุตินี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ผมสร้างขึ้นมาให้อยู่เหนือจากมิติที่พวกเรารู้จัก มันเลยควบคุมเวลาและท่องไปในอดีตและอนาคตได้ แต่ผมเซ็ตไว้ว่ามันจะไม่เดินทางไปในโลกอนาคต และจ้องแต่จะกลับไปหาอดีตโดยไม่ได้จะไปแก้ไขอะไร แค่อยากเอาตัวเองเข้าไปอยู่ตรงนั้น เพื่อซึมซับบรรยากาศและเก็บเกี่ยวความรู้สึก Nostalgia อยู่เรื่อย ๆ เลยเกิดเป็นตัวละครนี้ขึ้นมาครับ”

นิทรรศการ ‘Nostalgia Surfer’ มีผลงานที่คุณจ๊าบวาดขึ้นใหม่ถึง 12 รูป และใช้เวลาเตรียมงานกว่า 1 ปี หนึ่งในนั้นมีรูปที่คุณจ๊าบเริ่มต้นฝึกใช้แอร์บรัชเป็นชิ้นแรก ซึ่งเขาใช้เวลาลองผิดลองถูกอยู่เป็นเดือน โดยขั้นตอนที่นานที่สุดคือการวางแผน ทั้งการเลือกโทนสีและจัดวางองค์ประกอบที่ต้องชัดเจนตั้งแต่สเก็ตช์ใน iPad จากนั้นเขาก็ได้เรียนรู้การวางแผนที่ดี มีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ และเข้าใจขั้นตอนการทำงานมากขึ้น จึงสามารถทำงานได้ไวขึ้น แต่ผลงานทุกชิ้นที่ทำล้วนมาจากความตั้งใจ

“สำหรับผมไม่มีงานชิ้นไหนที่ชอบน้อยที่สุดเลยครับ เพราะผมรู้สึกว่าทุกชิ้นคือประสบการณ์ของเราในช่วงเวลานั้น ๆ แกนหลักในงานของผมเป็นเรื่องความรู้สึก งานวาดแต่ละชิ้นเป็นเหมือนเครื่องบันทึกความทรงจำ หรือประสบการณ์ที่อยากเล่า ณ ตอนนั้น ต่อให้เป็นงานชิ้นแรก ๆ ผมก็จะกลับมาดูและถึงจะเห็นว่ามันควรปรับแก้ตรงไหน ผมก็เลือกที่จะไม่แก้เพราะมันคือตัวเราในตอนนั้นครับ”

สุดท้ายคุณจ๊าบก็ได้ฝากถึงนิทรรศการ‘Nostalgia Surfer’ ที่อยากให้เพื่อน ๆ ได้มาเห็นผลงานของเขาด้วยตาตัวเอง ผ่านข้อความที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างมนุษย์และ AI เริ่มเลือนลาง

“ความพิเศษของนิทรรศการนี้น่าจะเป็นอะไรที่เบสิกมาก ๆ คือผมอยากให้ทุกคนมาเห็นงานจริง ๆ มากกว่าเห็นในจอ มีหลายคนพูดกับผมว่าผลงานผมดูเหมือนงานดิจิทัล ผมเลยอยากให้มาเห็นว่างานที่ทำด้วยฝีมือมนุษย์ จริง ๆ แล้วมันทำได้ขนาดไหน ซึ่งผมรู้สึกว่ามันสวยพอสำหรับผมแล้ว มันคือที่สุดแล้วที่มนุษย์คนหนึ่งหรือผมคนนี้จะเค้นออกมาได้ครับ”

นิทรรศการ Nostalgia Surfer
10 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2026
จัดแสดงที่ KICH Gallery
เปิดทุกวันพุธ – อาทิตย์เวลา 15:00 – 21:00 น.
Facebook :
KICHgallery
Instagram :
kichgallery
Google Maps

IT MIGHT INSPIRE YOU

แกะแนวคิด-ถอดกลไกเบื้องหลังงานศิลปะเคลื่อนไหวได้

ชวนมาพูดคุยและหลงไปในโลกศิลปะของ ‘คุณวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์’

The Missing Piece by Peachful

ศิลปะที่ชวนมาค้นพบความสงบ พร้อมโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต

WEDNESDAY: ALL OVER THE PLACE

‘โอบกอดทุกความกังวล’ ด้วยการ ‘ยอมรับตัวเองในวันที่ไม่เพอร์เฟค’

ละครเวทีโรงเล็ก

เปิดโลกเบื้องหน้า - เบื้องหลัง ศิลปะและอิสระแห่งการเล่าเรื่องกับ ‘คุณนน - วิชชาพร ต่างกลาง’