Takorn Textile Studio

สิ่งทอที่ใส่ความครีเอทีฟจาก Exotic Material โดย ‘ฐากร ถาวรโชติวงศ์’

Neighbors and Friends ชวนเพื่อน ๆ มาสัมผัสความครีเอทีฟของงาน ‘Textile’ ไทยที่ถูกรังสรรค์จาก ‘Exotic Material’ ที่เป็นวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อย่างเศษโลหะ เศษผ้าไหม ผ่านผลงานการออกแบบของ ‘คุณฐากร ถาวรโชติวงศ์’ Art People อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย และนักออกแบบผู้ก่อตั้งแบรนด์ Takorn Textile Studio กับลายเซ็นงานออกแบบที่โดดเด่น ซึ่งใช้ทั้งเทคนิคของภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับการใช้เครื่องจักรมาถักทอ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสิ่งทอไทยได้อย่างร่วมสมัยและน่าสนใจ

“สไตล์งานของเราส่วนใหญ่จะเน้นการทดลองหาแนวทางหรือความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับวัสดุ เพราะตราบใดที่เราทำสิ่งทอ มันก็หนีไม่พ้นการถักหรือการทอ แต่เราเพิ่มความครีเอทีฟเข้าไปว่าวิธีการที่มันมีอยู่แค่นี้เราจะทำยังไงให้มันน่าสนใจ เพราะวัสดุไม่ได้เป็นของใหม่ มันมีแนวทางที่เขาทำกันมาหมดแล้ว แต่เราจะทำยังไงให้ผลงานออกมาต่างจากเดิมแล้วสามารถใช้ได้จริงและสามารถชูคุณค่าของวัสดุได้อย่างเต็มที่”

Neighbors and Friends มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับคุณฐากร ถึงแนวคิดและที่มาของการนำ ‘Waste’ หรือวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอ มาสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างสร้างสรรค์ กับมุมมองเฉพาะตัวที่เปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้และทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน แถมยังเชื่อว่าจะสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ที่หลงใหลในเรื่องราวของแฟชั่น และวงการสิ่งทอได้อย่างแน่นอน

เมื่อพูดถึง ‘สิ่งทอไทย’ ภาพจำของใครหลายคนอาจนึกถึงผลงานที่ถักทอจากเส้นใยธรรมชาติที่เราคุ้นตา แต่ความสร้างสรรค์และการเป็นศิลปินที่ไม่หยุดทดลองอะไรใหม่ ๆ ของอาจารย์ฐากร ได้สร้างความน่าสนใจให้กับวงการ Textile ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมสิ่งทอมารีดีไซน์ และเพิ่มคุณค่าให้เกิดความแปลกใหม่ผ่านเทคนิคและไอเดียร่วมสมัยได้อย่างน่าสนใจ

เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่าแล้วไอเดียเจ๋ง ๆ แบบนี้เกิดขึ้นมาได้ยังไง ? มาร่วมหาคำตอบพร้อมซึมซับแรงบันดาลใจดี ๆ กับเพื่อนบ้านสายอาร์ตแห่งวงการ Textile ที่เป็นทั้งนักออกแบบสิ่งทอแบรนด์ ‘Takorn Textile Studio’ และเป็นอาจารย์ประจำคณะมัณฑนศิลป์ ภาควิชาการออกแบบเครื่องแต่งกาย มหาวิทยาลัยศิลปากร คนนี้ไปพร้อมกันได้เลย

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ

คุณฐากรแชร์ให้เราฟังถึงเส้นทางการเป็นนักออกแบบสิ่งทอ ที่เริ่มต้นจากการเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาออกแบบศิลปอุตสาหกรรม และจบปริญญาเอกด้านสิ่งทอ ทำให้ได้เริ่มทำงานที่เกี่ยวกับสิ่งทอเรื่อยมา

“ช่วงหลังจากเรียนจบปริญญาตรี เราได้ทำงานกับบริษัทนำเข้าผ้า เลยได้มีโอกาสออกแบบผ้า สิ่งนั้นมันทำให้เรารู้สึกโหยหาและอยากไปเผชิญโลกกว้าง การทำงานออฟฟิศเลยไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเราในตอนนั้น จากนั้นเราเริ่มต้นทำงานประกวด พอประกวดชนะมันยิ่งสร้างแรงผลักดันให้เรา เราเลยออกจากงานประจำมาเรียนปริญญาโทที่คณะมัณฑนศิลป์ หลักสูตรศิลปะการออกแบบ พอเราประกวดไปหลาย ๆ งาน ก็ทำให้มีคนรู้จักเรามากยิ่งขึ้น อาจารย์ในคณะมัณฑนศิลป์ก็เริ่มดึงตัวเราไปสอน เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นอาจารย์ พอได้เข้ามาเป็นอาจารย์เราก็เรียนต่อปริญญาเอกและทำงานด้านนี้มาเรื่อย ๆ”

Upcycling สู่จุดเด่นของสิ่งทอ

เมื่อได้รู้เรื่องราวของจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณฐากรได้เข้าสู่วงการสิ่งทอแล้ว เราเลยชวนคุยต่อเกี่ยวกับสไตล์งานของคุณฐากร ถึงที่มาที่ไปของแรงบันดาลใจที่ได้นำ Exotic Material มาใช้ ซึ่งนิยามของคำว่า ‘Exotic Material’ สำหรับคุณฐากร ไม่ได้หมายถึงความแปลกประหลาดอะไร แต่เป็นความไม่คาดคิดของการใช้วัสดุในบริบทต่าง ๆ ที่สามารถทำให้กลายมาเป็นสิ่งทอได้

“มันเริ่มต้นจากการที่เราชอบทดลองและมีความสนใจเกี่ยวกับวัสดุค่อนข้างเยอะ ถ้าเราพูดถึงคนที่ทำสิ่งทอในประเทศไทย ก็จะมีทั้งการทอฝ้าย ทอไหม ส่วนความสนใจในสิ่งทอของเรามันคือการใช้ material ที่ประหลาด เราชอบที่เราได้ลองใช้อะไรที่คนอื่นไม่เคยลอง เช่น การเอาวัสดุเหลือทิ้งที่เหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมมาใช้ ซึ่งจริง ๆ เราเริ่มทำมาตั้งแต่ในโปรเจกต์จบตอนเรียนปริญญาตรี”

“ณ ตอนนั้นคำว่า ‘Upcycling’ หรือ ‘การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุ’ ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศเรา หรือแม้กระทั่งทั่วโลกก็ยังไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่ เราเลยได้ทำโปรเจกต์จบตอนปริญญาตรีในหัวข้อนี้ คือการเอาเศษหนังที่เหลือจากอุตสาหกรรมการปั๊มหนังมาใช้ พอมาเรียนปริญญาโท เราก็ค่อย ๆ รู้จักคำว่า ‘Upcycling’ มากขึ้น มันเลยกลายเป็นจุดเด่นในการทำงานของเรา เราคิดว่าความงามของเรามันค่อนข้างประหลาด เพราะเป็นไปในเชิง Exotic ทำให้เรากล้าที่จะทดลองได้อย่างสนุก โดยที่ผลลัพธ์ในความงามอาจไม่ตรงกับความงามที่ค่อนข้างเป็นปัจเจก แต่เราก็พยายามที่จะทำให้คนเข้าใจว่าวิธีการมองวัสดุหรือความงามของเรามันเป็นประมาณไหน”

การ Upcycling ก็เลยถือเป็นการนำภาพจำใหม่ ๆ มาสู่สิ่งทอในสไตล์งานที่น่าสนใจของคุณฐากร และ Takorn Textile Studio

ความงามจากสิ่งใหม่

มุมมองการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุนั้น ๆ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของคุณฐากร เกิดจากการทดลองซ้ำ ๆ ผ่านเทคนิคและสไตล์การเลือกวัสดุ เพราะความอยากรู้อยากลองทำให้หน้าตาของสิ่งทอออกมาในรูปแบบใหม่ที่มีความน่าสนใจ

“เกณฑ์แรกในการทำงานสำหรับเราคือต้องเห็นความงามของวัสดุที่เอามาใช้ก่อน เพราะถ้าเรามองไม่เห็นสิ่งนั้น เราคงคิดไม่ออกจะเอาไปทำอะไรต่อ เช่นโปรเจกต์ตอนเรียนจบปริญญาเอกของเราที่ใช้เศษโลหะทำสิ่งทอ มันเป็นการทดลองที่จำนวนเยอะมาก ๆ เกือบร้อยชิ้น ซึ่งตอนนั้นเราก็ได้รับความคิดเห็นมาว่าเศษโลหะมันเป็นสิ่งทอไม่ได้ แต่ตัวเราเอง เรามองเห็นความงามของมัน อีกอย่างในตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดไปถึงการใช้งานขนาดนั้น เพราะเรามีเป้าหมายในใจว่าถ้าเราคิดถึงในแง่การใช้งานไว้อันดับแรก มันจะไม่เกิดสิ่งใหม่เลยนะ จะไม่เกิดการทดแทนวัสดุมาใช้ในรูปแบบใหม่เลย เราเลยเลือกที่จะทำไปก่อน ทำไปให้มันเห็นผลจนกว่ามันจะสวย แล้วก็ให้มันใช้งานได้ด้วยเหมือนกัน”

ภาพลักษณ์ใหม่ของสิ่งทอไทย

แม้ภาพจำของภูมิปัญญาดั้งเดิมจะมักผูกโยงกับการถักทอสิ่งทอจากเส้นใยธรรมชาติ แต่สไตล์ของคุณฐากรกลับเลือกที่จะหยิบเอา ‘Exotic Material’ หรือวัสดุแปลกใหม่มาเป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งถือเป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดร่วมสมัยและรากฐานทางวัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืนและน่าสนใจ

“เราแค่อยากให้มันใหม่ เพราะทุกคนต้องสร้างสิ่งใหม่ ถ้าเราทำแบบเดิม ๆ มันก็คงไม่เกิดการพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ขึ้น แต่คนอื่นจะมองว่าสวยหรือไม่สวยมันก็อีกเรื่องหนึ่ง เราลองเอาวัสดุจากท้องถิ่น เช่น ฝ้าย ไหม มาทำกรรมวิธีที่มันประหลาดขึ้น นำมาผสมกับเส้นใยอื่น ๆ เช่น เส้นใยแฟนซี หรือแม้กระทั่งการเอามาลองกับเครื่องจักร ซึ่งทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่ต่างออกไป”

“เพราะเราคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาวัสดุท้องถิ่นมาทำงานหัตถกรรมอย่างเดียว มันสามารถเอามาเปลี่ยนเป็นบริบทอุตสาหกรรมได้ ทำให้กลายเป็นความร่วมสมัยมากขึ้น ทั้งผ่านตัววัสดุเอง รวมไปถึงเทคนิคที่เป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งคำว่า ‘ปัจจุบัน’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงสมัยปัจจุบันแล้วคนจะต้องเข้าใจงานของเรา เพราะมันยังมีคนที่ไม่รู้ว่าเราผลิตยังไง เราเลยเลือกเสนอภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับวัสดุและสิ่งทอไทย”

ซึ่งแรงบันดาลใจในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับสิ่งทอไทย อาจเป็นในตอนที่คุณฐากรได้มีโอกาสลงพื้นที่พัฒนาชุมชน เลยได้ทดลองผสมผสานและทำให้งานสิ่งทอเกิดความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น

“สิ่งนั้นมันทำให้เราเห็นความต่างว่าผ้าไทยยุคนี้มันไปได้ไกลและเกิดความน่าใช้มากขึ้น มีความทันสมัย ใช้งานง่าย คำโบราณอย่าง ‘ผ้าไทย = คนสูงอายุใส่หรือคนรวยใส่’ เราว่ามันใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน ถ้าเราได้เห็นงานของผู้ประกอบการในยุคสมัยนี้ mindset ของเราจะเปลี่ยนไปเลย เพราะมันไปไกลมาก ๆ แล้ว ทั้งด้วยเทคนิค วิธีการวางสี และอีกมากมายที่ได้ไปมอบวิสัยทัศน์แบบปัจจุบันให้”

ด้วยวิธีคิดที่น่าสนใจ เราเลยถามคุณฐากรต่อถึงสไตล์ที่คุณฐากรได้ถ่ายทอดออกมาผ่านผลงานของ Takorn Textile Studio ที่ทำให้เราได้เห็นถึงความสวยงามของวัสดุ

“สไตล์งานของเราส่วนใหญ่จะเน้นการทดลองหาแนวทางหรือความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับวัสดุ เพราะตราบใดที่เราทำสิ่งทอ มันก็หนีไม่พ้นการถักหรือการทอ แต่เพิ่มความครีเอทีฟเข้าไป ว่าวิธีการที่มันมีอยู่แค่นี้เราจะทำยังไงให้มันน่าสนใจ เพราะวัสดุไม่ได้เป็นของใหม่ มันมีแนวทางที่เขาทำกันมาหมดแล้ว แต่เราจะทำยังไงให้ผลงานออกมาต่างจากเดิมแล้วสามารถใช้ได้จริงและสามารถชูคุณค่าของวัสดุได้อย่างเต็มที่ เพราะในปัจจุบันมีเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่เยอะมาก มันเลยต้องเกิดจากความเข้าใจว่าทรัพยากรไม่ได้เกิดขึ้นเองได้อย่างรวดเร็ว เราเลยพยายามทำผลงานในแบบที่ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงศักยภาพที่เป็นจุดเด่นของวัสดุ”

ผลงานของ Takorn Textile Studio

พอได้ฟังถึงเรื่องราวที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนบ้านในด้านสิ่งทอแล้ว เราก็ได้ขอให้คุณฐากรช่วยโชว์ผลงานที่มีคอนเซปต์และเรื่องราวของวัสดุต่าง ๆ ที่นำมาใช้ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

เส้นใยหลากหลายรูปแบบ

เราขอเริ่มที่ผลงานแรกของ 𝐓𝐚𝐤𝐨𝐫𝐧 𝐓𝐞𝐱𝐭𝐢𝐥𝐞 𝐒𝐭𝐮𝐝𝐢𝐨 ที่น่าสนใจสุด ๆ อย่าง ‘The luminous’ ผืนผ้าที่ถักทอจากเส้นใยกว่า 20 ชนิด เช่น เส้นใยทองแดง เส้นใยโลหะ และสายเบ็ด เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับสิ่งทอที่น่าสนใจไม่แพ้เส้นใยธรรมชาติ

Fringe Lurex และ เศษผ้าไหม

ชุดสีฟ้าที่เราเห็นอยู่นี้ ถูกรังสรรค์มาจากวัสดุเหลือใช้จากการทำอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยใช้เส้น Fringe และเส้นใย Lurex ที่คุณฐากรได้กว้านซื้อมาจากโรงงานที่นำเส้นใยเหล่านี้ไปปักหรือทอในงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ที่ปลายของชุดก็มีการนำเศษผ้าไหมมาตัดเป็นรูปวงกลมคละ ๆ กัน ถือเป็นการสร้างความสวยงามของชุดผ่านการนำวัสดุนั้นมาสร้างคุณค่าใหม่ได้อย่างลงตัว

Photo by Takorn Textile Studio

เศษโลหะ

ส่วนชุดนี้เป็นโปรเจกต์ตอนปริญญาเอกของคุณฐากร ที่มองว่าเศษโลหะที่เหลือจากกระบวนการอุตสาหกรรมไม่ใช่ขยะแต่ถือเป็นของใหม่ เพราะเศษโลหะนี้ถูกนำไปเข้าเครื่องจักรแล้วถูกเปลี่ยนสภาพจากวัสดุแบบเดิมให้กลายเป็นเศษโลหะ คุณฐากรจึงเห็นคุณค่านั้น ๆ แล้วนำมาใช้ต่อ

โดยกระบวนการที่นำมาสู่วัสดุของสิ่งทอนั้นเกิดจากการเอาเศษโลหะที่มีลักษณะเป็นแป้นกลมจากการปั๊มเหรียญ แล้วเอาไปรีดให้วัสดุนั้นขยายออกมาและเพิ่มลวดลายด้วยการเผาไฟ ซึ่งการตัดเย็บต้องมีการวางแพทเทิร์นไว้ตั้งแต่แรก แล้ววางเศษโลหะลงบนผ้า จากนั้นจึงเย็บแบบเอาผ้าสองผืนประกบกัน ถือเป็นการทดลองกับวัสดุที่แปลกใหม่ ช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่น่าสนใจให้กับชุด

Photo by Takorn Textile Studio

อีกหนึ่งผลงานที่รังสรรค์จากเศษโลหะ ซึ่งเป็นผลงานการทำชุดล่าสุดของคุณฐากร โดยทำมาจากตะแกรงแสตนเลสที่เป็นตะแกรงกรองฝุ่นในเครื่องจักรอุตสาหกรรมที่ไม่ใช้งานแล้ว คุณฐากรเลยเอามาทำความสะอาดและตัดให้เป็นสี่เหลี่ยม จากนั้นจึงพ่นไฟเพื่อทำลวดลาย ซึ่งลวดลายนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘ลายดอกซีก’ บนเรือสุพรรณหงส์

Photo by Takorn Textile Studio

เศษผ้าไหม และ ผ้าฝ้ายย้อมเข็นมือ

ชุดนี้ทำจากสิ่งทอไทยที่คุณฐากรอยากปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ ๆ ให้กับผ้าไทย เลยเลือกใช้เทคนิคอื่น ๆ มาผสมผสาน โดยเอาผ้าฝ้ายเข็นทอมือมาย้อมสีจากหินที่จังหวัดเชียงใหม่ ทอร่วมกับเส้นดิ้นที่มีลักษณะแวววาว จากนั้นจึงยัดเศษผ้าไหมที่เหลือจากการตัดเย็บให้เกิดเป็นลวดลาย ซึ่งชุดนี้ได้ถูกนำไปโชว์ใน Asean-Korea Fashion Week 2024 ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในฐานะแบรนด์ Takorn Textile Studio ที่ต้องการนำเสนอเรื่องการเอาวัสดุจากท้องถิ่นของไทยมาใช้ทำสิ่งทอ

Photo by Takorn Textile Studio

เส้นใยย้อมสีธรรมชาติ

และผลงานสุดท้ายที่เราอยากหยิบมานำเสนอให้เพื่อน ๆ รู้จัก คือชุดคลุมที่ทำจากเส้นใยย้อมสีธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนกรรมวิธีในการถัก โดยถักด้วยเครื่อง knit เอามาผสมกับเส้นใยแฟนซีที่คุณฐากรได้ไปขอมาจากโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยสีของเส้นใยที่นำมาถักมีทั้งการย้อมสีจากเปลือกไม้ ดอกจาน ฯลฯ

“วัสดุพวกนี้มาจากตอนที่เราไปช่วยพัฒนาชุมชน พอเราอยากใช้ เราก็โทรไปสั่งของจากเขา ซึ่งตอนนั้นเราลงไปพัฒนาให้เขาในเรื่องเส้นใยย้อมสี เพราะตอนแรกชาวบ้านเขาทำแค่การย้อมสีผ้าพื้นธรรมดา เราเลยออกไอเดียในการมัดตอนจะย้อมเส้นใยให้ เพราะก่อนหน้านี้เขาใช้เทคนิคทำผ้าหางกระรอก ซึ่งมันใช้เส้นใยหลายเส้นตอนทำ ขั้นตอนมีความซับซ้อน เราเลยไปลดขั้นตอนให้กลายเป็นการผูกเก็บสี ใช้วิธีการทำมัดหมี่จากภาคอีสานสู่เชียงใหม่ สีของเส้นใยเลยจะออกมาเป็นช่วง ๆ เมื่อนำไปใช้งานจะมีสีที่สับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ”

Photo by Takorn Textile Studio

สิ่งทอไทยในทิศทางใหม่

พอเราได้ฟังคอนเซปต์ของแต่ละผลงานของ Takorn Textile Studio แล้ว เราจะเห็นได้ว่าทุก ๆ เทคนิคมีการผสมผสานจากความร่วมมือของทั้งคุณฐากรและเพื่อนบ้านหลาย ๆ คน คุณฐากรเลยเล่าเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาวงการสิ่งทอไทยให้เราได้ฟังไปเพลิน ๆ

“ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศไทยปิดตัวลงไปเยอะมาก เราเลยจะเห็นได้ชัดว่าเด็กเลือกเรียนสิ่งทอน้อยลงเพราะมันไม่มีอะไรรองรับ ความยากคือเราจะทำยังไงให้เด็กหันมาเข้าใจว่ามันยังมีบริบทอื่นอีก ทั้งด้านหัตถกรรม และงานศิลปกรรมต่าง ๆ ที่สิ่งทอมันยังสามารถพาไปได้ ซึ่งไม่ใช่ในแง่งานหัตถกรรมอย่างเดียว แต่เราจะทำยังไงให้เด็กเข้าใจแล้วพัฒนาคุณค่าของสิ่งทอไปถึงตรงนั้นได้”

“เพราะทุกคนที่มาเรียนเกี่ยวกับสิ่งทอก็ต้องคาดหวังอยู่แล้วว่าต้องมีงานทำ แต่แน่นอนว่าถ้าเราเจอสิ่งที่เรารัก เราจะทำมันต่อเอง นั่นคือเรื่องของแพสชัน แล้วพอเรามีแพสชันเยอะ ๆ มันก็จะพาเราไปสู่รายได้ เพราะเราคิดว่าในตอนนี้อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤต ทั้งโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ปิดตัวลง รวมถึงแฟชั่นในไทยที่มีแต่ ‘Fast Fashion’ เต็มไปหมด เราเลยรู้สึกว่าตอนนี้เราควรสร้างความเข้าใจให้กับเด็กได้แล้ว ว่าจะทำยังไงให้อนาคตของการพัฒนาสิ่งทอไทยมันจะเป็นไปด้วยความเข้าใจในทิศทางใหม่”

ในส่วนของผู้ประกอบการด้านสิ่งทอในไทยก็กำลังถูกพัฒนาไปในทิศทางที่ดี เพราะส่วนใหญ่วงการสิ่งทอในปัจจุบันเป็นพื้นที่ของคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจอยากทำต่อไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังต้องการการสนับสนุนให้เพื่อนบ้านทุกคนได้มาจับจ่ายสิ่งทอสวย ๆ เพื่อให้วงการสิ่งทอนั้นได้ไปต่อในอนาคต

บทบาทของอาจารย์ฐากร

จากที่คุณฐากรได้มีการเกริ่นไว้แล้วเล็กน้อยถึงแพสชันที่อยากทำให้สิ่งทอในไทยเป็นไปในทิศทางของคนรุ่นใหม่ ซึ่งในบทบาทการเป็น ‘อาจารย์ฐากร’ ก็มีเรื่องราวของแรงขับเคลื่อนหรือแรงบันดาลใจดี ๆ ที่ทำให้เกิดความตั้งใจนั้นเหมือนกัน

“แรงขับเคลื่อนของเราคือเด็กนักศึกษาเลย เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างคนรุ่นถัดไปที่จะมาทำงานตรงนี้ เราต้องอย่าลืมว่าทุกอย่างมันคือการทำงานกันเป็นวงกลม ผู้ประกอบการที่ทำงานอยู่ตรงนี้ อีกหน่อยเขาก็ต้องแก่ ถึงแม้ว่าตอนนี้เขายังเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ในอนาคตจะเป็นใครที่จะมาทำมันต่อถ้าเกิดเราไม่ผลิตเด็กหรือดีไซเนอร์ที่จะเล็งเห็นตรงนี้ แล้วช่วยผลักดันให้มันอยู่ต่อไปได้”

“เราเลยรู้สึกว่าแรงผลักดันมันทำให้เขาเข้าใจและรักในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะเราอยากให้เขาเข้าใจตัวเอง แล้วคนที่มาเรียนไม่จำเป็นต้องทำเก่งทุกอย่าง ขอแค่เข้าใจสิ่งที่เรียนแล้วรู้ว่าตัวเองชอบอะไรแล้วทำอันนั้นให้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างเดียวที่ทำได้ก็เพียงพอแล้ว แต่เราอยากให้เขาจริงจัง เต็มที่ และไม่ท้อในยุคนี้ที่มันยากมาก ๆ ถ้าต้องการแรงผลักดันอะไรสักอย่างมันคงเป็นเรื่องของแพสชันหรือความเข้าใจที่จะอยู่ต่อ แล้วรู้จักส่งต่อให้กับคนอื่นด้วย”

บทบาทของดีไซเนอร์

ส่วนในบทบาทนักออกแบบสิ่งทอของ Takorn Textile Studio นั้น คุณฐากรก็ได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวน่ารัก ๆ เช่นเดียวกัน

“จริง ๆ บริบทการเป็นดีไซเนอร์ของเรามันค่อนข้างน้อย เพราะเรามาทำอาจารย์เต็มตัว แต่จะมีบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เวลาคนให้ไปออกงานหรือสั่งของเรา แต่แรงผลักดันในพาร์ทดีไซเนอร์ของเรามันแทบจะไม่มีเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ต้องการอะไรจากสายดีไซเนอร์แล้ว ไม่ได้แปลว่ามันหมดไปแล้วนะ แต่มันหมายถึงการที่เราอยู่ตัวกับอาชีพดีไซเนอร์ เพราะต่อให้ไม่มีคนมาจ้างเราออกแบบ เราก็ยังต้องออกแบบอยู่ เพราะเราต้องเอางานไปสอนเด็ก แต่เรารู้สึกว่าเราทำตรงนี้เราก็แฮปปี้และทำได้เต็มที่ เรามีอิสระ สามารถใส่ความเป็นปัจเจกได้ เราเลยเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะเด็กก็ให้เรากลับมาเหมือนกัน ซึ่งสิ่งนั้นคือความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ”

อนาคตของสิ่งทอจากคุณฐากร

ก่อนจบบทสนทนา เราจึงให้คุณฐากรเล่าถึงเรื่องราวที่อยากทำในอนาคตว่า Takorn Textile Studio มีความสนใจอยากทำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง ทั้งในเรื่องของดีไซน์และวัสดุที่อยากเอามาทดลองทำเป็นสิ่งทอต่อในอนาคต

“ในอนาคตเราก็อยากทำเรื่องวัสดุในท้องถิ่น การย้อมสีธรรมชาติ และทำเรื่องสิ่งของเหลือใช้ต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอน เพราะมันสนุกสำหรับเราและมันเกิดประโยชน์ในเชิงกว้าง นอกจากนั้นเราก็อยากทำโปรเจกต์ของการตกแต่งพื้นที่ เช่น โรงแรม ห้าง หรือสถานที่ใหญ่ ๆ สักครั้งหนึ่ง เพราะเราอยากสร้างตัวอย่างงานศิลปกรรมสิ่งทอแบบ Installation Art ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็น และทำให้สิ่งทอมันสามารถเป็นไปได้หลายทาง”

ซึ่งนอกจากความสนใจใน Exotic Material แล้วคุณฐากรมีความสนใจในเรื่องของการย้อมสีธรรมชาติอยู่ด้วยเช่นกัน

“เราสนใจในเรื่องการย้อมสีธรรมชาติ แต่เราก็ต้องทำความเข้าใจว่าต่อให้เขาย้อมสีเคมี เขาก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะบางทีผู้ประกอบการบางคนไม่ได้มีทุนทรัพย์หรือแรงงานพอที่จะทำสีธรรมชาติได้ตลอด เพราะต้นทุนของการย้อมสีธรรมชาติมันค่อนข้างเยอะ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ทั้งต้องย้อมหลายครั้ง อุปกรณ์หลายอย่าง แต่ถ้าย้อมเคมี เขาสามารถสั่งของมาแล้วย้อมได้เลย ซึ่งเขาต้องเข้าใจว่าเขาจะจัดการกับสีเคมีตรงนั้นยังไงให้เหมาะสม มันเลยกลายเป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราอยากทำสีธรรมชาติต่อไปเรื่อย ๆ”

“เพราะสุดท้ายแล้วธรรมชาติคือการหมุนเวียน ทั้งสีและอัตลักษณ์ที่ได้จากงานมันก็น่าสนใจ เราเลยอยากส่งเสริมเรื่องนี้ต่อไปเรื่อย ๆ มันยังมีชุมชนทอผ้าอีกหลายที่ที่เขายังไม่ได้เริ่มต้น เพราะเขายังไม่รู้จักการย้อมสีธรรมชาติเลย เขาไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในพื้นที่มันมีของที่จะเอามาใช้ย้อมได้ เราเลยรู้สึกว่าถ้าเราได้ทำไปเรื่อย ๆ มันก็น่าจะสนุกดี”

Long Term – Long Run

ซึ่งเรื่องราวในวันนี้ ก็ถือเป็นเรื่องราวที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งเราและเพื่อนบ้านทุกคน รวมไปถึงการสร้างแรงผลักดันดี ๆ ให้กับตัวคุณฐากรเช่นกัน เราเลยให้คุณฐากรฝากเมสเสจถึงมุมมองในเรื่องความยั่งยืนเป็นการทิ้งท้าย

“เราไม่ได้มุ่งเน้นกับความยั่งยืนขนาดนั้น แต่เราว่าเราเข้าใจในระดับหนึ่งเลย ความยั่งยืนมันมีหลายบริบทมาก ๆ แต่บริบทจริง ๆ ของมันคือ ‘Long Term – Long Run’ คือทำยังไงให้อยู่ได้ในอนาคตแล้วคุณภาพชีวิตเรายังดีอยู่ ซึ่งเราพูดถึงในเรื่องอนาคตและความยั่งยืน ที่มันไม่ใช่เรื่องขยะอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องของวิธีการที่จะทำให้บริบททางวัฒนธรรมยังอยู่ต่อไป และบริบทของชุมชนที่เขาส่งต่อความรู้กันมาแบบรุ่นสู่รุ่น ให้คนรุ่นใหม่ของชุมชนสามารถประกอบอาชีพนี้โดยที่ไม่ต้องไปหาอาชีพในกรุงเทพ ฯ ซึ่งมันเป็นเรื่องของความยั่งยืนทั้งสิ้น ผสมกับเรื่องของภูมิปัญญา แนวคิดการออกแบบ ที่ดีไซน์เพื่อให้ชีวิตดีขึ้นแบบ Well-being ถือเป็นความยั่งยืนทั้งหมด”

“ซึ่งในฐานะอาจารย์ เราว่ามันยากมาก ๆ ที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ในเวลาสี่ปี ตัวเราเองกว่าจะเข้าใจได้ก็ใช้เวลานาน ว่าการทำให้มันยั่งยืนมันไม่ใช่การใช้ขยะเสมอไป มันอยู่ที่วิธีคิดว่าจะทำยังไงให้คนอยู่กันได้อย่างยาว ๆ ในอนาคต”

IT MIGHT INSPIRE YOU

Bā Space

คุยกับ ‘คุณนิก - นพปกรณ์ พรศิริกุล’ พร้อมส่องเบื้องหลังพื้นที่ซัปพอร์ตศิลปินรุ่นใหม่

ละครเวทีโรงเล็ก

เปิดโลกเบื้องหน้า - เบื้องหลัง ศิลปะและอิสระแห่งการเล่าเรื่องกับ ‘คุณนน - วิชชาพร ต่างกลาง’

Theatre of her.

ศิลปินผู้เปลี่ยนความเศร้าให้กลายเป็นความหวัง ในรูปแบบของละครเวทีย่อส่วน

ภาพวาดจากกาแฟสู่ ‘เพียวมัทฉะ’

เสพศิลปะนอกกรอบผ่านภาพวาดจากเพียวมัทฉะ โดยคุณพ่อ 'พรชัย เลิศธรรมศิริ'