ละครเวทีโรงเล็ก

เปิดโลกเบื้องหน้า – เบื้องหลัง ศิลปะและอิสระแห่งการเล่าเรื่องกับ ‘คุณนน – วิชชาพร ต่างกลาง’

ใครที่กำลังหลงใหลในการดูละครเวที หรือกำลังมีแพลนจะไปดูละครเวทีอยู่ วันนี้ Neighbors and Friends ขอพาทุกคนไปทำความรู้จักและสัมผัสประสบการณ์ของ ‘ละครโรงเล็ก’ ละครเวทีที่เป็นเสมือนงานศิลปะอันไร้ขีดจำกัด ด้วยอิสระในการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านตัวละครได้อย่างตรงไปตรงมา

บนพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่นักของละครโรงเล็ก ทำให้ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และทีมงานทุกคน รวมไปถึงผู้ชมที่นั่งอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ สามารถรับ – ส่งอารมณ์และความรู้สึกกันได้อย่างถึงใจและใกล้ชิด ‘ละครโรงเล็ก’ จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของการแสดงละคร แต่คือสเปซที่ทำให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมกับ ‘ละคร’ เสมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้น ๆ

คอลัมน์ Art People ครั้งนี้ เราพาทุกคนมารู้จักกับ ‘คุณนน – วิชชาพร ต่างกลาง’ (memnon.nie) นักแสดง ผู้กำกับ และนักเขียนบทละครที่บอกเล่าทุกเรื่องราวอย่างเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง ผลงานละครแต่ละเรื่องจึงเต็มไปด้วยลายเซ็นที่คุณนนทิ้งเอาไว้

ความพิเศษอีกอย่างของ ‘ละครโรงเล็ก’ คือการเป็นหนึ่งใน ‘ฟันเฟือง’ เศรษฐกิจในพื้นที่ที่ละครถูกนำไปแสดง เพราะ ‘โรงเล็ก’ ในที่นี้ คือการแสดงที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ที่ถูกเรียกว่า ‘เวที’ ซึ่งเวทีนั้น ๆ อาจหมายถึงพื้นที่ในโกดัง ร้านอาหาร คาเฟ่ ไปจนถึงอาร์ตสเปซที่ล้วนสามารถรังสรรค์ให้กลายเป็นฉากต่าง ๆ ได้

มาพูดคุยกับคุณนนถึงเรื่องราวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในหลากหลายมิติ ตั้งแต่แรงบันดาลใจในการสวมบทบาทต่าง ๆ ของคุณนน ไปจนถึงผลงานที่เกิดจากความตั้งใจและความหลงใหลในการทำละคร ที่รับรองเลยว่าเพื่อน ๆ จะได้เพลิดเพลินไปกับศิลปะแขนงนี้อย่างแน่นอน!

จุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ ‘ละครโรงเล็ก’

ความน่าสนุกของการพูดคุยในครั้งนี้คือการที่คุณนนมีหลายบทบาทในวงการศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ‘Curator’ หรือผู้ดูแลและจัดการงานศิลปะในนิทรรศการ รวมไปถึงการทำธุรกิจแบรนด์ผ้าไหมของที่บ้าน และขยับไปทำงานเป็น ‘Art Director’ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจจาก ‘งานศิลปะ’ สู่การได้ก้าวเข้ามาในวงการ ‘ละครเวที’

“พอเราลองทำทุกอย่างแล้ว มันก็เหลือแค่ ‘Art’ เราเลยลองทำ Art Director แล้วโดนเส้นมาก มันเลยอินสไปร์เราว่า ‘นี่คือที่ของเรา’ มันจะมีการจัดการนิดนึง แต่ว่าหลัก ๆ จะมีความเป็น Manage Art และการสร้าง Art Scene ขึ้นมา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราถนัดมาก พอทำไปทำมามันก็ไปโดนเส้นผู้กำกับเหมือนกัน ด้วยคาแรกเตอร์ของเรา ผู้กำกับคนแรกเขาเลยปั้นเราขึ้นมาเป็นเบื้องหน้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจเราเลยว่า ‘ถ้ามีโอกาสขนาดนี้ ณ ตอนนี้ ถ้าไม่ทำคือเสียเปล่าเลยนะ’ เราเลยลองทำดู”

“ช่วงแรก ๆ ที่ทำเรากดดันมาก แต่ด้วยทีมที่อินสไปร์เราว่าเขาเห็นอะไรในตัวเรา มันเลยเกิดจากคนรอบข้างที่เขาค่อนข้างแคร์และซัพพอร์ตเรา มันคือการได้โอกาสที่ดี ส่วนแรงบันดาลใจดี ๆ มันก็เกิดจากการที่เรารู้ว่าเราไม่ถนัดอะไรนี่แหละ เพราะจะเห็นว่าเราไม่ได้มีไอดอลอะไรเลย เราแค่ทำสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วปัจจุบันนั้นก็มีคนอื่น ๆ ที่เห็นในคุณค่าของมัน มันเลยได้ไปต่อเรื่อย ๆ”

เอกลักษณ์ที่ถ่ายทอดผ่านละครเวที

ทุกผลงานของคุณนนเต็มไปด้วยเรื่องราว ความทุ่มเท และความรักในสิ่งที่ทำ ซึ่งส่งผ่านออกมาทั้งในบทและการกำกับ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน ราวกับ ‘ลายเซ็น’ ที่เด่นชัดในงานทุกชิ้น โดยคอนเซปต์เหล่านี้มีแรงบันดาลใจจากพื้นเพของคุณนน คนโคราชที่เติบโตมากับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่คุ้นเคย และเลือกหยิบจับสิ่งนั้นมาถ่ายทอดในงาน

“งานเราทุกชิ้นจะแทรกประเด็นทางวัฒนธรรมเสมอ แล้วงานวัฒนธรรมมันจะพ่วงมาด้วยความสัมพันธ์ของชนชั้นชายขอบ ดังนั้นเสน่ห์ของงานที่สะท้อนตัวตนของเราก็คือ ‘ประเด็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมและชนชั้นชายขอบ’ ในบางงานก็จะมีสองประเด็นนี้มาเชื่อมกันบ้าง แยกขาดจากกันบ้าง หรือบางเรื่องเราก็จะแทรกความเป็น LGBTQ+ ในภูธร หรือความเป็นเพศทางเลือกในชนชั้นชายขอบ ดังนั้นแกนหลักของมันก็คงหนีไม่พ้นการพูดเรื่องความเป็นชนชั้นชายขอบที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมในพื้นที่ และสอดแทรกประเด็นความเลื่อมล้ำทางสังคม การถูกกดทับ ความเป็นอื่น ความเป็นคนนอกอยู่ตลอดเวลา”

Photo by จิร อังศุธรรมทัต

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่สังเกตได้ง่ายก็คือ ‘ผ้าซิ่น’ จากความหลงใหลในผ้าไหม คุณนนจึงเลือกทิ้งลายเซ็นนั้น ๆ ด้วยชุดของตัวละครในเรื่องที่ตนเองได้กำกับและแสดงอยู่เสมอ

“ตอนแรกเราไม่รู้สึกว่าตัวเองมีแกนงานแบบนี้ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 – 3 งาน เราเลยเริ่มเห็นว่าเราไม่เคยพ้นเรื่องพวกนี้เลย ในหัวเรามีแต่อะไรแบบนี้ แต่มันก็เป็นลายเซ็นของเราดี ทุกครั้งที่เห็นงานแสดงเรา ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทกำกับ พาร์ทเบื้องหลัง หรือพาร์ทนักแสดง อันไหนที่เป็นลายเซ็นเราชัด ๆ มันจะมีตัวละครที่ใส่ ‘ผ้าถุง ผ้าไหม ผ้าซิ่น’ เสมอ เพราะเราทิ้งลายเซ็นไว้ในพร็อพด้วย”

เสน่ห์จากละครเวทีโรงเล็ก

‘ละครเวทีโรงเล็ก’ เป็นรูปแบบของการแสดงที่คุณนนสามารถใส่ความเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะเป็นศิลปะการแสดงที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ละครประเภทนี้ยังทำให้ทุกคนได้สัมผัสอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ทั้งทีมงาน นักแสดง และคนดู เสมือนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสเปซที่ถูกเนรมิตเป็น ‘เวที’ ซึ่งเป็นแค่พื้นที่โล่งที่ถูกเซตฉาก วางพร็อพ และล้อมรอบด้วยผู้ชมที่นั่งในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับนักแสดงทุกคน

“ละครเวทีโรงเล็ก นักแสดง ทีมงาน และคนดู มันใกล้กันมาก มันเป็นการรับสภาวะนั้นกันตรงหน้าเลย แล้วยิ่งถ้ามันเป็น theatre ที่ทำให้เรารู้สึกสนใจร่วมด้วย มันคือการสร้างสถานการณ์ตรงหน้าขึ้นมาทันที มันมีความเป็น happening art ซึ่งผู้ชมกับนักแสดงจะรับ – ส่งอารมณ์กันตรง ๆ เลย ดังนั้นประสบการณ์ที่ได้รับมันค่อนข้างที่จะเต็มอิ่มมาก ๆ”

“เพราะมันคือการเข้าไปสัมผัสเหตุการณ์นั้นจริง ๆ ร่วมกับนักแสดง พอคนที่ได้เข้ามาสัมผัสละครโรงเล็กแล้ว มันจะออกไปจากละครโรงเล็กไม่ได้ แล้วจะเสพติดอยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ มันคือ magic ของมัน เพราะละครเวทีโรงเล็กมีอิสระในการเล่าเรื่องมาก งานที่มีเนื้อหารุนแรงแล้วถูกเซ็นเซอร์ มันจะถูกเอามาทำเป็นละครโรงเล็กและอยู่ในพื้นที่เฉพาะ คนดูก็จำกัดแค่ 150 คนต่อรอบ ดังนั้นเรื่องที่เขาได้รับมันจะตรงมาก แล้วจะถึงใจคนดูจริง ๆ มันคือความอิสระของการแสดงที่สร้างสภาวะให้กับคนตรง ๆ ได้ และรับ – ส่งอารมณ์กันได้ทันที”

ผลงานละครจากคุณนน
ในฐานะของ ‘ผู้กำกับและนักแสดง’

หลังจากที่เพื่อน ๆ ได้เข้าใจในงานศิลปะอย่างละครโรงเล็กแล้ว คุณนนจะพาเราไปรู้จักผลงานละครเวทีที่เธอเคยแสดงและเคยกำกับ พร้อมเปิดมุมมองทั้ง ‘เบื้องหน้า – เบื้องหลัง’ ของแต่ละเรื่อง ให้เราได้สัมผัสและรับรู้เรื่องราวที่น่าติดตามไปด้วยกัน

มะพร้าวหน้าผี

หนึ่งในผลงานที่คุณนนได้มีโอกาสกำกับและเขียนบท ความพิเศษของเรื่องนี้คือเนื้อเรื่องที่มาจากเรื่องราวในชีวิตและความผูกพันกับวัฒนธรรมของชาวโคราชมาตลอดทั้งชีวิต ถือเป็นผลงานละครที่ถ่ายทอด ‘ตัวตน’ ของคุณนนได้ชัดเจนที่สุด

“แรงบันดาลใจของเรื่องนี้มาจากชีวิตเราเลย เราเปรียบชีวิตเราเป็น ‘ลูกมะพร้าว’ ที่มันจะมีโมเมนต์ของการแปรสภาพและการถูกฉีก เหมือนสังคมที่พยายามจะตีความหมายให้เราเป็นสิ่งอื่น และด้วยความที่มันไปเชื่อมโยงกับเรื่องวัฒนธรรม นั่นก็คือประเพณี ‘บุญผ้าป่ามหาวิบาก’ ของโคราช เป็นประเพณีที่เขาเอามะพร้าวมาทำเป็นผี เราเลยรู้สึกว่าสิ่งนี้มันคือการทำให้อีกสิ่งหนึ่งกลายเป็นสิ่งหนึ่งด้วยการใส่ความหมายเข้าไป”

Photo by จิร อังศุธรรมทัต

ตลอดการแสดงของเรื่องมะพร้าวหน้าผี เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ทำให้คนดูได้มีส่วนร่วมกับนักแสดง คล้าย ๆ กับตอนที่เราดูภาพยนตร์สักเรื่อง แต่ละครโรงเล็กทำให้เราได้เข้าไปอยู่ในโลกนั้นกับตัวละคร นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้ ‘พื้นที่’ ความสนุกของละครโรงเล็กที่สามารถครีเอตเรื่องราวได้อย่างเต็มที่

“เนื้อเรื่องของเรื่องนี้มันเป็นการครีเอตชีวิตของคน ๆ หนึ่งขึ้นมาผ่านประสบการณ์ในชีวิตของเรา โดยเราเปรียบชีวิตเพื่อนคนหนึ่งของเราเป็น ‘หัวมะพร้าว’ ที่มาให้เห็นแค่หัว เพื่อแทนความหมายว่า ‘เขาไม่อยู่บนโลกแล้ว’ แล้วจะมีซีนที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมคือซีนที่ตัวละครในกลุ่มเพื่อนไม่มีใครรับมะพร้าวลูกนั้นไว้ ทำให้มันลูกมะพร้าวมันถูกโยนไปอยู่กับกลุ่มคนดูแทน”

“เรื่องมะพร้าวหน้าผีมันมีการเล่นกับพื้นที่ด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่โรงเล็กทำได้ อย่างเช่นจู่ ๆ นักแสดงก็โผล่มาหาคนดู หรือจู่ ๆ ไฟก็ดับทั้งโรงละคร บางทีมีฉากที่เล่นไม่ไหวแล้วเดินออกจากฉาก จากนั้นเดินกลับมาพูดว่า ‘เข้าองค์สอง’ ก็มี อย่างที่บอกว่ามันต้องจริงมาก นักแสดงจะต้องเล่นเป็นเราที่เล่าเรื่องนั้นให้จริงที่สุด ดังนั้นถ้ามันเล่าไม่ไหว หรือรู้สึกเหมือนอยากเข้าห้องน้ำก็ต้องไป”

“เราเลยมองว่าสิ่งนั้นแหละคือตัวอย่างของสิ่งที่ละครโรงเล็กทำได้ แล้วเราดึงศักยภาพของพื้นที่ออกมาได้เต็มที่ที่สุด มันไม่ได้ถูกครอบด้วยสเกล หรือจำกัดรูปแบบงานอะไรเลย ทั้งสเปซนี้มันสามารถเป็นละครเวทีโรงเล็กได้หมดเลย อยู่ที่ว่าเราสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมา ซึ่งมะพร้าวหน้าผีก็เป็นแบบนั้นเลย และนักแสดงเก่งมาก คนดูก็ชอบมาก ๆ”

Photo by จิร อังศุธรรมทัต

The Making of the Otherland in the Afternoon Late Late GMT+7 on the Back of the Almost Fifth Tiger Behind the Berlin Wall (Not Really).

ผลงานจากคณะละคร B-floor theatre โดยผู้กำกับ ธีระวัฒน์ มุลวิไล ละครเวทีรูปแบบ Physical theatre เนื้อเรื่องของการเปิดเผยเบื้องหน้า – เบื้องหลังของกองถ่ายในยุค propaganda ที่ถ่ายทอดมุมมองของคนกองถ่าย ว่าต้องต่อสู้กับสมัยปัจจุบันยังไงบ้าง ผ่านความเจ็บปวดอะไรมาบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นในละครเรื่องนี้เลยเป็นการเล่นสองแง่มุมไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นละครเวทีเรื่องหนึ่งในฐานะ ‘นักแสดง’ ที่คุณนนชื่นชอบเป็นพิเศษด้วยเหมือนกัน

“เป็นครั้งแรกที่เราได้เล่นรูปแบบนี้ เรารู้สึกว่ามันสนุกมาก เป็นเรื่องราวที่แบ่งเป็น 4 องค์ ในขณะที่เธียเตอร์มันกำลังดำเนินไป มันมีการถ่ายทำหนังเรื่องหนึ่งไปด้วย แล้วก็ขึ้นฉายโปรเจกเตอร์ให้คนเห็นความแตกต่างของสิ่งที่อยู่ในกล้องและของจริง คนดูจะได้เห็นภาพแบบ Cinematic ที่กล้องไปจับสด ๆ ณ ตอนนั้น กับเธียเตอร์ที่นักแสดงและทีมงานทุกคนสรวนกันมากอยู่ตรงนั้น เป็นการแสดงที่คนดูได้เห็นทั้งสองสิ่งพร้อมกัน มันเลยเป็นสองเลเยอร์ที่โชว์พร้อมกันว่าหน้าฉากภาพยนตร์มันดูสวยงามมาก แต่จริง ๆ ชีวิตของคนทำงานพวกนี้มัน suffer กันอยู่ตรงนี้”


Flies

ผลงานจากคณะละคร On the Ground Theatre โดยผู้กำกับ พชร ประดิษฐเจริญ ละครเวทีเรื่องล่าสุดที่ Neighbors and Friends ได้มีโอกาสมาดูในรอบพิเศษนี้ เป็นพาร์ท intro ที่มีความยาว 45 นาที (จากความยาวทั้งหมด 2 ชั่วโมง 15 นาที) ซึ่งแสดงเฉพาะในเทศกาล Bangkok Theatre Festival 2025 นี้เท่านั้น โดยเป็นการเกริ่นถึงเรื่องราวของ 3 ตัวละคร คือ เดซี่ ไวท์ และ ‘มิเชล’ บทบาทที่แสดงโดยคุณนน ผ่านคอนเซปต์ ‘ความฝันและคำลวง’ ซึ่งเป็นที่มาในการตั้งชื่อเรื่อง ‘Flies’ ที่มีคำว่า ‘lie’ ซ่อนอยู่

“เรื่องนี้จะเป็นเรื่องราวที่เล่าผ่านศิลปินแต่ละแขนง ทั้งศิลปินวาดภาพ นักร้อง และนักเขียนที่มีความใฝ่ฝันอยากประสบความสำเร็จ โดยเปรียบเป็น symbolic ของผีเสื้อที่มีปีกแล้วอยากจะโบยบิน แต่ก็ถูกขโมยความสำเร็จเหล่านั้นไป จากความ suffer นี้ ตัวละครเลยออกมาแฉว่าใครที่เอาความสำเร็จเราไป แล้ววงการอุตสาหกรรมในแต่ละอุตสาหกรรมมันหลอกลวงอะไรบ้าง หรือตัวละครตัวนั้นที่เล่าอยู่มันหลอกอะไรคนดูบ้าง ซึ่งแต่ละแขนงก็จะเล่าในอุตสาหกรรมของตัวเอง”

เรื่องราวของเบื้องหน้า – เบื้องหลัง

‘เบื้องหน้าคือผู้ถ่ายทอด ส่วนเบื้องหลังคือผู้สร้าง’ คำอธิบายสั้น ๆ ของวงการการละครที่คุณนนได้นิยามให้กับเรา ทำให้เราได้เห็นภาพของ ‘ละครเวที’ ที่ทุก ๆ คนตั้งใจถ่ายทอดให้เราได้เห็นในแต่ละโปรดักชัน

“การเป็นผู้สร้างมันเริ่มมาตั้งแต่เขาเขียนบท ทีนี้สิ่งที่มันยากกับการเป็นผู้สร้างคือทุกอย่างต้องผ่านการตกตะกอนมาก ๆ เพื่อที่จะออกมาเป็นงานหนึ่งชิ้นในประเด็นที่เขาต้องการสื่อสาร ส่วนเบื้องหน้ามันคือการถ่ายทอดสิ่งนั้นให้ตรงใจคนดูที่สุด มันเลยทำงานกันเป็น ‘ฟันเฟือง’ เบื้องหลังคือฟันเฟืองใหญ่ฟันเฟืองแรกที่ขับเคลื่อน และเบื้องหน้าอย่างนักแสดงก็มาเป็นอีกฟันเฟืองหนึ่งที่จะพาเรื่องราวไปให้ถึงผู้ชม”

ความยากที่เกิดขึ้นของทั้งสองบทบาทที่คุณนนเคยได้รับก็มีความแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่ได้รับจากการได้ทำในทุก ๆ บทบาทสำหรับคุณนนคือ ‘ความสุข’ ที่เกิดขึ้นจากการได้สื่อสารเรื่องน้ัน ๆ ไปถึงผู้ชม

“เรารู้สึกว่าในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็จะมีความสุขหมดเลย เราว่ามันใช้ความคิดพอ ๆ กับตอนได้ curated งานศิลปะ เพราะมันต้องทรีตคนดูพอ ๆ กัน แต่สิ่งที่ได้รับจากฝั่งการแสดงมันมีมากกว่า ซึ่งเราก็ชอบฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมา”

“เพราะเรามองว่ามันยากคนละแบบ สำหรับเรา เรารู้สึกว่าเบื้องหลังทำยากกว่า แต่มันส์มาก! เพราะเบื้องหลังมันมีการคราฟต์งานขึ้นมา เป็น ‘ผู้สร้าง’ ที่ทำให้ตัวตนและทิศทางมันชัดเจนว่านี่คือ ‘เรา’ แต่พอเป็นผู้ถ่ายทอด บางตัวละครมันก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ความคิดเรา แต่เราต้องสื่อสารสิ่งนั้นให้จริงที่สุด และให้คนดูได้สัมผัสความรู้สึกนั้นให้ได้มากที่สุด ดังนั้นมันจะไม่ได้มีตัวตนเราขนาดนั้น ความท้าทายมันเลยต่างกันตรงนี้”

คุณนนเล่าเสริมถึงโมเมนต์สนุก ๆ ในการแสดงแต่ละครั้ง เพราะการได้อยู่บนเวที ไม่ได้หมายถึงการสวมคาแรกเตอร์นั้นอยู่ตลอดเวลา แต่อาจสอดแทรกความเป็นตัวตนของนักแสดงเข้าไปเพิ่มรสชาติให้กับเนื้อเรื่องอย่างการ ‘อิมโพรไวส์’ ที่เป็นความสนุกและความตื่นเต้นหนึ่งของคุณนน

“บางโปรดักชันผู้กำกับเขาจะมีการเว้นหน้ากระดาษเอาไว้ แล้วบอกให้เราอิมโพรไวส์และนำไปสู่ซีนนั้น ๆ ให้ได้ บางโปรดักชันก็จะให้ทำนองดนตรี ไดอาล็อก หรือให้มาเป็นคำต่าง ๆ จากนั้นก็เป็นการครีเอตของเราว่าจะเล่นยังไงให้คนดูตลกหรือมีอารมณ์ร่วมกับซีนนั้นให้ได้”

“มันจะเป็นเรื่องของการที่นักแสดงได้เอาตัวตนโผล่เข้ามาในช่วงเวลาหนึ่งให้คนประทับใจ แล้วกลับเข้ามาเป็นคาแรกเตอร์ บางทีก็มีแบบไม่อิมโพรไวส์เลย เป็นคาแรกเตอร์ล้วน ๆ ก็มี ซึ่งแบบมีบทมาก่อนมันมีความเป็นเซฟโซนมากกว่า แต่สคริปต์ที่ดีและเล่นอยู่ในเซฟโซนได้ แล้วเติมรสชาติของนักแสดงลงไปอีกนิด มันก็จะเป็นงานที่เพอร์เฟคเลย การบ้านของเราก็จะเป็นการทำความเข้าใจกับเนื้อหาที่จะพูดว่า ‘พูดทำไม มันไม่ต้องพูดก็ได้ แต่ถ้าจะพูด เราพูดทำไม แล้วใครฟัง’ ซึ่งมันจะทำงานคนละแบบกัน”

ละครโรงเล็กกับสังคมในปัจจุบัน

ความเป็น ‘อิสระ’ ของการเล่าเรื่องผ่านบทละครที่ถูกถ่ายทอดบนเวทีของละครโรงเล็ก สามารถสร้างความใกล้ชิดและทำให้ผู้ชมได้รับเรื่องราว อารมณ์ และความรู้สึกนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง ทำให้สิ่งนั้นส่งผลโดยตรงกับผู้คนที่ได้มีโอกาสเข้ามาชมการแสดง จากผู้กำกับและนักแสดงที่ตั้งใจสื่อสารประเด็นต่าง ๆ ออกไป

“การมี ‘ละครโรงเล็ก’ มันเลยมีความสำคัญต่อสังคมมาก เพราะพอมันมีอิสระในการทำมาก ๆ และมีสเกลที่ไม่ใหญ่ มันเลยมีเรื่องราวที่จะสื่อสารกับสังคมได้หลากหลายมากขึ้น แล้วมันมีเสรีต่อการแสดงออกในระดับหนึ่ง ดังนั้นเลยกลายเป็นว่าละครโรงเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ขับเคลื่อนเม็ดเงินในสังคมได้ ซึ่งจะเชื่อมไปถึงเรื่อง ‘ทุนนิยม’ ด้วย”

ละครเวทีโรงเล็กเลยเป็นเหมือนจุดเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นจากคนเฉพาะกลุ่ม แต่ถือเป็นเศรษฐกิจที่กระจายรายได้ไปตามแต่ละกลุ่มด้วยเหมือนกัน เพราะสเปซที่ใช้แสดง ‘ละครเวทีโรงเล็ก’ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโกดัง คาเฟ่ หรือห้องห้องหนึ่งก็ถูกเนรมิตให้กลายเป็น ‘เวที’ ได้ทั้งหมด

“คนที่มาดูละครโรงเล็กไม่ได้มาดูแค่ให้เงินมันหมุนเวียนในเศรษฐกิจ แต่มาเพื่อเสพงานอาร์ต และรับประเด็นการสื่อสารบางอย่างที่มันค่อนข้างจะมีชีวิตและตอบสนองกับผู้ชม เพราะละครเวทีคือ ‘งานประสบการณ์’ ดังนั้นจึงเป็นการซื้อตั๋วมาเอาประสบการณ์ พร้อม ๆ กับการสร้าง traffic ทางเศรษฐกิจไปด้วย”

“เราว่าละครโรงเล็กควรเกิดขึ้นทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ เพราะมันกลายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ๆ เพราะเราทำมาแล้ว ถึงจะทุนน้อยเราก็สามารถทำละครโรงเล็กได้ เป็น ‘ทุนน้อยที่ขับเคลื่อนได้’ แต่พอมันไม่ได้มีเงินไปอัดฉีดละครโรงเล็ก ละครมันเลยเกิดยาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจที่ดีมาก”

นอกจากจะเป็นศาสตร์การแสดงที่ทำให้คุณนนได้เป็น ‘ผู้ให้’ แง่มุมความคิดและความบันเทิง ผ่านการสื่อสารเรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ ละครเวทีโรงเล็กยังทำให้คุณนนได้เป็น ‘ผู้รับ’ เรื่องราวต่าง ๆ ผ่านการทำความเข้าใจบทบาทนั้น ๆ ทุกครั้งที่ได้แสดง

“ถ้าเราไม่รับงานแสดงเรื่อง Flies เราก็คงไม่ได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของแต่ละแขนงว่าเขาไปเจออะไรมาบ้าง นักเขียนต้องเจอแบบนี้ด้วยเหรอ หรือนักร้องต้องเจอแบบนี้ด้วยเหรอ เพราะเราเห็นแค่ฉากหน้าที่เขาสะท้อนมาหาเรา ซึ่งมันก็เป็นประโยชน์กับผู้ชมและคนสร้างด้วยว่าสิ่งนี้ไม่เคยถูกสื่อสารเลย แต่ตอนนี้มันถูกสื่อสารออกไปแล้ว”

ความฝันถึงบทบาทในอนาคต

ความตั้งใจของคุณนนที่มีต่อ ‘ละครเวทีโรงเล็ก’ ยังคงดำเนินไปด้วยความสนุกและความรักในการทำละครอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของการแสดง หรือบทบาทของคนเขียนบท รวมไปถึงการได้กำกับละครสักเรื่องหนึ่ง แต่อีกบทบาทหนึ่งที่คุณนนให้ความสนใจนั่นก็คือ ‘ผู้กำกับ’ ของหนังสักเรื่องหนึ่งในอนาคต

“เราก็ยังชอบการเป็นนักแสดงอยู่เพราะมันสนุก แต่แผนกำกับหรือการทำโปรเจกต์อะไรด้วยตัวเองสักอย่าง เราก็อยากลอง ในตอนที่เรามีอายุมากพอจะตกตะกอนความคิดของตัวเองได้มากกว่านี้ ส่วนบั้นปลายชีวิต ถ้าสมมุติหน้าตาเราหรือร่างกายเรามันไม่ได้ทำให้ผู้ชมอยากชมแล้ว เราอยากจะทำหนังสักเรื่องฝากไว้ในโลกใบนี้แทน”

“แต่ ณ ตอนนี้เราก็อยากทำหน้าที่นักแสดงให้ดีที่สุดไปเรื่อย ๆ ถ้าจะกำกับอีกรอบหนึ่ง เราก็อยากตกตะกอนอีกสักหน่อยก่อน อย่างเรื่อง ‘มะพร้าวหน้าผี’ มันเกิดตอนเราอายุ 30 พอดี แล้วมันตกตะกอนมาแล้ว 30 ปีเพื่อสิ่งนี้ ดังนั้นกว่าจะกำกับมันต้องตกตะกอนความคิดมาว่าเราจะเล่าเรื่องอะไรในชีวิตที่ผ่านมา”

แต่ไม่ว่าคุณนนจะอยู่ในบทบาทไหน ความตั้งใจนั้น ๆ ก็จะยังคงอยู่ในใจของผู้ชมของการแสดงทุก ๆ รอบเช่นเคย ไม่ว่าจะด้วยลายเซ็นที่เป็นเอกลักษณ์ หรือเรื่องราวและการแสดงที่ถ่ายทอดออกมาอย่างตั้งใจ คนดูก็จะได้รับความเพลิดเพลินและแรงบันดาลใจจากการชมการแสดงนั้นอย่างแน่นอน

IT MIGHT INSPIRE YOU

Eyedropper Fill

นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ศิลปะฮีลใจ
และสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อโอบกอดทุกคน

Guānghuá Bào LETTER Press by Poontany

ชวนส่องโฆษณาเก่า สืบเรื่องเล่าผ่านตัวอักษรในหนังสือพิมพ์จีน

The Missing Piece by Peachful

ศิลปะที่ชวนมาค้นพบความสงบ พร้อมโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต

WEDNESDAY: ALL OVER THE PLACE

‘โอบกอดทุกความกังวล’ ด้วยการ ‘ยอมรับตัวเองในวันที่ไม่เพอร์เฟค’