“ทุกอย่างคือการทดลอง ถ้าลองแล้วประสบความสำเร็จมันก็โอเค แต่ถ้าไม่ก็ช่างมัน ชีวิตผมก็เช่นกันที่ลองผิดลองถูกมาเยอะ ขอแค่มีความพยายามทำให้ความสำเร็จมันเกิดขึ้นจริง ทำจนกว่าทุกคนจะยอมรับ ทั้งฟ็อกกี้ และภาพจากกาแฟ ผมล้วนใช้เวลากับมันอย่างจริงจัง ถ้าไม่คิดจะลองในวันนั้น ตัวเราก็คงไม่มีวันนี้”
ใครสักคนกล่าวไว้ว่า ‘ศิลปะไม่มีถูกหรือผิด’ แม้กระทั่งความงดงามของภาพ การตีความ ตลอดจนวิธีการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น ซึ่งอาจเหมือนหรือแตกต่างกันไปตามมุมมองและความถนัดของศิลปิน
เช่นเดียวกับ ‘คุณพ่อพรชัย – พรชัย เลิศธรรมศิริ’ ศิลปินผู้ต้องการสร้างสรรค์ผลงานด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา ทำให้ค้นพบเทคนิคเฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ อย่าง เทคนิคฟ็อกกี้ ที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตคุณพ่อนับตั้งแต่นั้น จนกระทั่งเกิดความสนใจ ‘สีที่ทำจากกาแฟ’ อีกหนึ่งความท้าทายที่คุณพ่อพรชัยลองผิดลองถูกจนเกิดเป็นอีกเทคนิคที่เป็นเสมือนประตูไปสู่โอกาสมากมาย

ครั้งนี้ Neighbors and Friends จึงชวนคุณพ่อเปิดโฮมสตูดิโอ เพื่อนั่งพูดคุยถึงเส้นทางการเป็นศิลปิน พร้อมชวนคุณพ่อขยายขอบเขตความสร้างสรรค์และความชอบทดลองอะไรใหม่ ๆ ของคุณพ่อ ด้วยการครีเอตภาพวาดด้วย ‘เพียวมัทฉะ’ ที่ต่อยอดมาจากการใช้ ‘กาแฟ’ เทคนิคที่สร้างชื่อไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างผลงานอันน่าทึ่งอีกครั้ง
เรื่องราวของคุณพ่อทำให้เราย้อนคิดไปว่า บางทีความสนใจเล็ก ๆ ก็สานต่อไปได้ไกลเกินกว่าตัวเองในอดีตจะคาดเดา เพียงเพียรพยายามอย่างจริงจัง ฝึกฝนจนรู้จักขอบเขตความสามารถที่มีอยู่ของตัวเองอย่างสร้างสรรค์ ไม่ละทิ้งมันไประหว่างทางที่เติบโต แต่รู้จักโอบรับทุกความเป็นไปได้อย่างไม่ยึดติดกับวิธีการดั้งเดิม และท้าทายสิ่งนั้นด้วยการทดลองจนได้รับการยอมรับในที่สุด ทำให้ ศิลปะนอกกรอบ กลายเป็นสิ่งที่นำพาให้คุณพ่อพรชัยประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินอย่างทุกวันนี้
สัมผัสกับศิลปะนอกกรอบจากมัทฉะ พร้อมซึมซับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวบนเส้นทางศิลปินที่ไม่ง่ายแต่เป็นไปได้ของเพื่อนบ้านศิลปินรุ่นใหญ่มากฝีมือของเรากันได้เลย!

จุดเริ่มต้นของพรชัย เลิศธรรมศิริ
ปัจจุบันสังคมเราเปิดกว้างมากขึ้น ความสนใจต่อเรื่องต่าง ๆ ถูกพูดถึงและแบ่งปันความรู้กันอย่างเปิดเผย ไม่เว้นแม้แต่ศิลปะ อีกหนึ่งศาสตร์ที่มีพื้นที่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงร่วมกันได้โดยง่าย แต่ในอดีตกลับไม่ใช่แบบนั้น
บทสนทนากับคุณพ่อพรชัยพาเราย้อนไปในสมัยที่ยังเป็นนักเรียนศิลปะ
“สมัยก่อนผมเรียนวาดเขียนกับครูพละ เพราะโรงเรียนต่างจังหวัดไม่ค่อยมีครูสอนศิลปะมากนัก แล้วการที่ได้เห็นคนที่เขาวาดเขียนได้มันทำให้เราชื่นชม พอลองเองบ้างก็เริ่มชอบ จนเกิดเป็นความคิดที่ว่า เราน่าจะเรียนด้านนี้ดีกว่า”
“แต่ถ้าถามว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจในเส้นทางนี้ไหมมันก็ส่วนหนึ่ง”
ตั้งแต่รู้ว่าความสนใจของตัวเองคืออะไร ในวันที่ต้องตัดสินใจเลือกสายอาชีพ คุณพ่อก็ไม่ลังเลที่จะเรียนต่อทางด้านศิลปะทันที แต่ด้วยความที่สมัยนั้นต้องเรียนไปด้วย และทำงานไปด้วย ทำให้ชีวิตของคุณพ่อผ่านประสบการณ์หาเลี้ยงชีพด้วยการวาดภาพมาตั้งแต่ยังหนุ่ม
“พอเห็นว่ารูปที่เราวาดมันใช้หาเงินเองได้ ก็เริ่มทำจริงจังมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติที่ชอบมาซื้อ เลยรับจ้างเขียนรูปขนาดเล็กทั่วไปตามออเดอร์ อย่างพวกวิวทะเลเอย ภูเขาเอย อาทิตย์หนึ่งเป็นพัน ๆ รูปก็มี”
นับว่าเป็นเรื่องยากในยุคที่สังคมยังมองว่า ศิลปินวาดภาพ เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ซึ่งคุณพ่อพรชัยก็ผ่านจุดนั้นมาได้ด้วยความเพียรพยายามของตัวเอง

จุดเปลี่ยนด้วยความคิดที่แตกต่าง
‘คุณพ่อพรชัย’ ยังคงเล่าถึงประสบการณ์การวาดภาพมาเรื่อย ๆ จนได้มารู้จักกับ อาจารย์อารี สุทธิพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ผู้เป็นต้นแบบการคิดนอกกรอบ หลังจากนั้นจึงได้เจอกับศิลปินอีกหลายคน และดูเหมือนว่าชีวิตเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อจะมีโอกาสได้แสดงผลงานของตัวเอง
“แต่ด้วยความที่เราเป็นเพียงศิลปินมือสมัครเล่น ก็เลยไม่อยากทำงานในลักษณะที่มันเหมือนเขา ความคิดที่อยากจะสร้างชิ้นงานให้มีความแตกต่างจากคนอื่นก็เข้ามาในหัว ตรงนั้นน่าจะเป็นจุดปลี่ยนแปลงของชีวิตศิลปินจริง ๆ”
การทดลอง เทคนิคฟ็อกกี้ จึงเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่นั้น
“ในความรู้สึกตอนนั้นมันคือเรื่องแปลก สมัยก่อนถือเป็นศิลปะแนวใหม่ที่ทำให้คนรู้จักมือสมัครเล่นอย่างผมมากขึ้น และได้มาอยู่ในจุดที่มีลูกศิษย์อยากเรียนรู้เรื่องพวกนี้จากเรา”
หลังจากสร้างผลงานด้วยเทคนิคฟ็อกกี้ประมาณ 2 ปี ความต้องการทดลองสิ่งใหม่ของคุณพ่อพรชัยก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ลองผิดลองถูกจนได้เป็น ‘ผลงานที่สมบูรณ์จากสีที่ได้จากกาแฟ’


คุณพ่อเล่าถึงความสนใจต่อสีจากกาแฟว่า มันให้บรรยากาศแบบเก่า ๆ พอทดลองด้วยเทคนิคที่หลากหลายมาเรื่อย ๆ ก็เกิดการต่อยอดจากสิ่งของที่หาได้ใกล้ตัว อย่างที่กรองกาแฟเหลือใช้จากการชงดื่ม นำมาประกอบเป็นกระโปรงบัลเล่ต์ให้กับหญิงสาวที่วาดไว้ ช่วยเพิ่มมิติให้ภาพเดิมกลายเป็นภาพที่มีชีวิตชีวามากขึ้น และสีจากกาแฟนี่เองที่ทำให้โอกาสมากมายหลั่งไหลมาสู่ชีวิตของคุณพ่อ
คุณพ่อเสริมว่า เพราะช่วงนั้นกาแฟสดกำลังเป็นที่นิยมในบ้านเรา พอมีคนสนใจ ตลาดกาแฟก็เริ่มจัดงานกันมากขึ้น
“อย่างการประกวดเมล็ดพันธุ์กาแฟแบรนด์ต่าง ๆ การแข่งขันศิลปะลาเต้อาร์ต แล้วมันคาบเกี่ยวกับช่วงที่ผมวาดรูปจากกาแฟพอดี งานพวกนี้เขาก็จะเชิญให้ไปเขียนรูปบ้าง แสดงงานบ้าง หรือแม้แต่เป็นกรรมการตัดสินลาเต้อาร์ตก็มี”
กลายเป็นว่า คุณพ่อได้เข้ามาอยู่ในวงการกาแฟไปโดยไม่รู้ตัว
“แต่สิ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความสำเร็จมาก ๆ เลยก็คือ การถูกเชิญไปวาดภาพจากกาแฟที่ต่างประเทศ ในงานเปิดตัวสินค้า Nescafé ที่ประเทศสิงคโปร์ ลองนึกดูสิ มันไม่ง่ายเลยสำหรับคนเขียนภาพธรรมดาจากกาแฟจะทำได้”

ความหลงใหลในการเดินทาง เพื่อเขียนภาพที่เต็มไปด้วยความรู้สึก
เมื่อพูดคุยกับคุณพ่อพรชัยมาถึงตรงนี้ ทำให้ได้รู้ว่า คุณพ่อชอบที่จะเดินทางไปเขียนภาพยังสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่เกี่ยงความลำบากแม้แต่น้อย
“นอกเหนือจากภาพวาดกาแฟที่ทำให้สื่อมากมายเข้ามาหาผมในตอนนั้น อีกส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ได้เดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเขียนภาพประเพณีไทย เป็นการเขียนบรรยากาศงานสด ๆ ในช่วงเวลาต่าง ๆ ด้วยสีน้ำ”
โดยคุณพ่อเสริมว่าภาพต่าง ๆ จะถูกวาดขึ้นและจบลงภายในวันนั้นไปพร้อมกับเหตุการณ์ตรงหน้า แม้กระทั่งการวาดพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น เหตุการณ์เดียวกันแต่คนละวัน ภาพของคุณพ่อก็อาจให้ความรู้สึกที่ต่างกันออกไป เสมือนเรื่องราวที่ถูกบันทึกเก็บไว้จำนวนมากเป็นเวลากว่า 6 ปี


จากการที่คุณพ่อพรชัยชอบเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเขียนภาพ ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรมที่คุณพ่อมักทำเป็นประจำคือ ‘การทำงานด้านจิตอาสา’ แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ห่างไกล การเดินทางจึงมีความยากลำบากตามไปด้วย
พอดีกับที่คุณพ่อได้รู้จักกลุ่มออฟโรดที่มีน้ำใจยื่นมือเข้ามาช่วยในการอาสาขับรถหรือขนของ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ครั้งนั้นที่กลุ่มออฟโรดได้เข้ามาช่วยเหลือกัน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน
พร้อมบรรดาลูกศิษย์ที่ให้การสนับสนุนในความตั้งใจของคุณพ่อ ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการไปทำจิตอาสาในหลาย ๆ ครั้ง จึงนับเป็นความโชคดีของคุณพ่อเองที่โดยรอบเต็มไปด้วยกัลยาณมิตรที่ดี
“มันคงจะมาจากวัยเด็กของผมที่เคยต้องการมาก่อน พออยู่ในจุดที่เรามี เราก็อยากให้ เราตั้งใจไว้แล้วว่าเราจะทำ พอไปถึงมันได้สัมผัสถึงความสุขบางอย่าง ได้เห็นว่าสิ่งของที่เราให้มันมีประโยชน์ ศิลปะที่เราสอนมันมีคนชอบ ทุกอย่างเลยดูอบอุ่น และมีความพิเศษต่างกันในแต่ละที่ ๆ เราไปด้วย”
และเพราะทุกการเดินทางที่ยากลำบาก ทำให้คุณพ่อเห็นโลกมากขึ้น พร้อมกับได้ค้นพบความสวยงามของธรรมชาติที่แท้จริง และทุกภาพทรงจำของสถานที่เหล่านั้นได้กลายมาเป็นต้นแบบในการเขียนภาพธรรมชาติในปัจจุบันนี้

ค้นหาความถนัดแล้วเรียนรู้ที่จะใช้ความรู้สึกในการวาดเขียน
กว่า 20 ปีกับประสบการณ์การเดินทางมานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้คุณพ่อพรชัยได้ค้นพบความถนัดในการทำงานของตัวเองมากขึ้น ซึ่งคุณพ่อให้คำอธิบายสั้น ๆ ว่า ‘ใช้ความรู้สึก’ ในทุกกระบวนการ
“เริ่มต้นผมใช้ไม้ไผ่ในการร่างรูปทั้งหมด หากใช้อย่างอื่นทำ ไม่ว่าดินสอหรือพู่กันจะรู้สึกว่าเส้นมันไม่ได้ดั่งใจ ในทางจิตวิทยาเหมือนเราไม่มีอิสระในการลากเส้น ผมเป็นคนที่ค่อนข้างใช้ความรู้สึกหนักเบาไปตามสถานการณ์ แล้วไม้ไผ่มันทำให้ผมสบายใจที่จะลากเส้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็แล้วแต่คน เป็นสิ่งที่ต้องเพียรหาว่าเราถนัดอะไร”
เมื่อถามถึงแรงบันดาลใจในการวาดภาพแต่ละครั้ง ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจจากคุณพ่อ
“ตั้งแต่เริ่มมันไม่ได้มีกำหนดตายตัวว่าจะวาดอะไร ให้ออกมาเป็นยังไง เพราะเวลาที่ลงสีด้วยเทคนิคฟ็อกกี้ หรือแม้แต่สีน้ำเองก็ตาม มันทำให้เราต้องคิดอยู่ตลอดว่าจะต้องไปยังไงต่อ พ่นสเปรย์หรือแต้มสียังไง ใช้อุปกรณ์อะไร ด้วยเทคนิคแบบไหน บางทีผมใช้ส้อมแทนการใช้เกรียงเพราะลากแล้วได้เส้นที่เยอะดี มันมีเหตุผลและเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แรงบันดาลใจเลยอยู่ในรูปแบบของการต่อยอดไปตามความรู้สึกมากกว่า”

คุณพ่อเสริมในเรื่องของหลักการวาดภาพเอาไว้ว่า เราต้องรู้จักสิ่งที่เรากำลังวาดให้ดีก่อน จินตนาการถึงจะออกมาเป็นรูปร่างที่ชัดเจน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีอยู่จริงหรือไม่ก็ตาม
“ยิ่งถ้าเราวาดเกี่ยวกับธรรมชาติ เราก็ต้องรู้จักธรรมชาติ ข้อดีของผมคือเข้าป่าบ่อย ป่าที่ไม่ใช่ป่าทั่วไปนะ แต่เป็นพวกป่าลึกที่มักจะเจอต้นไม้แปลกตา รากลอยเอย เถาวัลย์เอย หรือดอกไม้ที่ไม่เคยเจอ ของจริงมันสวยมาก”
แม้กระทั่งการวาดภาพบรรยากาศต่าง ๆ อย่างที่คุณพ่อพรชัยได้บอกไปว่าให้ใช้ความรู้สึกไปกับสถานการณ์ตรงหน้า
“ถ้าเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็ว เราก็จะเร็วตาม ถ้าช้าเราก็จะช้าตาม ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ก็มีผล ถ้าเป็นเวลาพระอาทิตย์ตก เส้นที่เราลากก็จะมีความหนักไปตามแสงเย็น ต่างกับช่วงเช้าที่หมอกลง จะมีความเบาและนุ่มนวลกว่า”

คำแนะนำจากประสบการณ์
เมื่อไม่นานมานี้ คุณพ่อก็ได้จัดเวิร์กช็อป ‘Daddy’s Acrylic Foggy & Jazz’ ซึ่ง ‘คุณฝ้าย’ ลูกสาวของคุณพ่อบอกว่า เป็นไอเดียโปรเจกต์จากทางนักศึกษา ชั้นปีที่ 2 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ร่วมกันจัดขึ้นมา
คุณฝ้าย : “จุดเริ่มต้นมาจากน้อง ๆ เขาเห็นเราจากโซเชียลค่ะ ฝ้ายจะชอบลงผลงานของคุณพ่อพร้อมเพลงฟังสบาย ๆ น้องเขาก็เลยเกิดไอเดียอยากเอาธีมแจ๊สมาผสมกับศิลปะฟ็อกกี้ของคุณพ่อ เลยออกมาเป็นเวิร์กช็อปนี้ โดยระหว่างการแสดงงานของคุณพ่อ ก็จะมีดนตรีแจ๊สจากทีมน้อง ๆ เล่นเข้ากับบรรยากาศไปค่ะ”
ในงานผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับคำแนะนำจาก ‘คุณพ่อพรชัย’ ถึงการใช้เทคนิคฟ็อกกี้ ถ้าหากมีคนถามว่าจะเริ่มยังไง คุณพ่อเพียงแนะนำเหมือนทุกครั้งว่า ให้ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ไม่ต้องไปบังคับอะไรมันมาก แล้วทุกอย่างจะออกมาดี
คุณพ่อพรชัย : “ผมมักสอนลูกศิษย์ของผมเสมอ ว่าอย่าทำตามผม แต่ให้ทำไปตามใจ ทุกคนมีจังหวะของตัวเอง เพราะถ้าเราไปติดเรื่องเทคนิคหรือวิธีการมากไป มันจะเขียนไม่ได้”

ผลงานจากรุ่นเก๋า สู่ สายตาคนรุ่นใหม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดีย เป็นสื่อที่ทำให้เราได้รู้จักกับ ‘คุณพ่อพรชัย’ พร้อมกับงานศิลปะด้วยเทคนิคฟ็อกกี้ ซึ่งเบื้องหลังมาจากความดูแลของ ‘คุณฝ้าย – ศรุตา เลิศธรรมศิริ’ ลูกสาวผู้ที่นำเอา ศิลปะรุ่นพ่อ เผยแพร่สู่ เจนเนอเรชั่นใหม่ ได้ถูกที่ถูกเวลา เป็นอีกหนึ่งจังหวะที่มีความพอดี
คุณฝ้าย : “มันมีสิ่งหนึ่งที่ฝ้ายอยากทำมาตลอด นั่นคือการแชร์ผลงานของคุณพ่อให้คนรุ่นใหม่รู้จักมากขึ้น เพราะช่วงก่อนหน้านี้ที่บ้านก็จะขายงานได้กับกลุ่มคอนเนคชันของคุณพ่อ ตอนที่เรายังเด็กเราไม่รู้ว่าคุณพ่อทำงานยังไง จนตอนนี้เราโตพอที่จะรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ บ้างแล้ว เลยอยากเพิ่มช่องทางให้ผลงานเป็นที่รู้จักมากขึ้น”
คุณฝ้าย : “ด้วยความที่เราเห็นคุณพ่อวาดรูปทุกวัน ช่องที่สร้างขึ้นเลยตั้งไปตามนั้น Dad, what are you painting พ่อวันนี้วาดภาพอะไร แรก ๆ ก็เป็นโมเมนต์ของพ่อลูกค่ะ จนพักหลังก็เข้าสู่เรื่องศิลปะจริงจัง”
คุณฝ้ายเพิ่มเติมในเรื่องของกลุ่มเป้าหมายไว้ว่า ส่วนใหญ่ที่ให้ความสนใจจะเป็นชาวต่างชาติ เขาชื่นชมในสิ่งที่คุณพ่อสร้างสรรค์ขึ้นมา ในฐานะลูกสาวก็อดที่จะภูมิใจไม่ได้
คุณพ่อพรชัย : “มีครั้งหนึ่งที่ฝ้ายลงผลงานของผมบนโซเชียล เป็นวิดีโอฟ็อกกี้นี่แหละ แล้วมีชาวต่างชาติมาเห็นแล้วเขาบอกว่า ธรรมชาติที่ผมวาดคล้ายกับแถวบ้านพักตากอากาศที่เขาเคยอยู่ มันทำให้เขาคิดถึงสถานที่แห่งนั้นเลยจะขอซื้อภาพเก็บไว้ ซึ่งมันเป็นช่วงคริสต์มาสพอดี เหมือนเราได้มอบของขวัญให้เขา”
แล้วใครจะรู้ว่า ‘ภาพที่เหมือนปรากฏแค่ในจินตนาการ มันกลับมีอยู่จริงในความทรงจำของใครสักคน’

แล้วเราก็ได้รับทราบอีกหนึ่งข้อมูลว่า ‘คุณฝ้าย’ เองไม่ใช่คนที่มีความสนใจด้านศิลปะ แต่เพราะพยายามหาตรงกลางระหว่างกันให้ได้มากที่สุด จึงได้พูดคุยเรื่องเหล่านี้กับคุณพ่อมากขึ้น จนบางครั้งก็มีถกเถียงกันบ้างไปตามประสา
คุณพ่อพรชัย : “ในยุคนี้ ภาพของผมมันมีเปลี่ยนแปลงบางอย่างไป แต่ว่าวิธีการหรือรูปลักษณ์ต่าง ๆ มันยังคงเดิม แค่ปัจจุบันเราแต่งเติมสีสันลงไปในภาพมากขึ้น เห็นได้ชัดเลยว่าเด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนกับผม เขากล้าที่จะใช้สีหวาน ๆ ซึ่งผมว่ามันก็สวยไปอีกแบบ มันให้ความรู้สึกนุ่มนวลมากขึ้น บางครั้งเลยเอามาเล่นในงานตัวเองด้วย”
คุณพ่อเล่าอย่างมีอารมณ์ขันว่า ตัวเองเขียนภาพทุกวัน วันละ 2-3 ภาพ ให้เราคิดดูว่าที่สะสมมาจนถึงทุกวันนี้มันมากมายขนาดไหน เขียนจนไม่มีที่จะเก็บแล้วก็ยังไม่เลิกเขียน
คุณพ่อพรชัย : “ภาพมันมีประวัติ มีที่มา อนาคตภาพพวกนี้จะมีราคาในจังหวะของมัน ถ้าฝ้ายเขาเข้าสู่วงการนี้เต็มตัวก็จะมองเห็นคุณค่าที่ว่าได้ในสักวัน”
คุณฝ้าย : “เรารู้ค่ะว่าสักวันภาพทั้งหมดต้องเป็นของเรา ทุกภาพมันมีคุณค่าทางจิตใจของเราด้วยค่ะ เลยสร้างช่องทางนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ถึงคุณค่านี้เช่นกัน”


เสกงานศิลป์จากมัทฉะ
แล้วเราก็เดินทางกันมาจนถึงช่วงสุดท้าย ที่เกริ่นคำโปรยเอาไว้ตอนแรก สืบเนื่องมาจาก ‘เทคนิคสีกาแฟ’ อันสร้างชื่อของคุณพ่อ เราจึงได้ชวนศิลปินรุ่นเก๋าท่านนี้มา ทดลองวาดภาพจาก ‘มัทฉะ’ เพื่อขยายขอบเขตความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะของคุณพ่อพรชัย
กระดาษขนาดพอเหมาะถูกวางบนขาตั้งแคนวาสพร้อมให้คุณพ่อใช้งาน ระหว่างนี้เราก็ได้พูดคุยถึงคอนเซปต์ภาพ เทคนิค และอุปกรณ์ที่ใช้ไปพลาง ๆ
“สีที่ใช้มีแค่สีเดียว ลักษณะสีเดียวแบบนี้การวาดเกี่ยวกับเมืองจะทำได้ง่าย โดยเน้นหนักเบาในการสร้างมิติให้ชัดของพวกโครงสร้าง ภาพที่กำลังจะวาดเลยเป็นส่วนหนึ่งในกรุงเทพฯ”
คุณพ่ออธิบายถึงอุปกรณ์ที่ใช้ว่ามีไม่กี่อย่าง ไม้ไผ่สำหรับร่างภาพ กับพู่กันจีน โดยอัตราส่วนที่ใช้ผสมผงมัทฉะกับน้ำไม่มีความตายตัว อยู่ที่เราจะลงน้ำหนักพู่กันหนักเบาในการสร้างมิติขนาดไหน

ในระหว่างการพูดคุยพร้อมกับวาดภาพไปด้วยนั้น เราได้ยินคุณพ่อพรชัยคุยกับคุณฝ้ายตลอดว่า สีมัทฉะเขียนลื่น ทำให้เขียนง่าย
“แม้จะต่างจากสีน้ำในเรื่องของความเหนียวที่ทำมาพร้อมใช้ ส่วนสีจากกาแฟนั้นไม่ต่างมาก แต่กาแฟจะมีความเหนียวที่บังคับได้ค่อนข้างยาก ต้องรอจังหวะในการเพิ่มรายละเอียดทีละส่วน โดยรวมเลยรู้สึกว่าสีของมัทฉะเขียนลื่นกว่า”
เห็นทีสีมัทฉะคงสร้างความประทับใจให้กับคุณพ่อไม่มากก็น้อย เช่นเดียวกับเราที่มีโอกาสเห็นวิธีการวาดของคุณพ่อใกล้ ๆ ได้สังเกตทุกจังหวะการลากเส้นจากปลายพู่กันที่สะบัดสลับแต้มเน้นลงน้ำหนักจนขั้นตอนสุดท้าย
รู้ตัวอีกที ภาพวาด ‘ภูเขาทอง’ ตรงหน้าก็เสร็จภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินของ ‘คุณพ่อพรชัย’ เต็มไปด้วยเรื่องราวและผู้คนที่มาประกอบรวมกันเป็นประสบการณ์สุดล้ำค่า ผลงานทุกชิ้นถูกวาดลงบนกระดาษเนื้อดี ด้วยอุปกรณ์และเทคนิคที่หลากหลาย เสมือนบันทึกการเดินทางในสายงานศิลปะที่ต่อยอดมาจากการทดลองอย่างจริงจัง
“ทุกอย่างคือการทดลอง ถ้าลองแล้วประสบความสำเร็จมันก็โอเค แต่ถ้าไม่ก็ช่างมัน ชีวิตผมก็เช่นกันที่ลองผิดลองถูกมาเยอะ ขอแค่มีความพยายามทำให้ความสำเร็จมันเกิดขึ้นจริง ทำจนกว่าทุกคนจะยอมรับ ทั้งฟ็อกกี้ และภาพจากกาแฟ ผมล้วนใช้เวลากับมันอย่างจริงจัง ถ้าไม่คิดจะลองในวันนั้น ตัวเราก็คงไม่มีวันนี้”
เป็นอีกครั้งที่ Neighbors and Friends ได้รับแรงบันดาลใจกลับมาจากการพูดคุยกับศิลปินที่น่าชื่นชม หวังว่าเรื่องราวของ ‘คุณพ่อพรชัย – พรชัย เลิศธรรมศิริ’ ศิลปินมากฝีมือ จะจุดประกายฝันของใครหลายคนให้พร้อมมีแรงเดินทางค้นหาสิ่งที่ใช่ และทดลองในสิ่งที่คิดว่าเป็นไปได้ต่อไป
