Pariwat Studio

บุกคลังแสงนักสะสมของศิลปินที่ปะติดปะต่อเรื่องราวด้วย ‘การคอลลาจ’

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในยุคแอนะล็อกหรือชอบสะสมของวินเทจ คุณก็น่าจะชอบผลงานศิลปะของเพื่อนบ้านนักสะสมอย่าง ‘คุณบิ๊ก – ปริวัฒน์ อนันตชินะ’ กราฟิกดีไซเนอร์และศิลปินเจ้าของ Pariwat Studio ที่หยิบเอาสิ่งพิมพ์ แมกกาซีนเก่า รวมไปถึงภาพถ่ายฟิล์มของคนสมัยก่อนซึ่งล้วนเป็นของสะสมส่วนตัวที่ได้จากตลาดนัดของมือสอง มาปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวด้วยเทคนิคคอลลาจมือ จนเป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดแนวคิดของเขาได้อย่างน่าสนใจ

Neighbors and Friends แวะไปเยี่ยมสตูดิโอเพื่อนบ้านที่เป็นทั้งโกดังเก็บของสะสมและพื้นที่ทำงานศิลปะสุดเท่ ชวนคุณหยุดพักจากโลกดิจิทัลมาปล่อยใจไปกับงานศิลปะทำมือไปด้วยกัน แล้วมาพูดคุยถึงเบื้องหลังแนวคิด ไปจนถึงความสนุกและเสน่ห์ของศิลปะคอลลาจในคอลัมน์ Art People พร้อมเปิดคลังของสะสมและขุดคุ้ยไปถึงความชอบของเขาที่จะทำให้คุณได้รู้จักตัวตนของศิลปินเพื่อนบ้านคนนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ท่ามกลางโลกดิจิทัลยุคใหม่ที่ AI ทำทุกอย่างให้ง่ายและรวดเร็ว แม้แต่การ Generate ภาพก็ทำได้ในไม่กี่นาที บางครั้งเราก็รู้สึกโหยหาการใช้ชีวิตให้ช้าลง และคิดถึงอดีตที่มีสเน่ห์แบบ Nostalgia

เทรนด์แอนะล็อกจึงหวนกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม การฟังเพลงจากแผ่นเสียงไวนิล การแต่งบ้านสไตล์ Mid-century Modern รวมไปถึงการบันทึกความทรงจำหรือเขียนความรู้สึกลง Journal ในรูปแบบสมุดภาพทำมือ ‘Scrapbooks’ โดยใช้ ‘ศิลปะการคอลลาจ’ ด้วยการนำภาพ ตัวอักษร ข้อความ ตั๋วหนัง หรือกระดาษสวย ๆ มาตัดแปะในสมุดตามสไตล์ตัวเอง ซึ่งนอกจากเทคนิคคอลลาจนี้จะสามารถนำมาใช้กับไดอารีส่วนตัว ยังครีเอตเป็นงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ได้อีกด้วย

ด้วยเสน่ห์ที่น่าหลงใหลของยุคแอนะล็อก Neighbors and Friends จึงแวะไปเยี่ยมสตูดิโอเพื่อนบ้านอย่าง Pariwat Studio ซึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในตึกเท่ ๆ ชื่อ ‘Factopia’ สเปซสุดสร้างสรรค์ที่เป็นคอมมูนิตี้สำหรับคนทำงานออกแบบ คุณบิ๊กต้อนรับเราอย่างเป็นกันเองและเชื้อเชิญให้เข้ามานั่งคุยในบรรยากาศสบาย ๆ ภายในสตูดิโอที่เป็นทั้งโกดังเก็บของสะสมซึ่งอัดแน่นไปด้วยของวินเทจจากหลายยุค และพื้นที่ทำงานศิลปะที่เปิดรับแสงธรรมชาติด้วยหน้าต่างบานใหญ่

หนึ่งในเทคนิคที่โดดเด่นของคุณบิ๊ก คือศิลปะคอลลาจมือที่แตกต่างด้วยการใช้แมททีเรียลจากสิ่งพิมพ์ แมกกาซีนเก่า รวมไปถึงภาพถ่ายฟิล์มของคนสมัยก่อน ซึ่งล้วนเป็นของสะสมที่คุณบิ๊กได้มาจากตลาดนัดของมือสอง โดยหยิบเอามาปะติดปะต่อกันเป็นผลงานที่บอกเล่าเรื่องราวและสะท้อนแนวคิดของเขาได้อย่างน่าสนใจ

หลังจากสั่งกาแฟและพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันสักพัก เราขอให้คุณบิ๊กช่วยครีเอต งานคอลลาจให้ Neighbors and Friends สักชิ้น ในระหว่างที่คุณบิ๊กจัดเตรียมอุปกรณ์ที่มีแค่กาวกับกรรไกร เราก็ถามถึงเบื้องหลังการทำงานคอลลาจว่ามีกระบวนการคิดอย่างไร

“ตอนแรกก็เริ่มจากการสะสมของที่เราสนใจก่อน ซึ่งตอนที่เราซื้อของพวกนี้ มันอาจจะยังไม่มีคอลเลกชันในหัวหรอกว่าเราจะทำเรื่องอะไร พอเรามีเรื่องที่อยากจะนำเสนอค่อยไปค้นหาแมททีเรียลจากสิ่งที่เรามี โดยไปเปิดดูลิ้นชักที่เราเก็บพวกแมททีเรียลไว้แล้วเอามารวบรวมเป็นคลังก่อนคล้าย ๆ กับการรีเสิร์ช แล้วค่อยเรียบเรียงว่าเราสนใจในเรื่องราวหรือเนื้อหาอะไรเพื่อที่จะเอามาต่อยอด”

โจทย์ที่เราขอให้คุณบิ๊กช่วยครีเอตชิ้นงานศิลปะในวันนี้ เราวางเป็นคอนเซปต์กว้าง ๆ ว่า ‘Nostalgia’ หรือความทรงจำในอดีตอันหอมหวาน ซึ่งคุณบิ๊กใช้เวลาไม่นานในการคิดไอเดียก่อนจะเดินไปหยิบนิตยสารเก่า ๆ มา 2-3 เล่ม เล่มหนึ่งเป็นแมกกาซีนสุดวินเทจที่เกี่ยวกับรถยนต์ และอีกเล่มเป็นหนังสือที่รวมภาพถ่ายดอกไม้ เขาบรรจงตัดรูปภาพออกมาพร้อมถ่ายทอดให้เราฟังไปพลาง ๆ ว่าทำไมถึงเลือกภาพเหล่านี้

คุณบิ๊กอธิบายถึงภาพส่วนประกอบเครื่องยนต์ว่ามันชวนให้ย้อนนึกถึงคุณพ่อสมัยที่ทำธุรกิจขายเครื่องยนต์หรือเครื่องจักร ส่วนภาพดอกไม้ก็ทำให้หวนคิดถึงคุณแม่ที่ชอบถ่ายรูปคู่กับดอกไม้ จากนั้นเขาก็นำภาพมาจัดวางเข้าด้วยกัน กลายเป็นงานศิลปะที่มีความคอนทราสต์ในตัวเองแต่อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว

ศิลปะคอลลาจที่เริ่มต้นจากความไม่ถนัด

เราชวนคุณบิ๊กคุยถึงที่มาที่ไปในการทำงานศิลปะคอลลาจที่คุณบิ๊กทำต่อเนื่องมาหลายปี

“มันมาจากจุดอ่อนของผมครับ ผมอยากทำงานศิลปะแต่สกิลการเพนต์เราไม่ถึง เลยรู้สึกว่าการทำงานคอลลาจด้วยมือ มันน่าจะเข้าทางเรามากที่สุด เพราะมันทำให้เรานำเสนอความคิดได้เร็ว แล้วก็ง่ายกับสิ่งที่เราจะสื่อสารมากกว่าที่จะวาด”

“เช่นเดียวกับงานดิจิทัลคอลลาจของผม ผมเป็นคนชอบถ่ายภาพแต่สกิลในการปรับค่าต่าง ๆ หรือถ่ายให้มันเพอร์เฟ็กต์ในหนึ่งช็อตผมทำไม่ได้ เลยใช้วิธีถ่าย Snapshot เร็ว ๆ แบบที่เราถนัด แล้วค่อยเอาภาพมารวมกันด้วยการคอลลาจ”

ดิจิตัล VS แอนะล็อก

อีกผลงานที่โด่งดังในหลาย ๆ คอลเลกชันของคุณบิ๊กที่เราจะไม่พูดถึงไม่ได้ เช่น The Big Street, BKK. Street, The Big City ล้วนเป็นงานที่เกิดจากความสนใจของคุณบิ๊กในแง่สถาปัตยกรรมเมืองและการถ่ายภาพ ผนวกเข้ากับงานดิจิทัลคอลลาจ เราจึงอยากรู้ว่าอะไรคือเสน่ห์ของงานคอลลาจด้วยมือที่ต่างจากดิจิทัลอาร์ตในมุมมองของเขา

“จริง ๆ ผมทำสองสิ่งนี้ควบคู่กันมา แต่ที่ผมรู้สึกชอบในความแอนะล็อก ถ้าเปรียบเทียบคือเหมือนเราอ่านหนังสือ ผมก็ชอบอ่านในหนังสือที่เป็นเล่ม ๆ มากกว่าอ่านในจอคอมพิวเตอร์ ผมรู้สึกว่าการคอลลาจด้วยมือมันเป็น Meditation แบบหนึ่ง มันจะรู้สึกผ่อนคลายมากกว่าผมไปนั่งไดคัตในคอมพิวเตอร์ มันช่วยรักษาอาการหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะสภาวะจิตใจ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วงหลังผมอยากทำงานคอลลาจมือมากกว่า”

“ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันครับแต่ว่ามันเพลิน แล้วมันก็ไม่ได้ทรมานร่างกายเหมือนการจับเมาส์ปากกา สายตาเราก็ไม่ต้องเจอแสงจากหน้าจอแต่เป็นแสงธรรมชาติ แล้วก็รู้สึกว่าบรรยากาศในการทำงานมันเหมือนการนั่งสมาธิเลย

“แล้วความสนุกของมันคือถ้าอย่างดิจิทัลคอลลาจ มันมาจากภาพถ่ายที่ผมไปถ่ายเองกับคอมพิวเตอร์ มันก็จะสนุกตอนไปถ่ายรูปมากกว่าตอนมานั่งทำคอลลาจ แต่งานคอลลาจมือผมว่ามันได้เปลี่ยนแมททีเรียลไปเรื่อย ๆ มันก็เลยรู้สึกเฟรชตลอด ตอนทำผมก็เอนจอยกับการได้สัมผัสกระดาษ ได้สัมผัสเท็กซ์เจอร์ แล้วมันก็สนุกตั้งแต่เราไปเดินเล่นในตลาดนัดของวินเทจ เพราะเราจะได้จับของใหม่ ๆ เอามาทำงานคอลลาจ แล้วก็ได้ชอปปิงด้วยครับ (หัวเราะ)”

‘BKK. Street 022’ by Pariwat Studio

ของสะสมคือไทม์แมชชีน

ถ้าถามย้อนกลับไปว่าความชอบในยุคแอนะล็อก หรือการสะสมของคุณบิ๊กเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนไหน คุณคงพอจะเข้าใจถึงแพสชันที่สะท้อนอยู่ในงานศิลปะของเขา Neighbors and Friends จึงขอมาเปิดคลังของสะสมเพื่อขุดคุ้ยเรื่องราวและรู้จักตัวตนของศิลปินเพื่อนบ้านคนนี้ให้ลึกยิ่งขึ้น

“มันน่าจะเริ่มจากช่วงที่ผมซื้อบ้านที่ต่างจังหวัดและอยากแต่งบ้าน เลยไปเดินตามตลาดนัดของวินเทจมือสอง แล้วผมก็อินกับพวกเฟอร์นิเจอร์อย่างโคมไฟ โซฟา เก้าอี้ คือผมชอบบรรยากาศร้าน ถ้ามีบ้านก็อยากได้บ้านที่เหมือนร้านขายของเก่าพวกนี้ครับ”

“พอสะสมไปเรื่อย ๆ ของแต่ละชิ้นมันก็อยู่ด้วยกันได้ ทั้งที่มันเป็นของคนละยุคหรือคนละสไตล์ ยิ่งพอมาอยู่ในชีวิตประจำวันกับเครื่องแต่งกายปกติ หรือจับมาวางกับเฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ ผมรู้สึกว่ามันเป็นส่วนผสมที่พิลึกดี แล้วมันรู้สึกเหมือนเราได้นั่งไทม์แมชชีนกลับไปเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ถ้าผมเลือกเกิดได้ก็อยากจะเกิดในยุค 50s-60s เพราะชอบสีและแมททีเรียลที่เขาใช้ครับ”

ของสะสมของคุณบิ๊กค่อนข้างหลากหลาย ปะปนกันไปตั้งแต่ยุค 50s – 90s โดยแบ่งออกเป็นประเภทคร่าว ๆ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ ของแต่งบ้าน เครื่องเขียน ของเล่น ไปจนถึงสิ่งพิมพ์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งหลักการของคุณบิ๊กในการเลือกของสะสมก็ไม่ได้ซับซ้อน ขอแค่เป็นไอเทมที่รู้สึกคลิกกับเขาก็พอ

“ผมไม่เคยลิสต์เป็นข้อ ๆ นะ แต่หลัก ๆ ผมจะเลือกที่มีฟอนต์หรือชุดสีที่สวย อย่างกระเป๋า Freitag ผมก็พยายามจะเลือกอันที่มีตัวเลขกับตัวหนังสือ ซึ่งเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ผมสนใจ การที่ผมเลือกเรียนกราฟิกดีไซน์ก็เพราะมันได้ใช้สิ่งที่ผมสนใจทั้งหมดเลย ทั้งรูปภาพ ภาพถ่าย ผสมกับฟอนต์ และชุดสี”

“ช่วงแรก ๆ เวลาผมสะสมอะไรมันจะสะเปะสะปะมากครับ แล้วผมไปอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักสะสม เขาสอนว่าเราต้องทำให้มันเป็นคอลเลกชัน ช่วงหลัง ๆ ผมก็เลยพยายามคิดว่าเราสนใจอะไรจริง ๆ จัง ๆ กันแน่ ซึ่งถ้าให้เลือกสะสมอย่างเดียว ผมก็จะเลือกกล่องไฟครับ เพราะมันมีตัวหนังสือแล้วก็เป็นดีไซน์ที่ผมชอบ”

สิ่งพิมพ์ที่ทำให้นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก

หลังจากที่ขออนุญาตรื้อค้นข้าวของคุณบิ๊ก เราก็ค้นพบว่าของสะสมของเขาส่วนใหญ่จะเป็นพวกสิ่งพิมพ์เก่า ไม่ว่าจะเป็นแมกกาซีน หนังสือพิมพ์ ภาพถ่ายฟิล์ม ฉลาก แผ่นพับ ใบปลิว บิลเงินสด หรือแม้กระทั่งคู่มือการติดตั้งของ IKEA เราจึงสงสัยว่าอะไรที่ทำให้เขาหมกมุ่นกับสิ่งนี้นัก

“พวกแมกกาซีนหรือสิ่งพิมพ์เก่า มันทำให้ผมนึกย้อนกลับไปตอนเด็กครับ สมัยก่อนที่บ้านผมขายพวกเครื่องยนต์และเครื่องจักรอยู่ต่างจังหวัด แล้วก็จะมีพวกแมนนวลที่ป๊าผมไม่ได้แถมให้ลูกค้าไป ผมก็เลยเก็บคู่มือพวกนี้มาแปะสติ๊กเกอร์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมชอบเก็บมาโดยไม่รู้ตัว”

คุณบิ๊กเปิดแฟ้มปึกใหญ่ที่เขาจัดเก็บสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบให้เราดูทีละหน้า จนเราไปสะดุดตากับภาพ ๆ หนึ่งซึ่งเป็นตึกเก่าที่มีฟาซาดแปลก ๆ และมีโลโก้เป็นตัวอักษรย่ออยู่ด้านหน้าว่า MSM แล้วเราก็นึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นตึกนี้แถววังบูรพา

“เมื่อก่อนบ้านผมจะมาซื้อของที่ห้าง ‘Minsen Machinery’ เลยได้อินสไปเรชันมาตั้งชื่อร้านขายเครื่องยนต์และเครื่องจักรของที่บ้านว่า ‘ซินซินแมชีนเนอรี่’ ครับ”

แมกกาซีนเล่มแรกที่จุดประกายให้คุณบิ๊กเริ่มสะสมสิ่งพิมพ์ก็คือ National Geographic ฉบับปี 1957 ซึ่งเขาไปเจอมันวางขายอยู่แถวท่าพระจันทร์

ความน่าสนใจของ National Geographic ยุคแรก ๆ จะไม่มีรูปภาพบนหน้าปก และเป็นกรอบลายดอกไม้สุดคลาสสิก พอยุคถัดมาประมาณปี 1960 ถึงจะเริ่มมีรูปบนหน้าปก แล้วค่อยขยายมาเป็นภาพเต็ม ๆ ช่วงปลายยุค 60 จนพัฒนามาเป็นเวอร์ชันปัจจุบันที่ลดทอนกรอบลายดอกไม้ เหลือไว้แค่เส้นสีเหลืองที่ทุกคนคุ้นตา

“ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ผมจะได้จากแถวท่าพระจันทร์ ที่นอกจากจะมีขายพระเครื่อง ขายของเก่า ผมก็ไปได้หนังสือเก่าจากตรงนั้นเยอะ ผมเดาว่าน่าจะเป็นหนังสือที่ชาวต่างชาติมาเที่ยวข้าวสารแล้วไม่ได้ขนกลับไป เขาเลยได้จากกองพวกนั้นมาขายต่อ หรือเวลาไปต่างประเทศผมก็จะซื้อพวกหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีนกลับมาด้วย”

ของสะสมที่คุณบิ๊กเก็บไว้จำนวนหนึ่งเป็นพวกหนังสือพิมพ์เก่า ซึ่งเล่มที่เขาหยิบออกมาโชว์นี้เป็นของที่คุณบิ๊กเก็บรักษาไว้อย่างดี เขาเล่าว่าถ้าจำไม่ผิดน่าจะได้เล่มนี้มาจากประเทศเวียดนาม โดยทุกองค์ประกอบบนหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้ของชิ้นนี้มีความพิเศษ เพราะสามารถบอกเรื่องราวที่เขาสนใจได้อย่างครบถ้วนทั้งในแง่ภาพและกราฟิก

เราเกิดคำถามกับภาพบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่ดูก้ำกึ่งระหว่างภาพถ่ายกับภาพวาด คุณบิ๊กจึงให้ข้อมูลที่น่าสนใจกับเราว่า

“มันเป็นภาพถ่ายครับ ถ่ายด้วยฟิล์มสไลด์ แต่ยุคนั้นไม่มี Photoshop เขาก็เลยแต่งภาพจากในฟิล์มสไลด์ โดยการรีทัชของเขาก็คือใช้การเพนท์ด้วยมือ ภาพมันก็เลยจะดูหลอก ๆ นิดนึงแต่มันสวยมากครับ”

The L_st Album

อีกหนึ่งของสะสมกองโตที่เรามองว่าไม่น่ามีใครเก็บกันถ้าไม่ใช่คุณบิ๊ก นั่นก็คืออัลบั้มภาพถ่ายของคนแปลกหน้า โดยส่วนใหญ่จะเป็นอัลบั้มรูปครอบครัวของใครสักคน ที่ถูกเอามาวางขายตามตลาดนัดของมือสอง

นอกจากจะสะสมแล้ว คุณบิ๊กยังเลือกเอาบางรูปมาคอลลาจเป็นงานศิลปะในคอลเลกชันที่ชื่อ ‘The L_st Album’ โดยมีคอนเซปต์ว่าหากเราย้อนกลับไปในยุคที่การถ่ายภาพเพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้น ผู้คนเลือกที่จะสร้างความทรงจำด้วยกล้องถ่ายรูป แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากภาพถ่ายเหล่านี้หายไป ความทรงจำเหล่านี้จะถูกลืมหรือไม่

โดยคุณบิ๊กต้องการที่จะบอกเล่าอารมณ์ผ่านความรักของครอบครัว และหวังว่าสักวันหนึ่งเจ้าของภาพเหล่านี้อาจจะได้พบกัน เพื่อรำลึกถึงความทรงจำที่สูญหายไปนาน

หนึ่งในภาพถ่ายที่เป็นของรักของหวงของคุณบิ๊ก เป็นภาพถ่ายคุณสุภาพสตรีสามท่านนี้ เขายอมรับว่าแอบหลงรักคุณผู้หญิงคนขวาสุดในภาพเพราะเป็นหญิงสาวในสเป็ก คุณบิ๊กจึงเก็บภาพนี้แยกเอาไว้

ด้านหลังของภาพเขียนชื่อคนและสถานที่ถ่ายภาพเอาไว้เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเราแกะลายมือไม่ออก ที่พอจะอ่านออกจะเป็นภาษาไทยเขียนไว้ว่า ‘แอ๋ว’ เราจึงเดาว่าน่าจะเป็นสาวไทยคนกลาง และน่าจะเป็นเจ้าของอัลบั้มภาพนี้ พร้อมระบุวันที่ถ่ายไว้ว่าปี 1965 ดังนั้นปัจจุบันสาวสวยนิรนามเหล่านี้ก็คงจะเป็นคุณย่าไปแล้ว เราถามว่าสเน่ห์ของอัลบั้มภาพเก่าที่ทำให้คุณบิ๊กอยากเก็บไว้คืออะไร เขาตอบว่า

“เวลาผมเก็บภาพอัลบั้มครอบครัวคนอื่น ปกติเวลาดูก็จะพอปะติดปะต่อเรื่องราวของเขาได้ บางอัลบั้มได้มาจากคนละที่เลยแต่เป็นภาพของครอบครัวเดียวกัน บางทีก็ร้อยเรียงชีวิตคนแปลกหน้าเหล่านี้ได้ตั้งแต่เขาเกิด จนเขาไปเรียนต่อเมืองนอก กลับมาแต่งงานมีลูก คือเป็นชีวิตของคน ๆ หนึ่งเลยทำให้ผมรู้สึกสนใจครับ”

ฮาร์ดดิสเก็บความทรงจำ

ของสะสมมากมายถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ที่คุณบิ๊กตัดเก็บใส่กล่องไว้เป็นแมททีเรียลในการทำงานคอลลาจ แล้วจัดเรียงไว้ในตู้เข็นอาหารที่ใช้บนเครื่องบิน เหมือนเป็นเสบียงที่พร้อมเอาออกมาใช้ได้ทุกเมื่อ

“ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ตู้นี้ก็คงเป็นเหมือนฮาร์ดดิสก์ครับ ผมจะเก็บแมททีเรียลไว้เป็นกล่อง ๆ แยกประเภทไว้เหมือนเป็นโฟลเดอร์ ผมรู้สึกชอบจัดเก็บของให้มันเป็นระเบียบ พอดีเพื่อนผมทำร้านขายเฟอร์นิเจอร์มือสอง แล้วก็ขายตู้เข็นอาหารบนเครื่องบินอันนี้แหละ เขาจะมีหลายสายการบินเลย แต่ตอนที่ผมได้มาเป็นของ Air France จะมีแค่ 2 ใบนี้ ซึ่งผมรู้สึกชอบในชุดสีนี้ครับ”

ถัดจากสิ่งพิมพ์ก็จะเป็นมุมเครื่องเขียนลามไปถึงของเล่น คุณบิ๊กเล่าว่าตอนเรียน ม.ปลาย ที่สวนกุหลาบ จะมีร้านขายเครื่องเขียนใกล้โรงเรียนที่เขาต้องเดินผ่านทุกวันเพื่อไปขึ้นรถเมล์ เขาจึงชอบไปหยุดยืนดูเป็นประจำ จนวันหนึ่งที่เขาโตขึ้นแล้วรู้สึกคิดถึงร้านนี้ จึงตัดสินใจกลับไปเยี่ยมความทรงจำสมัยเรียนอีกครั้ง

“ช่วงโควิดผมไม่มีอะไรทำเลยนึกถึงร้านนี้ คือผมไปถ่ายรูปหลายทีแล้ว เห็นปกติร้านจะปิดแต่ช่วงนั้นร้านเขาเปิดพอดี เลยเดินเข้าไปคุยกับพี่คนขายก็ได้ของสะสมมาจำนวนหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ เก็บเพิ่มมาเรื่อย ๆ จากนั้นก็ลามไปถึงของเล่นเพราะผมมีลูกชายด้วย เราก็อยากซื้อมาเล่นกับลูก อย่างของเล่นที่มันจะมีสติกเกอร์หรือพวกตัวต่อโมเดล พอถูกแกะแล้วมันดูเป็นกราฟิกดีก็เลยเก็บไว้ครับ”

Pieces Of Memories

พอสะสมของเล่นสมัยก่อนเยอะเข้า คุณบิ๊กก็เกิดไอเดียที่จะหยิบมาคอลลาจเป็นงานศิลปะในชื่อ ‘Pieces of memories’ ซึ่งเราเชื่อว่าน่าจะเป็นคอลเลกชันที่ทำงานกับความทรงจำในวัยเด็กของใครหลาย ๆ คน

“มันเริ่มมาจากที่เราสะสมก่อน แล้วปกติที่ผมทำงานคอลลาจมันจะเป็น 2 มิติบนกระดาษ เราก็เลยสนใจว่าของที่เราสะสมอยู่ เราก็น่าจะทำงานคอลลาจที่มันดูเป็น Sculpture ขึ้นมาได้เลยเกิดผลงานชุดนี้ครับ โดยผมพยายามจะรวม 2 เรื่องที่ผมสนใจก็คืองานคอลลาจและของสะสมเข้าด้วยกัน”

“ไอเดียน่าจะเริ่มมาจากผมชอบแพ็กเกจของเล่น ฉลากของเล่น รวมถึงลวดลายต่าง ๆ เวลามันอยู่บนซองหรือในกล่อง เราก็เลยนึกไปถึงตอนเด็ก ๆ ที่ของเล่นมันถูกติดเป็นแผงอยู่ที่ร้านขายของชำ มันจะเป็นซอง ๆ แล้วก็มีแถบ Label อยู่ข้างบนแบบนี้”

“แล้วผมก็คิดว่าถ้าเราเอาของที่เรามีมาประดิษฐ์ตัวฉลากให้เขาผ่านการคอลลาจ มันก็น่าจะแตกต่างจากงานคอลลาจทั่วไป พอทำไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่จำเป็นที่จะเป็นแค่ของเล่น แต่มันจะเป็นของแต่งบ้านก็ได้ เป็นเครื่องเขียนก็ได้ รวมถึงบางอันมันก็ยังเป็นสิ่งพิมพ์นี่แหละ แต่ทำยังไงให้มันรู้สึกเป็น Object ขึ้นมา”

ที่มาของการตั้งชื่อคอลเลกชันนี้ว่า ‘Pieces of memories’ เกิดจากแรงบันดาลใจที่คุณบิ๊กไปเห็นประโยคที่ว่า “Happiness is a piece of cake.” จากที่ไหนสักแห่ง แต่ความสุขของคุณบิ๊กไม่ใช่เค้ก เขาจึงแทนที่คำว่า ‘Cake’ ด้วยคำว่า ‘Memories’ ที่หมายถึงของสะสมทางความทรงจำ

อีกทั้งก่อนหน้านี้คุณบิ๊กได้สร้าง Instagram หนึ่งขึ้นมา เพื่อถ่ายรูปของสะสมแบบง่าย ๆ ด้วยมือถือและโพสต์เก็บไว้ เพราะพอมีของสะสมเยอะ ๆ แล้วบางทีของเหล่านี้ก็ไปแอบอยู่ตามตู้ต่าง ๆ ทำให้เขาไม่ค่อยได้เห็นมัน โดยคุณบิ๊กใช้ชื่อแอ็กเคานต์ว่า ‘Pieces’ (https://www.instagram.com/piecesss.co) เขาจึงหยิบเอาคำนี้มาใช้กับคอลเลกชันนี้ด้วย

คุณบิ๊กยังแชร์ประสบการณ์และความทรงจำที่เขามีโอกาสพาผลงานชุด ‘Pieces of memories’ ไปจัดแสดงในงาน ‘Creation Festival’ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอีกด้วย โดยธีมของปีนี้คือ ‘New Energy’

เมื่อถามคุณบิ๊กว่าผลงานชิ้นไหนที่เขาอินที่สุดในคอลเลกชัน ‘Pieces of memories’ เขาก็ยื่นมือไปจับหุ่นใส ๆ ที่มีเศษกระดาษซึ่งเหลือจากการทำศิลปะคอลลาจอัดแน่นอยู่ข้างใน

“หุ่นตัวนี้มันต่อยอดมาจากผลงานคอลลาจชื่อ ‘Empty Trash’ ซึ่งผมเอาเศษกระดาษที่ผมไม่อยากทิ้งมาปะลงบนหนังสือ แต่คอลเลกชันนี้ผมเอามาใส่ในหุ่นตัวนี้แทน โดยหุ่นตัวนี้ผมได้มาจากวัดสวนแก้วครับ ผมเดาว่าถ้าได้มาครบ ๆ มันน่าจะมีชิ้นส่วน Anatomy ต่าง ๆ ข้างใน แต่ผมได้มาแค่ตัวพลาสติกกลวง ๆ นี่แหละ ผมเลยเอากระดาษใส่เข้าไปเพื่อเติมเต็มมันแทน ซึ่งมันน่าจะเล่าเรื่องราวของคอลเลกชันนี้ได้และแทนตัวตนของผมได้ชัดเจนที่สุด”

Memory Hacker

เราถามคุณบิ๊กว่าสิ่งที่เขาได้จากการทำงานศิลปะคืออะไร ซึ่งนอกจากความสนุกเพลิดเพลินในการทำงานคอลลาจ คุณบิ๊กยังได้มุมมองใหม่ ๆ จากผู้คนที่มาชมงาน พร้อมแลกเปลี่ยนความทรงจำดี ๆ ผ่านงานศิลปะของเขาอีกด้วย

“ผมชอบเวลาคนเห็นข้าวของสะสมและงานคอลลาจมือของผม เพราะแต่ละคนจะมีประสบการณ์หรือแบ็กกราวน์ชีวิตไม่เหมือนกัน พอเขามาเห็นของสิ่งเดียวกัน บางคนตีความไปอย่างหนึ่ง ขณะที่บางคนก็ตีความไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันไม่ได้จำกัดอยู่แค่สิ่งที่ผมพยายามจะนำเสนออย่างเดียว แต่มันไปมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของผู้ชมเยอะเป็นพิเศษ ผมเลยรู้สึกชอบเวลาคนมาดูแล้วเขานึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่เขาเคยได้ของเล่นพวกนี้ หรือของเล่นบางชิ้นเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน เวลาเขาเล่าเรื่องราวที่เขาเคยผ่านมา ผมรู้สึกประทับใจตรงนั้นครับ”

ก่อนจบบทสนทนาในวันนี้คุณบิ๊กเล่าเรื่องหนึ่งให้เราฟังเป็นการทิ้งท้าย ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นการสรุปความเป็นตัวตนของเขาได้ดีที่สุด

“มีอยู่วันหนึ่งผมไปคุยใน ChatGPT แล้วอยู่ดี ๆ เราก็ถามว่ารู้จักผมไหม ผมก็ใส่ชื่อไป เขาก็ตอบมาเป็นข้อมูลในออนไลน์ แต่มันมีอยู่คำหนึ่งที่ผมชอบมาก เขาเขียนว่าผมเป็น ‘Memory Hacker’ รู้สึกว่ามันค่อนข้างตรงกับที่ผมทำคอลเลกชันนี้แล้วคนดูที่มาเห็นจะเล่าประสบการณ์ร่วม เหมือนผมไปแฮกความทรงจำของคนเหล่านี้ครับ”

หลายครั้งที่เราคุยกับคุณบิ๊กแล้วรู้สึกว่าเขามักจะเชื่อมโยงระหว่าง ‘ความเป็นแอนะล็อก’ และ ‘ความเป็นดิจิทัล’ อยู่เสมอ เสมือนโลกคู่ขนานที่เขาต้องทำงานทั้งสองนี้อย่างควบคู่กันไป เราจึงคิดว่าสิ่งนี้แหละที่หลอมรวมเป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใครของ ‘คุณบิ๊ก – ปริวัฒน์ อนันตชินะ’ แห่ง Pariwat Studio

IT MIGHT INSPIRE YOU

The Personal Colors of Mamo 

“มะโม” ศิลปินผู้ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ เรียนรู้และเยียวยาผ่านเฉดสีธรรมชาติใกล้ตัว

ภาพวาดจากกาแฟสู่ ‘เพียวมัทฉะ’

เสพศิลปะนอกกรอบผ่านภาพวาดจากเพียวมัทฉะ โดยคุณพ่อ 'พรชัย เลิศธรรมศิริ'

The Missing Piece by Peachful

ศิลปะที่ชวนมาค้นพบความสงบ พร้อมโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบในชีวิต

Takorn Textile Studio

สิ่งทอที่ใส่ความครีเอทีฟจาก Exotic Material โดย 'ฐากร ถาวรโชติวงศ์'