ชุมชนวัดดาว – ศรีอุลัย

สำรวจเสน่ห์โลคอลในชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับ ‘บ้านมณี’ ที่พักริมน้ำที่พาไปคอนเน็กกับเพื่อนบ้านในชุมชน

ในตรอกเล็ก ๆ ระหว่างสะพานปิ่นเกล้ากับสะพานพระราม 8 มีชุมชนเก่าแก่ที่ซ่อนตัวอยู่ ชื่อว่า ‘ชุมชนวัดดาว’ และ ‘ชุมชนศรีอุลัย’ เป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนช่วยกันดูแลและแบ่งพื้นที่ตามตำแหน่งที่ตั้งของวัดดาวดึงษาราม โดยฝั่งที่อยู่ตั้งแต่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงตัววัด เรียกว่า ‘ชุมชนวัดดาว’ หรือ ‘ชุมชนวัดดาวดึงษาราม’ ส่วนอีกฝั่งที่ถัดจากวัดออกไปจนถึงถนนอรุณอมรินทร์ จะเรียกว่า ‘ชุมชนศรีอุลัย’ เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เรียบง่ายของเพื่อนบ้านแต่ละหลัง

ทั้งสองชุมชนเป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติย้อนไปถึงสมัยกรุงธนบุรี ปัจจุบันยังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วทุกซอกซอย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่ปลูกชิดติดกัน ร้านชำแบบดั้งเดิม ร้านตัดเสื้อ ไปจนถึงร้านตัดผมสไตล์คลาสสิกที่เรียงรายอยู่ตลอดทาง

อีกหนึ่งร่องรอยสำคัญของชุมชนย่านนี้คือบริเวณ ‘ท่าเรือวัดดาวดึงษาราม’ ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีบ้านไม้หลังใหญ่บรรยากาศอบอุ่นสะดุดตาอยู่ริมทาง นั่นคือ ‘บ้านมณี’ หรือ Baan Manee BKK ที่พักและคาเฟ่ริมน้ำอายุกว่าร้อยปี ที่เหมาะแก่การเป็นจุดเริ่มต้นในการไปทำความรู้จักชุมชนริมแม่น้ำแห่งนี้มากขึ้น ผ่านการเดินเล่นรอบ ๆ ย่าน หรือการนั่งมองวิวริมแม่น้ำที่มีเรือแล่นผ่าน ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ความเป็นโลคอลและเรื่องราวของผู้คนในย่านนี้แล้ว

คอลัมน์ Neighborsgood ครั้งนี้ เราเลยอยากชวนทุกคนค่อย ๆ เดินสำรวจชุมชนเก่าแก่ริมเจ้าพระยาแห่งนี้ไปพร้อมกัน ผ่านเรื่องราวของบ้านมณี และเพื่อนบ้านรอบ ๆ ชุมชนวัดดาว – ศรีอุลัย

บ้านมณี เป็นบ้านไม้เก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และมีคนอยู่สืบต่อกันมาหลายรุ่น จนตกทอดมาถึงรุ่นของ ‘คุณรดา – รดามณี รอดเกิด’ เจ้าของปัจจุบันที่รีโนเวตพื้นที่ให้กลายเป็นที่พักและคาเฟ่ริมน้ำไวบ์อบอุ่น แถมยังเก็บกิมมิกของการเคยเป็น ‘อุดมแพทย์’ คลินิกของคุณหมออุดม หรือคุณตาของคุณรดา ที่คอยดูแลผู้คนในย่าน จนเกิดเป็นความสัมพันธ์น่ารัก ๆ ที่เชื่อมโยงบ้านมณีเข้ากับเพื่อนบ้านได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่ารักไม่แพ้กันคือ ‘เมนูในคาเฟ่’ ที่ถ่ายทอดความผูกพันที่น่ารักของผู้คนในย่านลงไป ทำให้บ้านมณีไม่ใช่แค่ที่พักหรือคาเฟ่ริมน้ำทั่วไป แต่เป็นเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่รวมเรื่องราวของชุมชนไว้ และรอให้เพื่อนบ้านจากนอกย่านได้เข้ามาสัมผัสด้วยตัวเอง

แล้วมาสัมผัสมนต์เสน่ห์แบบโลคอลแท้ ๆ ของย่าน ‘ชุมชนวัดดาว’ และ ‘ชุมชนศรีอุลัย’ ในเส้นทางที่คุณรดาจะพาเพื่อน ๆ ไปทักทายและอุดหนุนเพื่อนบ้านที่คอยเติมแรงบันดาลใจดี ๆ ไปด้วยกัน เพราะนอกเหนือจาก ‘บ้านมณี’ จะคอยคอนเน็กเราเข้ากับชุมชนแล้ว ในย่านนี้ยังมีร้านอร่อยที่คอยบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘ร้านของชำป้าลัดดา’ ร้านขายของชำสไตล์ดั้งเดิม ที่มีเก๊กฮวยแช่เย็นให้จิบในวันอากาศร้อน ๆ, ‘ทองม้วนเจ้านาง’ ทองม้วนสูตรเด็ดที่อร่อยจนต้องติดใจแล้วกลับมาซื้อซ้ำ, และ ‘คั่วชามเปล’ เมนูคั่วไก่ คั่วทะเล คั่วเบคอน ที่อร่อยแถมได้กลิ่นหอมของกระทะ

ปักหมุดตามลิสต์นี้ แล้วมาเดินเล่นตามซอกซอยที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่ารักและอบอุ่นจากเพื่อนบ้านในย่านไปพร้อม ๆ กันได้เลย!

Baan Manee BKK

ก่อนจะไปเดินสำรวจเรื่องราวของทั้งสองชุมชน เราขอเริ่มหมุดหมายแรกของทริปนี้กันที่โซนชุมชนวัดดาวดึงษาราม กับ ‘บ้านมณี’ บ้านไม้หลังใหญ่ริมแม่น้ำที่ตั้งอยู่ติดท่าเรือวัดดาวดึงษาราม พื้นที่อบอุ่นที่เหมาะทั้งสำหรับมาพักผ่อน กินของอร่อย และนั่งฟังเรื่องราวของย่านเป็นการเรียกน้ำย่อย

บ้านมณีถูกดูแลโดย คุณรดา ทายาทรุ่นปัจจุบัน ที่ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำ ก่อนจะตัดสินใจกลับมาลองทำที่พักในบ้านของตัวเอง จากความชอบส่วนตัวที่หลงใหลบรรยากาศของโรงแรมสไตล์โลคอล หรือบูติกโฮเทลเล็ก ๆ ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการรีโนเวตบ้านไม้อายุกว่าร้อยปี ให้กลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำ และยังคงเก็บความทรงจำของบ้านหลังนี้เอาไว้ครบ

“บ้านหลังนี้เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก พอไม่มีใครอยู่ก็ปล่อยทรุดโทรม ช่วงที่คุณพ่อคุณแม่กลับมาดูบ้านเรื่อย ๆ เรากับคุณพ่อก็เลยปิ๊งไอเดียกันว่าอยากทำเป็นบูติกโฮเทลหรือโฮมสเตย์ริมน้ำ เพราะบรรยากาศริมน้ำแบบนี้ในกรุงเทพฯ หาได้ยากแล้ว และเพื่อให้แขกที่มาพักไม่ลำบากเรื่องอาหารการกิน เราจึงตัดสินใจเปิดคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย”

การออกแบบบ้านไม้สมัยรัชกาลที่ 5 สู่ ‘บ้านมณี’ ที่ยังคงเก็บบรรยากาศเดิมของบ้านเก่าของครอบครัวที่เต็มไปด้วยความทรงจำของผู้คนหลายรุ่นไว้ได้อย่างดี ขณะเดียวกันก็มีการปรับดีไซน์ให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และสบายขึ้น ทำให้บรรยากาศของบ้านไม้หลังใหญ่แห่งนี้ดูเป็นกันเองและน่าอยู่ ไม่ได้ให้ความรู้สึกทึบแบบบ้านทรงไทยเก่า ๆ ทั่วไป

“เราอยากคงความเป็นหน้าตาบ้านเดิมไว้ให้มากที่สุด เช่น โครงสร้างจั่วใหญ่สองอันและจั่วเล็กหนึ่งอัน แต่อยากปรับให้เปิดรับแสงสว่างมากขึ้น มีการเพิ่มความเรียบง่ายแนวมินิมอลเข้ามาผสมผสาน แต่พยายามใช้ของเก่าที่มีอยู่ในบ้านให้เยอะที่สุด ทั้งพื้นไม้เก่า ตู้เก่า และของตกแต่งที่คุณตาคุณยายเก็บไว้ เพื่อให้ได้กลิ่นอายของบ้านที่หาจากที่ไหนไม่ได้ค่ะ ซึ่งเดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวใหญ่ที่มีญาติพี่น้องอยู่รวมกันหลายเจเนอเรชันนับสิบคนเลย”

อีกหนึ่งกิมมิกเล็ก ๆ ที่เราอยากให้ทุกคนได้ลองสังเกต คือป้าย ‘อุดมแพทย์’ ซึ่งคุณรดาเล่าให้เราฟังว่ามาจากชื่อของ ‘คุณหมออุดม’ ที่เคยเป็นหมอในโรงพยาบาลศิริราช และยังเป็นสถานที่พบรักกับคุณยายที่เป็นพยาบาล พอท่านเกษียณ เลยมาเปิดคลินิกชุมชนเล็ก ๆ ในบ้านหลังนี้ นั่นคืออุดมแพทย์ที่เราเห็นจากป้ายที่ติดอยู่ ซึ่งเพื่อนบ้านที่เคยเป็นคนไข้ของคุณตาที่อายุ 70 กว่าปี ก็ยังเดินมาถามไถ่ถึงคุณหมออุดมอยู่เสมอ

ส่วนที่มาของชื่อ ‘บ้านมณี’ ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชื่อของคุณยายทวดทั้ง 3 ท่าน ได้แก่ ‘มรกต พลอย และ ทับทิม’ รวมถึงชื่อของคุณยาย ‘ชมพูนุท’ ที่มีความหมายคืออัญมณีทั้งหมด นอกจากจะถูกนำมาตั้งเป็นชื่อบ้านมณีแล้ว ทั้ง 4 ชื่อนี้ยังถูกตั้งเป็นชื่อของห้องพักทั้ง 4 ห้อง และเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ทั้ง 4 เมนู ตามโทนสีของอัญมณีนั้น ๆ

“เราออกแบบให้แต่ละห้องแตกต่างกันออกไป เป็นห้องสำหรับ 4 คน 2 ห้อง และห้องสำหรับ 2 คน 2 ห้อง อย่างห้องมรกตก็จะตกแต่งด้วยโทนสีเขียว เป็นห้องไซส์ใหญ่สำหรับครอบครัว หรือห้องทับทิมที่เป็นโทนสีแดง”

“ส่วนโซนคาเฟ่เราจะทำเป็นแบบ Indoor ให้หลบฝนได้ และเป็น Pet-friendly สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาได้ค่ะ เราตั้งใจออกแบบหน้าต่างให้เป็นเหมือนกรอบรูป เพื่อให้เวลาถ่ายรูปหรือมองออกไป วิวจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาและฤดูกาล ช่วงที่คนจะมาเยอะมากที่สุดคือหน้าหนาวเพราะลมเย็นสบาย และช่วงที่มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพราะบ้านมณีจะอยู่ต้นขบวนและเห็นวิวชัดมากจนลูกค้าแย่งกันจองเลย”

มานั่งชิล ๆ รับลม พร้อมสั่งเครื่องดื่มเย็น ๆ ที่ต้องลองสักครั้งถ้าได้แวะมาที่นี่ อย่างเมนู ‘มรกต’ แอปเปิลเขียวปั่นมะนาวที่ให้ความสดชื่นในช่วงหน้าร้อน, ‘ชมพูนุท’ กาแฟหอม ๆ รสชาติละมุนที่ท็อปด้วยดัลโกนา (ขนมน้ำตาลสไตล์เกาหลี) และแผ่นทอง, ‘ทับทิม’ ชาเบอร์รีผสมน้ำทับทิมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว, และ ‘พลอย’ น้ำมะพร้าวเผาปั่นดอกอัญชันสีฟ้า ท็อปด้วยครีมกะทินุ่ม ๆ ที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์มาก

และเหตุผลที่ทำให้บ้านมณีเป็นมากกว่าที่พักและคาเฟ่ริมน้ำ คือความตั้งใจของคุณรดาที่ต้องการให้บ้านมณีคือส่วนหนึ่งของ ‘การพัฒนาชุมชน’ ที่เปรียบเหมือนการกลับมาพัฒนาบ้านเกิดที่เคยอยู่ตั้งแต่สมัยเด็ก ให้กลับมามีชีวิตชีวาด้วยผู้คนและเรื่องราวใหม่ ๆ อีกครั้งหนึ่ง

“ที่ตั้งของบ้านมณีจะเรียกว่า ‘ชุมชนวัดดาวดึงษาราม’ เป็นย่านที่อยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวและเมืองเก่า แต่ยังมีความเป็นย่านที่อยู่อาศัยสูงมาก มีวัดวาอารามเก่าแก่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักซ่อนอยู่ค่อนข้างเยอะจนสามารถพัฒนาเป็นเส้นทางเดินชมวัฒนธรรมได้เลย”

“เราเลยสนใจการพัฒนาชุมชนนี้เพราะเราเกิดและโตที่นี่ เราจำได้ว่าสมัยก่อนชุมชนนี้มีคนเฒ่าคนแก่และบ้านโบราณเยอะมาก แต่พอหลังช่วงน้ำท่วม คนเก่าแก่ก็เริ่มย้ายออกไปเพราะเดินทางลำบาก คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาอยู่ก็อาจจะไม่ได้ผูกพันกับพื้นที่เท่าคนรุ่นเก่า พอเรากลับมาทำธุรกิจตรงนี้ เลยอยากพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้ชุมชนกลับมาคึกคักและสร้างรายได้ให้คนในชุมชนมากขึ้น”

นั่นเลยเป็นแพสชันที่คุณรดาอยากชวนให้เราได้ไปคอนเน็กกับเพื่อนบ้านในชุมชน เพราะนอกจากการชวนน้อง ๆ ในย่านมาเป็นพนักงานของที่บ้านมณีแล้ว คุณรดายังเลือกอุดหนุนของดีจากเพื่อนบ้านหลายร้าน ไม่ว่าจะเป็นทองม้วนอร่อย ๆ จากร้านทองม้วนเจ้านาง หรือน้ำเก๊กฮวยสูตรดั้งเดิมของพี่ลัดดา ร้านชำในย่าน ที่ถูกเอามาทำเป็น Welcome Drink ให้ลูกค้า และเสิร์ฟคู่กับเมนูต่าง ๆ ของคาเฟ่

Baan Manee BKK
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.
Facebook : Baan Manee BKK
Instagram : Baan Manee BKK
Website : Baan Manee BKK
โทร. 091-956-2919
Google Maps

ร้านของชำป้าลัดดา

เดินมาเรื่อย ๆ จนเกือบถึงวัดดาวดึงษาราม จะเจอกับร้านชำเล็ก ๆ ที่มีป้าย ‘กิตติพรพาณิชย์’ ติดอยู่ กับบรรยากาศของร้านชำแบบโลคอล ทั้งข้าวของที่วางและแขวนไว้สำหรับขายที่หน้าร้าน ทำให้เราคิดถึงร้านชำในวัยเด็กที่มีอยู่แถวบ้าน และความเป็นกันเองของ ‘ป้าลัดดา’ ที่พร้อมแชร์เรื่องราวของร้านชำอายุ 70 ปี และความผูกพันน่ารัก ๆ ของเพื่อนบ้านและย่านนี้ให้เราได้ฟัง

ป้าลัดดา : “ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่รุ่นก๋ง ประมาณ 70 กว่าปีแล้วค่ะ ส่วนน้ำเก๊กฮวยของร้านเราก็ทำเอง เป็นสูตรโบราณที่ผู้ใหญ่สอนให้ทำสืบต่อกันมา แล้วเราก็ลองเอาสูตรมาปรับเรื่อย ๆ”

“สมัยก่อนชาวบ้านแถวนี้ก็มักจะไปหาหมอรักษาอาการป่วยที่คลินิกของหมออุดม (อุดมแพทย์) พอตอนนี้น้องรดามาเปิดที่พักก็ทำได้ดีและสมบูรณ์แบบมาก แถมยังรับเด็ก ๆ แถวบ้านไปทำงานด้วย ถือว่าช่วยสร้างรายได้ให้คนในซอยได้ดีเลย”

ซึ่งของดีประจำร้านนี้ต้องยกให้ ‘น้ำเก๊กฮวยสูตรดั้งเดิม’ ที่เราสามารถหยิบได้จากตู้เย็นของร้าน เป็นน้ำเก๊กฮวยรสหวานกำลังพอดีที่ช่วยคลายร้อนได้ดีมาก ยิ่งแช่จนเย็นจัดแล้วมีวุ้นบาง ๆ เกาะอยู่ในขวด ยิ่งช่วยเพิ่มความอร่อย เหมาะกับการเป็นเครื่องดื่มเย็น ๆ ในหน้าร้อนนี้สุด ๆ

แถมน้ำเก๊กฮวยสูตรโบราณของป้าลัดดา ยังถูกเอามาเสิร์ฟเป็น Welcome Drink ให้แขกที่มาพักที่บ้านมณีได้ลองชิมกันด้วยนะ ใครที่มาพักก็จะได้ชิม ส่วนใครที่แวะมาคาเฟ่ของบ้านมณี ก็สามารถเดินชิล ๆ มาทักทายป้าลัดดา แล้วอุดหนุนน้ำเก๊กฮวยจากร้านของชำไวบ์ดั้งเดิมกันได้เลย

ร้านของชำป้าลัดดา
โทร. 092-814-4091
Google Maps

ทองม้วนเจ้านาง

เดินต่อมาอีกเล็กน้อยจากวัดดาวดึงษาราม ก็จะเข้าสู่ย่าน‘ชุมชนศรีอุลัย’ พร้อมกับกลิ่นหอม ๆ ของทองม้วนที่ลอยมาตามทาง โดย ‘พี่ฝน’ เจ้าของรสมือแสนอร่อยจากร้าน ‘ทองม้วนเจ้านาง’ ทองม้วนรสชาติดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์จาก ‘สูตรกะทิเคี่ยว’ ที่ทำให้ได้แป้งหอม ๆ สีสวยตามธรรมชาติของน้ำตาลปี๊บ

พี่ฝน : “แป้งของเราจะผสมน้ำตาลปี๊บและกะทิเคี่ยว ไม่ใช่กะทิกล่องผสมแป้งเฉย ๆ ซึ่งแบบนั้นแป้งจะออกมาเป็นสีขาว แต่ทองม้วนของพี่ สีจะออกน้ำตาลแดงตามธรรมชาติของน้ำตาลปี๊บ ขนาดใส่ใบเตยลงไปยังไม่ออกสีเขียวเลย”

พี่ฝนสาธิตวิธีการทำให้เราดูไปเพลิน ๆ พร้อมแชร์สูตรเด็ดที่ทำให้รสชาติของทองม้วนเจ้านางที่อร่อยไม่ซ้ำใคร จนกลายเป็นร้านในดวงใจของลูกค้าที่มารับซื้อเป็นกิโลกรัมสำหรับขายต่อได้

พี่ฝน : “เราทำแบบแห้ง ไม่ได้ทำแบบสดเลย นอกจากทองม้วนก็ยังมี ‘ทองก้อน’ ข้างในใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว แต่ต้นทุนมันจะแพงกว่า เลยไม่ได้เอามาทำขายในซอยนี้ ส่วนที่มีขายคู่กับทองม้วนคือ ‘ทองพับ’ เราทำเพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสมัยก่อนตัวนี้เคยเป็นสินค้า OTOP ด้วย จะเป็นแบบใส่ผักชีลงไป โดยสูตรของพี่คือพี่จะใช้วิธีนำผักชีมาวางแปะทีหลัง ให้ทองพับยังหอมและอร่อยเป็นเอกลักษณ์”

นอกจากนี้ เมนูไอศกรีมของบ้านมณีก็เสิร์ฟคู่กับทองม้วนกรอบ ๆ สูตรของพี่ฝนอีกด้วย ยิ่งกินคู่กันก็ยิ่งเข้ากันแบบลงตัวมาก ใครที่อยากลองชิมทองม้วนรสชาติแบบดั้งเดิม แนะนำให้แวะมาอุดหนุนกันที่หน้าร้านในชุมชนศรีอุลัยกันได้เลย รับรองว่ากินแล้วต้องมีซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านกันแน่นอน

ทองม้วนเจ้านาง
โทร. 084-669-8745
Google Maps

คั่วชามเปล

มาถึงร้านสุดท้าย ‘คั่วชามเปล’ ร้านที่อยู่ในใจของคุณรดามานาน ตั้งอยู่ใกล้กับทางออกไปถนนอรุณอมรินทร์และใกล้กับวัดบางยี่ขัน กับเมนูก๋วยเตี๋ยวคั่วหลากสไตล์ที่หอมกลิ่นกระทะไปทั้งร้าน

คุณรดา : “ร้าน ‘คั่วชามเปล’ เป็นร้านที่กินมานานมาก ๆ ก่อนจะมาทำบ้านมณีอีกค่ะ อาหารเขาให้ปริมาณเยอะมาก เมนูโปรดคือ คั่วรวมไก่ทะเล ไข่หมึกย่าง และ โจ๊ก อร่อยทุกอย่างจนต้องสั่งมาแชร์กัน 3 อย่างเลย”

กิมมิกของร้านคั่วชามเปล คือ ‘ชามรูปเปล’ ไซส์ใหญ่ ที่ยืนยันได้ว่าร้านนี้ให้ปริมาณเยอะ แถมยังราคาย่อมเยาอีกด้วย!

เมนูที่เราอยากแนะนำวันนี้คือ ‘คั่วไก่’ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่หอม ๆ ที่รสชาติกลมกล่อมมาก หรือถ้าใครอยากลองเมนูอื่น ๆ ก็มีทั้ง ‘คั่วทะเล’ และ ‘คั่วเบคอน’ ที่บอกเลยว่าควรลองสักครั้ง เพราะร้านคั่วชามเปลเสิร์ฟมาแบบผัดแห้ง หอมกระทะสุด ๆ ยิ่งกินคู่กับซอสพริกยิ่งเข้ากันมาก และที่ห้ามพลาดเลยคือการเพิ่ม ‘ไข่ลวก’ ลงไปในทุกเมนู เพราะช่วยเพิ่มความนัวและความอร่อยขึ้นไปอีกสเต็ป แถมแต่ละชามยังให้เครื่องมาแบบแน่น ๆ กินแล้วทั้งอิ่มทั้งคุ้มแน่นอน!

คั่วชามเปล
เปิดทุกวัน เวลา 17.00 – 22.00 น.
Facebook : คั่วชามเปล
โทร. 081-806-4234
Google Maps

ปิดท้ายทริปที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเป็นโลคอล ด้วยการเดินเล่นไปตามซอยของ ‘ย่านชุมชนวัดดาว – ศรีอุลัย’ แวะทักทายเพื่อนบ้านใจดีตั้งแต่ท่าน้ำไปจนถึงปากซอย ระหว่างทางก็ได้เจอวัดเก่าแก่ประจำชุมชน รวมถึงได้เห็นความสัมพันธ์น่ารัก ๆ ของผู้คนในย่าน ผ่านเรื่องราวที่คุณรดาค่อย ๆ พาเราไปรู้จักทีละนิด จนรู้สึกเหมือนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนแห่งนี้ไปด้วยเหมือนกัน

“ชาวบ้านที่นี่น่ารักและคอยเป็นหูเป็นตาให้กันตลอดค่ะ ตั้งแต่ปากซอยยันท่าน้ำ เวลาเห็นลูกค้าเดินเข้ามาแล้วดูงง ๆ เพราะหาบ้านพักของเราไม่เจอ ชาวบ้านก็จะคอยบอกทางว่า ‘ตรงไปเลย อยู่สุดท่าน้ำ’ บางทีถ้าลูกค้ามาถึงหน้าบ้านแล้วเราไม่เห็น คุณป้าแถวนั้นก็จะช่วยเรียกและเชิญลูกค้าเข้าบ้านให้”

“ลูกค้าต่างชาติเองก็ชอบความ Authentic ของชุมชนที่ยังไม่ปรุงแต่ง ถึงขนาดไปนั่งก๊งเหล้าพูดคุยกับชาวบ้านอย่างสนุกสนานก็มี พอเรามาทำบ้านพักและคาเฟ่ตรงนี้ แขกเดินเข้าออกทั้งวัน ก็เหมือนได้ช่วยสร้างชีวิตชีวา สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ให้ชุมชนเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนเราเองก็อุดหนุนของในชุมชนมาขายในร้าน ถือเป็นการช่วยอุดหนุนและกระจายรายได้กันค่ะ”

การรีโนเวตบ้านเก่าที่เคยเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำในวัยเด็กของคุณรดา จึงเหมือนเป็นการค่อย ๆ รวบรวมเรื่องราวของย่าน ผู้คน และบ้านไม้หลังนี้กลับมาไว้ด้วยกันอีกครั้ง พร้อมส่งต่อเรื่องราวและแรงบันดาลใจเหล่านั้นผ่านเมนูในคาเฟ่ และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ทั้งสองชุมชนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

ใครที่อยากหาที่พักใจเงียบ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสงบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลองแวะมาที่บ้านมณี จะมาพักค้างคืน หรือแค่มานั่งชิลในคาเฟ่ก็ได้เหมือนกัน แล้วค่อย ๆ เดินสำรวจเรื่องราวของชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำ แวะอุดหนุนของอร่อยจากเพื่อนบ้านระหว่างทาง ส่วนใครที่เคยผูกพันกับย่านนี้มาก่อน ก็อย่าลืมมาแชร์ความทรงจำหรือพิกัดลับ ๆ กันนะ แล้วมาสัมผัสความน่ารักและอบอุ่นจากเพื่อนบ้านในชุมชนวัดดาว – ศรีอุลัยไปพร้อม ๆ กันได้เลย!

IT MIGHT INSPIRE YOU

บางยี่ขัน

ทัวร์ย่านกับเพื่อนบ้าน Something Blue Library เจ้าของห้องสมุดที่คอนเน็กกับคนในย่าน

ทรงวาด

สำรวจเส้นทางสมุนไพร - เครื่องเทศจีน ผ่านร้านเพื่อนบ้าน ศาลเจ้า และวิถีชุมชนกับ ‘Oh! Vacola’

ประดิพัทธ์

ตามรอยความอร่อยโลคอล แวะช้อปไอเทมเก๋ กับเพื่อนบ้าน ‘Neighbourmart’ ในย่านสุดคลาสสิก

Japandi Style Home

สเปซไวบ์อบอุ่นที่เป็นทั้งบ้าน และสตูดิโอสอนทำขนม-ชงชา