นิยามการดูคอนเสิร์ตของคนยุคนี้ ไม่ใช่แค่การได้ไปเจอศิลปินคนโปรดหรือได้ฟังเพลงที่ชอบเท่านั้น แต่หลายครั้งมันเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่หากพลาดไปแล้วต้องเสียดายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการออกแบบงานโปรดักชันที่จัดเต็ม ทั้งฉาก แสง สี เสียง และเทคนิคต่าง ๆ ที่ต่อให้กลับมาดูย้อนหลังในออนไลน์อีกกี่รอบ ก็ไม่สามารถเติมเต็มความรู้สึกได้เทียบเท่าการได้ไปสัมผัสของจริง!
Neighbors and Friends จึงชวนเพื่อน ๆ ที่หลงใหลการไปดูคอนเสิร์ต รวมไปถึงคนในวงการดนตรีหรือแวดวงนักออกแบบมาพูดคุยกับ ‘คุณพล หุยประเสริฐ’ แห่ง HUI Team Design เพื่อนบ้านนักออกแบบคอนเสิร์ตผู้คร่ำหวอดในวงการมาแล้วทุกยุค และอยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปินไทยมาแล้วมากมาย
ซึ่งวันที่ 25 เมษายน 2026 นี้ คุณพลจะจัดคอนเสิร์ต ‘The Showcase Festival by Pol Huiprasert’ ที่ IMPACT Arena โดยชวน 6 ศิลปินดังที่คุณพลเคยอยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตมาแล้วมารวมไว้ในงานเดียว ได้แก่ Jeff Satur, THE TOYS, Violette Wautier, BOWKYLION, NONT TANONT และ 4EVE นอกจากจะได้ดื่มด่ำกับเพลงจากศิลปินที่ชอบแล้ว ความพิเศษของคอนเสิร์ตนี้ทุกคนยังจะได้เสพงานโปรดักชันที่คุณพลตั้งใจสร้างสรรค์โชว์นี้ในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
คอลัมน์ Art People จะพามาเจาะลึกถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์งานของการเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ต ไปจนถึงการมองหาไอเดียใหม่ ๆ และมุมมองในการทำงานของคุณพล ซึ่งได้ฉายาว่าเป็นพ่อมดแห่งวงการที่สามารถเสกโชว์หนึ่งโชว์ ให้กลายเป็นโมเมนต์สุดประทับใจที่เหนือความคาดหมาย ว่าแล้วก็มาอ่านแนวคิดดี ๆ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนไปด้วยกันเลย

Photo by HUI Team Design
คอนเสิร์ตที่ให้คนทำงานเบื้องหลังได้ปล่อยของ
หลายคนอาจจะเคยเห็นเบื้องหน้าเวทีที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้ตลอดโชว์ แล้วเกิดความสงสัยว่าคนเบื้องหลังเวทีเขาสร้างสรรค์สิ่งนี้ขึ้นมาได้ยังไง องค์ประกอบมากมายที่อยู่บนเวทีนั้นต้องใช้คนมากขนาดไหน และเขาทำงานกันยังไงให้ไปในทิศทางเดียวกัน เราจึงแบกเอาคำถามเหล่านี้มาถามคุณพลให้หายสงสัยว่า จริง ๆ แล้วนักออกแบบคอนเสิร์ตเขาแบ่งงานกันอย่างไรบ้าง
“โครงสร้างการทำงานในหนึ่งคอนเสิร์ตของพี่จะเรียกว่า Director’s Cut เหมือนการทำละครเวทีที่ตำแหน่งท็อปสุดจะเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งปกติแล้วส่วนใหญ่จะเป็นศิลปิน รองลงมาก็คือ Show Director หรือพี่นี่แหละที่จะคอยอยู่ข้าง ๆ ศิลปิน เพราะศิลปินไม่มีเวลามาดูภาพรวมได้ทั้งหมด ที่เหลือก็จะมี Choreograph ที่ออกแบบท่าเต้น, Music Director ที่ดูแลเรื่องการทำดนตรี, Production Designer ที่ทำพวกฉาก แสง สี เสียง แล้วก็ Script Writer ที่มีหน้าที่คิดลำดับโชว์”
คุณพลแชร์ให้เราฟังต่อว่าในแต่ละพาร์ทก็จะแบ่งหน้าที่กันไปทำในส่วนของตัวเอง ซึ่งจะมีคนทำงานเยอะมากแค่เฉพาะฝั่งโปรดักชันก็มีเป็นร้อยคนแล้ว โดยคุณพลที่มักจะอยู่ในตำแหน่ง Show Director ก็ต้องเรียนรู้ในทุก ๆ พาร์ท เพราะต้องคอยเป็นคนบรีฟ ตรวจงาน และตัดสินใจแทบทั้งหมด ปัจจุบันนี้ก็เรียกได้ว่าคุณพลอยู่ในวงการมาจนเข้าใจทุกโปรเซส จึงเกิดความท้าทายใหม่ที่อยากจะจัดคอนเสิร์ตเพื่อเป็นโชว์เคสผลงานของเขาในชื่อ ‘The Showcase Festival by Pol Huiprasert’
“เราทำงานในวงการนี้มา 20 ปีแล้ว เราทำคอนเสิร์ตให้ศิลปินมาเยอะมาก จนบางทีไม่รู้ว่าตัวตนเราคืออะไร พอถึงจุดหนึ่งเราเลยอยากทำคอนเสิร์ตในแบบของเรา แล้วมันก็อยู่ในช่วงชีวิตที่พี่คิดว่าต้องทำอะไรอย่างนี้สักที เลยเกิด The Showcase Festival นี้ขึ้นมา เพราะเวลาพี่ทำคอนเสิร์ตเดี่ยวให้ศิลปิน แต่ละครั้งมันจะมีสิ่งที่เราค้างคาใจว่าเราอยากเห็นเขาในแบบที่เราอยากเห็นบ้าง ที่ผ่านมาเวลาเรามีความเห็นไม่ตรงกับศิลปิน เราก็จะบอกเหตุผลนะว่าแบบนี้มันไม่เวิร์กหรอก แต่ด้วยความเป็นคอนเสิร์ตเขาเราก็ต้องยอมให้เขาเลือกอยู่ดี ครั้งนี้พอเป็นงานที่เราจัดเอง พี่เลยเลือกคนที่พี่อยากจะทำงานด้วยคือศิลปิน 6 คนที่พี่เคยทำคอนเสิร์ตให้ มาทดลองทำเฟสติวัลที่พี่อยากโชว์มุมมองของพี่ที่เป็นตัวแทนฝั่งคนดู ซึ่งพี่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำโชว์ให้มันเป็นโชว์เคสที่มีความแตกต่างและมีความเป็นพี่เข้าไปอยู่ในนั้นด้วย”


ออกแบบกราฟอารมณ์ เพื่อสะกดคนดูให้อยู่หมัด
วันที่เรามาสัมภาษณ์คุณพลที่สตูดิโอของ HUI Team Design คุณพลกำลังอยู่ในขั้นแรกของการเตรียมงาน The Showcase Festival by Pol Huiprasert เราจึงมีโอกาสได้เข้ามาเรียนรู้ถึงโปรเซสและวิธีการคิดในแต่ละกระบวนการที่จะสร้างคอนเสิร์ตสักหนึ่งงานขึ้นมา โดยเริ่มจากการวางสคริปต์หรือลำดับของโชว์ให้สามารถสะกดคนดูได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
“ใน The Showcase Festival พี่อยากจัดเรียงให้กราฟของโชว์มันมีไดนามิก คราวนี้ก็ต้องมาวางแผนว่าจะเรียงศิลปินทั้ง 6 คนยังไง เพราะแต่ละคนมีคาแรกเตอร์ไม่เหมือนกัน พี่ไม่อยากให้คนลุกออกไปช่วงไหนเลย หรือถ้าไปก็ต้องรีบกลับมาดูเพราะกลัวพลาดบางอย่างที่น่าสนใจ ถ้าคนแรกมาพีกมาก คนที่สองก็พีก คนต่อไปก็อยากดูอีก คนดูจะลุกออกไปไม่ได้แล้วนะ นี่คือจิตวิทยาของการทำโชว์ ทีนี้มันก็จะขึ้นอยู่ที่การดีไซน์ของพี่แล้วว่า ทำยังไงให้คนอยู่กับโชว์ได้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนของการวางลำดับโชว์ถือเป็นหัวใจของการทำงานพี่ทั้งหมดเลย แปลว่าถ้าสคริปต์ไม่มาพี่จะคิดไม่ออกเลยว่าฉากจะเป็นยังไง ถ้าเราอยากโชว์ฉากสวย ๆ ตรงนี้ แล้วอยากให้ศิลปินเดินมาตรงนี้ เราก็ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้คนดูได้เห็นทั้งฉากและศิลปินไปพร้อม ๆ กัน”
“ช่วงแรก ๆ เราก็ได้เรียนรู้การวางสคริปต์ว่าเขาเลือกเพลงกันยังไงจากคนที่พี่เรียกว่าครู ทั้งบอย – ถกลเกียรติ, บอย – โกสิยพงษ์, ป๋าเต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม, พี่ฉอด – สายทิพย์, พี่เล็ก – บุษบา เพราะพี่ไปลักเรียนมาจากเขา แล้วเราก็ค้นพบว่าแต่ละคนมีวิธีการเรียงเพลงไม่เหมือนกันเลย คนไหนเกิดมาจากดีเจก็จะมีวิธีการเรียงเพลงแบบดีเจ คนไหนเกิดมาจากละครเวทีก็จะเรียงเพลงแบบละครเวที คนไหนเกิดจากรายการทีวีก็จะเรียงเพลงแบบรายการทีวี ซึ่งมันเป็นความรู้ให้กับเรามาก ๆ ว่าการสร้างสคริปต์คอนเสิร์ตมันสร้างจากคนละมิติได้หมดเลย พอเราเข้าไปเรียนรู้เรื่องนี้เราก็จะควบคุมได้ว่าฉากเราควรจะอยู่ตรงไหน ฉะนั้นใน The Showcase Festival พี่ก็จะเริ่มจากหาคาแรกเตอร์ของศิลปินแต่ละคนก่อน แล้วมาคิดว่าจะวางสคริปต์ยังไง พอเราได้สคริปต์แล้วถึงจะเริ่มมาใส่ไอเดียโปรดักชัน”
Photo by HUI Team Design
ตีคาแรกเตอร์ศิลปินให้แตก แล้วแมตช์กับไอเดียรอบตัว
หลังจากที่คุณพลเปิดเพลย์ลิสต์ที่เขาอยากเห็นศิลปินทั้ง 6 คนเล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ให้เราได้ฟัง และแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างสนุกสนาน คุณพลก็เล่าถึงขั้นตอนถัดไปนั่นคือการตีความตัวศิลปินออกมาเป็นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ แล้วจับไปแมตช์กับไอเดียที่คุณพลสะสมไว้ในหัว ซึ่งเรายิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
“พี่จะมองที่ตัวศิลปินก่อนว่าเขามีคาแรกเตอร์อะไร แล้วก็ขยายคาแรกเตอร์นั้นให้คนดูรู้สึกตราตรึง ส่วนใหญ่ก็ดูตามสกิลที่เขามีแล้วก็ตามความชอบของคนดู แล้วจัดวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง ซึ่งพี่อยากให้โชว์ของศิลปินทั้งหมดนี้มีไดนามิกของตัวเอง แต่ละคนก็จะผลัดกันออกมาโชว์พลัง และมีความหลากหลายในโชว์เพราะทุกคนมีคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน พอได้คาแรกเตอร์แล้วเราก็ต้องไปคิดไอเดียโปรดักชันต่อ ซึ่งในชีวิตประจำวันพี่จะชอบหาไอเดียใหม่ ๆ ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้มันง่ายพอเรามี Instagram ก็เสิร์ชไปเรื่อย หรือเวลาไปเที่ยวเราก็จะเห็นไอเดียต่าง ๆ ระหว่างทาง พี่จะชอบไปดูมิวเซียม ไปดูนิทรรศการวิทยาศาสตร์ พี่ไปดูมาเกือบทุกประเทศ แล้วก็เก็บไอเดียพวกนี้เอาไว้ในหัวเพียบเลย แต่ไอเดียพวกนี้มันไม่ได้เอามาใช้ได้ทุกครั้ง บางทีไอเดียที่อัดอยู่ในหัวมันก็หาที่ลงไม่ได้ ไอเดียมันมีเต็มไปหมดแหละ เดินไปตามท้องถนนก็เจอ แต่เราจะเอามาใช้ยังไง มันก็ต้องมีความหมายด้วยว่ามันสื่ออะไร ไปกับเพลงมั้ย มันคือการจับไอเดียมาแมตช์กับศิลปินแต่ละคน”
“ยกตัวอย่างพี่อยากทำหนังสือป๊อปอัปขึ้นมาเป็นฉาก แต่ยังคิดไม่ออกนะว่าต้องทำยังไง เป็นไปได้หรือเปล่าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าอันนี้น่าทำ หรือพี่อยากทำ Zoetrope (อุปกรณ์สร้างภาพเคลื่อนไหวแบบแอนิเมชันยุคแรก) มันคือการเอารูปปั้นนิ่ง ๆ มาหมุน แล้วพอทำจังหวะไฟให้พอดีกัน มันจะมีชีวิตเหมือนมันเคลื่อนไหวอยู่ แล้วอีกอันที่อยากทำคือฝนหยุดกลางอากาศซึ่งใช้หลักการเดียวกัน จากนั้นเราก็ต้องหาวิธีที่จะใส่ไอเดียเหล่านี้ลงไปในงาน ซึ่งถ้าถามว่าขั้นตอนไหนใช้เวลานานสุดสำหรับพี่คือขั้นตอนนี้เลย เพราะเราไม่มีทางรู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ อย่าง BOWKYLION คารวะ คอนเสิร์ต (KARAWA CONCERT) ที่ผ่านมาเป็นคอนเสิร์ตที่ไอเดียมาตั้งแต่สิบวินาทีแรก โดยไอเดียที่เป็นโบสถ์มันเริ่มจากโบกี้เป็นคนที่รักและชื่นชมในตัวเอง พี่เลยให้โบกี้เป็นเทพีที่อยู่กลางโบสถ์ พอโบกี้มาบรีฟว่าคอนเสิร์ตนี้หนูอยากให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในลัทธิโบกี้ มันก็เป๊ะเลย”

Photo by HUI Team Design
เนรมิตฝันให้เกิดขึ้นจริง ทดลองสร้างสิ่งที่เกือบเป็นไปไม่ได้
ขั้นตอนที่น่าจะลุ้นที่สุดสำหรับคนทำงานเบื้องหลังคือการได้เห็นสิ่งที่ตัวเองคิดขึ้นไปอยู่บนเวทีจริง ๆ ซึ่งคุณพลยอมรับว่าการจะเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้นั้นเป็นเรื่องที่ยาก
“พี่เชื่อเรื่องการเอาไอเดียไปทำให้เกิดขึ้นจริงที่สุด เพราะนั่นคือจุดที่ยากที่สุดในการทำงาน ยิ่งในวันนี้การหาไอเดียเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เปิด AI แป๊บเดียวไอเดียมาเป็นล้านเลย แต่ใครที่จะทำไอเดียนั้นให้เกิดขึ้นจริงได้ต่างหากคือคนที่เจ๋งสุด ซึ่งพี่ให้ความสำคัญกับจุดนี้มาก ที่เหลือคือการทดลอง ซึ่งไอเดียพวกนี้มันมีโอกาสผิดพลาดเยอะนะ เพราะมันคือสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนแล้วมันต้องทดลอง แต่ชีวิตพี่ก็อยู่กับการทดลองแบบนี้ ถ้ารอดคือว้าว ถ้าไม่รอดก็แย่ งานพี่เลยต้องอยู่บนเส้นด้ายของความกดดันเสมอ เราต้องยอมรับว่าทุกคนไม่ได้อยากทำอะไรที่เขาไม่เคยทำเพราะมันเสี่ยง ทีมช่างเนี่ยเครียดเลยว่าจะทำไงให้มันได้ในเวลาจำกัด แต่พี่เป็นคนชอบอยู่ Above the line สมมติเรามีเส้นมาตรฐานที่ทุกคนทำได้ พี่จะต้องขอข้ามเส้นนี้ไปเพราะเราอยากรู้อยากลองแล้วเราก็จะได้ความรู้ใหม่ แต่ถ้าเราไม่ลองเลยเราจะไม่มีทางข้ามเส้นนี้ ถ้าเราไม่ลองที่จะล้มเราจะไม่มีทางเจออะไรใหม่ ๆ เลย”
“คอนเสิร์ตพี่ถึงออกมาล้น ๆ ตลอด คนจะมองว่าจะทำขนาดนี้เพื่ออะไร ให้ศิลปินร้องเพลงเฉย ๆ ก็ได้ แต่พี่เกิดมาเพื่อสร้างผลงาน ชีวิตพี่มีแค่นั้น พี่หาคำตอบให้ชีวิตไม่เจอเลยว่าถ้าเขาไม่ให้ทำพี่จะมีชีวิตอยู่ทำไม พี่ตั้งเป้าให้ตัวเองว่าเรามีหน้าที่ทำผลงาน ผลงานอาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ เราแค่ตั้งโจทย์ว่าเราจะสร้างผลงานเพื่อให้เรารู้ว่าพรุ่งนี้จะตื่นมาทำอะไร เวลาเราทำคอนเสิร์ตเราก็พยายามจะยัดไอเดียดี ๆ ลงไปให้ได้ ถ้าไอเดียไหนไม่ดีเขาก็ตัดทิ้ง เราก็แค่ต้องหาอันใหม่ไปเสนอจนกว่าเขาจะยอมรับ มันเป็นคำนี้เลยว่าเราจะใช้ชีวิตไปทำไมในแต่ละวัน ถ้าเราไม่มี Motivation ของเรา”
“จะเรียกว่าเป็นความสนุกมั้ยก็ไม่เชิงเพราะมันทรมานนะ การที่เราไปบอกศิลปินว่าจะทำสิ่งนี้แล้วไปโม้ว่ามันจะสำเร็จ ทั้ง ๆ ที่เราก็ต้องไป Explore เพราะมันเป็นของใหม่ มันเป็นความกดดันมหาศาลสำหรับพี่เลยนะ แต่มันคือ Motto ในชีวิตที่ตั้งเอาไว้ว่าเราอยากจะทำอะไรบางอย่างในการสร้างผลงานของเรา จุดที่เรารู้สึกว่าพอใจแล้วคือสิ่งที่เราอยากทดลองมันได้ขึ้นไปอยู่บนเวทีหรือเปล่า แล้วคนดูเข้าใจสิ่งที่เราอยากนำเสนอไหม ถ้าใช่ก็โอเคผ่าน ดีไม่ดีนี่อีกเรื่องนะ คนชอบมั้ยก็อีกเรื่อง แต่อย่างน้อยเราได้ทดลองแล้ว พี่เป็นคนที่จะมองเห็นจุดบกพร่องในงานตัวเองเสมอ ดังนั้นทุกงานพี่เลยไม่ได้รู้สึกว่ามันเติมเต็มขนาดนั้น สำหรับพี่โปรเซสก็สำคัญแต่ผลลัพธ์สำคัญที่สุด ความเชื่อคนเราก็ไม่เหมือนกันนะ แต่พี่เชื่อว่าระหว่างทางมันจะเหนื่อยหรือเละเทะแค่ไหน แต่ถ้าปลายทางถ้ามันสำเร็จ ทุกคนก็จะรู้สึกว่านี่ไงที่เหนื่อยแทบตายเราก็ได้สิ่งนี้มา มันทำให้เข้าใจว่าทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนั้น”


สร้างผลงานในฐานะศิลปิน พร้อมเปิดโอกาสให้คนรุ่นหลัง
เวลากว่า 2 ชั่วโมงที่เราได้พูดคุยกับคุณพล ทำให้เราเข้าใจถึงโปรเซสการทำงานว่า กว่าจะออกมาเป็นคอนเสิร์ตดี ๆ ให้เราได้ดูกัน ต้องใช้พละกำลังและความทุ่มเทของคนเบื้องหลังมากขนาดไหน อีกทั้งยังได้เห็นวิธีคิดและแนวทางการทำงานของคุณพลที่ทำให้เขามายืนอยู่ในจุดนี้ได้ สุดท้ายเราจึงถามถึงจุดหมายของคุณพลในช่วงชีวิตหลังจากนี้ว่า เขาอยากจะส่งต่ออะไรให้กับคนทำงานรุ่นหลัง
“ยังไงเราก็ต้องไปจากโลกนี้อยู่แล้ว พี่บอกทุกคนเสมอว่าพี่อยากสร้างผลงาน แต่ไม่รู้ว่าโลกและสังคมจะให้โอกาสพี่ไปถึงเมื่อไหร่ วันหนึ่งอาจจะมีเด็กที่ทำงานคู่กับ AI มาแทนที่พี่ก็ได้ เลยคิดว่าเราอยู่ได้นานสุดแค่ไหนก็แค่นั้น เพราะธุรกิจดนตรีมันเป็นธุรกิจของวัยรุ่น ซึ่งพี่อายุ 51 แล้วนะก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะมันก็คือธรรมชาติของชีวิต พี่ทำมาตั้งแต่ยุคพี่ติ๊นา (คริสติน่า อากีล่าร์) ยุค 80, พี่มอส ยุค 90, Bakery Music, Bodyslam ยุค 2000 หรือ Kamikaze จนมาถึงยุค 4EVE ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ ๆ ในวงการต้องเรียกพี่ว่า ‘ลุงพล’ แล้ว (หัวเราะ) จริง ๆ พี่ไม่ใช่เจนที่ควรจะทำงานกับศิลปินรุ่นใหม่แล้วเพราะเราคุยกันคนละภาษา บริษัทพี่ถึงต้องมีบริษัทย่อยเต็มไปหมดเลย เพื่อให้เด็กวัยรุ่นเขาไปคุยและทำงานกันเองด้วยภาษาเดียวกัน ถึงเราจะเก่งแค่ไหนแต่โลกก็ต้องเปลี่ยนไป เราก็ต้องกลายเป็นคนแก่”
“ตอนนี้พี่เลยมาคิดว่าทำไมศิลปินอย่างอาจารย์เฉลิมชัยเขาถึงอยู่ได้ก็เพราะเขามีตัวตน มันเลยเป็นจุดที่พี่กำลังพยายามหาตัวตนให้เจอในช่วงท้ายของชีวิตนี้ว่าตัวเราคืออะไร เราอยู่ด้วยความเป็นตัวเราได้มั้ย สำหรับพี่ศิลปินคือบุคคลผู้สร้างผลงาน ส่วนคนจะชอบหรือไม่ชอบเราก็อีกเรื่อง พี่ไม่เคยมีความคิดอยากส่งต่ออะไรให้ใครเลย เพราะเป็นอยากเป็นคนที่สร้างผลงานเอง แต่เรารู้ว่าเราจำเป็นต้องส่งต่อ เพราะสมมติมีโอกาสเข้ามา 30 งาน เราก็ไม่สามารถสร้างผลงานเองได้ทั้งหมด ท้ายที่สุดเราก็ต้องส่งต่อสิ่งนี้”
“ซึ่งทุกงานที่พี่ทำคือการส่งต่ออยู่แล้ว อย่างงาน The Showcase Festival เรากดดันกับมันมาก เพราะไม่ใช่แค่คนที่จะมาดูศิลปินอย่างเดียว แต่จะมีคนในวงการด้วย แล้วมันอาจจะมีดีไซเนอร์รุ่นเด็กที่เขามองว่างานของเราแก่ เราก็ถือว่าได้ส่งต่อแล้วนะ เพราะแปลว่าเขาจะไม่ทำงานแบบเรา หรือบางคนบอกว่า ‘โอ้โห งานนี้เจ๋ง’ นี่ก็เป็นการส่งต่อเหมือนกัน การสร้างงานมันเป็นการส่งต่ออยู่แล้ว เหมือนพี่ดูงานอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ‘โอ้โห เจ๋งมาก’ นี่ก็คือการส่งต่อแล้ว แต่ในฐานะบริษัทพี่ พี่ก็ส่งต่อด้วยการส่งงานให้เพราะเราทำเองไม่ไหว เราก็ต้องให้โอกาสคน พี่เชื่อว่าชีวิตเราอยู่บนโอกาสนะ พี่คิดว่าเราเนี่ยโชคดีนะ พี่ไม่เคยคิดว่าพี่ฉลาดกว่าช่างคนไหนเลยแม้แต่คนเดียว ถ้าเขาได้โอกาสเหมือนเรา เขาก็ทำได้เหมือนเรา ดังนั้นทุกคนควรได้รับโอกาส เด็กก็ควรได้รับโอกาส พี่ก็จะให้โอกาส เพราะถ้าเรามีเหลือเราก็ควรจะแบ่ง”
เชื่อได้เลยว่า The Showcase Festival by Pol Huiprasert นี้ ไม่เพียงเพื่อน ๆ จะได้ดู line-up ศิลปินที่เรียกได้ว่าเกินคุ้ม แต่เรายังจะได้เห็นการออกแบบโปรดักชันและประสบการณ์ที่เต็มอิ่มในการรับชมจากเฟสติวัลนี้ ซึ่งรอบนี้เรากล้าบอกเลยว่าคุณพลไม่ออมมืออย่างแน่นอน เพื่อน ๆ สามารถตามไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมและซื้อบัตรได้ที่ Eventpop

Photo by HUI Team Design
