Eyedropper Fill

นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ศิลปะฮีลใจ
และสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อโอบกอดทุกคน

เวลาที่เราเศร้า ท้อแท้ สับสน วิตกกังวล หรือมีความรู้สึกหลาย ๆ อย่างผสมปนเปกันในตัวเรา ‘ศิลปะ’ อาจเป็นพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ข้างใน และค่อย ๆ ปลดปล่อยก้อนสีทะมึนนั้นออกไปจากใจได้

คอลัมน์ Art People ชวนเพื่อน ๆ มาทำความรู้จักและฟังแนวคิดของเพื่อนบ้านสายครีเอทีฟ ‘คุณเบสท์-วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย’ Founder & Creative Director และ ‘คุณนัท-นันทวัฒน์ จรัสเรืองนิล’ Founder & Managing Director สองผู้ก่อตั้ง ‘Eyedropper Fill’ ที่นิยามตัวเองว่า ‘นักออกแบบประสบการณ์’ (Experiential Design) ซึ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนได้เข้ามาสำรวจจิตใจตัวเองผ่านศิลปะและงานดีไซน์จนกลายเป็นกระแส #นิทรรศการฮีลใจ เพื่อชวนให้เพื่อน ๆ หันมาใส่ใจความรู้สึกและดูแลใจตัวเองกันมากขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่อยากสร้างอิมแพคสู่สังคม และสร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมมาพูดคุยถึงกระบวนการสร้างสรรค์งานศิลปะและการออกแบบ เบื้องหลังนิทรรศการอย่าง ‘อารามอารมณ์’, ‘MENTAL-VERSE จักรวาลใจ’, ‘พาใจกลับบ้าน HOMECOMING’, See the Unseen เห็นกายสัมผัสใจ และ ‘ก่อนถึงวัยอันควร’ ซึ่งเปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาทดลองค้นหาวิถีทางในการฮีลใจที่เหมาะกับตัวเอง

เริ่มต้นสนใจประเด็นสังคม

Neighbors and Friends ขอเล่าย้อนกลับไปไกลหน่อยว่า กว่าจะเป็น Eyedropper Fill อย่างที่ทุกคนรู้จักในวันนี้ พวกเขาฟอร์มทีมกันมาตั้งแต่สมัยเรียนซึ่งนับดูเล่น ๆ ก็ 15 ปีแล้ว เริ่มต้นจากงานออกแบบสายคอมเมอร์เชียลที่ถนัดใช้แสง สี เสียง การออกแบบ และการเล่าเรื่องในรูปแบบต่าง ๆ โดยนิยามตัวเองว่า ‘นักออกแบบประสบการณ์’ (Experiential Design) จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่ทำให้ Eyedropper Fill หันมาสนใจประเด็นสังคมมากขึ้น พร้อมกับส่งผลงานชิ้นเอกไปกวาดรางวัลมากมายกับสารคดีที่ชื่อว่า ‘School Town King แร็ปทะลุฝ้า ราชาไม่หยุดฝัน’ ซึ่งบอกเล่าชีวิตและความฝันของเด็กในสลัมคลองเตย สะท้อนความเหลื่อมล้ำและการศึกษาไทยที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน


คุณเบส : “เราเกิดคำถามในทุก ๆ ยุคเลยนะว่า ในฐานะพลเมืองเราสามารถทำอะไรได้บ้าง เราตั้งคำถามกับ WHY เสมอซึ่งเรามักจะถามตัวเองว่า ‘ทำไมดีไซน์จำเป็นต้องมีอยู่ในโลกนี้’ และ ‘ทำไม Eyedropper Fill ถึงจำเป็นต้องมีอยู่’ ซึ่งแต่ละยุคในช่วง 10 กว่าปีมานี้ มันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ครับ”


คุณนัท : “ตอนแรกเราทำงานเชิงคอมเมอร์เชียลที่เรารู้สึกอยากจะทดลอง อยากทัดเทียมต่างประเทศ หรืออยากทำอาร์ตซีนที่คนต่างชาติรู้ว่ามาจากไทยนะ เมื่อก่อนทำงานด้วยแรงไดรฟ์แบบนั้นก็สนุกมากครับ แต่ช่วงหลังที่เรารู้สึกอิ่มตัวก็มาเจอจุดใหม่ที่มันเป็นจุดร่วมกับทุกคนเลย แต่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือประเด็นสังคม”

จุดเปลี่ยนที่กระทบต่อจิตใจ

หลังจากที่ Eyedropper Fill ค้นพบแนวทางและเป้าหมายของตัวเองที่ชัดเจน พวกเขาก็ต้องเจอกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้ทุก ๆ คนไม่เว้นแม้แต่คุณเบสและคุณนัท ต้องฝ่าฟันกับปัญหารอบด้านทั้งความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ ความเป็นความตายของชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องจิตใจที่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคในช่วงเวลานั้น


คุณเบส : “เราสูญสิ้นทุกอย่างไปในช่วงโควิด และเราสูญสิ้นความเชื่อความศรัทธาที่มีต่อมนุษย์ เพราะเวลาคนเราเจ็บป่วยหรือเดือดร้อนเราได้เห็นความเป็นมนุษย์จริง ๆ เราเลยรู้สึกว่าเราทำอะไรได้บ้างหรือเปล่าในสถานการณ์แบบนี้”


“โควิดเหมือนเป็นปัจจัยเร่งภายนอกที่ทำให้อะไรที่เราอาจจะไม่รู้หรือกดไว้มันระเบิด แต่พอมันระเบิดเราว่าช่วงนั้นมันเป็นการตื่นรู้ทางสังคม แล้วก็ตื่นรู้ทางจิตใจด้วยว่าเรื่องที่เราไม่เคยคิด ไม่เคยใฝ่หาความรู้เลย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราได้รู้เยอะขึ้น อย่างช่วงแรก ๆ ที่เราเริ่มเข้าใจเรื่องจิตใจ มันคือตอนที่เราไปทำ ‘ศิลปะบำบัด’ (Art Therapy) ซึ่งเราเริ่มเห็นประตูเข้าแล้วว่าในภาวะที่เราไม่โอเค มันมีเครื่องมือหรือมีชุดความรู้บางอย่างที่เราสามารถใช้มันเป็นเหมือนกระจก หรือเป็นที่ยึดเหนี่ยวที่ทำให้เราเห็นข้างในตัวเองได้”

Photo by Eyedropper Fill

ศิลปะบำบัด

แม้สถานการณ์ความรุนแรงของ COVID-19 จะซาลงไป แต่สิ่งที่เหลือไว้กลับเป็นสภาพจิตใจของผู้คนที่ต้องการได้รับการเยียวยา Eyedropper Fill จึงตั้งโจทย์ใหม่นั่นคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดกว้างให้ทุกคนเข้ามาสำรวจจิตใจตัวเองผ่านศิลปะและงานดีไซน์ที่หลากหลาย เริ่มต้นจากนิทรรศการเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ‘อารามอารมณ์’ ต่อยอดไปสู่อีกหลายโปรเจกต์ เช่น ‘MENTAL-VERSE จักรวาลใจ’, ‘พาใจกลับบ้าน HOMECOMING’, See the Unseen เห็นกายสัมผัสใจ และ ‘ก่อนถึงวัยอันควร’

คุณเบส : “พอโควิดซาลงก็เห็นว่าไม่ใช่แค่เรา แต่คนใน Facebook หรือคนในสังคมที่เราเห็นตามหน้าข่าว ทุกคนได้รับผลกระทบทางกายและใจหมดเลย เราเลยตั้งคำถามว่าแล้วอาชีพของเราหรือศาสตร์ความรู้ที่เรามี มันสามารถทำอะไรกับสิ่งนี้ได้มั้ย” 

“มันก็เลยทำให้เราเริ่มทำงานชิ้นแรกขึ้นมาที่เป็นเรื่องจิตใจชื่อ ‘อารามอารมณ์’ ซึ่งเรานำเครื่องมือที่ปกติเราเอาไปใช้เพื่อความบันเทิง เช่น แสง เสียง การออกแบบ และการเล่าเรื่อง มาสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เรารู้สึกว่ามันน่าจะช่วยให้คนกลับมามองเห็นข้างในตัวเอง เราอาจจะไม่ได้คิดถึงขั้นเปลี่ยนแปลงสังคมนะ แต่ว่าเรารู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ได้ช่วยแค่เราแต่มันได้ช่วยคนอื่นที่มีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”

“พอทำออกมาแล้วมันก็เวิร์คมากในแง่ที่ว่า เรื่องที่เป็นเรื่องจิตใจในสังคมไทยไม่ค่อยคุยเรื่องนี้กัน เรารู้สึกว่ามันมีอะไรที่จะพลิกหรือเขย่าตรงนี้ แล้วทำให้เรื่องของการเห็นในตัวเองมันไม่ใช่แค่เรื่องเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะทาง แต่ว่ามันมีแพลตฟอร์มบางอย่างที่เป็นบันไดขั้นแรกให้คนก้าวเข้าไป แล้วรู้สึกว่าจริง ๆ เรื่องพวกนี้มันไม่ได้เครียดขนาดนั้น มันมีความสวยงามอยู่นะในการมองเห็นตัวเอง”

เบื้องหลังการออกแบบประสบการณ์

ได้ฟังแนวคิดและจุดยืนในการทำงานของ Eyedropper Fill แล้ว เราก็อยากรู้ลึกไปถึงเบื้องหลังการออกแบบประสบการณ์ที่ใส่ใจในทุกกระบวนการ รวมไปถึงดีเทลต่าง ๆ จนออกมาเป็นผลงานที่สร้างความรู้สึกร่วมและความประทับใจให้กับผู้ชม เริ่มตั้งแต่การหาประเด็นที่จะเล่าในแต่ละนิทรรศการโดยเริ่มต้นจากการหาอินไซต์

คุณเบส : “ขั้นแรกเลยเราคิดว่าเราเป็นคนดูคนแรกก่อนเสมอ เราไม่ได้คิดว่าเราจะต้องทำให้แมส เราคิดแค่ว่าถ้าเรามีสภาวะแบบนี้ แล้วเพื่อนเราในที่นี้อาจจะเป็นเพื่อนใน Facebook หรือคนในสังคมเดียวกัน คงมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกนี้เหมือนกันกับเรา เช่น เราเศร้าเราจะพูดกับใคร บางคนพูดกับที่บ้านไม่ได้ หรือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังเศร้าหรือเรากำลังโกรธอยู่ เรารู้สึกว่าภาวะแบบนี้มันเห็นชัดขึ้นหลังโควิดที่เราผ่านอะไรบางอย่างมาร่วมกัน”

“มันเหมือนวงกลม 2 ที่เราพยายามหา inside กับ outside ก็คือ intersection ตรงกลาง ระหว่างสิ่งที่เรารู้สึกอินกับสิ่งที่เราเห็นคนในโซเชียลพูดเรื่องนั้นบ่อย ๆ เช่น เรื่องจิตใจ เราว่ามันง่าย ๆ เลย คนอาจจะคิดว่าเทคนิคในการทำงานแมสต้องทำยังไงเราก็ไม่รู้นะ แต่เราว่ามันคือการหาจุดร่วมระหว่างเรากับคนอื่นที่มีร่วมกัน”

พอได้ประเด็นที่น่าสนใจแล้ว ขั้นต่อมาคือการรีเสิร์ชหรือในกระบวนการออกแบบเรียกว่า ‘empathize’ หรือการพยายามเข้าใจอินไซต์ของกลุ่มคนที่จะทำงานด้วย ซึ่งสิ่งที่ Eyedropper Fill ให้ความสำคัญที่สุดในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจิตใจคือการทำงานร่วมกับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการคิดกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ (Creative Strategy) ว่าไอเดียจะออกมาประมาณไหนดี

คุณเบส : “เราเป็นนักออกแบบก็จริงแต่เราจะทำงานเรื่องพวกนี้ เราก็ต้องหาความรู้ด้านจิตวิทยาด้วย เราก็ต้องพึ่งเพื่อนเราที่เป็นจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา โดยเป็นการทำงานร่วมกันว่าสเปซนี้จะบรรจุอะไรเข้าไปด้วยทฤษฎีแบบไหน เช่น ถ้าเราจะใช้แสง สี เสียง แบบนี้มันตรงกับทฤษฎีไหม มันอาจจะไม่ได้ตรงเป๊ะ 100% แต่มันยังไปกับทฤษฎีทางจิตวิตยาบางอย่างที่มันจะนำประสบการณ์ไปสู่ผู้ชมของเราหรือเปล่า”

“สมมุติเราจะทำต้นไม้ที่กอดได้มันต้องนุ่มแค่ไหน เราละเอียดไปถึงขั้นว่าผิวสัมผัสแบบนี้มันให้ความรู้สึกยังไง หรือมันไปกระตุ้นความทรงจำอันเลวร้ายของใครบางคนหรือเปล่า การทำงานกับนักจิตวิทยาจะมาช่วยเราเรื่องนี้ว่า เราจะดันความเป็นไปได้ของงานตามจุดประสงค์ให้ได้ แต่ในขณะเดียวกันการทำพื้นที่ปลอดภัยก็ต้องปลอดภัยจริง ๆ”

เมื่อได้ไอเดียมาแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาเรื่องการออกแบบว่าพื้นที่นี้ควรจะมีมูดโทนแบบไหนหรือหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วจึงสร้างต้นแบบขึ้นมาเพื่อทดลองกันในทีมก่อนว่าสิ่งที่คิดนั้นเวิร์คไหม และทำงานกับความรู้สึกอย่างไร ซึ่งหนึ่งในผลงานที่ Eyedropper Fill รู้สึกภูมิใจก็คือ ‘พาใจกลับบ้าน’ นิทรรศการสุดฮีลใจซึ่งมีการออกแบบสเปซและประสบการณ์ที่หลากหลาย อย่างสเปซที่เหมือนพาเราวาร์ปไปพักใจกลางป่าอันเงียบสงบและผ่อนคลายด้วยเสียงธรรมชาติ รายล้อมไปด้วยต้นไม้ที่ให้สัมผัสนุ่มนิ่ม ชวนให้เราโอบกอดต้นไม้ไปพร้อมกับโอบกอดตัวเอง


คุณเบส : “คำว่า ‘บ้าน’ มันมีหลายมิติ บ้านคือใจก็ได้ บ้านคือกายก็ได้ บ้านคือสังคม หรือบ้านอาจจะเป็นอะไรที่ใหญ่ไปกว่านั้น เช่น จักรวาล การที่เราเจอสภาวะอะไรบางอย่างที่มันมาเขย่าชีวิตเหมือนใจมันลอยออกไป คำว่า ‘พาใจกลับบ้าน’ มันเลยเหมือนการกลับมาสู่ข้างในตัวเราเอง”

Photo by Eyedropper Fill

การฟังและการเขียน : 2 ทักษะสำคัญของชีวิต

อีกหนึ่งวิธีการที่ Eyedropper Fill ใช้ในการเล่าเรื่องและสร้างประสบการณ์ก็คือ ‘การฟัง’ อย่างสเปซที่ให้เราหยิบหูฟังมานั่งเอนตัวสบาย ๆ บนบีนแบ็ก เพื่อรับฟังเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่เราไม่รู้จัก แต่กลับมอบความรู้สึกที่ทำให้เราเข้าอกเข้าใจและสะท้อนความคิดที่อยู่ภายในใจเราเอง

คุณเบส : “เราเป็นคนทำหนังสารคดีมาก่อน เราชอบในเรื่องเล่าของผู้คน เราเลยรู้สึกว่าอยากจะทำสเปซที่เอากระบวนการของสารคดีเข้ามาผสม ซึ่งก็คือการไปเอาข้อมูลบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ข้อมูลเฉย ๆ แต่มันเป็นความรู้สึกด้วย เวลาเราฟังเรื่องของคนเหล่านี้ ทั้งในนิทรรศการ ‘พาใจกลับบ้าน’ หรือ ‘ก่อนถึงวัยอันควร’ เราจะได้ยินแค่เสียงเขาแต่ก็จะพอเดาได้ว่าเขาอายุเท่าไหร่ น้ำเสียงท่อนไหนที่เขากำลังรู้สึกกับเรื่องราว เช่น ตอนพูดถึงแม่ที่เสียไปเสียงเขาสั่น เราว่าความเป็นมนุษย์แบบนี้แค่ได้ฟังมันก็รับรู้ได้”

“ในขณะเดียวกันส่วนตัวเรารู้สึกว่ายิ่งทำงานออกแบบไปเรื่อย ๆ เหมือนเราเป็นคนพูด แต่จริง ๆ แล้วเราว่าทักษะการฟังสำคัญสุด ๆ เพราะมันคือหัวใจของการทำงาน ในที่นี้อาจจะไม่ใช่แค่การฟังแต่เป็นการทำแบบสอบถาม เราว่านักออกแบบจะทำงานให้ดีต้องฟังเยอะ ๆ ฟังผู้ชม ฟังทีม ฟังตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ทำไมงานของ Eyedropper Fill อยากชวนคนมานั่งฟังเรื่องราวของผู้คน เพราะยุคนี้เราไม่ค่อยมีโมเมนต์ที่ได้นั่งฟังกันจริง ๆ เลย”

Photo by Eyedropper Fill

นอกจากการฟังยังมี ‘การเขียน’ ที่ Eyedropper Fill นำวิธีการนี้มาใช้ในหลาย ๆ นิทรรศการ เพื่อให้ทุกคนได้ตกตะกอนกับตัวเองและปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิดออกมาผ่านภาพวาดและตัวอักษร

คุณเบส : “พอฟังแล้วเราก็อยากให้เขาได้พูดด้วย แต่พูดในที่นี้คือพูดผ่านการเขียน เพราะเวลาเราพูดบางทีมันเร็ว สมองยังไม่ทันคิดก็พูดออกไปแล้ว แต่การเขียนมันช่วยทำให้เราตกตะกอน ซึ่งเราว่า 2 ทักษะที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่แย่มาได้คือการฟังและการเขียน”

คุณนัท : “แต่การออกแบบพื้นที่แบบนี้ไม่ง่าย เหมือนเวลาเราอยากจะได้ข้อมูลจากอีกคนแล้วเราไปถามเขา เราก็ต้องออกแบบคำถาม และออกแบบสภาพแวดล้อมให้เขารู้สึกสบายใจที่จะตอบในสิ่งที่เขาคิดจริง ๆ” 

คุณเบส : “เราตั้งโจทย์ที่อยากได้ว่าคำถามมันจะประมาณนี้ แล้วให้นักจิตวิทยาช่วยหาชุดคำถาม ซึ่งคำถามจะถูกคิดออกมา 50-60 คำถามเลยแล้วเราค่อยมาโหวตกัน หลายคำถามก็เป็นคำถามที่นักจิตวิทยาใช้ถามในห้องบำบัดจริง ๆ แต่เราทำให้สิ่งนี้มันออกมาอยู่ในที่สาธารณะ เพราะหลายคนก็อาจจะไม่ได้มีโอกาสได้เข้าไปในห้องบำบัด”

Photo by Eyedropper Fill

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เข้าชม ไม่ว่าจะผ่านการฟัง การเขียน หรือวิธีการอีกหลากหลายที่ Eyedropper Fill ตั้งใจให้ผู้ชมได้เข้ามามีส่วนร่วมและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับงาน ซึ่งไม่เพียงเป็นการสร้างไดนามิกใหม่ ๆ ให้กับงาน แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้เข้ามาทดลองเพื่อค้นหาวีถีทางในการเยียวยาจิตใจที่เหมาะกับตัวเอง

คุณเบส : “เราพยายามสร้างพื้นที่ที่คนมางานได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างงานด้วย คล้าย ๆ เป็นแคนวาสให้เขาได้มาแสดงความรู้สึกหรือแชร์ประสบการณ์บางอย่างของตัวเอง เราว่าการที่คนมามีส่วนร่วมกับงาน มันทำให้งานมีจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณนี้ไม่ได้มาจากคนออกแบบ เราแค่มอบพื้นที่ให้แต่ไวบ์ที่เกิดขึ้นในงานมันขึ้นอยู่กับคนที่เข้ามาด้วย”

คุณนัท : “แต่ละคนก็มีประตูทางออกกันคนละแบบ ซึ่งทุกคนสามารถเข้าไปค้นหาสิ่งที่มันคอนเนคกับตัวเอง จะลองสัมผัส ลองจับ ลองปั้น ลองเขียน มันแล้วแต่คนมาก ๆ ว่าวิธีการไหนจะเวิร์ค ซึ่งมันอาจจะเป็นประตูบานแรกที่ทำให้เราได้ทำความรู้จักตัวเองในแบบที่เราเข้าใจ”

“สิ่งเหล่านี้มันไม่สามารถเรียนรู้ผ่านหนังสือเรียนอย่างเดียว มันต้องเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เราเลยใช้การออกแบบเชิงประสบการณ์ให้คนได้มาทดลองกับตัวเองจริง ๆ แล้วเขาก็อาจจะได้คำตอบจากประสบการณ์นั้น ซึ่งงานเราไม่ได้บอกว่าถ้ารู้สึกเศร้าแล้วผิด หรือต้องรู้สึกสุขเท่านั้น เพราะมันไม่มีผิดถูกเลยครับ”

เป้าหมายสูงสูดของ Eyedropper Fill

การเดินทางตลอด 15 ปีของ Eyedropper Fill ที่ต้องเจอจุดเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ตั้งเป้าหมายใหม่กันมาก็หลายรอบ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายังคงรักษาแก่นที่เป็นคุณค่าเอาไว้คือการสร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน

คุณนัท : “วิสัยทัศน์ของเราคืออยากใช้การออกแบบเชิงประสบการณ์สร้างอิมแพคสู่สังคม แล้วก็สร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังครับ”

คุณเบส : “พอเราได้ทำงานกับนักจิตวิทยา เราก็เห็นว่านักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เหมือนไปอยู่ส่วนปลายทางที่เมื่อเราเกิดภาวะอาการบางอย่างแล้วเขามีหน้าที่มาช่วย แต่ Eyedropper Fill เข้าไปช่วยเขาในพาร์ทก่อนหน้าคือการป้องกันและสร้างความตระหนักรู้” 

“เราว่าหลายคนก่อนจะเข้าไปในห้องบำบัดได้ หนึ่งคือเขาต้องไม่ตีตราตัวเองก่อน ซึ่งการที่เราจะก้าวข้ามสิ่งนี้ไปได้ เมื่อวัฒนธรรมแบบไทยไม่ได้แสดงความอ่อนแอหรือพูดถึงความรู้สึกได้ขนาดนั้น อันนี้คือกำแพงใหญ่มากที่นักจิตวิทยาต้องสู้”

“สองคือนักจิตวิทยาไม่เพียงพอ ฉะนั้นเครื่องมืออะไรบ้างที่จะมาช่วยทำให้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักรู้หรือมีภูมิคุ้มกัน หรืออย่างน้อยที่สุดเลยคือเราไม่ปิดกั้นหรือตั้งกำแพงใส่ตัวเอง ไม่ตีตราตัวเอง เราคิดว่าหน้าที่ของ Eyedropper Fill คือใช้อาร์ตนี่แหละเข้าไปทำให้สิ่งนี้มันดูสวยงามหรือเข้าถึงง่ายขึ้น”

เรื่องปัญหาสุขภาพจิตอาจมองได้ว่าเป็นปัญหาของปัจเจกบุคคล แต่ในมุมมองของ Eyedropper Fill กลับตั้งให้เป็นเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่พวกเขาคิดว่าทุกภาคต้องร่วมแรงร่วมใจกัน


คุณเบส : “เราค้นพบว่าคนจำนวนมากค่อย ๆ เปิดใจ เพราะเรามีฟีดแบคทั้งจากข้อความออนไลน์และจากแบบสอบถาม เราเห็นเลยว่าแนวโน้มมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ซึ่งเราว่ามันคือการทำงานร่วมกันระหว่างคนที่ทำงานฝั่งจิตวิทยา คนทำงานภาครัฐที่ให้ทุนเรา หรือแม้กระทั่งตัวเราเองในฐานะนักออกแบบ มาช่วยกันสร้างแรงกระเพื่อมให้กำแพงนั้นมันสลายไป มันอาจจะไม่ได้สลายไปทั้งหมดหรอก แต่อย่างน้อยการพูดถึงเรื่องจิตใจก็ไม่ได้เป็นแง่ลบเหมือนสมัยก่อนแล้ว”

“ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เรารู้สึกว่าการทำงานเรื่องนี้มันได้ทำเพื่อเยียวยาตัวเราเอง แต่ในขณะที่เราเห็นคนอื่นได้รับการเยียวยาจากงานเราด้วย มันก็สะท้อนกลับมาที่ตัวเราเหมือนกันว่า จริง ๆ เรื่องนี้มันไม่ใช่ปัญหาแค่ตัวฉันของฉันอย่างเดียว แต่มันเป็นปัญหาระดับภาพใหญ่ เราเลยพยายามจะทำพื้นที่แบบนี้เพื่อให้กำลังใจตัวเองและเพื่อเป็นความหวังเล็ก ๆ ให้กับบางคนที่ไม่รู้จะไปที่ไหนจริง ๆ ด้วย”

ตลอดการพูดคุยกับ Eyedropper Fill ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจดีที่สะท้อนออกมาในวิสัยทัศน์ ไปจนถึงกระบวนการคิดและการออกแบบที่ลึกซึ้ง เพื่อสื่อสารเรื่องจิตใจที่มีความละเอียดอ่อนในรูปแบบที่สร้างสรรค์ เราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมทุกผลงานที่มาจาก Eyedropper Fill ถึงได้อิมแพคกับผู้คนมากมาย และเราเชื่อว่าสิ่งนี้จะส่งต่อพลังบวก พร้อมมอบแรงบันดาลใจให้พวกเราร่วมกันสร้างสังคมแห่งความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

IT MIGHT INSPIRE YOU

Bored of White by Vachboy

คาแรกเตอร์ดอกไม้ ที่ชวนทุกคนมาค้นพบความฝันและแพสชันที่ซ่อนอยู่ในตัว

พล หุยประเสริฐ แห่ง HUI Team Design

‘โชว์ธรรมดา ๆ ไม่ทำ’ ถอดวิธีคิดเบื้องหลัง ‘โชว์ที่โลกต้องจำ’
กับนักออกแบบคอนเสิร์ต 


The Personal Colors of Mamo 

“มะโม” ศิลปินผู้ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ เรียนรู้และเยียวยาผ่านเฉดสีธรรมชาติใกล้ตัว

Takorn Textile Studio

สิ่งทอที่ใส่ความครีเอทีฟจาก Exotic Material โดย 'ฐากร ถาวรโชติวงศ์'