เราคนไทยน่าจะคุ้นเคยกับวัสดุไม้ไผ่ที่นำมาทำของใช้หลากหลายสารพัด ตั้งแต่เป็นที่พักอาศัย ของใช้ในบ้าน หรือแม้แต่อุปกรณ์ครัว ด้วยความที่ไม้ไผ่เป็นพืชที่โตง่ายและหาได้ทั่วไปทุกภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่จะมีดีไซน์เรียบง่ายเน้นการใช้งาน แต่วันนี้ Neighbors and Friends อยากชวนทุกคนมาเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อไม้ไผ่ ด้วยความเก่งกาจของดีไซเนอร์ไทยที่เห็นถึงคุณค่าในภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้วหยิบมารีดีไซน์ให้กลายเป็นโปรดักต์ที่ร่วมสมัย ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุธรรมดา ๆ อย่างไม้ไผ่ได้อย่างน่าชื่นชม
คอลัมน์ Behind The Brand จะพาเพื่อน ๆ มารู้จักแบรนด์ ‘AmoArte’ ที่ออกแบบเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งภายในจากไม้ไผ่และไม้ตาล โดยใส่ไอเดียสร้างสรรค์ผนวกเข้ากับงานฝีมือที่ละเอียดประณีตในทุกชิ้นจนเรียกได้ว่าเป็นศิลปะชิ้นมาสเตอร์พีซ พร้อมพูดคุยกับเพื่อนบ้านนักออกแบบ ‘คุณป๋อง–อมรเทพ คัชชานนท์’ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ AmoArte ที่จะมาเล่าถึงแพสชันในงานศิลปะและงานฝีมือ ไปจนถึงความสนใจเกี่ยวกับวัสดุธรรมชาติ วิถีชุมชน และแนวคิดเรื่องความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังเปิดโรงงานให้เราเข้าไปชมเบื้องหลังความคราฟต์ของช่างฝีมือที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจของแบรนด์อีกด้วย
เรื่องราวของดีไซน์สุดโมเดิร์นจากวัสดุอย่างไม้ไผ่และไม้ตาลจะซ่อนเสน่ห์อะไรเอาไว้บ้าง มาค้นหาและเรียนรู้ไปพร้อมกันเลย!

เปลี่ยนโฉมไม้ไผ่ด้วยแนวคิด ‘Green Design’
เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ AmoArte ก็ต้องย้อนกลับไปสมัยที่งานดีไซน์จากไม้ไผ่ยังไม่บูมเท่าทุกวันนี้ คุณป๋องเท้าความถึงไอเดียเริ่มแรกที่มาจากความสนใจในวัสดุธรรมชาติและแนวคิด ‘Green Design’ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากตอนไปเรียนต่อที่เยอรมัน ก่อนจะกลายเป็นแพสชันที่ทำให้เขาอยากสร้างแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน
“ย้อนไปเกือบ 20 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นงาน Eco Design หรือ Green Design มันใหม่มากในเมืองไทย แต่การใช้ชีวิตที่เยอรมันนั้นมีผลต่อเรามาก เช่น การไปซูเปอร์มาร์เก็ตต้องใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก เรารู้สึกดีกับวิถีชีวิตแบบนั้นเพราะมันดูเป็นไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพ เลยคิดว่าถ้าเราจะออกแบบสินค้ามันคงไม่ใช่แค่ความชื่นชอบในตัววัตถุแต่มันเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ผมเลยมองว่าสินค้าของเราน่าจะเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เพราะเป็นสิ่งที่แวดล้อมตัวเราและเราอินกับงานคราฟต์ จึงสนใจที่จะนำ Eco Design มาทำเป็นงานคราฟต์ในเมืองไทยครับ”
พอตั้งโจทย์แล้วคุณป๋องก็ลองไปศึกษาดูงานฝีมือที่ทำจากวัสดุธรรมชาติในไทย ซึ่งตอนนั้นมีคนทำงานหวาย งานไม้ และวัสดุพื้นถิ่นกันค่อนข้างเยอะ แต่วัสดุหนึ่งที่ยุคนั้นยังไม่ค่อยมีใครหยิบมาทำงานดีไซน์ก็คือ ‘ไม้ไผ่’ วัสดุใกล้ตัวที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันดี ทำให้คุณป๋องรู้สึกสนใจแล้วจึงต่อยอดมาเป็นแบรนด์ AmoArte อย่างทุกวันนี้
“เราเห็นพวกแคร่ไม้ไผ่ตามริมถนนราคาไม่กี่ร้อยก็เกิดความคิดที่ท้าทายว่า ถ้าเราออกแบบไม้ไผ่ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีค่ามากกว่านี้ได้ไหม ผมใช้เวลารีเสิร์ชข้อมูลประมาณ 2 ปี พบว่าประเทศไทยมีไม้ไผ่เยอะมาก แต่ยังไม่ถูกนำมาใช้ในเชิงการออกแบบมากนัก ส่วนใหญ่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งดีไซน์อาจจะยังไม่สวย เราเลยคิดว่าจะลองเอาความคิดสร้างสรรค์ใส่เข้าไปในวัสดุนี้ ยิ่งรีเสิร์ชก็ยิ่งค้นพบว่าไม้ไผ่เป็นพืชโตเร็ว ใช้เวลาแค่ 3 ปีก็เก็บเกี่ยวได้ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนที่เราตามหาอยู่ครับ”


ไม่ใช่แค่ของแต่งบ้าน แต่เป็น ‘งานศิลปะ’
นอกจากจะตั้งต้นจากแนวคิด Green Design แล้ว AmoArte ยังปลุกปั้นขึ้นมาด้วยความรัก สะท้อนออกมาผ่านชื่อแบรนด์ที่เป็นการผสมคำระหว่าง ‘Amo’ แปลว่า ‘ความรัก’ ในภาษาละติน และคำว่า ‘Arte’ แปลว่า ‘ศิลปะ’ ในภาษาอิตาเลียน รวมกันแล้วหมายถึง‘ความรักในงานศิลปะ’ ที่เจ้าของแบรนด์มีความหลงใหลมาตั้งแต่เด็ก ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ แต่ AmoArte ยังออกแบบไม้ไผ่เป็นวัสดุตกแต่งภายในอย่าง Wall Decoration และ Partition อีกด้วย การออกแบบของ AmoArte จึงไม่ใช่แค่เรื่องของฟังก์ชัน แต่ยังเน้นความสวยงามประณีตของช่างฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ที่ฉีกกรอบ
“เราพยายามนำเสนอว่านี่คืองาน Art Piece ชิ้นหนึ่งไม่ใช่แค่วัสดุ พอเราให้ค่าในเรื่อง Craftsmanship มันเลยกลายเป็นงาน Art & Design ที่มีมูลค่ามากกว่าแค่การเป็นวัสดุก่อสร้าง ผมไม่ได้ตั้งต้นว่าจะต้องเป็นแบรนด์ Luxury แต่ตั้งใจจะยกระดับวัสดุพื้นบ้านให้มีคุณค่า ทั้งในแง่มูลค่า ดีไซน์ และงานฝีมือ ให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่ามันสวย น่าใช้ และสมเหตุสมผลกับราคา บางทีเก้าอี้ที่ต้นทุนวัสดุไม่กี่ร้อย แต่เราขายได้หลักหมื่น มันไม่ได้แพงที่วัสดุ แต่มันแพงด้วย Process และความคิดสร้างสรรค์ที่ใส่ลงไปครับ”


ดีไซน์ที่เกิดจาก ‘การทดลอง’
ได้ดื่มด่ำกับงานดีไซน์ที่เรียงรายอยู่ภายในโชว์รูมของ AmoArte แล้ว เราก็อดใจไม่ไหวที่จะตามคุณป๋องไปชมเบื้องหลังการทำงานของช่างฝีมือในโรงงานผลิต คุณป๋องเล่าให้เราฟังถึงหนึ่งในเทคนิคที่เป็นซิกเนเจอร์ของ AmoArte นั่นก็คือการนำไม้ไผ่มาคว้านและดัดโค้ง เนื่องจากไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นสูงและมีเส้นใยไปในทางเดียวกันจึงดัดได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่น แต่ความยากคือต้องใช้อุณหภูมิและความอ่อนแก่ของไม้ให้พอดี ซึ่งจุดแข็งที่ทำให้ AmoArte แตกต่างจากแบรนด์อื่นเลยก็คือดีไซน์ที่หลากหลาย สร้างสรรค์ และมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
“ดีไซน์ต่าง ๆ ของ AmoArte เกิดจากการทดลอง ไม่ได้เริ่มจากการเขียนแบบดีไซน์ แต่เป็นการเอาไม้ไผ่มาผ่า มาบีบ มาอัด มาดัด ดูว่าไม้ไผ่ที่เป็นลำบ้อง ๆ ทำอะไรได้บ้าง ช่วงแรกผมขลุกอยู่กับมันทั้งวัน ลองให้ช่างผ่า เจาะ หรือดัดดูว่าทำอะไรได้บ้าง อย่างเทคนิค ‘Bamboo Ving’ ที่นำไม้ไผ่มาผ่าแล้วง้างออกเป็นรูปตัว X ก็ได้รับความสนใจมากครับ บางดีไซน์เกิดจากความคาดไม่ถึง อย่าง ‘Bamboo Rib’ จริง ๆ แล้วเกิดจากตอนทำ ‘Bamboo Bone’ แล้วไม้ไผ่มันหักกลางเป็นสองชิ้น ผมเลยลองเอามาจัดองค์ประกอบใหม่เกิดเป็นแพทเทิร์นใหม่ขึ้นมา มันก็เป็นความสนุกที่เราได้เรียนรู้ไปกับวัสดุครับ”


“ผมคุยกับทีมว่าต่อให้ไม้ไผ่เป็นวัสดุที่ยั่งยืน แต่ถ้าเราใช้ไม่คุ้มค่าหรือเหลือเศษทิ้งมากเกินไปมันก็เกิดขยะอยู่ดี ดังนั้นงานออกแบบต้องช่วยให้ใช้วัสดุได้คุ้มค่าที่สุด เศษเหลือจากดีไซน์หนึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นอีกดีไซน์หนึ่งได้ เช่น ‘Bamboo Stack’ ก็เกิดจากการนำเศษไม้ไผ่ท่อนสั้น ๆ ที่เหลือจากการตัดมาสอดประสานกันจนเกิดเป็นชิ้นงานใหม่ วิธีคิดแบบนี้ทำให้เราพูดได้เต็มปากว่าเราใช้วัสดุอย่างยั่งยืนจริง ๆ ครับ”
หัวใจของแบรนด์อีกอย่างที่คุณป๋องให้ความสำคัญ ต้องยกเครดิตให้กับ ‘ช่างฝีมือ’ เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังผลงานสุดสร้างสรรค์ และความพิถีพิถันประณีตของ AmoArte
“เราไม่ได้มีช่างที่เชี่ยวชาญงานดีไซน์มาแต่แรก แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างดีไซเนอร์กับช่างครับ เราใส่ไอเดีย เขาใส่เทคนิคเชิงช่าง ลองผิดลองถูกด้วยกัน เป็นการยกระดับช่างให้เข้าใจคำว่า ‘ดูดี’ ไม่ใช่แค่ ‘ใช้งานได้’ ซึ่งทำให้เกิดบรรยากาศการทำงานที่สนุกและเรียนรู้ซึ่งกันและกันครับ”


จากไม้ไผ่ต่อยอดสู่ ‘ไม้ตาล’
หลังจากคลุกคลีอยู่กับไม้ไผ่จนเชี่ยวชาญ 10 ปีต่อมาคุณป๋องก็มองหาความท้าทายใหม่จนไปเจอกับ ‘ไม้ตาล’ ทางภาคใต้ที่มีลายไม้สวยแปลกตา และยังไม่มีใครคิดเอามาทำเฟอร์นิเจอร์ อีกทั้งยังบอกเล่าถึงวิถีชุมชนที่น่าสนใจ คุณป๋องจึงไม่รอช้าที่จะนำมาเป็นอีกหนึ่งวัสดุหลักของAmoArte
“ไม้ตาลมีความน่าสนใจตรงที่มันเป็นไม้ที่ต้องรอให้ต้นตายก่อนถึงจะเอามาใช้ได้หรือเป็นต้นที่โค่นล้มเองตามธรรมชาติ เพราะชาวบ้านเขาจะเก็บผลผลิตตาลโตนด จนต้นมันแก่หรือโดนพายุโค่นเขาถึงจะตัดมาใช้ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปทำลายธรรมชาติ”
“ความยากของไม้ตาลคือเนื้อแข็งมากและมีเสี้ยนเยอะ การแปรรูปจึงมีต้นทุนสูงและทำยากกว่าไม้ไผ่ แต่เราก็พยายามหาเทคนิคใหม่ ๆ เช่น การนำไม้ตาลมาดัดโค้ง ซึ่งมันทำได้เพราะลายไม้ไปในทิศทางเดียวกัน จนเกิดเป็นคอลเลกชัน ‘Jutti’ (จุติ) ที่แปลว่าการเกิดใหม่ เพราะเป็นไม้ที่ตายแล้วนำมาทำให้มีชีวิตใหม่ในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ครับ แล้วผมก็เจอความเชื่อมโยงว่า คนขึ้นต้นตาลต้องหิ้วกระบอกไม้ไผ่ไปรองน้ำตาลโตนด ไม้ไผ่กับไม้ตาลมันมีความผูกพันกันมาแต่โบราณ เลยเกิดเป็นคอลเลกชัน ‘Bugar’ ที่ผสมผสานไม้ไผ่ (Bamboo) และไม้ตาล (Sugar Palm) เข้าด้วยกันครับ”



ความยั่งยืนคือ ‘วิถีชีวิต’
บทสนทนาระหว่างเราและคุณป๋องแห่ง AmoArte ไม่เพียงมอบไอเดียดี ๆ ให้กับนักออกแบบหรือคนทำแบรนด์ แต่เราเชื่อว่าเรื่องราวของ AmoArte ยังช่วยปลุกแพสชันและสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อน ๆ ชาว Neighbors and Friends อยากลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักและหลงใหลให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ก่อนจากกันคุณป๋องยังได้แชร์ถึงความตั้งใจของเขาที่ยังคงยึดมั่นเป็นหลักในการสร้างแบรนด์ AmoArte รวมถึงแนวคิดที่อยากส่งต่อไปถึงน้อง ๆ ดีไซเนอร์รุ่นใหม่
“สำหรับผมความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องของตัวโปรดักต์ แต่มันคือ ‘วิถีชีวิต’ มันคือการเกื้อกูลกันตั้งแต่ต้นน้ำ ชุมชนที่เขาปลูกไผ่หรือเก็บตาล เขาต้องได้อาชีพและรายได้จากการที่เรานำวัสดุเหล่านี้มาเพิ่มมูลค่า เราไม่ได้แค่ขายของ แต่เราขายเรื่องราวและวิถีชีวิตของพวกเขาให้คนได้รับรู้ด้วย ส่วนดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่อยากสร้างแบรนด์ภายใต้แนวคิดเรื่องความยั่งยืน คีย์เวิร์ดสำคัญคือ ‘ความจริงใจ’ ครับ ไม่ใช่แค่ทำตามกระแสหรือเป็นแค่คอนเซปต์ทางการตลาด แต่เราต้องเชื่อมั่นและศึกษาให้ลึกจริง ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมันส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ ครับ”
