ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนบางครั้งเราไม่ทันได้ตั้งตัว ข่าวสารและกระแสในโซเชียลต่างก็ไปไวมาไว หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ทำให้หลายคนรู้สึกเหนื่อยล้ากับการต้องวิ่งตามกระแสเพื่อไม่ให้ตัวเองตกขบวนหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
Neighbors and Friends ชวนทุกคนมาตอบคำถามในใจว่า “เราจะอยู่อย่างไรในโลกที่หมุนไว โดยไม่ละทิ้งตัวตนหรือคุณค่าในตัวเอง” ผ่านการพูดคุยกับ ‘ดร. ศิริกุล เลากัยกุล’ หรือที่คนในแวดวงรู้จักกันในชื่อ ‘พี่หนุ่ย’ CEO แห่ง บริษัท แบรนด์บีอิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างแบรนด์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่องค์กรต่าง ๆ มาอย่างยาวนาน และที่สำคัญไปกว่านั้น พี่หนุ่ยยังเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ ‘พอแล้วดี The Creator’ ที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาผนวกกับองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการสร้างแบรนด์ แล้วถ่ายทอดแนวคิดดี ๆ สู่เหล่าผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เพื่อเสริมพลังในการทำธุรกิจอย่างเกื้อกูลพร้อมเติบโตไปด้วยกัน
คอลัมน์ Life-titude ครั้งนี้ พี่หนุ่ยจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองที่ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับการทำแบรนด์หรือการทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นแก่นคิดที่นำไปปรับเข้ากับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าได้อีกด้วย
‘จุดยืน’ คือรากฐานที่มั่นคง
พี่หนุ่ยเชื้อเชิญเราเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ ซึ่งสะท้อนถึงตัวตนและความคิดของพี่หนุ่ย ก่อนที่เราจะเริ่มบทสนทนาว่าด้วยความไวของโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งการหาจุดยืนที่มั่นคงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกธุรกิจและทุก ๆ คนต้องให้ความสำคัญ
“การสร้างแบรนด์ ไม่ใช่การตลาดที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามผู้บริโภคว่าตอนนี้กระแสหรือเทรนด์มันไปทางไหน แต่มันเป็นกระบวนการที่เราจะหาสิ่งที่เป็น ‘จุดยืน’ หรือในภาษาของการทำแบรนด์เรียกว่า ‘Brand Positioning’ เพื่อให้องค์กรมีสิ่งที่ยึดมั่นได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ”

เมื่อพูดถึงจุดยืนของแบรนด์ ในแต่ละธุรกิจก็อาจมีสิ่งที่ให้ความสำคัญต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่พี่หนุ่ยคิดว่าสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย นั่นก็คือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อสังคม ผู้คน และสิ่งแวดล้อม
“ทุกองค์กรต้องใส่ใจกับคำว่า ‘ความรับผิดชอบ’ มากขึ้น เพราะถ้าธุรกิจไม่ลุกขึ้นมารับผิดชอบสังคมหรือสิ่งแวดล้อมก็จะไม่มีวันอยู่ได้ เพราะจะไม่มีคนอยากซัปพอร์ตคุณ แล้วคุณก็จะไม่มีธรรมชาติให้ใช้เป็นทรัพยากรในการผลิต ซึ่งการทำธุรกิจโดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ไม่ได้แปลว่าไม่คิดถึงผลกำไร แต่การสร้างผลกำไรก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์เดียวของการดำรงอยู่ของธุรกิจในปัจจุบัน ถึงได้มีคำว่า 3P คือ Profit, People, Planet”
“ถ้าคุณไม่เคยใส่ใจคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจจะอยู่ในเส้นทางการผลิตของคุณ หรือไม่เคยใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อมเลย ก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่าโลกมันจะดำรงอยู่ได้หรือเปล่า ซึ่งวันนี้ปัญหาของโลกส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือการบริโภคที่มากเกินจำเป็น หรือการทำการตลาดที่มุ่งสร้างแต่ยอดขายโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาที่ภาคธุรกิจต้องลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหา ถ้าเราไม่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้พร้อม ๆ ไปกับการสร้างผลกำไร พี่หนุ่ยคิดว่าไม่มีใครอยู่ได้”


หลายปีมานี้เราผ่านวิกฤติกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ในโลกธุรกิจจึงเกิดคำ ๆ หนึ่ง นั่นก็คือคำว่า ‘Resilience’ ที่หลายธุรกิจต้องดิ้นรนในการหาทางรอด ซึ่งในมุมมองของพี่หนุ่ยคิดว่าสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนคือการวางแผนและสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีมาตั้งแต่ต้น
“พี่หนุ่ยคิดว่าการทำแบรนด์ก็เหมือนต้นไม้ ต้นไม้อะไรก็ตามที่มีรากหยั่งลึก ต่อให้ส่วนที่โผล่พ้นออกมาจากดินจะเจอพายุหรือล้มลงไป มันก็มีโอกาสที่จะฟื้นแล้วเติบโตต่อไปได้ เปรียบเทียบกับธุรกิจที่ไม่มีราก ถ้ามันไปเมื่อไหร่ก็คือถอนรากไปหมดเลย ดังนั้นองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และแม้กระทั่ง ‘คน’ ถ้าคุณเติบโตอย่างมีราก แล้วคุณไม่ลืมรากนั้น ไม่ว่าคุณจะเจอพายุหรือเจอวิกฤติอะไรก็ตาม คุณจะมีรากฐานที่แข็งแรงและมีโอกาสฟื้นตัวได้ดีแล้วเร็วกว่าคนอื่น”
‘ตั้งสติ’ เพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็ว
ไม่ใช่แค่แบรนด์หรือธุรกิจเท่านั้นที่ต้องมีจุดยืน คนเราก็ต้องมีจุดยืนเช่นกันเพื่อไม่ให้ชีวิตไหลไปตามกระแสจนหลงลืมความเป็นตัวตน ซึ่งเครื่องมือในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดก็คือ ‘สติ’ ที่จะช่วยรักษาแก่นแท้ของตัวเราให้คงอยู่
“พี่หนุ่ยเชื่อในพุทธศาสนาที่แก่นจริง ๆ คือความเข้าใจในธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติก็คือการเปลี่ยนแปลง อย่างที่เราโตขึ้นมาก็คงจะเคยได้ยินคำว่า “ความไม่แน่นอน คือสิ่งที่แน่นอน” เพราะฉะนั้นเวลาพระพุทธเจ้าสอนในเรื่องของการมีสติ ปัญญา สมาธิ มันล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าทุกคนมีสติก็จะเริ่มมีปัญญาว่าเราจะต้องตั้งรับ ปรับตัว หรือกระทำแบบไหน ถึงจะอยู่กับการเปลี่ยนแปลงโดยที่ยังรักษาคุณค่าของเราไว้ได้ อนาคตมันไม่มีใครรู้ คุณอ่านเทรนด์ของวันนี้ พรุ่งนี้ เทรนด์มันก็จะเปลี่ยนไปอีก ถ้าเราอ่อนไหวไปกับทุกการเปลี่ยนแปลง แล้วไม่สามารถตั้งสติได้ก็ไม่รู้ว่าจะตั้งรับกับการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไร”

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ธรรมะก็ยังคงเป็นความจริงที่จะไม่แปรเปลี่ยน ซึ่งพี่หนุ่ยก็ได้ฝากแง่คิดให้กับคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับยุคสมัยที่ท้าทาย
“ลองถามตัวเองว่าตื่นเช้าขึ้นมาแล้วต้องวิ่งตามกระแสมันเหนื่อยไหม ต้องพยายามลุกขึ้นมาเป็นคนอื่น ลุกขึ้นมาอยู่อย่างไม่ตกกระแสโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เราก็ต้องกลับมาถามตัวเองว่ามันช่วยให้เรามีคุณค่าเพิ่มขึ้นไหม มันช่วยให้เราอยู่อย่างที่คนรอบข้างยอมรับหรือเคารพเราไหมว่าเราเป็นใคร”
“คนที่วิ่งตามกระแสอย่างเดียว พี่หนุ่ยคิดว่าถึงจุดหนึ่งคุณก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแส ซึ่งแน่นอนว่ามันเหมือนคลื่นกระทบฝั่งที่เดี๋ยวมันก็จะหายไป ยิ่งในยุคที่กระแสมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเรายิ่งต้องมีสติ เพราะเราเห็นการตัดสินใจที่พลาด หรือการตัดสินใจที่นำมาซึ่งความเสียใจของครอบครัวที่มาจากความขาดสติเยอะแยะมากมาย ดังนั้นสติก็ยังเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้และไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ยังนำมาปรับใช้ให้เป็นภูมิคุ้มกันของชีวิตได้ตลอด”

ชีวิตที่มี ‘คุณค่า’ = ชีวิตที่มีความสุข
ในสังคมที่บอกให้เราต้องดีกว่านี้ เก่งกว่านี้ และไขว่คว้าความสำเร็จอย่างไม่จบสิ้น บวกกับโลกโซเชียลที่ทำให้เราเผลอเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่บ่อย ๆ เราจึงขอคำแนะนำจากพี่หนุ่ยในการค้นพบความสุขที่แท้จริงซึ่งเกิดจากคุณค่าภายในตัวเรา
“พี่หนุ่ยไม่ได้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยคำว่า ‘ความสำเร็จ’ แต่พี่หนุ่ยดำรงชีวิตอยู่ด้วยคำว่า ‘คุณค่า’ ถ้าคนเราไม่มีโอกาสที่จะทำให้ชีวิตใครดีขึ้น พี่หนุ่ยก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันมีความหมายอะไร ซึ่งตอนเด็ก ๆ ที่เราใช้ความสำเร็จเป็นตัวชี้วัดก็เคยผ่านมาแล้ว เราถึงได้รู้ว่าทุกข์มันอยู่ตรงไหน เราถึงได้รู้ว่าการที่เราตื่นเช้าขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตด้วยการเปรียบเทียบว่าวันนี้เราแตกต่างพอหรือเปล่า วันนี้เราสำเร็จมากกว่าคนนั้นหรือยัง มันเป็นเรื่องที่บั่นทอนการเติบโต”
“ถ้าเราจะก้าวข้ามเรื่องพวกนั้นให้ได้ เพื่อให้เราอยู่ได้กับการเปลี่ยนแปลง และเพื่อให้เราอยู่ได้กับคนรุ่นใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นมา เราต้องเปลี่ยนตัวชี้วัดใหม่ของชีวิตว่า ‘คุณค่า’ มันสำคัญกว่าคำว่า‘ความสำเร็จ’ แล้วมันจะทำให้เราดำรงอยู่ได้ไม่ว่าจะเป็นคนตัวเล็กแค่ไหน คุณก็มีความหมาย ถ้าเราทำอะไรที่มีคุณค่า แล้วมีคนที่เขาขอบคุณเราด้วยความจริงใจ อันนี้คือความสุข มันคือสิ่งที่ทำให้รู้ว่าเราตื่นนอนขึ้นมาเพื่ออะไร เรารู้เป้าหมายของชีวิต หรือในภาษาองค์กรเรียกว่าการรู้จัก ‘Purpose’ เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร เช่นเดียวกับคนก็ต้องรู้ว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพราะฉะนั้นพี่หนุ่ยไม่ได้มีเคล็ดลับความสุขอะไร แต่พี่หนุ่ยคิดว่าการใช้ชีวิตให้ตัวเรามีความหมายกับชีวิตอื่น มันคือสิ่งที่ทำให้เรามีค่า”

ก่อนจากกันพี่หนุ่ยได้ทิ้งท้ายถึงสังคมที่พี่หนุ่ยอยากเห็นในอนาคต ซึ่ง Neighbors and Friends เชื่อว่าคุณค่าที่พี่หนุ่ยตั้งใจส่งมอบให้กับคนรุ่นใหม่จะเป็นพลังดี ๆ ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
“พี่หนุ่ยอยากเห็นนักธุรกิจใช้คำว่า ‘เกื้อกูล’ อย่างจริงจังและจริงใจ แล้วทำให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้ ทุกวันนี้มีคนพูดเยอะเลยว่าเป็นธุรกิจที่ใส่ใจสังคม ดูแลชุมชน ซึ่งคำพูดเหล่านี้มันไปสร้างความหวังให้กับคนตัวเล็ก ๆ มากเลย เพราะฉะนั้นเราจึงต้องการความจริงใจที่จะทำมันอย่างจริงจังและทำอย่างต่อเนื่อง พี่หนุ่ยอยากให้ทุกคนมองว่าส่วนหนึ่งในหน้าที่ของธุรกิจ คือกิจในการที่จะทำให้ชีวิตอื่นดีขึ้นด้วย”
