The Tea Table

คอมมูนิตี้ของคนรักชา โดย ‘Friend Friend x Grow tea.studio’ ที่อยากชวนเพื่อนบ้านมาล้อมวงจิบชาในลานจอดรถ

กิจการเพื่อนบ้านรอบนี้ ชวนมาล้อมวง ‘The Tea Table’ ทําความรู้จัก Tea Culture ในแบบของตัวเอง ผ่านการเรียน ชิม กิน ช้อป กับบรรดาเพื่อนบ้าน ที่ Friend Friend Life-friendly Store ชวน บะหมี่–นภัคธรณ์ศรีไทรคู ผู้ก่อตั้ง Grow tea.studio มาร่วม Curated โดยมี ‘ชา’ เป็นสื่อกลางในการพาผู้ค้นมาพบกัน ผ่านเรื่องราว และบทสนทนารอบโต๊ะ พร้อมนำเสนอความหลากหลายของชาให้ทุกคนได้เข้ามารู้จัก ตั้งแต่ ชาป่า ชาไทย ชาจีน ไปจนถึงชาญี่ปุ่นระดับตำนานที่หาดื่มได้ยาก ตลอดจนข้าวของกระจุกกระจิกสิ่งละอันพันละน้อยในชีวิตประจำวัน ที่คนรักชาจะต้องตกหลุมรัก

นอกจากผู้คนที่ถูกเชื่อมโยงกันผ่านจิบชา ยังเป็นนิมิตหมายอันดีที่เหล่า Tea Master ที่หลงใหลในชามารวมตัวกันในฐานะผู้ประกอบการ สร้างความยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำยันจิบสุดท้ายให้คอมมูนิตี้เล็ก ๆ นี้เริ่มต้นขึ้นอย่างอบอุ่น ล้อมวงเข้ามา ขยับเก้าอี้ให้เราได้ใกล้ชิดกันอีกนิด แล้วค่อยบรรจงจิบชาอุ่น ๆ ในแก้ว ฟัง Passion และความรักที่มีต่อชาจากปากของคุณบะหมี่ไปด้วยกัน

เหากจะไม่เกริ่นถึง Friend Friend คงไม่ได้ เพราะนี่คือ Life-Friendly Store ที่เปลี่ยนจากลานจอดรถชั้น 3 ของห้าง Emporium เป็นพื้นที่สุดสร้างสรรค์ ที่รวมสารพัดข้าวของเครื่องใช้ในบ้านและชีวิตประจำวันที่เป็นมิตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ของ Clean, Care และ Current  มาให้ช้อปปิ้งติดไม้ติดมือกลับบ้าน และแวะพักผ่อนหย่อนใจไปกับบรรดาร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายดอกไม้ รวมถึง Grow tea.studio ได้เข้ามาสร้างสีสันในพื้นที่ และสร้างความสุขฉบับง่าย ๆ ได้ทุกวัน

และนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดี ๆ อย่าง Workshop, Pre-Loved Market, Kitchen Takeover มาให้ได้ฮีลใจกันตลอด และนี่คือโปรเจ็กต์พิเศษตลอดเดือนกันยายนที่อยากชวนคุณมานั่งล้อมวงก๊วนชาไปด้วยกัน

พบปะผ่านเรื่องราวและบทสนทนารอบโต๊ะ
The Tea Table

จุดเริ่มต้นของ ‘The Tea Table’ คอมมูนิตี้ของคนรักชาที่อยากชวนทุกคนมาพบปะผ่านเรื่องราวและบทสนทนารอบโต๊ะ

“จริง ๆ มันเริ่มจากที่เราทำงานสายชามาสักพักนึงแล้ว แล้วมันถึงจุดที่เราไม่ได้อยากทำตามแค่ความชอบของตัวเองอย่างเดียวแล้ว แต่เราอยากจะส่งต่อและผลักดันให้วงการชาไปต่อได้ ด้วยการเชื่อมโยงคน สถานที่ และสิ่งต่างๆ รอบตัว”

“ส่วนเหตุผลที่เราเลือกจัดงานนี้กับ Friend Friend ไม่ใช่แค่เพราะเรามาเปิดร้าน Grow tea.studio อยู่ที่นี่ แต่เราสนใจคอนเซ็ปต์ของสถานที่ ที่นี่เค้าจะเน้นการสร้างคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืน และการเชื่อมโยงของผู้คนกับวิถีชีวิต เข้าด้วยกัน เราเลยอยากให้งานนี้มันสะท้อนอะไรดี ๆ กลับไปสู่ลูกค้า ที่เค้าอาจจะเพิ่งเข้าวงการดื่มชา หรืออยู่ในแวดวงนี้มานานแล้ว ไปจนถึงผู้ประกอบการที่ทำงานเกี่ยวกับชาด้วยค่ะ เลยเป็นที่มาของกิจกรรม ‘The Tea Table’ ในครั้งนี้”

และถ้าถามย้อนไปถึงเหตุผลหลักที่ Grow tea.studio ย้ายบ้านมาปักหลักอยู่ที่นี่คุณบะหมี่ยิ้มและตอบกับเราว่า

“เหตุผลหลักเลยที่เราตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่ เราอยากให้ร้านของเราขยับเข้ามาใกล้ชิดลูกค้ามากขึ้น เราชอบที่นี่ในแง่ของการที่เค้าพยายามทำสิ่งที่พิเศษและมีคุณค่าให้ลูกค้าเรามีความสุขมากขึ้น แล้วทีนี้ทาง Friend Friend ก็โยนโจทย์มาว่าอยากทำกิจกรรมบางอย่าง เพื่อสร้างความยั่งยืนไปด้วยกัน เราก็เลยคิดว่าเออถ้าอย่างนั้นเราทำเป็นงานชาได้ไหม ประกอบกับเราเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ เลยอยากหยิบยกเอาชาขึ้นมาเป็นพระเอกให้ทุกคนได้มาสัมผัสกัน”

‘ความสนุก’ และ ‘ความสุข’ ที่เราได้นั่งล้อมวงก๊วนชา

แล้วทำไมต้องเป็น The Tea Table?

“ย้อนกลับไปวันแรกที่เราเข้าสู่วงการชาเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว มันคือความรู้สึก Comfort มีความสุขกับการจิบชา เราก็เลยหยิบเอาคอนเซปต์เกี่ยวกับ ‘The Tea Table’ เข้ามา เพราะเวลาเราดื่มชาคนเดียวมันก็ได้ความสงบอีกแบบนึง แต่สิ่งที่เราอยากไปต่อกับมันคือ ‘ความสนุก’ และ ‘ความสุข’ ที่เราได้นั่งล้อมวงก๊วนชากับเพื่อน แล้วชาก็จะกลายเป็นเหมือนกับ Sign บางอย่างที่สร้าง Conversation ณ โมเมนต์นั้น ๆ”

‘The Tea Table’ ก็มีความหมายตรงตัวที่แปลได้ไม่ยาก แต่คุณบะหมี่อธิบายกับเราเพิ่มเติมถึงความหมายของการ ‘ก๊วนชา’ คำว่า ‘ก๊วน’ ในที่นี้ คือการนำพาคนที่ทำชากับผู้ดื่มมารวมกัน หรือแม้กระทั่งเป็นผู้ดื่มเองมารวมตัวกัน เกิดเป็นโมเมนต์ที่เรานั่งคุยเรื่องอะไรก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องชา

ในยุคที่คนเริ่มหันมาเปิดใจให้กับการดื่มชามากขึ้น เราต่างก็เห็นกระแสมากมายเกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการจิบชา ไม่ว่าจะเป็น มัทฉะเกรดพิธี การครีเอตเมนูชาที่ร่วมสมัยให้ดื่มง่ายมากขึ้น ไปจนถึงชาจากโลกต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้จัก กลับถูกเปิดเผยขึ้นทีละนิดให้เราได้ค่อย ๆ ตกหลุมรักไปกับเสน่ห์ของมัน สำหรับในมุมมองของคุณบะหมี่ เธอเองก็เปรียบ ‘ชา’ เสมือนงานศิลปะอย่างหนึ่ง

“ส่วนตัวเรารู้สึกว่าชาเป็นเหมือนกับศิลปะประเภทหนึ่ง เพราะว่าเราเป็นเด็กเรียนอาร์ตมา และเราก็ชอบเรื่องอาหารอยู่แล้ว พอเราเข้ามาสู่โลกของชาปุ๊บ อันดับแรกคือเราติดใจในเรื่องของรสชาติ เรารู้สึกว่าชาเป็นเครื่องดื่มที่กินแล้วสบายใจ กินแล้วมันไม่ได้รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง แต่กินแล้วมันสบายตัวสบายใจ”

“พอเราถล่ำลึกไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเรียนรู้ว่าชาแต่ละชนิดเป็นยังไง ทำให้เรารู้ว่าชามันมีสตอรี่หรือเรื่องราวในแง่ของงานศิลปะอีกเยอะมาก ตั้งแต่รสชาติและสายพันธุ์ที่หลากหลาย ไปจนถึงสไตล์การปลูกและผลิตของแต่ละประเทศที่ไม่เหมือนกัน พอเรามาเป็นคนชงให้คนอื่นดื่ม มันก็เริ่มเกิดความหมายว่า ชามันทำให้เราอยู่กับมันไปได้ตลอดชีวิต ในแง่ของความเรียนรู้ไม่รู้จบ ความสุขที่ได้ดื่ม หรือบรรยากาศที่เราได้ดื่มชากับเพื่อน มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว เราก็แค่อยากให้ชากลมกลืนกับผู้คนไปเรื่อย ๆ เหมือนกาแฟหรือไวน์”

เมื่อเหล่าTea House และ Tea Maker
จากหลากหลายแวดวงมารวมตัว

จากความตั้งใจที่อยากให้ผู้คนเข้าถึงโลกของชาได้ง่ายขึ้นการรวบรวมทั้งเพื่อนบ้านที่เป็น Tea House และ Tea Maker จากหลากหลายแวดวงมารวมตัวกันในครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องท้าทายไม่แพ้กัน

“อันดับแรกเลยคือสนุก แล้วเรารู้ว่ามันค่อนข้างเป็นงานที่หนักอยู่และท้าทายในแง่ของการจัดการด้วย เพราะเราไม่เคยจัดงานชามาก่อน เราเคยแค่ไปเป็นผู้ช่วยของงานชาอื่น ๆ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้มีโอกาสและถือว่าเป็นสเต็ปการ grow up ที่ดีของตัวเองเช่นกัน พอเรารู้ว่าต้องทำปุ๊บเราก็เลยพยายามทำให้มันออกมาดีที่สุดโดยไม่ต้องเน้นปริมาณเป็นที่ตั้บ เพราะเรารู้ว่าตัวเองทำได้แค่ไหน เราเลยพยายามคัดชาจากเพื่อนบ้านให้ครบทุก ๆ ประเภท” 

อันดับแรกเป็นพี่ ๆ ทีมมาสเตอร์กลุ่มชาไทย ที่อยู่เชียงราย เขาทำชาคุณภาพสูงมาก ๆ โดยที่คนไทยยังไม่รู้จักเลยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ไร่ชาวังพุดตาล ค้าจะเน้นปลูกชาโทน Fragrance และ Fruity ที่มีความนุ่มนวล, เทียนฮาวา เป็นชาป่าของเชียงราย เทพมากเรื่องการทำชาขาว ที่ดื่มแล้วจะทำให้เกิดความสงบ นิ่ง สบาย. One Tea At A Time ตระกูลผู้บุกเบิกทำชาอินทรีย์และนำสายพันธุ์ชาอูหลงจากไต้หวันเข้ามาปลูกเป็นกลุ่มแรก ๆ ในประเทศไทยและจะเอาชาที่ชนะประกวดมาให้ลองกินกัน

กลุ่มชาไต้หวัน เป็นประเทศที่ทำชาได้โมเดิร์นมาก รสชาติกินง่าย สนุก เน้นอโรมาติก เช่น พี่ตู่-5.21 TEA ที่นำชาไต้หวันระดับเกรดประกวดมาให้ชิม

กลุ่มชาจีน เราคัดกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตร่วมกับชาทั้งในแง่ของจิตใจ ชีวิต และคุณภาพของชามาให้รู้จัก ให้ทุกคนรู้ว่าชาจีนไม่ได้กินแล้วดูแก่ แต่มันคือความเก๋เหมือนกับไวน์ยังไงยังงั้น และมีคนรุ่นใหม่อย่าง คุณแวร์-Chaqin Linshan ที่เอาชาจีนในแง่ของคุณค่าและมูลค่ามานำเสนอได้อย่างน่าเชื่อถือด้วย

กลุ่มชาญี่ปุ่นเรานำแบรนด์จากญี่ปุ่นที่เราทำงานด้วย อย่าง Dejima-en Kyoto แบรนด์มัทฉะที่ปลูกแบบดั้งเดิม เน้นรสชาติความคลาสสิกของสายพันธุ์ Uji และยังสร้างระบบนิเวศการปลูกตาแบบฉบับของธรรมชาติมากที่สุดมาในงานนี้ รวมถึง Zenkyu Matcha แบรนด์มัทฉะจากโตเกียวที่มีความร่วมสมัย ดื่มง่าย ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

กลุ่มชาป่า กลุ่มนี้เราอยากสร้างความแปลกใหม่ให้กับหลายคนที่ยังไม่รู้ว่ามีชาอีกประเภทที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น น้องกวินที่ทำเรื่องเมี่ยงชา จะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับระบบนิเวศป่าที่เขาไปทำชาให้เราได้ฟังกัน

กลุ่มอาหารและชาเบลนด์ เรามองว่าชาเบลนด์ตะวันตกก็มีความสนุกในแง่ของการเบลนด์ ที่ให้ฟีล Afternoon tea ยามบ่าย ยังมีพวกอาหาร ขนม ที่กิน paring คู่กันได้เพื่อเสริมรสชาติ เช่น Parfait, Daifuku, Ochazuke และอาหารจาก gallery zezë

กลุ่มอุปกรณ์ เรามองว่าคนที่ผลิตอุปกรณ์หรือของกระจุกกระจิกที่นำไป adapt ใช้กับชาก็สำคัญ เช่น ที่รองแก้ว แก้วชา ที่ชงชา กระติกน้ำ ก็มีส่วนช่วยทำให้รสชาติของชาออกมาเเตกต่างกัน ซึ่งเราก็เลือกแบรนด์ที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่เริ่มต้นไปจนถึง ชาวานที่มีชิ้นเดียวในโลก

และถ้าถามว่ามีเพื่อนบ้านคนไหนบ้างที่ไม่อยากให้ทุกคนพลาดในงานนี้ คุณบะหมี่ตอบว่าเลือกยากและไม่อยากให้พลาดใครเลยมากกว่า เพราะทุกคนมีจุดเด่นและความสามารถที่เฉพาะทางมาก ๆ แต่ถ้าความพิเศษที่หาได้ที่งานนี้เท่านั้น “ต้องยกให้ ‘Dejima-en Kyoto’ ที่เจ้าของมาเอง คือโอกาสที่จะพาเขามาจากญี่ปุ่นหรือเกียวโตมันยากมาก และเขามีอายุเยอะแล้ว”

คุณบะหมี่เล่าถึงโมเมนต์ความประทับใจที่มีต่อว่า “ตอนที่เราเอาแบรนด์เค้ามาขายครั้งแรก เราให้ลูกค้าเขียนจดหมายถึงและเอาไปมอบให้ เขาร้องไห้และบอกว่าเขารู้แล้วว่าเขาเกิดมาทำชาทำไม ก็คือเพื่อลูกค้า เพื่อคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาอดทนเหนื่อยยาก และสู้ทำมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ เพราะการทำงานกับธรรมชาติมันยาก เกษตรกรทุกคนเหนื่อย เลยอยากให้มาเจอคุณตาค่ะ ท่านอายุประมาณ 70 กว่าแล้ว”

“และอีกคนหนึ่งที่พลาดไม่ได้คือ คุณแวร์-Chaqin Linshan ปกติเค้าจะไม่ไปออกงานที่ไหนเลย แถมเปิดรอบให้ดื่มชาที่ค่อนข้างไพรเวทมาก ๆ เพราะชามีมูลค่าสูง”

เรื่องราวความสนุกที่เกิดขึ้นบนโต๊ะชา
ตลอดเดือนกันยายน

นอกเหนือจากการดื่มชา ที่ตลอดทั้งเดือนกันยายน จะมีชาหลากหลายรูปแบบแวะเวียนมาให้ชิมกันตลอด จะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องชา รวมถึงได้กินขนมและอาหารที่มา paring ในก๊วนชาเพื่อความอร่อย มีสารพัดอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ในการชงชา เช่น Kinto ตั้งแต่เบสิกไปจนถึงชาวานสุดคราฟต์ที่มีชิ้นเดียวในโลกอย่าง Aoon Pottery  มีคลาสกิจกรรมเวิร์กช็อปที่มาเรียน มาชิม มากิน มาช้อปได้แบบเต็มที่ตลอดเดือนกันยายนเลย

สำหรับคนที่อยากมาทำความรู้จักชาเป็นครั้งแรก ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะคุณบะหมี่ชวนมาสัมผัส Tea culture โดยเริ่มจากการชิมก่อน ที่นี่จะมีโซนหนึ่งที่แจกชาให้ชิมตลอดทั้งเดือน และสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ บางทีก็เป็นชาไทยระดับรางวัล ชาไต้หวัน ชาญี่ปุ่น ฯลฯ

“ถ้าให้ป้ายยากิจกรรม อยากแนะนำเวิร์กช็อป Mini Tea Blending & Scone Pairing คลาสเบลนด์ชาของ พี่ปลา-TE จะทำให้เราสนุกกับการดื่มชามากขึ้น พี่ปลาเขาจะเน้นในแง่ของความสุนทรียะ ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องชาหรือเคยชงชามาก่อน แต่จะเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสความรู้สึกที่แปลกใหม่พิเศษ ไปพร้อม ๆ กับการจิบชา”

“และอีกอันหนึ่งก็คือ เวิร์กช็อป Chinese Tea Equipment 101 คลาสเกี่ยวกับการศึกษาอุปกรณ์ชาจีนของ พี่ดา-PINN Cha ซึ่งปกติแล้วคลาสนี้ข้างนอกจะราคาสูง แต่พี่ดาก็มาเพื่อที่จะส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้กับเด็กรุ่นใหม่จริง ๆ และทำให้เรารู้ว่าอุปกรณ์ของชาก็ไม่ต่างอะไรกับแก้วไวน์ที่มีหลายส่วน มันมีหน้าที่ในการส่งต่อรสชาติที่แตกต่างกัน มีราคา มีหน้าที่ที่เหมาะสมกับชาแต่ละชนิดแตกต่างกัน ถ้าว่างตรงกับคลาสไหนก็แนะนำเลย ไม่อยากให้พลาดจริง ๆ”

‘ชา’ คือ ‘ศิลปะ’ ที่ไม่มีอะไรถูกผิด

“อยากให้มองว่า ‘ชา’ คือ ‘ศิลปะ’ ที่ไม่มีอะไรถูกผิด อยากให้ดื่มด่ำในแง่ของความสุขของเราระหว่างจิบชามากกว่า พอเข้ามาสัมผัสโลกของชาแล้วคุณมีความสุข อยากจะลงลึกต่อไปในด้านไหน ศิลปะ วัฒนธรรม หรือความสุนทรียะ ก็อยากให้ลอง Joyful ไปให้หมด เน้นความสุขของตัวเอง เพราะคีย์หลักของชามันมีอยู่ไม่กี่อย่าง มันคือสุขภาพ ความสุข และศิลปะ ชาไม่ใช่โลกที่เข้าถึงยาก มันควรจะสากลเริ่มจากตัวเรามีความสุขง่าย ๆ กับมันก็พอ”

คุณบะหมี่ทิ้งท้ายบทสัมภาษณ์ด้วยมุมมองความยั่งยืน ที่มีต่อการเติบโตของคอมมูนิตี้ชาในอนาคต

“ถ้าพูดจากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ คืออยากให้มันดำเนินไปตามแก่นของชาจริง ๆ อยากให้ทุกอย่างมัน connect กันไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นความยั่งยืน ถ้าเราชอบดื่มชาเราควรที่จะเข้าใจก่อนว่า ชาคือธรรมชาติ มันคือต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะเข้ามาสัมผัส ไม่ควรไปจำกัดกรอบกับมันและสนุกไปเรื่อย ๆ”

“เราอยากให้เกิดความหลากหลายในตลาดมากขึ้นในทุกสเกลของความต้องการของลูกค้า ในแง่ของคอมมูนิตี้คนทำธุรกิจชาก็อยากให้ช่วยกันส่งต่อว่า ‘ชา’ คือความเคารพซึ่งกันและกัน เคารพธรรมชาติ อยากให้มันเปิดกว้างได้มากกว่านี้ ซึ่งตอนนี้เราว่ามันกำลังมาแล้ว โดยเฉพาะเทรนด์ชาใบ จากที่ก่อนหน้านี้คนรู้จักแต่มัทฉะ แต่ตอนนี้คนเริ่มรู้จักแล้วว่าชาจริง ๆ คืออะไร เราอยากให้เป็นแบบนี้และเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ให้เกิดเป็นคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืนมากกว่าเป็นแค่เทรนด์ เพราะสุดท้ายคนจีนกินชา เพราะสุขภาพและความรู้สึกดีทางกายและทางใจค่ะ”

หากคุณอ่านมาถึงตรงนี้อยากให้ลองเปิดใจเข้าไปทำความรู้จักโลกของชาไปพร้อม ๆ กัน ยังเหลือเวลาอีกหลายสัปดาห์สำหรับ The Tea Table ยังมีกิจกรรมดี ๆ รออยู่อีกมากมาย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Friend Friend ตลอดเดือนกันยายนนี้เลย

FRIEND FRIEND
สำหรับกิจกรรม The Tea Table จะเปิดถึงตลอดเดือนกันยายน 2569 (สำหรับพื้นที่โซนอื่นยังเปิดให้บริการปกติ)
ลานจอดรถห้าง Emporium ชั้น 3 (ติดกับโซน Betrend)
เปิด 10:00–20:00 น.

IT MIGHT INSPIRE YOU

POCO HOUSE

ที่พัก Airbnb ไวบ์อบอุ่นที่ตั้งใจอยาก 'ชุบชีวิตใหม่' ให้กับตึกเก่า

neera retreat hotel

'พื้นที่พักใจ' ที่ชวนทุกคนกลับมาโฟกัสโลกภายในตัวเอง

Vassana

แบรนด์จักสานไม้ไผ่ของแม่ลูกต่างวัย ผู้สานต่อวิถีท้องถิ่นให้ร่วมสมัย

Earthling Mushroom Farm

สำรวจจักรวาลเห็ดฟอร์มสวย วัตถุดิบชั้นเลิศร้านมิชลินสตาร์