ตอนที่เราดูหนังหรือซีรีส์เราชอบจินตนาการว่าหากได้ไปอยู่ในโลเคชันนั้นบ้างจะเป็นอย่างไร เพราะสถานที่ในหนังหลาย ๆ เรื่องคือเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้เราหลงใหลไปกับฉากและเรื่องราวของหนัง ซึ่งคนกองถ่ายที่อยู่เบื้องหลังโลเคชันเหล่านั้นก็คือ ‘Location Manager’ ที่ช่วยให้แต่ละฉากของหนังออกมาสมบูรณ์
ก่อนหน้านี้เวลาเราพูดถึงหนังเรื่องโปรด เราก็มักจะชื่นชมในตัวผู้กำกับ นักแสดง หรือคนเขียนบท แต่น้อยครั้งที่เราจะเอ่ยชมเรื่องโลเคชันหรือรู้ว่าคนที่ทำโลเคชันให้กับหนังเรื่องนั้นคือใคร แต่หลัง ๆ มานี้ตำแหน่ง Location Manager เป็นที่พูดถึงมากขึ้นในโลกโซเชียล อย่างช่วงที่ MV เพลง Rockstar ของศิลปินดังระดับโลกอย่าง LISA มาถ่ายทำที่เยาวราช จนหลายคนต้องอึ้งว่าทีมงานสามารถปิดถนนที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของไทยได้อย่างไร หรือแม้แต่หนังฟอร์มยักษ์อย่าง Jurassic World ภาคใหม่ที่ยกกองมาถ่ายทำในหลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ทำให้เห็นว่าบ้านเรามีศักยภาพในการเป็นฮับที่กองถ่ายจากต่างประเทศจะเลือกมาใช้โลเคชันถ่ายทำ รวมไปถึงความเป็นมืออาชีพของเหล่า Location Manager ในไทยอีกด้วย
Neighbors and Friends จึงชวนทุกคนมาพูดคุยกับหนึ่งในคนทำโล ฯ ผู้มากประสบการณ์อย่าง ‘พี่เทพ – ธัญญเทพ สุวรรณมงคล’ เจ้าของเพจ ThepLocation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาชีพนี้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในคอลัมน์ Career Journey ซึ่งนอกจากเราได้ซึมซับไปกับเรื่องราวบนเส้นทางอาชีพ Location Manager ของพี่เทพที่ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจกว่าจะมาถึงจุดนี้ เรายังได้เห็นถึงความสำคัญของอาชีพนี้มากขึ้นด้วย

“สมัยก่อนมันไม่ได้มีตำแหน่ง Location Manager แต่มันจะโดนพ่วงไปกับแผนก Production Design ที่ต้องหาโลเคชันด้วย ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือปัจจุบันมันมีตำแหน่งนี้อยู่ในสารบบกองถ่าย มันถูกให้ความสำคัญมากขึ้นแต่ก็เป็นตำแหน่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามันมีตำแหน่งนี้ เราก็คิดว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จัก Location Manager มากขึ้น”
ไม่เพียงพี่เทพจะบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจในฐานะคนทำโลเคชันผ่านเพจ ThepLocation ไม่นานมานี้เขาเองก็เพิ่งจัดเวิร์กช็อป Location Manager ไปเมื่อ 22-24 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ เพื่อเปิดโอกาสให้คนในอุตสาหกรรมบันเทิงและคนที่สนใจได้มาเรียนรู้เบื้องหลังอาชีพ และเทคนิคด้านการจัดหาสถานที่ถ่ายทำในทุกแง่มุมจากรุ่นพี่ Location Manager ตัวจริงที่พี่เทพชักชวนมาเกือบทั้งวงการ
“เราอยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ มันอาจจะเป็นทางเลือกหรือทางรอดของเด็กที่จบฟิล์ม จบนิเทศ ฯ มาปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ คน แต่ทำไมมันถึงเกิดปัญหาว่าคนในอุตสาหกรรมไม่พอทำงาน มันแปลว่าหมื่นคนที่จบมาเขาไม่ได้เลือกเส้นทางอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้กันเยอะนะ สมมติหมื่นคนอาจจะเลือกสักพันคน แล้วพันคนนี้มีคุณภาพพร้อมที่จะซัปพอร์ตอุตสาหกรรมนี้มากน้อยแค่ไหน เวิร์กช็อปนี้ก็เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักอาชีพ Location Manager ซึ่งนอกจากความรู้เรื่อง Location Manager แล้ว ยังได้มุมมองชีวิตจากวิทยากรที่มาสอนด้วย เพราะเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคนก็น่าสนใจไม่แพ้อาชีพของเขา”
แม้เวิร์กช็อป Location Manager จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ Neighbors and Friends ก็มีโอกาสได้ไปเก็บภาพบรรยากาศการไปเซอร์เวย์กับพี่เทพ ภายในที่ทำการของอาคารไปรษณีย์กลางกรุงเทพ รองเมือง ที่ถูกทิ้งร้างในย่านหัวลำโพง ซึ่งนิยมใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำหนัง โฆษณา หรือ MV ต่าง ๆ พร้อมเก็บเทคนิค เคล็ดลับ ไปจนถึงโปรเซสเบื้องหลังการทำงานของ Location Manager มาฝากเพื่อน ๆ กันด้วย
ใครเป็นคอหนังหรือสนใจอาชีพในแวดวงหนังไทย มาติดตามเรื่องราวสนุก ๆ ไปพร้อมกันเลย!

จุดเริ่มต้นของการเป็น Location Manager
แม้จะเป็นอาชีพที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง แต่ตำแหน่ง ‘Location Manager’ หรือ คนทำโล ฯ ในกองถ่าย ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนั้นสมบูรณ์
เพราะนอกจากโลเคชันในหนังจะเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเซ็ตมูดโทนของหนัง และเล่าเรื่องราวผ่านตัวละครในสถานที่นั้น ๆ แล้ว Location Manager ยังมีหน้าที่จัดการทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโลเคชัน ตั้งแต่ก่อนถ่ายทำไปจนถึงขั้นตอนโปรดักชันเพื่อให้การทำงานของทุกฝ่ายออกมาราบรื่นที่สุด
“จริง ๆ แล้วคนทำอาชีพ Location Manager อาจมีไม่ถึง 100 คน เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่มันใหญ่ถือว่าน้อยมากนะ ซึ่งตำแหน่งนี้มันสำคัญกับทุกกองถ่าย อยู่ที่ว่าจะมากจะน้อยตามสเกลงาน แต่มันต้องมีตำแหน่งนี้ไม่มีไม่ได้ เพราะตราบใดที่คุณจะถ่ายในสถานที่ถ่ายทำ มันต้องมีอาชีพนี้คอยซัปพอร์ต”
“สมัยก่อนมันไม่ได้มีตำแหน่ง Location Manager แต่มันจะโดนพ่วงไปกับแผนก Production Design ที่ต้องหาโลเคชันด้วย ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เห็นเป็นรูปธรรมก็คือ ปัจจุบันมันมีตำแหน่งนี้อยู่ในสารบบกองถ่าย มันถูกให้ความสำคัญมากขึ้นแต่ก็เป็นตำแหน่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้ว่ามันมีตำแหน่งนี้ เราก็คิดว่าเราเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้คนทั่วไปได้รู้จัก Location Manager มากขึ้น”

หากใครเป็นคอหนังอาจรู้สึกว่าโลเคชันในหนังหลาย ๆ เรื่องดูมีเสน่ห์จนอยากไปเห็นของจริงสักครั้ง ซึ่งคนทำอาชีพ Location Manager นี่แหละที่เป็นคนไปเสาะหาสถานที่เจ๋ง ๆ เหล่านี้ เราจึงสงสัยว่าถ้าอยากเป็น Location Manager ต้องทำอย่างไร พี่เทพจึงเล่าเส้นทางอาชีพของตัวเองให้ฟัง
“เราเรียนจบนิเทศศาสตร์ เมื่อประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว เราก็เป็นเด็กพร็อป เด็กอาร์ตในกองถ่ายนี่แหละ ตอนเด็ก ๆ เราไดรฟ์มันด้วยแพสชันว่าเราอยากทำหนัง อยากเป็นผู้กำกับ แต่โอกาสในชีวิตมันน้อยมากที่คนจะหยิบยื่นให้ เราเลยทำอยู่ 4-5 ปี”
“จนวันหนึ่ง ‘พี่อู โลเคชัน’ โทรมาบอกว่า ‘Matching Studio’ (บริษัทโฆษณา) เขารับ Location Manager เราถึงได้รู้ว่ามันมีตำแหน่งนี้ เราก็ค่อย ๆ เริ่มทำ พอทำมา 7-8 ปี งานโฆษณามันก็เริ่มน้อยลง บังเอิญเราได้โอกาสไปทำโลเคชันให้หนัง-ซีรีส์ก็เลยออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ทำมาเรื่อย ๆ ตอนนี้น่าจะ 20 ปีแล้วมั้ง”

ThepLocation
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบัน อาชีพ Location Manager เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะพี่เทพได้ทำเพจชื่อ ‘ThepLocation’ ขึ้นมา เพื่อแชร์ภาพถ่ายและเรื่องราวที่น่าสนใจของโลเคชันต่าง ๆ ซึ่งพี่เทพเก็บข้อมูลไว้จำนวนมากตลอดระยะเวลาที่ทำอาชีพนี้
เพจ ThepLocation ไม่เพียงเป็นประโยชน์กับคนทำหนังเท่านั้น แต่คนนอกวงการอย่างเราก็รู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นโลเคชันสวย ๆ มากมาย ซึ่งคนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็นกันง่าย ๆ พร้อมกับได้รับรู้เรื่องราวอันน่าค้นหาที่ซ่อนอยู่ในแต่ละสถานที่อีกด้วย
“เรามีดาต้าเยอะมาก มีโลเคชันในสต็อกเยอะมาก ๆ เลย จนอยากจ้างคนมาเรียงข้อมูลให้ เพราะเราไม่สามารถจะรวบรวมมันได้ แล้วดาต้าพวกนี้มันจะไม่มีความหมาย หรือไม่มีค่าเลย ถ้าเราไม่มีงานที่จะต้องกลับไปใช้โลเคชันนั้นอีก
“ล่าสุดมีเด็กมาถามว่าเราคือพี่เทพโลเคชันที่ทำเพจหรอ เพราะเขาไม่เคยเห็นหน้า เราก็บอกใช่สิ ‘พี่รู้ไหมว่าตอนหนูเรียนมหาลัย หนูไปขโมยโล ฯ จากเพจพี่เลยนะ ไปดูว่าพี่ลงที่ไหนบ้างแล้วก็ตามไป’ เราฟังแล้วรู้สึกว่าเพจเราก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ”

เวิร์กช็อปจากอาชีพ Location Manager
นอกจากความตั้งใจในการทำเพจ ThepLocation พี่เทพยังจัดเวิร์กช็อป Location Manager ไปเมื่อ 22-24 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ที่ทำการของอาคารไปรษณีย์กลางกรุงเทพ รองเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ THACCA (Thailand Creative Culture Agency), OFOS (One Family One Soft Power) และดำเนินงานโดย บริษัท ซัคเซสเฟิสมีเดีย ร่วมกับ ThepLocation
ซึ่งเปิดโอกาสให้คนในอุตสาหกรรมบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นคนทำโลเคชันหรือตำแหน่งอื่น ๆ รวมไปถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องการความรู้ไปสอนนักศึกษา ได้มาเรียนรู้เทคนิคด้านการจัดหาสถานที่ถ่ายทำในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะด้านหนังไทย หนังต่างประเทศ ละคร ซีรีส์ โฆษณา และ MV จากมืออาชีพตัวจริงที่ขนกันมาเกือบทั้งวงการ
“ตอนแรกเราคิดว่าอาชีพ Location Manager คงสอนกันไม่ได้หรอกเพราะมันเป็นอาชีพที่ต้องลงมือทำ แต่ถ้าเราไม่มีไกด์ให้เขา แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าอาชีพนี้มันคืออะไร แล้วเขาจะตัดสินใจทำมันได้หรือเปล่า เราก็เลยคิดว่าทำหนังยังสอนกันได้เลย Location Manager ก็ต้องสอนได้สิ”
“เราเป็นคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ อยู่ใน THACCA เลยทำโครงการเสนอเข้าไป ซึ่งยังไม่เคยมีใครจัดเวิร์กช็อปเรื่อง Location Manager ว่ามันคืออะไร ทำหน้าที่อะไร แล้วมีความสำคัญยังไงในกองถ่าย เราเลยเอาตัวเองเป็นตัวตั้งต้นก่อนว่าเราอยากนำเสนอแบบไหน”

ตลอดช่วง 3 วันเต็มของกิจกรรมเวิร์กช็อป พี่เทพได้ชักชวนวิทยากรเก่ง ๆ มาร่วมแชร์ประสบการณ์และถ่ายทอดความรู้ ซึ่งหลายคนก็เป็น Location Manager ที่อยู่เบื้องหลังผลงานอันโด่งดัง และเป็นกระแสที่ได้รับคำชมมากมายในแง่โลเคชัน เช่น ‘พี่แพท’ จาก The White Lotus SS3, ‘พี่แวน’ จาก MV LISA – Rockstar, ‘พี่เชี่ยว’ จาก ร่างทรง, ‘พี่อู’ จากสงครามส่งด่วน และพี่ ๆ อีกหลายคนที่มีผลงานน่าสนใจ
“เราอยากให้คนรู้จักมากขึ้นว่ามันมีอาชีพนี้อยู่ มันอาจจะเป็นทางเลือกหรือทางรอดของเด็กที่จบฟิล์ม จบนิเทศ ฯ มาปีหนึ่งเป็นหมื่น ๆ คน แต่ทำไมมันถึงเกิดปัญหาว่าคนในอุตสาหกรรมไม่พอทำงาน มันแปลว่าหมื่นคนที่จบมาเขาไม่ได้เลือกเส้นทางอุตสาหกรรมภาพยนตร์นี้กันเยอะนะ สมมติหมื่นคนอาจจะเลือกสักพันคน แล้วพันคนนี้มีคุณภาพพร้อมที่จะซัปพอร์ตอุตสาหกรรมนี้มากน้อยแค่ไหน”
“เวิร์กช็อปนี้ก็เป็นการสร้างงานสร้างอาชีพ เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักอาชีพ Location Manager ซึ่งนอกจากความรู้เรื่อง Location Manager แล้ว ยังได้มุมมองชีวิตจากวิทยากรที่มาสอนด้วย เพราะเบื้องหลังชีวิตของแต่ละคนก็น่าสนใจไม่แพ้อาชีพของเขา”

เป็นคนทำโลฯ ต้องมีสิ่งนี้
หลังจากได้ฟังแนวคิดและความตั้งใจในการจัดเวิร์กช็อป Location Manager จากพี่เทพแล้ว หลายคนคงเสียดายที่พลาดเวิร์กช็อปครั้งนี้ Neighbors and Friends จึงหยิบเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พี่เทพนำมาแบ่งปันในเวิร์กช็อป ให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกับอาชีพ Location Manager ให้ลึกขึ้น แล้วไปเซอร์เวย์สถานที่ถ่ายทำยอดฮิตอย่าง ‘ที่ทำการของอาคารไปรษณีย์กลางกรุงเทพ รองเมือง’ ซึ่งถูกทิ้งร้างในย่านหัวลำโพงแห่งนี้ไปพร้อมกันเลย!
ก่อนอื่นลองมาดูเช็กลิสต์ที่คนทำโลฯ ต้องมีกันสิว่า อาชีพนี้เหมาะกับเราแค่ไหน
1. ‘อยากรู้อยากเห็น’ – อาชีพนี้ต้องคอยมองหาโลเคชันที่แปลกใหม่ ดังนั้นการสอดส่องดูสถานที่ต่าง ๆ ที่คนทั่วไปอาจเข้าไม่ถึง และใฝ่รู้เรื่องราวจากการสอบถามคนนั้นคนนี้จึงเป็นหน้าที่ของคนทำโล ฯ
2. ‘มีสกิลถ่ายรูป’ – เวลาเจอโลเคชันโดน ๆ คนทำโล ฯ ต้องถ่ายรูปเก็บไว้ เทคนิคคืออย่าถ่ายภาพแนวตั้ง! เพราะเฟรมหนังส่วนใหญ่เป็นแนวนอน แล้วต้องถ่ายให้เห็นว่าพื้นที่กว้างเท่าไหร่ ด้านซ้ายคืออะไร ขวาคืออะไร เพื่อให้คนอื่นดูแล้วเข้าใจเอาไปทำงานต่อได้
3. ‘ชอบพูดคุย’ – คนทำโล ฯ มีหน้าที่ติดต่อประสานงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ ดังนั้นจึงต้องคุยกับคนทุกระดับ ตั้งแต่ชาวบ้าน พนักงาน ตำรวจ เทศกิจ เจ้าของสถานที่ ไปยันหน่วยงานภาครัฐ วิธีการพูดคุยคือแนะนำตัวก่อนว่าเราเป็นใคร ต้องการอะไร แล้วสื่อสารให้ชัดเจนและน่าเชื่อถือ
4. ‘มีสัญชาตญาน’ – แน่นอนว่าฝนตกฟ้าร้องคนทำโล ฯ ต้องรู้ก่อนใคร แล้วต้องรู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เคล็ดลับคือถ้าเจอเจ้าของที่หวงสถานที่มาก ให้ทำใจไปเลยว่าโลเคชันนี้ไม่น่าให้เช่าถ่าย หรือถ้าให้เช่าก็อาจเกิดปัญหาจุกจิกตามมา ดังนั้นอย่าเสียเวลาตื๊อ เอาเวลาไปหาโลเคชันอื่นเลยจะดีกว่า

การทำงานของ Location Manager
ถ้าเพื่อน ๆ รู้สึกว่าตัวเองมีคาแรกเตอร์ที่เหมาะกับอาชีพนี้ หรืออยากรู้ว่าคนทำโลฯ เขาทำงานกันอย่างไร เราจะพาไปเจาะลึกโปรเซสการทำงานกันทีละสเต็ป โดยในการจะถ่ายงานสักตัว การหาโลเคชันนั้นถือเป็นสิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำ เพราะเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและมีหลายขั้นตอน ซึ่งพี่เทพสรุปมาให้เราเข้าใจง่าย ๆ ใน 6 ข้อ
1. ขั้นตอนแรกคือ ‘Pre-pro’ หรือการรับบรีฟว่าโปรเจกต์ที่เราได้รับมอบหมายนั้นคือเรื่องอะไร ในขั้นตอนนี้อาจไม่จำเป็นต้องรอให้คนเขียนบท ทำบทหนังหรือซีรีส์จนเสร็จสมบูรณ์ก็ได้ แค่ให้รู้ว่าเรื่องเกิดที่ไหน ต้องมีโลเคชันอะไรบ้างก็เริ่มทำงานได้เลย
2. หลังจากบทนิ่ง ถัดมาจึงเป็นการ ‘Read through’ ที่ทุกตำแหน่งที่ต้องออกกองจะมานั่งอ่านบทด้วยกันเพื่อทำความเข้าใจบทร่วมกัน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลาค่อนข้างมาก เคล็ดลับในการทำงานให้สนุกคือหาจุดที่เราอินกับบทเพื่อไดรฟ์ให้เราอยากทำงานชิ้นนี้

3. เมื่อเข้าใจโจทย์แล้วก็ได้เวลา ‘Survey’ โดยเทคนิคในการวางแผนคือต้องหาให้เจอว่าโลเคชันหลักของเรื่องคืออะไร วิธีการของพี่เทพจะเสนอโลเคชันที่มีในสต็อกก่อน ถ้าไม่ได้ค่อยไปเซอร์เวย์หาที่ใหม่ ถ้าอันไหนดูเป็นไปได้ก็มาร์กจุดไว้แล้วส่งให้ทีมดู
4. พอทีมเคาะโลเคชันก็ต้องไป ‘Blockshot’ ซึ่งทุกคนในกองจะไปที่โลเคชันด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน เช่น ผู้กำกับต้องไปดูว่าโลเคชันนี้ตรงกับบทไหม ตากล้องไปดูแสงและดูมุมว่าถ่ายได้หรือไม่ได้ ส่วนคนทำโล ฯ ก็ต้องไปถ่ายรูปมุมที่จะใช้มาว่าต้องเคลียร์พื้นที่อย่างไรบ้าง เป็นต้
5. สิ่งที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ ‘Paper’ หรืองานเอกสารต่าง ๆ อย่างจดหมายขอใช้สถานที่ โดยเราต้องเขียนแนะนำตัวว่าเราเป็นใคร ได้รับมอบหมายจากบริษัทไหนให้ผลิตเรื่องอะไร รวมถึงบอกว่าเราสนใจโลเคชันนี้เพราะอะไร จากนั้นจึงบอกความต้องการว่าจะใช้พื้นที่ไหน เมื่อไหร่ รวมถึงต้องระบุด้วยว่าหากเกิดความเสียหายจากขั้นตอนโปรดักชัน ทางทีมงานจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ
6. ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ‘Production’ หรือการจัดการโลเคชันในระหว่างออกกอง ซึ่งมีรายละเอียดยิบย่อยที่คนทำโล ฯ ต้องดูแล เช่น ใช้สถานที่ได้กี่โมง จอดรถตรงไหน รวมไปถึงเคลียร์สถานที่ หรือแม้กระทั่งกั้นคน/กั้นรถในระหว่างถ่ายทำ ดีลกับเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียง ไปจนถึงดูแลความเรียบร้อยของสถานที่หลังปิดกอง


ถึง Location Manager รุ่นใหม่
แค่เราได้มาลองสวมบทบาทเป็น Location Manager ใน 1 วันกับพี่เทพ เราก็สัมผัสได้ว่าอาชีพนี้ไม่ได้เป็นกันง่าย ๆ อีกทั้งมีความท้าทายและต้องใช้สกิลในการจัดการหลาย ๆ อย่าง แต่ก็เป็นงานที่เต็มไปด้วยความสนุกและรายละเอียดที่น่าหลงใหล
หลังจากเราเซอร์เวย์สถานที่กันจนตกเย็น ก่อนจะแยกย้ายพี่เทพก็ได้ฝากข้อความถึงคนรุ่นใหม่ที่ฝันอยากทำอาชีพนี้ รวมถึงน้อง ๆ ที่อาจจะเพิ่งเข้ามาในวงการทำหนัง
“อุตสาหกรรมนี้มันไดรฟ์ด้วยแพสชัน มันต้องลงมือลงแรงและลงใจในการทำงาน แล้วเราต้องทุ่มเทเวลากับมันเยอะ เราอยู่กับมันมาทั้งชีวิต เรารู้ว่ามันยากแค่ไหนถึงจะมีตัวตนและอยู่รอดในวงการนี้ได้”
“ถ้าเข้ามาแล้วก็ต้องหาตัวตนให้เจอว่าเราจะเป็นอะไร เราจะเป็นโปรดิวเซอร์ โลเคชัน ฝ่ายอาร์ต แคสติ้ง หรืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็ไม่มีใครเก่งไปทุกอย่าง ดังนั้นก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด คุณจะเป็นไดเรกเตอร์ก็มุ่งเป้าไปเลย หรือคุณจะเป็นตากล้องก็ไปให้มันสุดทาง แล้วก็ให้เวลากับมันอย่างน้อย 5 ปี 10 ปี กว่าเราจะตั้งตัวได้ก็ต้องทุ่มเทกับมัน”
