ในช่วงวันหยุดหรือวันที่อยากพักจากความวุ่นวาย การได้เอนหลังลงบนโซฟานุ่ม ๆ สักตัวก็อาจจะช่วยตอบโจทย์ได้ แต่ถ้าอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศเป็นการนั่งชิล ๆ มองวิวธรรมชาติ ก็ลองแวะมาสัมผัสความเงียบสงบของริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านฝั่งธนบุรี ที่ยังคงเต็มไปด้วยเสน่ห์ของชุมชนเล็ก ๆ และวิถีชีวิตเรียบง่ายที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ รอให้ผู้คนได้แวะมาทำความรู้จักกัน
คอลัมน์ กิจการเพื่อนบ้าน ครั้งนี้ เราจะขอพาไปทำความรู้จักกับ ‘บ้านมณี’ หรือ ‘Baan Manee BKK’ ที่พักริมน้ำ ที่รีโนเวตจากบ้านไม้เก่าสมัยรัชกาลที่ 5 สู่ ‘ที่พักบูติกแสนอบอุ่น’ ประจำชุมชนวัดดาวดึงษารามในย่านบางยี่ขัน ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาพอดิบพอดี

บ้านมณี เป็นบ้านไม้เก่าแก่ของครอบครัวที่ตั้งอยู่ในทำเลนี้มานานถึง 116 ปีแล้ว หรือตั้งแต่ในสมัย ร.ศ. 122 ตามข้อมูลที่ระบุปีที่สร้างไว้ในโฉนดที่ดินของบ้าน ซึ่งเป็นบ้านที่คนในครอบครัวอาศัยกันมาหลายรุ่น จนมาถึงทายาทรุ่นปัจจุบันอย่าง ‘คุณรดา – รดามณี รอดเกิด’ ที่หยิบเอาดีไซน์ดั้งเดิมของบ้านไม้เก่ามาปรับปรุงและเติมสีสันใหม่ ๆ ให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น จนกลายเป็นที่พักริมน้ำที่ยังคงกลิ่นอายของบ้านหลังเก่า พร้อมเก็บความทรงจำดี ๆ ของครอบครัวเอาไว้
ที่นี่ยังสอดแทรกกิมมิกน่ารัก ๆ อย่างเสน่ห์ของความเป็น ‘บ้านมณี’ ซึ่งมีความหมายว่า ‘บ้านแห่งอัญมณี’ เอาไว้ในดีเทลต่าง ๆ อย่างคอนเซปต์ของอัญมณี 4 ชนิดที่ถูกเอามาตั้งเป็นชื่อห้องพัก พร้อมออกแบบแต่ละห้องด้วยโทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจากอัญมณีชนิดนั้น ๆ
นอกจากนี้ยังมีมุมคาเฟ่ที่สามารถมานั่งชิล ๆ พร้อมชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ให้ทุกคนได้นั่งมองเรือที่แล่นผ่านไปมา จิบเครื่องดื่ม ชิมขนม และค่อย ๆ ใช้เวลาไปกับเรื่องราวของบ้านไม้หลังนี้กันไปเพลิน ๆ

มาพูดคุยกับ ‘คุณรดา’ ที่จะพาเราไปรู้จักเรื่องราวของที่พักริมน้ำแห่งนี้ให้มากขึ้น ทั้งเบื้องหลังการออกแบบบ้านไม้หลังเก่าของครอบครัวให้ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมเอาไว้ รวมถึงพาไปรู้จักเมนูซิกเนเจอร์ของคาเฟ่ที่ต้องมาลองสักครั้ง พร้อมชวนให้เพื่อน ๆ รู้สึกเหมือนได้แวะมานั่งเล่นที่ ‘บ้านของเพื่อน’ จริง ๆ และค่อย ๆ สำรวจเรื่องราวเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ไปด้วยกันได้เลย
จากบ้านไม้ริมน้ำ
สู่ที่พักบูติกแสนอบอุ่น
จุดเริ่มต้นของ ‘บ้านมณี’ เกิดขึ้นจากความชื่นชอบของคุณรดาที่มักเดินทางไปพักตามบูติกโฮเทลเล็ก ๆ และโรงแรมสไตล์โลคอลที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง ก่อนจะกลายมาเป็นไอเดียในการรีโนเวตบ้านไม้หลังเก่าของครอบครัว จากบ้านที่เคยปล่อยให้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ก็ค่อย ๆ ถูกปรับปรุงและดูแลขึ้นใหม่จนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พร้อมคอยบอกเล่าเรื่องราวและความทรงจำที่สะสมอยู่ในบ้านหลังนี้ให้เพื่อนบ้านที่แวะเวียนเข้ามาได้สัมผัสเรื่องราวเหล่านั้นเช่นกัน
“บ้านหลังนี้เราอยู่มาตั้งแต่เด็ก พอไม่มีใครอยู่ก็ปล่อยทรุดโทรม ช่วงที่คุณพ่อคุณแม่กลับมาดูบ้านเรื่อย ๆ เรากับคุณพ่อก็เลยปิ๊งไอเดียกันว่าอยากทำเป็นบูติกโฮเทลหรือโฮมสเตย์ริมน้ำ เพราะบรรยากาศริมน้ำแบบนี้ในกรุงเทพฯ หาได้ยากแล้ว และเพื่อให้แขกที่มาพักไม่ลำบากเรื่องอาหารการกิน เราจึงตัดสินใจเปิดคาเฟ่ควบคู่ไปด้วย”


“โฉนดที่ดินระบุว่ามีมาตั้งแต่ ร.ศ. 122 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เลยค่ะ บ้านหลังนี้เก่าแก่มาก หน้าตาบ้านก็ถูกปรับเปลี่ยนมาหลายรอบ อย่างตอนที่มีการสร้างเขื่อนริมน้ำ ทางการต้องขอตัดพื้นที่บ้านส่วนที่ยื่นไปในน้ำออก ไม่อย่างนั้นบ้านเราจะอยู่นอกเขื่อนและโดนน้ำท่วมอยู่หลังเดียว”
เราค่อย ๆ เดินสำรวจไปตามคำบอกเล่าของคุณรดา ทำให้ได้สังเกตเห็นรายละเอียดหลายอย่างที่กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้บ้านมณีมีความพิเศษในแบบของตัวเอง

จากบ้านไม้เก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ผ่านการปรับปรุงตามยุคสมัยและการอยู่อาศัยของคนแต่ละรุ่น สิ่งหนึ่งที่คุณรดายังคงเก็บรักษาเอาไว้คือ ‘จั่วของบ้าน’ เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของบ้านเรือนไทยโครงสร้างแบบ ‘เรือนแฝด’ หรือ ‘เรือนหมู่’ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ขณะเดียวกันก็มีการปรับดีไซน์ให้บ้านดูโปร่ง โล่ง และสบายขึ้น ทำให้บรรยากาศของบ้านไม้หลังใหญ่แห่งนี้ดูเป็นกันเองและน่าอยู่ ไม่ได้ให้ความรู้สึกทึบแบบบ้านเรือนไทยเก่า ๆ ทั่วไป
“เราอยากคงความเป็นหน้าตาบ้านเดิมไว้ให้มากที่สุด เช่น โครงสร้างจั่วใหญ่สองอันและจั่วเล็กหนึ่งอัน แต่อยากปรับให้เปิดรับแสงสว่างมากขึ้น มีการเพิ่มความเรียบง่ายแนวมินิมอลเข้ามาผสมผสาน แต่พยายามใช้ของเก่าที่มีอยู่ในบ้านให้เยอะที่สุด ทั้งพื้นไม้เก่า ตู้เก่า และของตกแต่งที่คุณตาคุณยายเก็บไว้ เพื่อให้ได้กลิ่นอายของบ้านที่หาจากที่ไหนไม่ได้ค่ะ ซึ่งเดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักอาศัยของครอบครัวใหญ่ที่มีญาติพี่น้องอยู่รวมกันหลายเจเนอเรชันนับสิบคนเลย”


และนอกจากโครงสร้างของบ้านแล้ว ยังมีอีกมุมหนึ่งที่คุณรดาก็ตั้งใจเก็บเรื่องราวน่ารัก ๆ นี้ไว้เช่นกัน นั่นคือป้ายสีเขียวที่มีข้อความว่า ‘อุดมแพทย์’ ติดอยู่บนผนังชวนสะดุดตา ซึ่งคุณรดาเล่าให้เราฟังว่ามาจากชื่อของคุณตา ‘คุณหมออุดม’ ที่เคยเป็นหมอในโรงพยาบาลศิริราช และยังเป็นสถานที่พบรักกับคุณยายที่เป็นพยาบาล พอท่านเกษียณ เลยมาเปิดคลินิกชุมชนเล็ก ๆ ในบ้านหลังนี้ นั่นคืออุดมแพทย์ที่เราเห็นจากป้ายที่ติดอยู่ สิ่งนี้จึงกลายเป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่สะท้อนความเป็นกันเองของเจ้าของบ้าน พร้อมชวนให้เราได้รู้จักกับเรื่องราวของชุมชนไปพร้อมกัน

การดีไซน์ห้องพักที่สะท้อนตัวตนของ
‘บ้านแห่งอัญมณี’
ก่อนจะมาเป็นชื่อบ้านมณีอย่างในปัจจุบัน ที่นี่เคยถูกเรียกว่า ‘บ้านริมน้ำ’ ตามทำเลที่ตั้งติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เมื่อคุณรดาได้ย้อนกลับไปมองเรื่องราวของผู้คนในบ้านหลังนี้ จึงเกิดไอเดียในการตั้งชื่อใหม่เป็น ‘บ้านมณี’ ที่มีความหมายว่า‘บ้านแห่งอัญมณี’ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของคุณยายทวดและคุณยายของคุณรดา ที่มีชื่อคล้ายกันโดยบังเอิญ
“แต่ก่อนเราเรียกกันเองว่า ‘บ้านริมน้ำ’ แต่มันดูทั่วไปมาก เลยนึกย้อนไปถึงชื่อของคุณยายทวด 3 ท่าน คือ มรกต พลอย ทับทิม และคุณยายชื่อ ชมพูนุท ซึ่งบังเอิญว่าทุกชื่อมีความหมายเป็นอัญมณีทั้งหมด เลยตัดสินใจตั้งชื่อที่นี่ว่า ‘บ้านมณี’ หรือบ้านแห่งอัญมณี”
“เรานำชื่อทั้ง 4 มาตั้งเป็นชื่อห้องพักทั้ง 4 ห้อง และใช้ตั้งชื่อเมนูเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ 4 อย่าง โดยตกแต่งห้องตามโทนสีของอัญมณีนั้น ๆ ด้วย”


ห้องพักของบ้านมณีจึงมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป และเนื่องจากบ้านมณีมีห้องพักเพียง 4 ห้องเท่านั้น บรรยากาศของที่นี่เลยค่อนข้างเงียบสงบและเป็นส่วนตัวมาก แต่ก็ยังคงอบอวลไปด้วยความอบอุ่นทั่วทุกซอกทุกมุมของบ้านไม้หลังเก่าของครอบครัวเช่นเดิม
บริเวณชั้นแรกมีห้องพัก 2 ห้อง ได้แก่ ‘มรกต’ และ ‘ชมพูนุท’ โดยห้องแรกที่เราอยากแนะนำ คือ ‘มรกต’ ห้องพักโทนสีเขียวที่ได้แรงบันดาลใจจากสีของอัญมณีชื่อเดียวกัน ภายในห้องมีพื้นที่กว้าง พร้อมชั้นลอยด้านบน ห้องมรกตจึงสามารถรองรับผู้เข้าพักได้ถึง 4 คน แถมยังมีระเบียงกว้างที่เปิดรับลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้นั่งพัก มองวิว และใช้เวลากับบรรยากาศริมน้ำชิล ๆ ซึ่งห้องมรกตก็ได้กลายเป็นห้องพักยอดนิยมของบ้านมณี และอาจได้เป็น Top 3 ในใจของเพื่อนบ้านหลายคนที่เคยมาพักที่นี่แน่นอน!


ถัดมาคือห้อง ‘ชมพูนุท’ ห้องพักโทนสีเหลืองละมุนที่เหมาะสำหรับผู้เข้าพัก 2 คน มีระเบียงเล็ก ๆ ที่มองเห็นสวนรอบบ้านและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยไม่แพ้กัน ซึ่งความพิเศษของห้องพักทั้งสองห้องในโซนชั้น 1 คือการมีอ่างอาบน้ำไว้ให้แช่ผ่อนคลายกันด้วยนะ


พอเดินขึ้นมาบนชั้นสอง เราจะเจอกับลานกว้างที่เปิดให้ขึ้นมานั่งชมวิวและรับลมชิล ๆ เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ใต้โครงสร้างจั่วหลังคาส่วนหนึ่งของบ้าน จึงให้ความรู้สึกโปร่ง โล่งสบาย และมีลมเย็นพัดผ่านตลอดทั้งวัน
ห้องแรกบนชั้นนี้คือ ‘พลอย’ ห้องพักโทนสีน้ำเงินที่เข้ากับบรรยากาศของที่พักริมแม่น้ำได้อย่างลงตัว รองรับผู้เข้าพัก 2 คน พร้อมระเบียงเล็ก ๆ ที่เปิดรับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาให้ได้นั่งพักและชมวิวแบบเพลิน ๆ

และมาถึงห้องสุดท้าย ‘ทับทิม’ ห้องพักขนาดใหญ่ที่รองรับผู้เข้าพักได้ถึง 4 คน คุณรดาเล่าให้ฟังว่าห้องนี้มักเป็นตัวเลือกของครอบครัวที่พาเด็ก ๆ มาด้วย เพราะห้องนี้ไม่มีระเบียง แต่มีมุมเล็ก ๆ ให้ได้นั่งพักริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับวิวแม่น้ำที่สวยมาก จะมานั่งอ่านหนังสือ นอนเล่นบนเบาะ หรือปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างช้า ๆ ก็ดีไปหมด


คาเฟ่ริมน้ำท่ามกลางชุมชน
นอกจากการเป็นที่พักบูติกริมน้ำแล้ว บ้านมณียังมีคาเฟ่เล็ก ๆ ที่เปิดต้อนรับคนทั่วไป ใครที่ไม่ได้เข้าพักก็แวะมานั่งเล่น จิบเครื่องดื่ม และใช้เวลาไปกับบรรยากาศสบาย ๆ ของบ้านหลังนี้ได้เหมือนกัน เพราะที่นี่มีทั้งเมนูเครื่องดื่มและขนมให้เลือกหลากหลายมาก
ส่วนเมนูที่เราได้ลองในวันนี้ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่หยิบเอาคาแรกเตอร์ของ ‘อัญมณี’ มาเป็นแรงบันดาลใจ เช่นเดียวกับคอนเซปต์ของห้องพักทั้ง 4 ห้อง อย่างเมนู ‘มรกต’ แอปเปิลเขียวปั่นมะนาวที่ให้ความสดชื่นในช่วงหน้าร้อน, ‘ชมพูนุท’ กาแฟหอม ๆ รสชาติละมุนที่ท็อปด้วยดัลโกนา (ขนมน้ำตาลสไตล์เกาหลี) และแผ่นทอง, ‘ทับทิม’ ชาเบอร์รีผสมน้ำทับทิมรสชาติเปรี้ยวหวานลงตัว, และ ‘พลอย’ น้ำมะพร้าวเผาปั่นดอกอัญชันสีฟ้า ท็อปด้วยครีมกะทินุ่ม ๆ ที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์มาก


ความพิเศษของโซนคาเฟ่ คือ ‘หน้าต่างบานใหญ่’ ที่เปิดรับลานบ้านและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้แบบเต็มตา พร้อมมุมนั่งริมหน้าต่างที่เหมาะกับการหยิบหนังสือสักเล่มมาอ่าน จิบเครื่องดื่มเย็น ๆ หรือจะนั่งมองเรือที่แล่นผ่านไปมา ก็เป็นอีกช่วงเวลาที่ช่วยให้เราได้มีวันหยุดที่ดีสุด ๆ
“โซนคาเฟ่เราจะทำเป็นแบบ Indoor ให้หลบฝนได้ และเป็น Pet-friendly สามารถพาน้องหมาน้องแมวมาได้ค่ะ เราตั้งใจออกแบบหน้าต่างให้เป็นเหมือนกรอบรูป เพื่อให้เวลาถ่ายรูปหรือมองออกไป วิวจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาและฤดูกาล ช่วงที่คนจะมาเยอะมากที่สุดคือหน้าหนาวเพราะลมเย็นสบาย และช่วงที่มีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพราะบ้านมณีจะอยู่ต้นขบวนและเห็นวิวชัดมากจนลูกค้าแย่งกันจองเลย”

ประสบการณ์ที่เหมือนได้มาพักใจในบ้านเพื่อน
คุณรดาเล่าให้เราฟังกันเพลิน ๆ ว่าลูกค้าที่ได้ลองแวะมานั่งเล่นที่คาเฟ่ มักจะบอกว่า ‘มาที่นี่แล้วรู้สึกเหมือนมาบ้านญาติหรือบ้านเพื่อน ของตกแต่งเก่า ๆ ของที่นี่ทำให้นึกถึงความหลังในวัยเด็ก’ ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของคุณรดา ที่อยากให้บ้านมณีได้เป็นที่พักใจดี ๆ ของเพื่อนบ้านทุกคน ทั้งในพาร์ทของการเป็นที่พักแสนอบอุ่น และการเปิดร้านคาเฟ่ในโซนด้านล่าง
“ส่วนลูกค้าที่มาพักบูติกโฮเทลของเราก็รู้สึกประทับใจเหมือนกันค่ะ เขาฟีดแบ็กว่า ‘มาแล้วรู้สึกได้รับการต้อนรับที่อบอุ่น’ เพราะด้วยความที่ห้องพักเรามีน้อย เราจึงมีเวลาดูแลแขกได้อย่างเต็มที่และดูแลแบบ Exclusive เลย แขกอยากจะไปเที่ยวที่ไหน เราก็สามารถช่วยจัดแพลนให้ได้ หรือถ้ามีปัญหาอะไรเราก็ช่วยได้หมดเลย”
“หรือบางคนมาพักกับเราแล้วเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดต่อ พอถึงเวลาจะบินกลับประเทศ เขาก็ยอมกลับมานอนพักที่บ้านมณีอีก ทั้ง ๆ ที่การเดินทางเข้ามาที่พักก็ค่อนข้างลำบาก จนเราเองยังสงสัยและถามเขา แต่เขาก็ตอบกลับมาว่า ‘ชอบที่นี่มาก ไปพักมาหลายโรงแรมแล้วก็ยังชอบที่นี่เหมือนเดิม’ แถมยังบอกว่าจะกลับไปแนะนำเพื่อนให้มาพักด้วย พอเราได้ฟังฟีดแบ็กแบบนี้ก็รู้สึกใจฟูมาก ๆ”


อีกหนึ่งความน่ารักของบ้านมณี คือที่นี่ไม่ได้เป็นเพียง ‘บ้านของเพื่อน’ สำหรับลูกค้าที่แวะเข้ามาพักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับผู้คนในชุมชนอีกด้วย
เพราะที่นี่คือบ้านที่คุณรดาเติบโตมาตั้งแต่วัยเด็ก การได้กลับมาเปิดบูติกโฮเทลในบ้านหลังเดิมของครอบครัว จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยเติมเต็มเรื่องราวให้กับชุมชนอีกครั้ง พร้อมส่งต่อโอกาสดี ๆ ให้กับเพื่อนบ้านในย่าน ไม่ว่าจะเป็นการชวนคนรุ่นใหม่ในชุมชนวัดดาวมาทำงานที่คาเฟ่ ไปจนถึงการอุดหนุนขนมและของอร่อยจากฝีมือของแม่ ๆ เพื่อให้บ้านหลังนี้ได้กลับมามีชีวิต และเติบโตไปพร้อม ๆ กับชุมชนริมน้ำแห่งนี้

แวะมาสัมผัสความอบอุ่นของ ‘บ้านมณี’ บ้านที่คุณรดาใส่ความตั้งใจลงไปในทุก ๆ ดีเทลของการออกแบบที่ผสมผสานความทรงจำของบ้าน เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยของทายาทรุ่นปัจจุบัน จนกลายเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและแรงบันดาลใจดี ๆ ที่พร้อมต้อนรับทุกคนให้ได้เข้ามาสัมผัส
เพราะนอกจากจะได้ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของบูติกโฮเทลและคาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ระหว่างทางที่เดินเข้ามาที่นี่ เรายังได้เจอกับความน่ารักจากผู้คนในชุมชนที่คอยทักทายและบอกทางให้เราเหมือนเป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งอีกด้วย
ถ้าใครกำลังมองหาสถานที่ดี ๆ ในกรุงเทพฯ ที่ชวนให้หลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง และใช้เวลาค่อย ๆ ซึมซับไวบ์ที่เรียบง่าย พร้อมเติมพลังใจด้วยความอบอุ่นจากเพื่อนบ้าน ‘บ้านมณี’ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่อยากชวนให้ทุกคนได้ลองมาเยือนสักครั้ง


Baan Manee BKK
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 19.00 น.
Facebook : Baan Manee BKK
Instagram : Baan Manee BKK
Website : Baan Manee BKK
โทร. 091-956-2919
Google Maps