Marionsiam

แบรนด์เสื้อผ้าที่เติมชีวิตชีวาให้ ‘บาติก’ ด้วยเส้นสายและดีไซน์ที่โมเดิร์น

คอลัมน์ Behind The Brand ชวนไปทำความรู้จักกับแบรนด์ Marionsiam แบรนด์เพื่อนบ้านที่หยิบเอา ‘ผ้าบาติก’ มาตีความใหม่ ให้งานคราฟต์กลายเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ง่ายและใส่ได้ทุกวัน ผ่านสีสัน ลวดลาย และความไม่สมบูรณ์แบบของบาติก ที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Marionsiam ครั้งนี้ Neighbors and Friends มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับ ‘คุณแพท-ทยิดา อุนบูรณะวรรณ’ เจ้าของแบรนด์ ถึงสตอรี และแรงบันดาลใจในการทำแบรนด์​

เพราะนอกจากดีไซน์ที่โดดเด่น Marionsiam ยังใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้ผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมสิ่งทอและเทียนที่เหลือจากวัดในอยุธยา มาต่อยอดด้วยเทคนิคใหม่ ๆ ที่ครีเอตรวมกันเป็นชุดสวย ๆ ให้มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

และกิมมิกพิเศษในวันนี้ คุณแพทได้รังสรรค์ผ้าบาติกผืนพิเศษจากเทคนิคและสีตามคอนเซปต์ของ ‘การเข้าสู่ปีที่ 6 ของ Marionsiam’ ให้เราได้ตกหลุมรักและรับแรงบันดาลใจดี ๆ จาก Marionsiam ไปด้วยกัน

แบรนด์ที่อยากให้ทุกคนหลงรัก ‘บาติก’

‘Marionsiam’ (มารียองสยาม) มีความหมายว่า ‘การเป็นที่รัก’ ที่คุณแพทได้รับชื่อนี้มาจากความชอบของคุณพ่อคุณแม่ และชื่อจริง ‘ทยิดา’ ที่หมายถึง ‘เป็นที่รัก’ เช่นเดียวกัน เลยผสมผสานรวมกันเป็นชื่อ Marionsiam ที่อยากให้คนที่พบเห็น ได้รู้สึกตกหลุมรัก ‘บาติก’ ของคุณแพทไปพร้อม ๆ กัน

การทำบาติกอาจเป็นกิจกรรมที่ไกลตัวสำหรับใครหลาย ๆ คน เพราะมีกระบวนการที่ซับซ้อน ทั้งเขียนเทียนลงบนผ้า ย้อมสี ตลอดจนการต้มผ้าเพื่อละลายเทียนออก คุณแพทเลยเล่าให้เราฟังถึงโมเมนต์ในครั้งแรกที่ได้รู้จักกับงานบาติก และค่อย ๆ ผูกพันขึ้นจากการได้ลองทำ

“จริง ๆ ตอนแรกเรายังไม่ได้รู้สึกชอบงานบาติกขนาดนั้น แต่ด้วยความที่เราชอบงาน drawing อยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่ามันลงตัว เพราะเราชอบตอนที่ได้วาดลงบนผ้า มันเหมือนเราได้กลับไปในช่วงที่เราวาดรูปเยอะ ๆ เป็นเหมือนสองอย่างที่เราชอบมารวมกันพอดี นั่นคือความเป็นแฟชั่นและงาน drawing เราเลยรู้สึกว่าบาติกมันอยู่ตรงกลาง มันน่าจะเป็นสิ่งที่เราทำออกมาแล้วทำได้ดีแน่ ๆ”

คุณแพทเริ่มเปิดบทสนทนากับเราด้วยการการเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เริ่มสนใจในงานบาติก ที่ถ้าติดตามอ่านต่อไปเรื่อย ๆ Neighbors and Friends เชื่อว่าเพื่อน ๆ จะต้องตกหลุมรักเสน่ห์ของงานบาติก รวมถึงแบรนด์นี้ด้วยอย่างแน่นอน

เริ่มต้นจากความฝัน

คุณแพทเริ่มต้นด้วยเรื่องราวที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Marionsiam ที่มาจากความสนใจด้านการออกแบบเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ และมีความฝันว่า ‘โตขึ้นอยากเป็นดีไซน์เนอร์’ เป็นแรงบันดาลใจจากการดูรันเวย์แฟชั่นโชว์ทางทีวี ที่กลายเป็นแรงผลักดันให้คุณแพทค่อย ๆ เดินตามความฝันของตัวเองมาเสมอ

“พอเรารู้ตัวว่าชอบ เราก็มุ่งมาทางนี้ตั้งแต่แรกเลย เราพยายามเตรียมตัวตั้งแต่จะเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งใจว่าอยากเข้าแฟชั่นที่จุฬาฯ เราเลยเริ่มเรียนทางด้านดีไซน์แบบจริงจังตั้งแต่ช่วง ม.4 พอสอบติดที่สาขาแฟชั่นดีไซน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เราก็เตรียมตัวเลย เพราะในอนาคตเรารู้แล้วว่าเราอยากเป็นดีไซเนอร์ พอดีกับที่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ว่างอยู่ 6 เดือน เราเลยไปเรียนตัดเสื้อผ้า ตั้งแต่เสื้อ กางเกง ชุดเดรส ชุดสูท เราเรียนทุกอย่างเท่าที่จะเรียนได้”

“เราเริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 1 พอปี 2 เราฝึกงานที่ ‘ดอยตุง’ เรียนเกี่ยวกับเรื่องผ้า พร้อม ๆ กับฝึกงานของแบรนด์ที่ทำงานคราฟต์ ปี 3 เราก็ฝึกงานสองที่เหมือนเดิม คือ L’officiel และดอยตุง ที่รอบนี้เราได้ขึ้นดอยไปทำผ้า ทำเซรามิก เขียนเบญจรงค์ และอีกหลาย ๆ อย่าง มันเป็นช่วงที่เราได้ลองทุกสิ่งทุกอย่าง พอเขาเปิดกว้างกับเรา เราก็มีแรงใจจะทำทุกอย่างเลย เพราะเราเองก็พยายามเปิดรับทุกโอกาสที่เข้ามาเหมือนกัน”

จากธีสิสสู่ Marionsiam

“ที่เคยบอกว่าเราอยากมีโชว์ของตัวเอง อยากเป็นคนที่เดินออกมาแล้วโค้ง โมเมนต์นั้นในครั้งแรก เราได้ทำตอนโชว์ธีสิสของมหาวิทยาลัย เลยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Marionsiam

เป็นความภาคภูมิใจที่เด็กหญิงในวันนั้นได้ทำตามฝันของตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งสิ่งที่ทำให้คุณแพทได้เติมแต่งความฝันของตัวเองได้ ก็คือ ‘บาติก’ หัวข้อวิจัยของคุณแพท นักศึกษาแฟชั่นในตอนนั้น

“เราต้องเลือกหัวข้อว่าเราอยากทำอะไรในการเขียนเล่มวิจัย เราเลยลองหาไอเดียจากงานโอทอป แล้วไปเห็นว่างานหัตถกรรมไทยมันดูน่าสนใจ เทคนิคต่าง ๆ ดูละเอียดมาก แต่ในช่วงนั้นมันค่อนข้างมีความ traditional มาก ๆ ถ้าจะหยิบมาใส่ในชีวิตประจำวันเราก็จะมีความเขินอาย หรือบางทีอาจดูหรูหราเกินไป เราเลยเอาเทคนิคของบาติกมาปรับให้ใส่ในชีวิตประจำวันได้ แต่เปลี่ยนวัสดุ ลวดลาย ดีไซน์ของเสื้อผ้า แล้วกลายมาเป็นหัวข้อวิจัยของเรา”

“แต่เราไม่ได้มีความรู้เรื่องผ้าบาติกมาก่อนเลย และไม่เคยทำลวดลายของผ้ามาก่อนด้วย งานของเราในช่วงก่อนหน้าจะมีความเฟมินีน มีลูกไม้ เพราะเราชอบทำงานกับผ้าที่มีเท็กเจอร์และไม่มีลวดลายเลย แล้วเน้นเรื่องโครงสร้างของเสื้อผ้าแทน เพราะรู้สึกว่าไม่ถนัดทำลายผ้า ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจจากไหนมาทำบาติกในตอนนั้น”

คุณแพทเลยเลือกที่จะเรียนรู้เรื่องราวของบาติกแบบลึกซึ้ง จากครูช่างที่จังหวัดกระบี่และจังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้ความรู้และคำแนะนำตลอดการทำธีสิสของคุณแพท จากการได้ไปเรียนรู้และทำงานที่นั่นเป็นเวลาหลายอาทิตย์ จนกลายเป็นผ้าบาติกที่คุณแพทสามารถครีเอตลวดลายและสีสันในสไตล์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่

“พองานธีสิสจบ คนที่เขามาตรวจงานธีสิสก็พูดกับเราว่า ‘งานที่ออกมามันดูจะทำต่อและขายได้จริง’ เราเลยมีแรงใจขึ้นมาจากตอนแรกที่ยังไม่มีคนเชื่อว่างานของเรามันจะทำออกมาได้จริง ๆ เพราะงานคราฟต์มันใช้คนเยอะ แต่คราวนี้มันอาจจะเป็นข้อดีที่เราได้ไปลงมือทำเอง คนที่สอนเขาก็ตั้งใจสอนเราแบบเต็มที่เหมือนกัน มันเลยทำให้งานเราออกมาดีมาก เราเลยรู้สึกว่าถ้ามันมีโอกาสจะทำได้ดี เราก็อยากลองทำต่อดู”

จากนั้นคุณแพทก็เริ่มทำแบรนด์ Marionsiam มาเรื่อย ๆ และส่งงานธีสิสไปประกวด รวมไปถึงงานแฟชั่นโชว์ต่าง ๆ จนได้มีโอกาสโค้งขอบคุณหลังจบรันเวย์อีกครั้งในงานแฟชั่นโชว์ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย จากนั้นก็กลับมาทำแบรนด์ Marionsiam แบบเต็มตัว

ภาพจำใหม่ของบาติก

ถ้าได้พูดถึงงานบาติกแล้ว ภาพจำของใครหลาย ๆ คนอาจหมายถึงลวดลายของทะเล Marionsiam เลยพยายามสลัดภาพจำนั้นด้วยสีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้ ‘บาติก’ ได้มีภาพจำที่เข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น

“เราใช้แต่เทคนิคบาติกอย่างเดียวในการสร้างลวดลาย แต่สิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่นมันก็คงเป็นเรื่องที่เราพยายามไม่ติดกับภาพจำเดิม เรามองว่าบาติกเป็นเทคนิคที่ใช้เทียนในการกั้นสี แต่เราจะทำยังไงก็แล้วแต่เรา เราเลยพยายามลองดูเทคนิคหลาย ๆ แบบ นอกจากการเปลี่ยนผ้า เปลี่ยนลวดลาย เปลี่ยนตัวสี และโครงสร้างทั้งหมดแล้ว เราก็ยังเปลี่ยนวิธีการในการระบายสีหรือการใช้เทียนด้วย เราลองเทียนหลาย ๆ แบบเพื่อให้มันออกมาแตกต่างกัน ผ้าไหมเราก็ไม่ได้ใช้ไหมแบบเดิมไปตลอด เราพยายามลองเปลี่ยนไหมไปหลาย ๆ แบบ อย่างเช่นไหมทอมือ เปลือกไหม ไหมเรียบ ๆ และไหมที่มีลวดลาย แต่ละอย่างมันก็ทำให้งานของเราออกมาแตกต่างกัน”

โทนสีในแบบ Marionsiam

ในส่วนของโทนสีที่แบรนด์เลือกใช้ ก็มีตัวตนของคุณแพทที่ถูกแต่งเติมเข้าไปอยู่เหมือนกัน แถมเพิ่มเติมความสดใสและความโมเดิร์นด้วยสีเสื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้แต่ละชุดของ Marionsiam มีมู้ดแอนด์โทนที่น่ารัก น่าเราหยิบมาใส่ในทุก ๆ วัน

“จริง ๆ เราแอบเอาความชอบของตัวเองเป็นหลัก โทนทุกอย่างขึ้นอยู่กับความชอบของตัวเองเลย มันก็คล้าย ๆ กับศิลปินวาดภาพที่ทุกคนจะมีพาเลทสีเป็นของตัวเอง ซึ่งเราก็มีเหมือนกัน ทุกอย่างจะยังอยู่ใน pantone เดิมตลอด เราจะไม่ได้หลุดออกไปจากกรอบที่เรามี เวลาเราทำ เราจะเทสต์สีเยอะมาก ๆ พยายามให้ทุกอย่างมันอยู่ในชาร์ตสีของตัวเองตลอดเวลา เราลองหยิบสีนู้นสีนี้มามิกซ์กันบ้าง แต่สีที่เราเคยใช้ก็ยังเป็นโทนของเราอยู่ดี ไม่ได้เปลี่ยนไปตามเทรนด์”

คุณแพทมีเทคนิคการลงสีผ้าอยู่ 2 แบบหลัก ๆ ด้วยกัน นั่นคือการลงสีทั้งผืนและการเพนต์ลงบนผ้า ซึ่งการเพนต์ของคุณแพทจะมีลักษณะเป็น ‘วงกลม’ ที่กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ Marionsiam

“การวาดวงกลมของเรา ถึงแม้จะทำเป็นวงกลมไป มันก็จะไม่ออกมาเป็นวงกลมที่เท่ากัน เพราะการกระจายของผ้าแต่ละชนิดที่ต่างกันออกไป มันทำให้วงกลมไม่เป็นวงกลมเอง สีจะกระจายหากันและกระจายตามเส้นทอ บ้างก็คล้ายรูปข้าวหลาม หรือบางทีเราทำวงกลมออกมาก็จริง แต่มันก็ขึ้นขอบเข้ม ๆ แทน เราเลยคิดว่าการวาดวงกลมออกมาแต่ละครั้ง มันคือการให้เราได้ทดลองกับเนื้อผ้าไปเรื่อย ๆ มันเป็นเรื่องที่จุกจิกมากของบาติก”

“ซึ่งการที่เราชอบทดลอง มันทำให้เราได้เปลี่ยนผ้าแบบใหม่ไปเรื่อย ๆ ถึงเราจะทำแพทเทิร์นแบบเดิม แต่ถ้าเปลี่ยนวิธีการลงสีหรือดีเทลนิดหน่อย มันก็ทำให้เรามีสีเยอะมาก ทีนี้ทุกชุดก็จะมีความต่างกันเล็กน้อย สมมุติวันนั้นเราทำผ้าที่ย้อมในรอบเดียวกันในอุณหภูมิอากาศที่เท่ากัน สีมันก็จะออกมาเหมือนกัน แต่อาจจะมีบางจุดที่ต่างกันนิดหน่อย มันก็จะคล้าย ๆ กับตอนเราวางแพทเทิร์นผ้าที่ไม่ได้เหมือนกันเป๊ะ ๆ”

ลวดลายของ Marionsiam

นอกจากเรื่องสีของชุด เส้นสายและลวดลายที่อยู่บนผ้าบาติกก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะลวดลายของแบรนด์ Marionsiam ถูกครีเอตขึ้นมาใหม่จากภาพจิตรกรรมที่ปรับให้เข้ากับสไตล์ความชอบของคุณแพทเอง

ลวดลายบนผ้าของแบรนด์ Marionsiam มีลวดลายหลัก ๆ อยู่ 2 แบบ คือ ‘ดอกแอนนีโมนี’ (Anemone) และ ‘ดอกแพนซี่’ (Pansy) คุณแพทเล่าให้เราฟังว่า ‘ดอกแอนนีโมนี’ เป็นลวดลายที่ทำมาตั้งแต่ตอนทำธีสิส และถูกตัดทอนมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นรูปแบบที่สมบูรณ์อย่างในปัจจุบัน แถมลวดลายนี้ยังถูกเอาไปทำเป็นบล็อกไม้สำหรับพิมพ์ลงบนผ้าด้วย ส่วน ‘ดอกแพนซี่’ ก็มาจากช่วงโควิดที่คุณแพทได้ปลูกดอกไม้ชนิดนี้ พอเห็นสีน่ารัก ๆ ก็เอามาวาดลงผ้าเล่น ๆ แต่กลายเป็นลวดลายที่คนให้ความสนใจเยอะมาก ๆ เลยเป็นลวดลายที่คุณแพทใช้เทคนิคเขียนเทียนด้วยจันติ้งแบบดอกต่อดอกทั้งหมด

“เราเลยเชื่อว่าผ้าแต่ละผืนของเราไม่มีทางเหมือนกัน มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่เราปั๊มเทียนลงไปบนผ้า ตอนเรากะจังหวะในการปั๊ม จนไปถึงตอนที่เราถมเทียนและลงสี บางช่วงที่เราอาจจะถมเทียนไม่มิดแล้วมีอะไรโผล่ขึ้นมาเล็กน้อย มันก็เป็นดีเทลเล็ก ๆ ที่เป็นเสน่ห์ของงานคราฟต์ อย่างบางทีเราย้อมสีเขียว 2 รอบ สีก็ออกมาไม่เหมือนกัน ขนาดเราเพนต์สีที่ผสมตามสูตรเป๊ะ ๆ แต่สภาพอากาศมันก็ทำให้สีเพี้ยนได้อยู่ดี”

“เราไม่ได้อยากบอกว่าเราขายเสื้อผ้า แต่อยากให้มองว่าเป็นการขายงานศิลปะมากกว่า แต่ละชิ้นมันไม่มีทางออกมาเหมือนกันเป๊ะ เพราะเวลาเราทำไปเราก็ไม่ได้ทำเหมือนเดิม แค่ดูว่าผืนนี้สวยแล้วก็พอ ถ้ายังไม่สวยเราก็เติมเข้าไปอีกเรื่อย ๆ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเราในวันนั้น”

ความ Sustainable จาก Marionsiam

ซึ่งในทุก ๆ กระบวนการการทำผ้าบาติกของคุณแพท ไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือเทียนที่ใช้เขียนลวดลาย ก็ล้วนมีสตอรีและคุณค่าเฉพาะตัวทั้งหมด เพราะคุณแพทให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘Sustainability’ ทำให้ทุก ๆ กิมมิกของแบรนด์ Marionsiam มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

“มีงานที่เราประกวดแล้วได้รางวัลอันดับสองในงาน Creative Textiles Award 2020 ให้ทำแผนธุรกิจในรูปแบบของ BCG Economy Model ตอนนั้นเราก็ได้รู้จักกับพาร์ทเนอร์ที่เขาทำแพลตฟอร์มเอาผ้าเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอมาไว้รวมกัน เขาเลยให้ผ้าตัวอย่างมาทดลอง อย่างผ้าที่เราใช้ตอนนี้ก็เป็นผ้าที่เหลือจากอุตสาหกรรมสิ่งทอเหมือนกัน ของแพทจะมีผ้าสองแบบ เป็นผ้าไหมที่เราใช้ และผ้าฝ้ายจาก moreloop ที่เขาเหลือเป็นผืนหลาย ๆ หลา เราเลยเอาผ้าสีขาวมาย้อมสีเอง เพราะไม่ว่ามันจะขาวแบบไหนก็ไม่เป็นอะไร สุดท้ายเราก็ต้องย้อมสีใหม่ทับอยู่ดี”

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราได้เห็นถึงแนวคิดเรื่องความยั่งยืนของ Marionsiam นั่นก็คือ ‘เทียน’ material ชิ้นสำคัญที่คุณแพทได้เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปในการเอามาใช้งาน

“เพราะเราเป็นธุรกิจเล็ก ๆ เราก็พยายามดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ถึงจะเป็นเทียนบาติกที่ใช้วน ๆ ได้อยู่แล้ว แต่เรารู้สึกว่ามันทำอะไรได้อีก พอคิดไปคิดมาว่าสตูดิโอของเราก็อยู่ที่อยุธยา ที่ที่มีวัดเยอะมาก ๆ เราเลยคิดว่าเขาน่าจะมีเทียนเหลืออยู่เยอะ เราเลยไปคุยดู จากเทียนที่เขาขูดแล้วเอาไปชั่งกิโลขาย ก็กลายเป็นเทียนที่เราเอามาใช้งาน เพราะบางทีมันมีฝุ่นเขาก็ไม่เอาไปใช้ต่อ เราเลยเอามาหลอมรวมกันแล้วใส่เทียนบาติกของเราเข้าไปเพิ่มให้มันยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งมันขึ้นอยู่กับลวดลายที่เราออกแบบด้วย เราต้องเอามาทดลองรวม ๆ กัน ให้มันสามารถเขียนบาติกแบบที่เราต้องการได้”

Photo by Marionsiam

ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมของคุณแพทก็ถือเป็นแรงบันดาลใจน่ารัก ๆ ที่ได้ส่งต่อมาถึงเราผ่านเสื้อผ้าทุกชุดของแบรนด์

“ทีนี้เราเลยเก็บทุกเศษไว้ รวมไปถึงเศษผ้าด้วย เราบอกกับโรงงานเอาไว้เลยว่าหลังจากตัดชุดเสร็จแล้ว ก็ให้เขาช่วยเก็บเศษผ้าเอาไว้ด้วย เพราะเราเสียดายมาก อาจจะเป็นเพราะเราเคยฝึกงานกับดอยตุงที่เขาจริงจังกับเรื่อง waste ตอนเราไปทอผ้า เราเลยได้เห็นว่ามันใช้เวลาขนาดไหนกับการทอผ้า 1 คืบ อันไหนที่ลดได้เราเลยพยายามลด อันไหนไม่จำเป็นต้องใช้เราก็ไม่ใช้ เรารู้สึกว่าแบบนี้มันยั่งยืนกว่า”

คอนเน็กกับเพื่อนบ้านสายคราฟต์

คุณแพทพาแบรนด์ Marionsiam ไปคอนเน็กกับเพื่อนบ้านที่ทำงานคราฟต์ และสร้างเรื่องราวน่ารักและอบอุ่นผ่านผลงานคอลแลบต่าง ๆ เป็นการจุดประกายให้คุณแพทได้สนุกกับการทดลองงานบาติกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

โปรเจกต์ล่าสุดที่คุณแพทได้มีโอกาสไปร่วมงานนั่นก็คือโปรเจกต์ของ UNESCO x SACIT x ICONCRAFT: A Celebration of Thai Artisans and Creative Cities ที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ JANESUDA

“โปรเจกต์นี้เขาอยากให้เราทำผ้าในคอนเซปต์ของวัดพระแก้ว โดยออกแบบแพทเทิร์นชุดมาให้แล้ว เราเลยลองครีเอตดูว่ามันจะสามารถทำได้จริงบนผ้าบาติกได้แค่ไหน เลยลองทำแล้วปรับเป็นโทนสีของเราดู ในส่วนของลวดลายก็เป็นการตัดทอนจากลวดลายที่พบเห็นได้ในวัด ตอนนั้นเราทำบล็อกไม้สำหรับพิมพ์เทียนลงบนผ้าไม่ทัน เราเลยต้องเขียนเทียนเองทั้งหมด”

นอกจากนี้ ก็มีโปรเจกต์อื่น ๆ คือการคอลแลปกับ ‘ดอยตุง’ ที่ได้ทำกระเป๋าผ้าบาติกและย้อมด้วยคราม หรือโปรเจกต์ของ SCG ที่คุณแพททำกระเป๋าจากถุงปูนและรวมเข้ากับผ้าบาติก ก็ล้วนเป็นโปรเจกต์ดี ๆ ที่ทำให้แบรนด์ Marionsiam ได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความท้าทายของ Marionsiam

พอเสื้อผ้าทุกชุดของแบรนด์ถูกทำขึ้นด้วยงานคราฟต์ ความท้าทายในการทำเสื้อผ้าแต่ละชุดเลยมีอยู่มากเช่นเดียวกัน

“สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเราก็คือแรงงาน เพราะแบรนด์ของเรามันเป็นกึ่งงานอาร์ต เลยยากมากถ้าทำกันหลายคน พอเป็นงานบาติก ทุกอย่างมันสามารถผิดพลาดได้ แต่มันอยู่ที่ว่าเรารับความผิดพลาดได้แค่ไหน เพราะเราเชื่อว่าคนที่มาซื้องานเรา เขาก็อยากได้งานที่เราทำ เลยรู้สึกว่ามันยากมาก ๆ เพราะการที่เราทำคนเดียวทั้งหมด ไม่ได้ตอบโจทย์กับงานที่สเกลเยอะอย่างเช่นตอนนี้ เราเลยพยายามให้คนที่บ้านช่วยเรื่องการลงสีบ้าง บางทีถ้าโรงงานตัดชุดให้ไม่ทันเราก็ต้องตัดเองบ้าง”

ปัจจุบันคุณแพทเลยมีผู้ช่วยเป็นคนในครอบครัว ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แบรนด์ Marionsiam ได้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

คอนเทนต์ที่เชื่อมโยงกับลูกค้า

ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งของ Marionsiam คือ ‘คุณพีช-ปรมัตถ์ กาพย์แก้ว’ พาร์ตเนอร์ที่คอยซัพพอร์ต และเปิดรับโอกาสใหม่ ๆ ให้ Marionsiam ได้มีทิศทางที่น่าสนใจด้วยการทำคอนเทนต์ของแบรนด์

คุณพีช : “ผมดูสื่อทั้งหมดของ Marionsiam ทั้งถ่าย ตัดต่อ แพลนคอนเทนต์ โดยหลัก ๆ เราจะวาง position ไว้สามอย่าง คือ Cozy – Authentic – Storytelling เพราะแบรนด์มีสตอรีที่แน่นอยู่แล้ว เราแค่นำเสนอออกไปให้มันเป็นตัวเขาจริง ๆ อย่างพอมันเป็นงานคราฟต์ ขั้นตอนมันนานมาก ๆ เราเลยถ่ายให้เห็นบรรยากาศจริง ๆ”

คุณแพท : “เราอยากให้คนที่เขาดูเรา ได้รู้สึกว่ากำลังอยู่ในนั้นด้วย ให้เป็นส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกันไว้ เราไม่อยากทำให้มันรู้สึกว่าเป็นงานขายของ อยากให้คนที่ซื้องานเราเขาซื้อเพราะชอบในงานและตัวตนของเรามากกว่า เพราะมันทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมามันตอบโจทย์ ทำให้คนเข้าใจงานเรามากขึ้นกว่าเดิม ชอบและรักงานของเราไปด้วย ยิ่งช่วงหลัง ๆ ที่เราได้ทำคอนเทนต์เรายิ่งรู้สึกแบบนั้น”

เป็นเรื่องราวเบื้องหลังที่ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในตัวโปรดักต์ทุก ๆ ชิ้น กลายเป็นสตอรีดี ๆ ที่ทำให้คนอยากเล่าถึงแบรนด์แทนคุณแพทและคุณพีช เหมือนเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไปด้วย

คุณพีช : “เรารู้สึกว่าพอเราใช้ storytelling หรือการเล่าเรื่องเข้ามาช่วย มันเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับวิดีโอ แทนที่วิดีโอมันจะมาตามเทรนด์แล้วก็ไป แต่อันนี้คือทุกคนสามารถจำเรื่องราวของวิดีโอได้แล้ว มันกลายเป็นว่าพอเขาเห็นแบรนด์เราเขาสามารถพูดมาได้เลย อย่างเช่น ‘อันนี้เป็นเทียนที่มาจากวัดนะ’ ‘ลายนี้เป็นภาพจากฝาผนังนะ’ เรื่องราวเหล่านี้เราตั้งใจจะใส่เข้าไปในคอนเทนต์เพื่อให้คนจำแบรนด์ได้”

คุณแพท : “พอตอนนี้ที่เรามีพีชมาช่วย มันก็เหมือนได้มีคนมาคอยบอกเราว่า ‘เธอ อันนี้ไม่ปกติ เธอต้องเอาอันนี้ไปพูดถึงนะ’ เพราะบางทีเราทำจนเราเคยชิน มันเลยทำให้เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมามันแตกต่างจากคนอื่นยังไง เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่น่ารักมาก เราอยากให้แบรนด์ดูเป็นมนุษย์ ถ้าอยากดูอะไรสบาย ๆ ก็แวะมาดูคอนเทนต์เราได้”

ถ้าอยากติดตามเรื่องราวของแบรนด์ที่คุณแพทและคุณพีชเป็นคนรังสรรค์เพิ่มเติม ก็เข้าไปดูได้ในช่องทาง Youtube ของ @marionsiam ได้เลย! 

Workshop ของ Marionsiam

นอกจากคอนเทนต์ที่เล่าถึงสตอรีของแบรนด์แล้ว Marionsiam ยังมีเวิร์กชอปที่จัดขึ้นทุก ๆ เดือน เพื่อให้คนได้มาเอนจอยกับการทำบาติก ถือเป็นการได้คอนเน็กแบรนด์เข้ากับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

“เราชอบคุยกับลูกค้าเวลาที่เราไปออกบูธ เวลาเราคุยไปเรื่อย ๆ เขาก็จะรู้สึกว่าอยากลองทำดูบ้าง ยิ่งเราทำคอนเทนต์ออกไปเขาก็อยากเป็นส่วนร่วมกับเรา หรือบางคนที่เขาหากิจกรรมทำผ่อนคลายในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พอได้ลองเปิดสอนเวิร์กชอป ทำให้เราได้เห็นว่าทุกคนดูตั้งใจอยากทำมาก ๆ เราเลยรู้สึกว่าเราอยากตั้งใจสอนด้วยเหมือนกัน”

“สิ่งที่เราเตรียมไว้ให้คือเราเขียนเทียนลงบนผ้าแล้ว แต่ถ้าใครอยากลองเขียนเราก็จะมีเฟรมแยกไว้ให้ต่างหาก เพราะสำหรับคนที่มาทำครั้งแรก เขาก็อาจจะกลัวและไม่กล้าทดลองอะไรใหม่ ๆ เราเลยให้เขาลองเขียนจันติ้งดูก่อน ถ้ามันจะเละก็ปล่อยให้มันเละไป พอยิ่งคนได้ลองเขียน ลองทำด้วยตัวเอง เขายิ่งได้เรียนรู้และภูมิใจในงานตัวเองไปด้วย”

คุณแพทเล่าให้เราฟังต่อว่าคนที่มาเรียนเวิร์กชอปที่นี่ มีทั้งคนที่ทำบาติกเป็นครั้งแรกและคนที่ไม่เคยทำงานศิลปะมาก่อนก็มี แต่คอนเทนต์ของ Marionsiam ก็เป็นเหมือนตัวเชื่อมโยงอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ลูกค้าหลายคนอยากมาลองเรียนกับคุณแพท ที่เป็นได้ทั้งกิจกรรมครอบครัว หรือจะเป็นกิจกรรมฝึกสมาธิก็ได้

ปีที่ 6 ของ Marionsiam

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Marionsiam ก็ยังเป็นแบรนด์ที่หลงใหลในงานบาติก และถ่ายทอดออกมาเป็นสไตล์เฉพาะตัวของคุณแพทอยู่เสมอ และเมื่อเข้าสู่ปีที่ 6 คุณแพทก็ได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจนั้นให้เราได้เห็นผ่านการเพนต์บาติก พร้อมเล่าว่าการเข้าสู่ปีที่ 6 ไม่ได้ทำให้แกนหลักของแบรนด์ Marionsiam เปลี่ยนไป แต่มีความพิเศษที่เพิ่มเข้ามาคือ ‘การออกนอกกรอบ’ แม้จะมีลวดลายของดอกแอนนีโมนีที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เทคนิคในการลงสีบนผ้าก็ดูแปลกตาไปจากเดิม

“คอนเซปต์ของปีที่ 6 คือเราจะเป็นตัวเราเหมือนเดิม ทุกอย่างยังเป็นเราเหมือนเดิม โทนสีและทุก ๆ อย่าง แต่ความแตกต่างจากเดิมคือเราจะออกนอกกรอบมากขึ้น จะออกจากความเป็นกรอบของความเป็นเรา เราจะเปลี่ยนไปทำพวกงานไลฟ์สไตล์มากขึ้น ทำเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ แล้วลองดูว่าสิ่งที่เรายังมีเหลืออยู่ หรือวัตถุดิบทุกอย่างที่เรามี มันสามารถมาพัฒนาต่อยังไงได้บ้าง ซึ่งการระบายรอบ ๆ ดอกก็ถือเป็นการออกนอกกรอบความคิดแบบเดิม ทำสิ่งที่เราไม่เคยทำออกมา แต่ปีแรกเป็นยังไง ปีที่หกก็เป็นแบบนั้น ผ่านไปไวมาก ๆ เรารู้สึกว่าเราทำมาแป๊ปเดียวเอง”

ส่วนสีที่คุณแพทกำลังเพนต์อยู่ ก็คือสี ‘sunset’ เป็นแพลนในอนาคตที่คุณแพทกำลังสนใจสีของท้องฟ้าที่มักหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายเป็นประจำ

โปรเจกต์จากผ้าเหลือใช้

“ด้วยความที่เราเป็นคนประหยัดมาก ๆ ทีนี้ผ้าของเรามันจะมีข้อจำกัดด้วยขนาดของเฟรม เราก็ต้องตัดผ้าเป็นชิ้นก่อนเอามาทำบาติก เพราะฉะนั้นกระบวนการที่เราทำส่งโรงงาน มันก็ต้องมีเศษผ้าเหลืออยู่ ไม่ว่าจะตัดดีแค่ไหนยังไงก็จะมีเหลือประมาณ 30-40%”

“เราเลยคิดว่าจะเอามาทำอะไรดี เพราะบางทีเราย้อมสีผ้าออกมาไม่เหมือนกันบ้าง เอามาตัดเป็นชุดก็ไม่ได้อีก เราเลยเอาเศษผ้านั้นมาไดคัทเป็นชิ้น ๆ แล้วจะทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ อาจเป็นที่รองแก้ว หรือถ้าเป็นโคมไฟที่เอามาประกอบกันก็คงจะน่ารักดี เพราะแต่ละชิ้นมันไม่เหมือนกันเลย เราเลยบอกให้เขาส่งโรงงานปักแล้วแรนด้อมสีด้ายมาให้ หรืออาจจะเอามาต่อกันเป็นชุดก็ได้ เรามั่นใจมากว่ามันสวยแน่นอน! ของที่เราจะขายก็จะมาเพิ่มอีกจำนวนมาก”

คุณแพทเองก็ได้ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ของชุด ให้สามารถใช้ผ้าแต่ละผืนได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด

“เพราะมันเป็นเศษผ้าที่ชิ้นใหญ่มาก ๆ การย้อมแต่ละครั้งสีก็ไม่เหมือนกัน แต่พอได้รู้ที่มาของผ้าเราจะไม่กล้าทิ้งเลย อย่างผ้าผืนนี้ คนที่ทอผ้าเป็นคุณยายอายุ 80 ปีที่ทอไหมทอมือเอง แต่ละอันเขาเก็บเส้นได้เนี้ยบและละเอียดมาก เท็กเจอร์ผ้าเป็นแบบเส้นไม่เสมอกัน มันเลยออกมาสวยมาก ๆ สำหรับเรา เราเลยตั้งใจจะไม่ทิ้งเลยไม่ว่าจะเหลือเศษน้อยแค่ไหนก็ตาม”

“ตอนหลังมาเราเลยพยายามทำดีไซน์ที่มันปรับได้ ผูกได้ ไซซ์มันจะได้ไม่ต้องแน่นอนมาก อย่างเบลสเซอร์ของเราก็เป็นแบบฟรีไซซ์ อาจจะดูเหมือนตัวเล็ก แต่จริง ๆ รอบอกได้ถึง 45 นิ้ว เราเลยอยากให้ทุกคนได้ลองก่อน เพราะใส่ได้จริง ๆ”

ความประทับใจจากลูกค้า

พอเราได้ฟังเรื่องราวดี ๆ จากคุณแพทและคุณพีช ทำให้เราเชื่อได้เลยว่าชื่อ ‘Marionsiam’ ที่คุณแพทตั้งใจอยากทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รักของทุก ๆ คนก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

คุณแพท : “มีหลายโมเมนต์ที่ทำให้เรารู้สึกดีมาก ๆ กับการตอบรับของลูกค้า อย่างน้อง ๆ นักศึกษาที่เอาไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำธีสิส และมีน้องที่ชอบงานเรามาก ๆ จนอยากมาทำงานด้วยกัน แต่เพราะเราไม่ได้รับพนักงาน เขาเลยเลือกมาเรียนทำเวิร์คชอปกับเราแทน หรือตอนนั้นที่เราไปพูดที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทุกคนก็กรูเข้ามาแล้วพูดกับเราว่า ‘หนูตามแบรนด์อยู่นะคะ หนูจำแบรนด์พี่ได้ หนูอยากจับของจริงมานานแล้วค่ะ’ แล้วทุกคนก็จับชุดผ้าไหมที่เราใส่ไปวันนั้น”

คุณแพท : “คนส่วนใหญ่เขาก็ติดตามเรามาตั้งแต่ตอนทำธีสิสเลย แล้วเขาก็บอกว่า ‘เขารู้สึกว่าเขาได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับเรา’ ในสมุดที่เราเอาไปวางไว้ที่ exhibition ของเรา ก็มีประโยคที่เราจำได้ขึ้นใจที่ถูกเขียนเอาไว้ว่า ‘ตอนแรกเดินผ่านไปแล้ว แต่มันสวยจนต้องเดินกลับมาอีกรอบแล้วมาเขียนให้ เพราะชอบมากจริง ๆ’ มันเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่มีมาอยู่เรื่อย ๆ อย่างตอนที่เราไปออกบูธแล้วมีคนมาคุยด้วย เขาก็บอกว่าติดตามมาตั้งแต่คลิปแรก แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวของเราให้เพื่อนเขาฟังต่อ”

คุณพีช : “เหมือนเขามางานนั้นแล้วเขาก็เดินมาหาเรา มันเป็นเรื่องราวที่ประทับใจมาก ๆ”

ใครที่สนใจอยากลองสัมผัสเนื้อผ้าของชุดสวย ๆ ก็สามารถไปลองได้ที่ Central Park Bangkok ในโซน Hug Craft และที่ Gaysorn Amarin ซึ่งในเร็ว ๆ นี้คุณแพทก็กำลังเตรียมตัวเปิดพื้นที่บ้านสวนที่จังหวัดอยุธยา ให้กลายเป็นหน้าร้านรอต้อนรับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงเป็นสถานที่สำหรับจัดเวิร์กชอปอีกด้วย ถ้าอยากพูดคุยกับคุณแพทเพื่อรับแรงบันดาลใจดี ๆ เพิ่มเติม ก็ติดตามอีเวนต์ถัดไปของแบรนด์ได้ที่ช่องทาง Instagram marionsiam หรือเว็บไซต์ของ Marionsiam ได้เลย!

IT MIGHT INSPIRE YOU

WA.Sculpture Studio

แบรนด์พระพิฆเนศบนฐานเมฆ ที่อยากดีไซน์ให้คนเห็นแล้วมีความสุข

Hoya Barkery

ขนมน้องหมาแบรนด์ไทยที่เอาใจน้องหมาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ และถูกใจพ่อหมาแม่หมาด้วยราคาที่เป็นมิตร

The Warehouse Talat Noi

โกดังเก่าย่านตลาดน้อย คอมมูนิตี้ของคนรัก Art Food Music

Local Made Goods

แบรนด์สตรีทแวร์ที่หลงใหลในความคราฟต์ และเชื่อว่าอะไรง่าย ๆ 'มันไม่สนุก'