เคยมีความรู้สึกนี้บ้างไหม บางสถานที่เราอาจเคยนั่งรถผ่านแค่ไม่กี่วินาที แต่เสน่ห์บางอย่างกลับดึงดูดให้เราจ้องมองมันจนลับสายตาไปทุกครั้ง หรือบางสถานที่ที่เราเคยเชยชมและมีความผูกพันกับมัน กระทั่งวันหนึ่งสถานที่เหล่านี้กลับถูกรื้อถอนราวกับความสง่างามที่อยู่เหนือกาลเวลามาหลายสิบปีต้องพังทลายลงไปในพริบตา
จะมีช่างภาพสักกี่คนที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นแล้วตระเวนถ่ายภาพตึกสวย ๆ มาแล้วทั่วประเทศและในอีกหลายประเทศ จนเรียกได้ว่าเขาคือช่างภาพที่ถ่ายทอดมุมมองความสวยงามออกมาได้ราวกับเป็นส่วนหนึ่งกับอาคารนั้น
Neighbors and Friends มีโอกาสแวะไปเยี่ยมเพื่อนบ้านที่ Vanich House เพื่อชมนิทรรศการ Vanishing Bangkok ของช่างภาพสถาปัตยกรรม ‘พี่เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย’ ที่หลงใหลในตึกเก่ายุคโมเดิร์นและส่งต่อแพสชันผ่านเพจ Foto_momo พร้อมพาทุกคนมาดูเบื้องหลังการจัดนิทรรศการครั้งนี้ แล้วมานั่งพูดคุยกับพี่เบียร์แบบลงลึกกันในคอลัมน์ Art People ถึงเทคนิคการถ่ายภาพ กระบวนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ รวมทั้งประสบการณ์สนุก ๆ จากการลงพื้นที่ไปถ่ายภาพของพี่เบียร์ ไปจนถึงความรู้สึกนึกคิดของพี่เบียร์ต่อชะตากรรมอันน่าใจหายของหลาย ๆ ตึกที่ต้องถูกทุบทิ้งและคงเหลือไว้แค่ความทรงจำที่บันทึกไว้ในภาพถ่าย


จุดเริ่มต้นอาชีพช่างภาพสถาปัตย์ฯ
ก่อนอื่นเราขอแนะนำเพื่อนบ้านคนนี้กันสักหน่อยว่า พี่เบียร์เริ่มต้นทำอาชีพช่างภาพสถาปัตยกรรมได้อย่างไร
“จริง ๆ ชอบมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้วครับ พี่เรียนจบสถาปัตยกรรมไทยเราก็จะเรียนออกแบบพวกงานอาคารที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทย แล้วด้วยเนเจอร์ของเด็กสถาปัตย์ฯ จะชอบพกกล้องอยู่แล้ว เราก็ชอบถ่ายรูปมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้วแหละ แต่ยังไม่ได้มีเป้าหมายว่าเราจะเป็นช่างภาพ”
“พอจบมาทำสถาปัตย์ฯ อยู่หนึ่งปี เรารู้สึกว่าไม่ค่อยชอบ แต่ว่าชอบทำหนังสือก็เลยไปสมัครกอง บก. เราก็ได้ทำทุกอย่าง ไปสัมภาษณ์ ถอดเทป เขียนบทความ จัดอาร์ตเวิร์ค แต่ว่าเราอยากถ่ายรูปเลยพยายามพาตัวเองเข้าไปถ้ามันมีหน้าที่ในการถ่ายรูปบ้านเอามาลงหนังสือ เราก็เริ่มฝึก เริ่มเรียนรู้จากตรงนั้น”
“พอฝีมือเรามันเริ่มเข้าที่เข้าทางก็มีจ๊อบให้ไปถ่ายงานออกแบบบ้าง งานบ้านบ้าง ตอนนั้นช่างภาพสถาปัตยกรรมมันมีไม่มาก เราก็เป็นฟรีแลนซ์อิสระไม่ได้เข้าสังกัดแมกกาซีนอะไร พอเริ่มรู้สึกว่ามันยึดเป็นอาชีพได้ก็รับแต่งานถ่ายรูปอย่างเดียวเลย”

แรงบันดาลใจของ Foto_momo
เส้นทางของเด็กสถาปัตย์ฯ สู่ช่างภาพสถาปัตย์ฯ นำพาให้พี่เบียร์ได้มารู้จักกับตึกโมเดิร์น ซึ่งในตอนแรกเขาเองก็ไม่ได้คุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมยุคนี้เท่าไหร่นักด้วยความที่เรียนมาทางด้านสถาปัตยกรรมไทย แต่พอพี่เบียร์ได้ลองขยับเข้ามาใกล้แล้วค่อย ๆ มองตึกเหล่านี้ผ่านเลนส์กล้อง พี่เบียร์จึงได้เห็นความงามในอีกแง่มุมที่น่าค้นหา ผนวกกับในช่วงแรก ๆ ยังไม่ค่อยมีคนไทยให้ความสำคัญกับสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้ พี่เบียร์จึงอยากเก็บเอาคุณค่าและความประทับใจเหล่านี้มาแบ่งปันเพื่อน ๆ และเมื่อเห็นว่ามีผู้คนสนใจมากมายก็ตัดสินใจเปิดเพจ Foto_momo ขึ้นเมื่อประมาณ 7-8 ปีที่แล้ว
“จริง ๆ พี่เรียนสถาปัตย์ฯ ไทยจะไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับตึกพวกนี้ลึกนัก แต่มันทำให้เราชอบประวัติศาสตร์ ชอบเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะต่าง ๆ ว่ามันมีที่มาที่ไปยังไง แบ่งยุคสมัยยังไง หรือการเชื่อมโยงกับภูมิภาคต่าง ๆ พอเราเจอตึกพวกนี้ความประทับใจแรกเป็นเรื่องรูปทรง แล้วก็แสงเงาที่ถ่ายรูปออกมาสวย เพราะแรก ๆ เราถ่ายวัดถ่ายวังมาตลอดมันก็จะอ่อนช้อยดูพริ้ว แต่พอมาเจอคอนกรีตดิบ ๆ ผิวหยาบ ๆ มันดูเท่ดี”
“แล้วเราเห็นความสามารถของสถาปนิกไทยว่าอาคารแบบนี้มันเจ๋งดีในยุคนั้น ความคิดเบื้องหลังการออกแบบของเขาค่อนข้างล้ำสมัยมาก แต่ทำไมคนไม่ค่อยพูดถึงกัน เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วมันยังไม่ได้มีกระแสมากเมื่อเทียบกับสถาปนิกต่างชาติ เราคิดว่าสถาปนิกไทยก็มีศักยภาพทัดเทียมกันแต่มันไม่ถูกยกขึ้นมาให้เด่น เรารู้สึกว่ามันน่าจะมีใครทำอะไรสักอย่างกับตึกพวกนี้”
“ชื่อเพจ ‘Foto_momo’ มันย่อมาจาก Fotograph of Modern Movement ที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘Docomomo’ (Documentation and Conservation of Buildings, Sites, and Neighborhoods of the Modern Movement) เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ตึกพวกนี้ในทั่วโลก โดยจะมีสมาชิกประเทศเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งเขามีฐานข้อมูลเยอะมาก เราอยากเริ่มทำของตัวเองบ้าง แต่เราไม่ได้เก่งหรือมีกำลังคนมากพอที่จะไปเก็บข้อมูลขนาดนั้นก็เลยใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อครับ”

นิยามของตึกยุคโมเดิร์น
หากเพื่อน ๆ บังเอิญไปเจออาคารเก่าที่หน้าตาแปลก ๆ แล้วคิดว่าตึกนี้น่าสนใจจัง เราก็อยากชวนมารู้จักกับสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าโมเดิร์นคือความเป็นสมัยใหม่แล้วไปนึกถึงตึกสูงระฟ้า พี่เบียร์จึงอธิบายถึงคำว่า ‘โมเดิร์น’ ในวงการสถาปัตย์ให้เราเข้าใจกันง่าย ๆ
“คาแรคเตอร์ของตึกโมเดิร์นถ้าเห็นเป็นรูปธรรมมันคือวัสดุ เช่น คอนกรีตที่เป็นวัสดุล้ำสมัยในยุคนั้น แล้วก็ลดทอนองค์ประกอบต่าง ๆ จากสมัย Art Nouveau ให้เรียบง่ายขึ้น มีรูปทรงที่เป็นปริมาตรชัดเจน โดยโมเดิร์นยุคปลาย ๆ ก็แยกออกไปเป็นสไตล์ Brutalism เบื้องหลังการออกแบบอีกอย่างคือ ความเป็นสากล (International Style) ที่ไม่ได้อ้างอิงกับวัฒนธรรมชาติใดชาติหนึ่ง เพราะฉะนั้นโมเดิร์นทั่วโลกมันก็จะไม่เชื่อมโยงไปกับภูมิประเทศ แต่ว่าเมื่อแต่ละประเทศรับไปแล้ว มันอาจจะเอาความเป็นไทยหรือความเป็นภูมิภาคนั้น ๆ เจือเข้าไป”
สิ่งที่เราเรียนรู้มาจากพี่เบียร์อีกอย่างคือความเป็นโมเดิร์น มันเข้ามาพร้อมสังคมที่กำลังก้าวไปข้างหน้า จากอาคารยุคแรก ๆ ที่เป็นตึกแถวหรือตึกที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่พอเทคโนโลยีมันช่วยให้สร้างอาคารได้ใหญ่ขึ้น ในเมืองก็จะเริ่มมีอาคารประเภทต่าง ๆ ที่เป็นสาธารณะเกิดขึ้น เช่น โรงหนัง โรงแรม อาคารราชการใหญ่ ๆ โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดแคมปัสต่าง ๆ ขึ้นทั่วทุกภูมิภาค สะท้อนความก้าวหน้าทางการศึกษาในสมัยนั้นที่เปิดโอกาสให้คนไทยมีการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงอยากจะเริ่มสังเกตตึกรามบ้านช่องรอบตัว ซึ่งพี่เบียร์ก็ช่วยแนะนำสถาปนิกไทยในยุคนั้นที่มีผลงานการออกแบบอาคารที่โดดเด่น ท่านแรกก็คือ ‘อ. อมร ศรีวงศ์’ ที่ออกแบบ ‘ตึกฟักทอง’ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ ‘ตึกกลม’ ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อีกหนึ่งท่านคือ ‘อ. รังสรรค์ ต่อสุวรรณ’ ที่ออกแบบตึกธนาคารกสิกรทั้งหลาย และโรงพิมพ์ผ้าปีนังที่มีหน้าตาเหมือนแก้วแชมเปญในย่านทองหล่อ
ถ้าใครอยากรู้จักตึกโมเดิร์นมากกว่านี้พร้อมกับชมภาพสวย ๆ ก็ไปติดตามพี่เบียร์ที่เพจ Foto_momo กันได้เลย!

Photo by Foto_momo
เทคนิคถ่ายภาพสถาปัตย์ฯ ให้สวย
เชื่อว่าเพื่อน ๆ คงตามไปส่องเพจ Foto_momo ของพี่เบียร์ หรือได้เห็นผลงานของพี่เบียร์ผ่านตากันมาบ้างแล้ว สิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายของพี่เบียร์สะดุดตาจนเราต้องหยุดสไลด์จอมือถือเพื่อดูทีละภาพ น่าจะเป็น ‘เส้น สมมาตร แสงเงา’ 3 คีย์เวิร์ดในการถ่ายภาพสถาปัตย์ฯ ซึ่งพี่เบียร์ให้ความสำคัญในทุก ๆ ครั้งที่ลั่นชัตเตอร์
เทคนิคอย่างแรกคือมุมมองในเชิงสถาปัตย์ฯ ซึ่งการถ่ายภาพเป็นซีรีส์ก็ควรจะประกอบไปด้วยภาพหน้าตรง ภาพด้านข้าง ภาพเฉียง และภาพกว้างที่ทำให้เห็นบริบทรอบ ๆ ตัวอาคาร เพื่อให้คนดูจินตนาการออกว่าบรรยากาศโดยรอบเป็นอย่างไร หรือสถานที่จริงมีขนาดใหญ่โตแค่ไหน และนอกจากภาพรวมแล้วก็ต้องเจาะองค์ประกอบของอาคารที่น่าสนใจด้วย เช่น ฟาซาดที่มีเงาตกกระทบ
พี่เบียร์ได้แชร์เทคนิคในการถ่ายทอดความงามของแต่ละอาคาร ไปจนถึงการสื่ออารมณ์ของสิ่งปลูกสร้างราวกับว่ามันมีชีวิต
“ถ้ารู้แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบก็จะทำให้การทำงานมันสนุกขึ้น สถาปนิกเขาคิดยังไง ถ้าเราสามารถมองทะลุถึงภาษาทางสถาปัตยกรรมก็จะทำให้เราคุยภาษาเดียวกับสถาปนิก แล้วก็ตีความเป็นภาพที่สื่อออกมาให้คนดูได้รู้ด้วย อีกอย่างคือมันจะอารมณ์เหมือนถ่ายผู้หญิงที่เขาจะมีมุมสวยของเขา อาคารก็มีมุมสวยของเขาเหมือนกัน อาจจะเป็นด้านซ้าย ด้านขวา หรือด้านหน้า นอกจากมุมสวยก็มีเรื่องของอารมณ์ เราไม่สามารถบังคับอาคารให้ยิ้มได้ อารมณ์มันจะสื่อออกมาผ่านแสงเงา วัสดุมันวาวหรือคอนกรีตหยาบ รวมถึงบรรยากาศรอบ ๆ เช่น ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับอาคารยังไง”
แสงเงามีส่วนสำคัญมากในการสร้างมูดโทนของภาพ ดังนั้นช่างภาพจึงต้องเช็กเรื่องทิศและวางแผนเรื่องเวลาว่าต้องการแดดเช้า สาย บ่าย หรือเย็น
“มันต้องอาศัยการรอคอยนิดนึง เราไม่สามารถไปจัดแสงใหญ่โตในอาคารได้ มันก็ต้องพึ่งพาธรรมชาติ บางอาคารเราไม่ได้ไปครั้งเดียวจบ บางที่เราไปซ้ำบ่อยมาก ด้วยความชอบส่วนตัวก็คิดว่าเป็นคนบ้าระดับหนึ่งถึงไปได้ไม่เบื่อ แล้วไปผิดเวลาก็มี เช่น ไปถึงแล้วเจอตลาดนัดด้านหน้าซึ่งเราอยากได้อาคารเพียว ๆ ก็ต้องไปใหม่ บางทีไปแล้วเจอคน เจอรถจอด เราก็ต้องวางแผนซึ่งขั้นตอนการเตรียมตัวมันจะช่วยเราได้”


Photo by Foto_momo
สืบค้นข้อมูลและเสาะหาโลเคชัน
ความยากและความสนุกของการถ่ายภาพตึกโมเดิร์นคือขั้นตอนการสืบค้นข้อมูลและเสาะหาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปในช่วงแรก ๆ ที่พี่เบียร์เพิ่งเริ่มทำเพจ Foto_momo เขาใช้คำว่า “งมเข็มในมหาสมุทร” เลยทีเดียว
“แหล่งข้อมูลที่ดีก็มีพวกแมกาซีน หรือวารสารเกี่ยวกับสถาปัตย์เก่า ๆ ถ้าเป็นอาคารดัง ๆ มันมักจะถูกตีพิมพ์ตามหนังสือหรือสื่ออะไรอยู่บ้าง แต่อันที่มันหายาก ๆ คือข้อมูลของอาคารที่ no name แล้วเราไปเจอว่ามันมีแบบนี้ด้วย เราก็อาศัยเพื่อนฝูงรอบ ๆ ตัวนี่แหละที่บางทีเขาไปเที่ยวแล้วบังเอิญเจอก็มาโพสต์ หรือบางทีก็ดูจากในหนังแบบเห็นผ่าน ๆ ตาว่านี่มันตึกอะไรแบบนี้ก็มี”
“อีกวิธีคือ Google Street View ก่อน มันจะมีหลักการว่าต้องซูมดูตรงไหน เช่น ไปตามเมืองต่าง ๆ จังหวัดต่าง ๆ อำเภอต่าง ๆ ที่ต้องมีแน่ ๆ คืออาคารพาณิชย์สวย ๆ อยู่ตามสี่แยกในย่านเศรษฐกิจ กลุ่มนั้นก็จะรายล้อมไปด้วยโรงหนัง ธนาคาร ก็จะเรียงรายกันไป หรือจากสถานีรถไฟที่เป็นการคมนาคมจากเมืองหลวงเชื่อมต่อไปยังหัวเมือง เราก็ซูมดูไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีไกด์ไลน์บางอย่างอยู่ แต่อันที่ไม่มีไกด์ไลน์ เช่น บ้านคน เพราะว่าบางมุม Google Street View มันก็ดูไม่ได้ บางทีเราขับรถไปแล้วฟลุกเจอก็มี”

เตรียมอุปกรณ์พร้อมลงพื้นที่
อีกหนึ่งสิ่งที่มักจะมีเพื่อน ๆ คอมเมนต์ถามในเพจ Foto_momo คือ “พี่เบียร์ใช้อะไรถ่ายคะ ภาพสวยจัง” เราจึงแอบมา unbox กล่องเก็บอุปกรณ์ของพี่เบียร์ว่าเขาพกอะไรไปถ่ายรูปบ้าง
พี่เบียร์หยิบเลนส์ Shift ออกมา ซึ่งเป็นเลนส์ Perspective Control ที่เป็นเลนส์เฉพาะทางสำหรับถ่ายสถาปัตยกรรม ทำให้ได้ภาพตึกที่มีเส้นสายในเชิงสถาปัตย์ฯ ที่ถูกต้อง
เรายังสงสัยอีกว่าแล้วเวลาออกไปถ่ายสถานที่จริง ๆ พี่เบียร์พกอุปกรณ์ไปเยอะแค่ไหน
“พี่เป็นช่างภาพ 2 แบบ ถ้าถ่ายภาพจริงจังก็ต้องมี 2-3 คน มีขาตั้งกล้อง แต่ถ้าเป็นงานอดิเรกแบบนี้ เราก็จะไม่ได้เอาอุปกรณ์ไปใหญ่โต ถ้าใช้ขาตั้งกล้องได้ก็ใช้ แต่ถ้าไม่ใช้เราก็พยายามให้มันคล่องตัวเพื่อบันทึกภาพเฉพาะหน้าให้ได้จะดีกว่า บางทีถ้ามันใหญ่โตเกินไปก็โดนไล่มาเหมือนกัน เราต้องกลมกลืนหน่อยเหมือนเป็นนักท่องเที่ยว บางเคสถ้ามันจำเป็นก็ต้องกล้องมือถือ เพราะ ‘กล้องที่ดีคือกล้องที่ถืออยู่’ ”

ความท้าทายที่ต้องเจอ
ส่วนที่ตื่นเต้นที่สุดคือการออกไปเจอสถานที่จริง เพราะนอกจากต้องลุ้นว่าเมื่อไปถึงแล้วจะตรงปกไหม โดนทุบทิ้งไปแล้วหรือเปล่า ยังอาจมีเซอร์ไพรส์เป็นอุปสรรคทั้งเล็กและใหญ่ให้พี่เบียร์ได้ฝึกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ส่วนใหญ่ปัญหาที่พี่เบียร์เจอบ่อย ๆ คือระยะการมอง อย่างบางอาคารสวยมากแต่อยู่ในซอยแคบก็ต้องใช้เลนส์ Wide เพื่อเก็บภาพให้ครบหมดทั้งอาคาร แต่ข้อจำกัดคือภาพจะเบี้ยว ดังนั้นถ้าอยากได้ภาพที่สัดส่วนสมจริงก็ต้องใช้ทักษะของการเป็นช่างภาพ เพื่อให้ภาพออกมาใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ส่วนอีกปัจจัยที่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องท้าทายเลยก็คือการดีลกับคน
“อุปสรรคอีกอย่างน่าจะเป็นคนที่เขาไม่เข้าใจว่าเราถ่ายไปทำไม บางทีเขานึกว่าเจ้าของที่ให้เรามาถ่ายเพื่อเอาไปไล่ที่เขา แล้วมันจะดูเหมือนโจรนิดนึงเขากลัวเราจะมาขโมยของอะไรหรือเปล่า เราก็ต้องอธิบายว่าเรามาทำอะไร จุดประสงค์ของเราคืออะไรเขาก็ให้ถ่าย แต่มีที่ไม่ให้ถ่ายแล้วจะแจ้งตำรวจเลยก็มี ถ้าเขาไม่ให้ถ่ายหรือยามไล่เราก็ต้องไป เราเลยรู้สึกว่าต้องรีบถ่ายไปก่อนและต้องทำงานให้เร็ว แต่ถ้าเจอคนที่เข้าใจแล้วคุยสนุกอันนั้นก็แจ็คพอต เช่น ไปถ่ายโรงหนังเก่าแล้วเจอเจ้าของโรงหนังยังอยู่เขาก็ต้อนรับขับสู้ (พี่เบียร์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ) หมาก็เป็นอุปสรรค ผีนี่ไม่เคยเจอเป็นคนไม่มีเซนส์เรื่องผี”

จัดเก็บลงคลังข้อมูล
หลังจากพี่เบียร์ไปลุยเก็บภาพมาแล้วก็มาถึงคือขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องทำอย่างเป็นระบบ เพราะตลอด 7-8 ปีที่ผ่านมาเราเชื่อว่าไฟล์ภาพที่พี่เบียร์เก็บไว้คงมีมหาศาล
“อย่างภาพสกาลาเท่าที่ไปรื้อ ๆ ดู เราถ่ายไว้ 4,000 กว่าภาพ การจัดระเบียบข้อมูลนี่เรื่องใหญ่มากเลย เราทำในโปรแกรม Lightroom ก็จะเป็นคลังใหญ่ พยายามจัดโฟลเดอร์ให้มันเรียงเป็นปี ๆ แล้วก็ใส่คีย์เวิร์ดให้มันหาง่าย ๆ เมื่อก่อนเราจะปักหมุดไว้ใน Google Map แล้วพอชื่อร้านมันเปลี่ยน มันก็เด้งไปอีกที่นึง ไม่ใช่ที่เดิมที่เคยไปถ่าย หลัง ๆ เลยต้องมาใส่ GPS ใน Excel ที่เป็นฐานข้อมูลของเรา เช่น อาคารนี้ตั้งอยู่ที่ไหน สร้างปีไหน ใครออกแบบ มีความสำคัญยังไง มีแหล่งหนังสืออ้างอิงอะไร”

นิทรรศการ Vanishing Bangkok
ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพจ Foto_momo อยู่แล้วหรือเพิ่งกดติดตาม เราก็อยากชวนทุกคนมาชมนิทรรศการล่าสุดของพี่เบียร์กับ Vanishing Bangkok ซึ่งกำลังจัดอยู่ที่ Vanich house สเปซเท่ ๆ ที่รีโนเวทจากบ้านไม้อายุร้อยปีและโรงกลึงเก่าในย่านตลาดน้อย
คอนเซปต์ของนิทรรศการครั้งนี้เล่าถึงสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นหลายแห่งในไทยที่เลือนหายไปตามการเปลี่ยนแปลงของเมือง โดยพี่เบียร์ตั้งใจถ่ายทอดให้เห็นถึงความสวยงามของการออกแบบ และชะตากรรมอันน่าใจหายของหลาย ๆ ตึกซึ่งสะท้อนให้เห็นสัจธรรมที่แม้แต่วัสดุอย่างคอนกรีตอันแข็งแกร่งก็ไม่อาจจีรังยั่งยืน คงเหลือไว้แค่ความทรงจำที่บันทึกเก็บไว้ในภาพถ่าย
โดยพี่เบียร์ได้เลือกภาพถ่ายตึกยุคโมเดิร์นที่มีเอกลักษณ์และถูกทุบทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งมี 3 ชิ้นงานที่เป็นไฮไลต์ติดตั้งอยู่กลางโถง ได้แก่ อาคารศรีเฟื่องฟุ้ง สกาลา และตึกหุ่นยนต์ นอกเหนือจากนี้ก็มีตึกอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ ด้วย รวมแล้วน่าจะเกือบ 20 สถานที่
นอกจากภาพถ่ายที่พี่เบียร์ตั้งใจคัดสรรมา ความน่าสนใจของนิทรรศการครั้งนี้คือไอเดียในการจัดแสดงที่ตั้งใจเล่นล้อไปกับสถานที่
“พอมาเห็นโครงสร้างเราก็พยายามจัดแสดงให้สัมพันธ์กับสถานที่ ให้มันเห็นพวกคานเหล็กที่ดูมีความเป็นอุตสาหกรรมกับเครื่องจักรเก่า ๆ เรารู้สึกว่ามันเท่ดี แล้วโถงตรงกลางที่มีแสงส่องลงมา เราก็เอารูปที่พิมพ์ลงแคนวาสไปแขวน โดยเลือกเป็นรูปใหญ่เพราะว่าสเปซมันใหญ่แล้วก็คิดว่าต้องเป็นรูปที่มีพลัง แล้วก็มีบางส่วนที่พิมพ์ลงบนผ้าให้มันดูแบบโปร่งเบาตามคอนเซปต์ ‘Vanishing’ ที่เลือนหาย”

Photo by Foto_momo
ความหวังที่ยังคงเลือนลาง
ต่อให้อาคารโมเดิร์นเหล่านี้จะสวยงามและมีคุณค่าในสายตาของใครหลายคน แต่การที่มันจะคงอยู่หรือจากไปกลับไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่เห็นคุณค่าเพียงอย่างเดียว เพราะทุกครั้งที่มีข่าวว่าตึกเหล่านี้กำลังจะถูกรื้อถอน เสียงของกลุ่มคนที่อยากอนุรักษ์ก็จะดังขึ้น แต่แม้จะเปล่งเสียงออกไปแค่ไหนพวกเขาก็ไม่อาจรักษามันไว้ได้
“ถ้าเทียบกับการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมไทยแบบโบราณ เรารู้สึกว่าคนส่วนใหญ่อาจจะให้คุณค่าอยู่แล้ว แต่เราก็เกิดคำถามว่าทำไมตึกแบบนี้มันไม่มีความสำคัญหรือไม่ใช่งานประณีตศิลป์ที่มันควรจะเก็บไว้เหรอ เรื่องการให้คุณค่ากับอะไรบางอย่างก็เป็นเรื่องที่เถียงกันไม่รู้จบ เจ้าของให้คุณค่าอย่างหนึ่ง คนภายนอกให้คุณค่าอย่างหนึ่ง นักวิชาการให้คุณค่าอีกอย่างหนึ่ง แล้วแต่มุมมองเลย”
“ในขณะเดียวกันตึกแบบนี้ส่วนใหญ่มันเป็นของเอกชน มันก็พูดยากที่เราจะอนุรักษ์มันไว้ได้ 100% ถ้าจะมีทางออกที่ดีคือต้องให้ภาครัฐช่วยส่งเสริม แต่การบังคับใช้กฎหมายมันก็อาจจะยาก อย่างในเคสของสกาลา กลุ่มคนที่อนุรักษ์เขาก็มีการรวมตัวกัน แล้วทำจดหมายไปถึงกรมศิลป์เพื่อให้ตีความว่าสกาลาเป็นอาคารอนุรักษ์หรือโบราณสถาน แต่กลายเป็นว่ากรมศิลป์ไม่ได้ตีความแบบนั้น มันก็เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจที่เขาจะนิยามหรือตีความโบราณสถานยังไง ซึ่งมันต้องมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม วัฒนธรรม สังคม”
“ในฐานะที่เราสังเกตการณ์มันมาโดยตลอดเรารู้สึกว่าน่าเสียดาย แล้วมันก็ย้อนกลับไปดูอีกไม่ได้แล้วเหลือแค่ความทรงจำที่อยู่ในรูป แต่เราก็เข้าใจและพยายามไม่คิดว่าตึกมันจะต้องอนุรักษ์ไว้อย่างเดียว เราพยายามคิดว่ามันคงเป็นเรื่องปกติในความเปลี่ยนแปลงของเมือง”

คุณค่าที่เก็บบันทึกไว้ในภาพถ่าย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสกาลามันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย เพราะแม้แต่ประเทศที่มีการอนุรักษ์เข้มแข็งอย่างญี่ปุ่นก็มีตึกโมเดิร์นสวยๆ ที่ถูกรื้อถอนไป ซึ่งสิ่งที่พี่เบียร์คิดว่าเขาพอจะทำได้ด้วยความสามารถที่มีคือการเก็บรักษาคุณค่าที่ไม่ไช่แค่ความสวยงาม แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกความเป็นไปของยุคสมัยไว้ในภาพถ่าย
“เราอยากให้งานของเรามันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เหมือนที่เราเห็นรูปถนนเจริญกรุงเมื่อก่อนที่เป็นขาวดำ เรารู้สึกว่าถ้าเราตายไปแล้วมีคนมาดูรูปเรา แล้วมันมีประโยชน์อย่างนั้นบ้างเราก็คงจะภูมิใจ
“กรอบหนึ่งของเราก็คือพยายามไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ได้แต่งรูปให้มันเวอร์วังจนเกินไป ต้องยอมรับว่ากระบวนการถ่ายภาพมันเป็นการบิดเบือนข้อมูลบางส่วนอยู่แล้ว แม้กระทั่งกล้องฟิล์ม ยิ่งกล้องดิจิทัลนี้ไปกันใหญ่ ถ้าถามว่าอะไรคือความจริงแท้เพราะแค่สีก็ยังไม่ตรงเลย เพราะฉะนั้นการรีทัชนิด ๆ หน่อย ๆ คิดว่ายอมรับได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่อยากให้สุดท้ายคนรุ่นหลังมาดูแล้ว อ้าว ของจริงมันไม่ใช้แบบนี้นี่”

ถ้าเพื่อน ๆ รู้สึกอินไปกับเรื่องราวเหล่านี้ ต้องมาซึบซับกับภาพถ่ายสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์นที่เคลือบไปด้วยความทรงจำของอดีต พร้อมเข้าร่วมหลากหลายเวิร์กช็อปสนุก ๆ จาก Vanich house ในธีม Vanishing Bangkok ได้ตลอดช่วงนิทรรศการ และหากใครอยากเรียนรู้เทคนิค พร้อมฟังประสบการณ์จริงจากพี่เบียร์ เจ้าของเพจ Foto_momo ต้องไม่พลาด Photography Workshop ที่จะจัดขึ้นอีกรอบในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งทุกคนจะได้รู้ลึกกันตั้งแต่ขั้นตอนการสำรวจ เก็บข้อมูล วางแผน ไปจนถึงการผลิตสิ่งพิมพ์ในการจัดแสดงนิทรรศการ Vanishing Bangkok ครั้งนี้ด้วย
ดูรายละเอียดและสมัครได้ทางเพจ Foto_momo และ Vanich house


Vanishing Bangkok
นิทรรศการภาพถ่ายสถาปัตยกรรมที่เลือนหาย
วันนี้ – 2 พฤศจิกายน 2568
Vanich House ซอยวานิช 2 ตลาดน้อย
Google Maps