Spirulina Society

ไอเทมแต่งบ้านจากวัสดุ Plant-based ที่ทั้งเก๋และรักษ์โลกด้วย

“เราเน้นไลฟ์สไตล์โปรดักต์ที่ใกล้ตัวและดีไซน์สวย เพราะถ้าเราตะโกนว่าฉันดีต่อโลกนะ ซื้อฉันเถอะสงสารโลก มันไม่ใช่ brand positioning ที่เวิร์ค เราเลยโฟกัสว่าจะทำยังไงให้คนชอบแล้วอยากซื้อ”

หากเพื่อน ๆ เป็นคนชอบแต่งบ้านและอยากมีไอเทมสุดไอคอนิกที่ไม่เพียงแค่เก๋ แต่ยังมีสตอรีสนุก ๆ และดีต่อโลกด้วย เราอยากชวนให้มาลองรู้จักกับ Spirulina Society แบรนด์ lifestyle home product ที่มาพร้อมคอนเซปต์ eco-friendly ของเพื่อนบ้านนักออกแบบ ‘คุณเยล – อัญญา เมืองโคตร’ เจ้าของแบรนด์ที่อยากสื่อสารเรื่องความยั่งยืนในเวอร์ชันที่จับต้องได้และเข้าใจง่าย ผ่านงานดีไซน์น่ารัก ๆ อย่างแจกันสาหร่ายและโคมไฟน้องเห็ด ซึ่งล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากโปรเจกต์ทดลองมัน ๆ

แต่ที่เจ๋งยิ่งกว่าคือโปรดักต์ของ Spirulina Society คือการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยคุณเยลเลือกใช้วัสดุ PLA (Polylactic Acid) ซึ่งเป็นวัสดุ plant-based หรือพลาสติกที่มาจากพืชเพื่อทดแทนการใช้พลาสติกที่มาจากปิโตรเลียม และผลิตด้วยเครื่อง 3D print ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำซึ่งสั่งพรินต์ได้ง่าย ๆ จากในห้องคอนโด แถมยังสร้างขยะหรือเศษวัสดุที่เหลือจากผลิตน้อยมาก ๆ

ความสนุกของ Spirulina Society ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะคุณเยลยังค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของวัสดุทางเลือก ด้วยการไป collab กับแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อแท็กทีมกันขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ถ้าอยากรู้ว่าเบื้องลึกเบื้องหลังของ Spirulina Society จะดีต่อโลกอย่างไร และโปรเจกต์การทดลองต่าง ๆ ของคุณเยลจะน่าตื่นเต้นแค่ไหน เรามาฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ในคอลัมน Behind the Brand ไปพร้อมกันเลย!

Neighbors and Friends ได้รู้จักกับ Spirulina Society ครั้งแรกในงาน Bangkok Design Week 2025 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพราะไปสะดุดตากับแก๊งโคมไฟน้องเห็ดที่ดึงดูดให้เรา เข้าไปพบปะกับคุณเยลเพื่อนบ้านนักออกแบบ ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกันสั้น ๆ เราจึงได้รู้ว่านอกจากดีไซน์ที่เก๋ Spirulina Society ยังมีคอนเซปต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย การันตีได้จากรางวัล ‘The Best of Bangkok Design Week 2025’ จาก European Product Design Award (EPDA)

วันนี้เรามีโอกาสนัดคุยกับคุณเยลแบบเป็นจริงเป็นจัง จึงไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวเจ๋ง ๆ มาบอกต่อทุกคนในคอลัมน์ Behind the Brand โดยเจาะลึกกันตั้งแต่ที่มาที่ไปว่าทำไมต้องชื่อ ‘Spirulina Society’ แรงบันดาลใจในการออกแบบ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่มุ่งส่งผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด พร้อมฟังแนวคิดของคุณเยลที่อยากมีส่วนสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ในฐานะนักออกแบบ

จากเด็กสถาปัตย์สู่นักออกแบบที่อินเรื่องสิ่งแวดล้อม

ก่อนจะไปคุยกันเรื่องแบรนด์ เราอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักกับคุณเยลกันว่า เส้นทางของนักออกแบบที่อินกับสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นมาอย่างไร คุณเยลเท้าความถึงช่วงก่อนปี 2018 ที่กระแสรักษ์โลกในบ้านเรากำลังมา โดยเฉพาะปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คน

ด้วยความตระหนักในเรื่องนี้บวกกับการที่คุณเยลเรียนสถาปัตย์ ซึ่งต้องทำโมเดลจากเรซิ่นที่เป็นสารเคมีอยู่บ่อย ๆ คุณเยลจึงเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนสายจากสถาปัตย์ซึ่งเป็นการออกแบบในสเกลใหญ่ มาสู่การออกแบบโปรดักต์ซึ่งเป็นสเกลที่เล็กลง เพื่อโฟกัสกับการเลือกใช้วัสดุและกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนได้มากขึ้น ทำให้คุณเยลตัดสินใจบินไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Royal College of Art (RCA) ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ถึงแม้หลักสูตรจะเปิดกว้างให้นักเรียนเลือกหัวข้อสำหรับโปรเจกต์ของตัวเองได้อย่างอิสระ แต่นักเรียนอาร์ตส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกประเด็นเกี่ยวกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนที่นั่นและคนทั่วโลกให้ความสำคัญ คุณเยลเองก็เลือกที่จะเจาะลึกกับวัสดุทางเลือกตั้งแต่ปีแรกของการเรียน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณเยลนำมาใช้ในการทำแบรนด์จนทุกวันนี้

“ปีแรกเราตั้งโจทย์ตัวเองว่าเราจะหาวัสดุทดแทนที่ย่อยสลายได้ เพราะวัสดุในปัจจุบันมันย่อยสลายไม่ได้ และมีเบสเป็นปิโตรเลียมซึ่งเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปหรือมีจำกัด เราก็เลยไปศึกษาวัสดุที่มาจากพืชเพราะพืชมันปลูกใหม่ได้เรื่อย ๆ แล้วก็ย่อยสลายได้ในสภาพแวดล้อมที่จำกัดค่ะ”

โปรเจกต์เพาะสาหร่าย Spirulina Society

จากความสนใจเรื่องวัสดุจากพืชหรือ plant-based ในปีแรก สู่โปรเจกต์จบของคุณเยลที่ชื่อว่า ‘Spirulina Society’ ซึ่งกลายมาเป็นชื่อแบรนด์ที่สะดุดหูและชวนสงสัยว่าชื่อนี้มีที่มาอย่างไร

“ตอนปีสองเราสนใจว่าเราจะใช้ชีวิตยังไงให้ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยสุด ๆ เราก็ไปรีเสิร์ชเจอว่าเราสามารถปลูกสาหร่ายกินเองได้นะแบบปลูกในห้องนอนเลย เราเลยทำโปรเจกต์จบเป็นอุปกรณ์เพาะสาหร่ายจาก 3D print ค่ะ”

คุณเยลเล่าถึงแนวคิดเบื้องหลังโปรเจกต์จบนี้ให้เราฟังว่า จริง ๆ แล้วอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างการเลี้ยงวัวปล่อยก๊าซมีเทนเยอะมาก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อน ทั้งยังต้องใช้น้ำมหาศาลและเกิดการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์หรือพื้นที่เพาะปลูกพืชสำหรับอาหารสัตว์ ดังนั้นโซลูชันที่ดีต่อโลกคือ urban farming หรือการทำฟาร์มในเมืองซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืนกว่า คุณเยลจึงเริ่มเสาะหาว่าฟาร์มแบบไหนที่จะเหมาะและทำได้ง่ายที่สุด

“เราไปดูมาว่าการทำฟาร์มในเมืองมีอะไรบ้างแล้วไปสะดุดตากับน้องสาหร่ายสไปรูลินา เพราะ NASA เขาเอาสาหร่ายขึ้นไปเป็นอาหารบนยานอวกาศ ด้วยความที่มันโตเร็วมากแล้วก็สารอาหารสูง ตอนแรกที่ไปอ่านมาเราก็รู้สึกว่าจริงหรือเปล่าเลยซื้อหัวเชื้อมาลองเพาะเอง ประจวบเหมาะกับช่วงก่อนทำธีสิสโควิดระบาดพอดี เราต้องอยู่แต่ในแฟลตที่ลอนดอนเลยทำให้ตัดสินใจง่ายว่าเราจะทำธีสิสเรื่องนี้เพราะสาหร่ายมันเลี้ยงเองในห้องได้ค่ะ”

Photo by Spirulina Society

แม้สาหร่ายสไปรูลินาจะขึ้นชื่อว่าเป็น superfood ที่มาแรง ทั้งในรูปแบบอาหารเสริมหรือแม้แต่ในเมนูเครื่องดื่มสมูทตี้ แต่การปลูกสาหร่ายกินเองที่บ้านก็อาจยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนทั่วไป คุณเยลจึงใช้ความคิดสร้างสรรค์และสกิลนักออกแบบในการประดิษฐ์อุปกรณ์เพาะสาหร่ายจากวัสดุ plant-based และเครื่อง 3D print เพื่อเปลี่ยนมุมมองให้คนเห็นว่าการปลูกสาหร่ายกินเองมันเป็นไปได้ และอาจเป็นไลฟ์สไตล์ที่แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

“เราพยายามจะทำให้อุปกรณ์เพาะสาหร่ายเป็นของใช้ในบ้านที่ง่าย โดยได้อินสไปร์มาจากอุปกรณ์ดริปกาแฟ เพราะเวลาเราปลูกสาหร่ายมันจะมีความเป็นแล็บหรือฟาร์มที่ไม่ใช่ของสวยงาม แต่ในฐานะนักออกแบบเราก็อยากจะมีสิ่งนี้ เหมือนที่คนกินกาแฟเขามีแก็ดเจ็ตสวย ๆ กัน”

หากเพื่อน ๆ สนใจโปรเจกต์นี้หรืออยากทดลองปลูกสาหร่ายกินเอง สามารถทักไปพูดคุยหรือเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://spirulinasociety.org ซึ่งนอกจากบนเว็บไซต์จะมี how-to ที่บอกขั้นตอนครบทุกสเต็ป ยังมี 3D model ให้เข้าไปดาวน์โหลดกันฟรี ๆ ถ้าใครที่มีเครื่อง 3D print อยู่ที่บ้านก็ลองพรินต์อุปกรณ์เพาะสาหร่ายมาประกอบใช้งานกันได้เลย

ที่มาของแบรนด์ Lifestyle Home Product

หลังเรียนจบและย้ายกลับมากรุงเทพฯ คุณเยลก็ลงมือสร้างแบรนด์ของตัวเองโดยใช้ชื่อ ‘Spirulina Society’ นี่แหละ โดยต่อยอดออกมาเป็น lifestyle home product ที่เข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น แต่ยังคงคอนเซปต์ eco-friendly เอาไว้ ซึ่งหลัก ๆ คุณเยลจะเลือกใช้วัสดุ plant-based และผลิตด้วยเครื่อง 3D print พร้อมกับนำรูปทรงของสาหร่ายจากโปรเจกต์จบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบคอลเลกชันแรก เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนในเวอร์ชันที่จับต้องได้และเข้าใจง่าย

“เราเน้นไลฟ์สไตล์โปรดักต์ที่ใกล้ตัวและดีไซน์สวย เพราะถ้าเราตะโกนว่าฉันดีต่อโลกนะ ซื้อฉันเถอะสงสารโลก มันไม่ใช่ brand positioning ที่เวิร์ค เราเลยโฟกัสว่าจะทำยังไงให้คนชอบแล้วอยากซื้อ หลังจากนั้นเขาอาจจะอ่านโบรชัวร์ที่เราให้และเกิดสนใจว่ามันมีวัสดุทางเลือกแบบนี้ด้วยหรอ แล้วเราค่อยชวนคุยให้เขาอยากไปเรียนรู้ต่อมากกว่าค่ะ”

วัสดุ Plant-based ทางเลือกที่ดีกว่า

เตรียมสมุดเลกเชอร์มาเรียนรู้เรื่องวัสดุทางเลือกกันว่า วัสดุ plant-based คืออะไร และดีกว่าพลาสติกทั่วไปอย่างไร ทำไม Spirulina Society ถึงเลือกมาใช้เป็นวัสดุหลักในการออกแบบ

“วัสดุ PLA หรือเรียกว่า ‘Polylactic Acid’ เป็นวัสดุ plant-based หรือพลาสติกที่มาจากพืช ส่วนใหญ่สกัดมาจากแป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง หรืออ้อย ซึ่งเป็น non-toxic และสามารถย่อยสลายในสภาพแวดล้อมที่จำกัด แล้วก็หมุนเวียนได้คือนำมาทำใหม่ได้เรื่อย ๆ ค่ะ”

ผลิตแบบใช้พลังงานต่ำด้วยเครื่อง 3D print

นอกจากการเลือกใช้วัสดุ plant-based อย่าง PLA กระบวนการผลิตของ Spirulina Society ยังใช้เครื่อง 3D print ที่ส่งผลกระทบต่อโลกน้อยอีกด้วย

“ข้อดีของ 3D print เป็นการผลิตแบบ Low Energy คือใช้พลังงานไฟฟ้าต่ำมากถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ อีกทั้งยังไม่ใช้น้ำและใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ไม่เพียงใช้พลังงานต่ำและใช้ทรัพยากรในการผลิตน้อย หากยังประหยัดพื้นที่ขอแค่มีโต๊ะเล็ก ๆ สำหรับวางเครื่อง 3D print กับอุปกรณ์น้อยนิดก็สามารถทำโปรดักต์ได้จากที่บ้านหรือแม้แต่ภายในห้องคอนโด แถมยังใช้เวลาน้อยเพราะระหว่างที่เราพูดคุยกับคุณเยล ชิ้นส่วนของโปรดักต์ก็ถูกพรินต์ออกมาจนเกือบเสร็จ

ลดขยะจากวัสดุเหลือทิ้งด้วยการผลิตแบบตามสั่ง

ในการผลิตโปรดักต์แต่ละชิ้นจะมีเศษวัสดุ PLA แค่ไม่กี่เซนติเมตร ซึ่งสามารถนำไปหลอมใหม่ได้ และข้อดีอีกอย่างของการใช้เครื่อง 3D print คือสามารถผลิตแบบ made to order จึงไม่จำเป็นต้องมีขั้นต่ำในการผลิต

“ปกติถ้าเราจะผลิตของในโปรดักชันเราต้องสั่งเป็นพัน ๆ ชิ้น แล้วถ้าขายไม่ได้ก็ต้องไปอยู่ใน landfill (หลุมฝังกลบ) แต่บนเว็บไซต์เราจะเป็นพรีออเดอร์หมดเลย พอมีคนสั่งค่อยผลิต เราไม่ได้มีของในสต็อกเยอะ จะมีสต็อกก็ต่อเมื่อต้องไปลงขายตามร้านรีเทล เพราะเราจะไม่สร้างขยะขึ้นมาโดยไม่จำเป็นค่ะ”

แจกันที่อินสไปร์จากการเพาะสาหร่าย

ได้เห็นกระบวนการผลิตกันไปแล้ว มาส่องโปรดักต์จาก Spirulina Society กันดีกว่าว่า จะมีดีไซน์อะไรเก๋ ๆ บ้าง แล้วมาซึมซับกับแรงบันดาลใจดี ๆ เบื้องหลังการออกแบบของคุณเยลกัน

“โปรดักต์แรกจะเป็นแจกันที่มีรูปทรงอินสไปร์มาจากสาหร่ายค่ะ ถ้าเรามองเข้าไปในกล้องไมโครสโคป สาหร่ายจะมีความเป็นเกลียววน ๆ ส่วนน้องคนนี้เป็นแจกันรุ่นฟลามิงโก้ค่ะ ฟลามิงโก้เขาจะกินกุ้งที่กินสาหร่ายเป็นอาหารหลัก เราไปอ่านมาแล้วก็รู้สึกว้าวเพราะฟลามิงโก้เขาเกิดมาเป็นสีเทา แต่สารอาหารในสาหร่ายทำให้ฟลามิงโก้เป็นสีชมพูเลยหยิบมาเป็นอินสไปเรชันค่ะ”

เพาะเห็ดจนจุดประกายเป็นโคมไฟน้องเห็ด

นอกจากคุณเยลจะเพาะสาหร่ายกินเองแล้ว ช่วงนี้เธอยังหันมาอินกับการเพาะเห็ด จนจุดประกายให้ออกโปรดักต์อย่างโคมไฟน้องเห็ดตามมา

“โคมไฟที่เป็นน้องเห็ดเล็กใหญ่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากที่เราเพาะเห็ดอยู่ค่ะ คือมีเพื่อนมาชวนทดลองทำ ‘ไมซีเลียม’ (mycelium) หรือรากเห็ดที่นำมาเป็นวัสดุได้ เราอินกับเห็ดมากแบบเพาะเห็ดเองในห้อง แล้วก็อยากเล่าเรื่องเห็ดเลยดีไซน์โคมไฟเป็นรูปทรงเห็ดขึ้นมาค่ะ”

โคมไฟเห็ดรุ่นแรกจะมีทั้งหมด 3 ไซส์ และมีให้เลือกถึง 3 สี ซึ่งถ้าใครอยากจับคู่สีเองก็สั่งทำแบบคัสตอมได้ โดยรุ่นนี้จะมาพร้อมสายไฟเหมาะกับการใช้งานในบ้าน แต่ถ้าอยากพกไปตั้งแคมป์หรือปิกนิกในสวนก็มีรุ่นไร้สายขนาดกะทัดรัดกับฟังก์ชันไฟเปลี่ยนสีได้ เวลาจับมาวางรวม ๆ กันแล้วน่ารักสุด ๆ

ถาดใส่ของที่เหมือนสาหร่ายกำลังพลิ้วไหว

อีกหนึ่งโปรดักต์คือถาดวางเครื่องประดับหรือของกระจุกกระจิก ซึ่งมีดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงฟอร์มของธรรมชาติ

“ตัวถาดจะมีความเป็นคลื่นเหมือนกับผิวน้ำ หรือน้องสาหร่ายที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในน้ำค่ะ”

ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของวัสดุ Plant-based

ความสนุกของ Spirulina Society ไม่ได้มีแค่เรื่องดีไซน์เท่านั้น เพราะคุณเยลยังค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ของวัสดุ plant-based อย่าง PLA อยู่เรื่อย ๆ โดยคุณเยลได้เล่าถึงโปรเจกต์ที่ไป collab กับแบรนด์อื่นให้ฟัง

“เราไปรู้จักกับแบรนด์ MORE – Waste is More ที่ทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเจ้าของแบรนด์เป็นนักวิจัยวัสดุ หรือ material scientist เขาติดต่อมาว่าลอง collab กันดูไหม เพราะเห็นเราสนใจเรื่อง food waste โดยเขาเริ่มจากการเอาเส้น PLA ที่ปกติเป็นสีใส ๆ ไปผสมกับเปลือกไข่ แล้วก็ส่งมาให้เราทดลองพรินต์ว่าใช้ได้ไหม มันเปราะหรือเปล่า เราก็ฟีดแบ็กกันไปกันมาจนสุดท้ายก็ได้ไปจัดแสดงที่ Bangkok Design Week 2023 ค่ะ เราคิดว่าโปรเจกต์นี้มี potential สูงเพราะคนชอบมาก พอเขาเห็นว่ามันเป็นเปลือกไข่ซึ่งเป็นของใกล้ตัว เขาก็จะอุ๊ย! มันเอามาทำโปรดักต์ได้ด้วยหรอ”

Photo by Spirulina Society

ถ้าแม้แต่เศษเปลือกไข่ยังนำมาผสมกับ PLA แล้วขึ้นรูปด้วยเครื่อง 3D print ได้ แปลว่ายังมีวัสดุทางเลือกอีกมากมายที่เราอาจคาดไม่ถึง คุณเยลจึงหันไปหยิบชิ้นงานตัวอย่างก่อนจะอธิบายว่าแต่ละชิ้นทำมาจากวัสดุอะไร เริ่มกันด้วยถาดสีน้ำเงินเดนิม

“แบรนด์ MORE – Waste is More เขานำฝุ่นผ้ายีนส์จากโรงงานเสื้อผ้ามาผสมกับ PLA ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนาที่ต้องใช้เวลาในการทดลอง เพราะยังมีข้อเสียคือบางล็อตมันเปราะมากจับแล้วแตกเลย เราก็ต้องเอามาลองใช้งานจริงก่อน ถ้าโอเคถึงจะออกเป็นไลน์โปรดักต์ต่อไปค่ะ”

เมื่อเล่าถึงที่มาของวัสดุสีเดนิม คุณเยลก็แชร์แพลนในอนาคตว่าอยากจะ collab กับแหล่งวัสดุในท้องถิ่นให้มากขึ้น เพื่อที่จะตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของวัสดุได้ แถมยังมีสตอรี่ที่น่าสนใจให้นำไปเล่าต่อได้อีกด้วย ถัดมาเป็นถาดที่ถ้าไม่บอกก็น่าจะเดากันไม่ออกว่าเป็นวัสดุรีไซเคิล

“ชิ้นนี้เป็นวัสดุ PLA ที่รีไซเคิลมาจากแก้วกาแฟอินทนิลค่ะ ส่วนใหญ่ร้านกาแฟมักจะใช้แก้ว PET ที่ทำมาจากปิโตรเลียม แต่แก้วกาแฟอินทนิลเป็น PLA ที่มาจากพืช ซึ่งเขารีไซเคิลด้วยการเอามาบดใหม่แล้วทำเป็นเส้นสำหรับเครื่อง 3D print โดย collab กับ CATUP ซึ่งเป็น Circular Engineer ที่ทำเรื่อง Upcycle ค่ะ”

พอได้ฟังเราก็รู้สึกตื่นเต้นและดูเป็นแนวทางที่ดีในการช่วยโลกลดขยะ อีกทั้งเป็นการสร้างมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้ง ถึงอย่างนั้นวัสดุรีไซเคิลก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความทนทาน ซึ่งคุณเยลเองก็มีความตั้งใจที่อยากให้ Spirulina Society เป็นแบรนด์ที่ไม่เพียงแค่ใช้วัสดุ plant-based อย่าง PLA เท่านั้น แต่ยังหวังที่จะนำ PLA ซึ่งผ่านกระบวนการรีไซเคิลมาพัฒนาเป็นโปรดักต์ที่ใช้งานได้จริงด้วย

หรือเห็ดจะเป็นวัสดุแห่งอนาคต

อย่างที่คุณเยลแอบสปอยไว้ว่าช่วงนี้กำลังอินกับการเพาะเห็ด ซึ่งไม่นานมานี้ Spirulina Society ได้จับมือกับแบรนด์เครื่องประดับรักษ์โลกสุดเก๋อย่าง sarr.rai (อ่านว่า สา-หร่าย) ที่นอกจากชื่อแบรนด์จะดูเหมือนเป็นพี่น้องกันแล้ว ยังมีแนวคิดเรื่องการออกแบบเพื่อความยั่งยืนเหมือนกันด้วย โดยทั้งคู่ได้ร่วมกันออกแบบคอลเลกชันที่นำ ‘ไมซีเลียม’ (mycelium) หรือรากเห็ดมาทำเป็นแพกเกจจิ้ง

“สมมุติเราทำแม่แบบเป็นรูปทรงอะไรก็ตาม เวลาเราเพาะเห็ดมันก็จะเป็นรูปทรงนั้นเลยเวลาแกะออกมา เราก็คุยกับแบรนด์ sarr.rai ว่าเขาอยากให้เราดีไซน์แพกเกจจิ้งสำหรับคอลเลกชันไหน เราก็เอามาขึ้น 3D ดูว่าจะวางเครื่องประดับตำแหน่งนี้นะ แล้วก็ดีไซน์ให้มันสวยงาม จากนั้นก็พรินต์ตัวแม่แบบด้วยเครื่อง 3D print แล้วก็ใช้เวลาเพาะเห็ดประมาณ 1-3 สัปดาห์ พอเห็ดโตเต็มที่ก็แกะออกมาตากแดดหรือเข้าเครื่องอบให้มันแห้ง เพื่อไม่ให้เห็ดมันโตต่อก็เสร็จแล้วค่ะ”

นอกจากการเพาะเห็ดเพื่อทำแพกเกจจิ้งที่ย่อยสลายได้ 100% คุณเยลยังทดลองนำไมซีเลียมมาทำเป็น lamp shade หรือที่บังแสงโคมไฟด้วย ซึ่งคุณเยลเผยว่าเพิ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นเพราะยังมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง ซึ่งในอนาคตไมซีเลียมจะกลายเป็นอะไรได้บ้างก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

Photo by Spirulina Society

Circular Design คือเป้าหมายสูงสุด

การทดลองของ Spirulina Society ยังไม่จบแค่นี้ หากยังมีโปรเจกต์อื่น ๆ รอต่อคิวอีกเพียบ ซึ่งคุณเยลมีไอเดียที่อยากไป collab กับผู้คนที่มีแนวคิดเดียวกันให้มากขึ้น เพื่อแท็กทีมกันขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะคุณเยลเชื่อว่าโลกจะดีขึ้นได้เมื่อทุกคนร่วมมือกัน พร้อมพาแบรนด์ไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนกว่า

“จริง ๆ ก็อยากให้แบรนด์สามารถเป็น ‘𝗰𝗶𝗿𝗰𝘂𝗹𝗮𝗿 𝗱𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻’ ได้มากขึ้น โดยมีหลักการสำคัญอย่าง 𝗱𝗲𝘀𝗶𝗴𝗻 𝗼𝘂𝘁 𝘄𝗮𝘀𝘁𝗲 คือการออกแบบเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด แต่การจะทำให้ไม่เกิดของเสียเลยในความเป็นจริงก็ทำได้ยากมาก แต่เราก็พยายามที่จะผลักดันให้ไปถึงมาตรฐานนั้น โดยใช้วัสดุที่หมุนเวียนได้และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม”

“ถัดมาคือ 𝗸𝗲𝗲𝗽 𝗺𝗮𝘁𝗲𝗿𝗶𝗮𝗹 𝗶𝗻 𝘁𝗵𝗲 𝗹𝗼𝗼𝗽 หรือให้ทรัพยากรมันอยู่ใน product life cycle ให้นานที่สุด เวลาเราออกแบบก็ต้องคิดไปถึง service design ด้วยว่าพอคนทิ้งแล้วมันจะไปไหนต่อหรือเอาไปทำอะไรได้บ้างนอกจากรีไซเคิล เพราะรีไซเคิลมันคือปลายทางสุดท้ายที่วัสดุมันหมดมูลค่าแล้ว”

“นอกจากเราจะไม่ไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อมหรือสร้างผลกระทบให้น้อยที่สุดแล้ว ข้อสุดท้ายคือต้อง 𝗿𝗲𝗴𝗲𝗻𝗲𝗿𝗮𝘁𝗲 หรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งเราอาจจะยังไม่ไปถึงตรงนั้น แต่มันก็เป็นพาร์ทที่ทำให้เราสนใจเรื่องเห็ด เพราะเมื่อไมซีเลียมมันย่อยสลายก็จะกลายเป็นปุ๋ยที่ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ค่ะ”

โลกที่ยั่งยืนในบทบาทของนักออกแบบ

หลังจากที่พูดคุยกันไปหลายเรื่อง เราก็ได้แรงบันดาลใจไปเต็ม ๆ ทั้งจากความสนุกในไอเดียการออกแบบ และการไม่หยุดทดลองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในเวย์ของคุณเยล ก่อนจากกันคุณเยลก็ได้ฝากข้อความสั้น ๆ เพื่อส่งต่อให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้ลองหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

“นักออกแบบมีอำนาจในการตัดสินใจตั้งแต่กระบวนการคิด การเลือกวัสดุ และวิธีการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างการออกแบบให้สามารถถอดประกอบได้ ซ่อมได้ หรือคิดไปถึง end of life ของโปรดักต์ว่าถ้ามันหมดอายุการใช้งานแล้วหรือเราไม่ต้องการแล้วมันจะไปไหนต่อ พูดง่าย ๆ คือคิดให้ครบลูปว่าวัสดุมาจากไหนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำค่ะ”

IT MIGHT INSPIRE YOU

Survey with ThepLocation

เดินดูโลฯ กับ 'Location Manager' เวิร์กช็อปอาชีพใน 1 วันกับเทพโลฯ

Ssound namm

จิบกาแฟ ฟังเพลงหมอลำ ในคาเฟ่แผ่นเสียงที่ย่านนางเลิ้ง 



neera retreat hotel

'พื้นที่พักใจ' ที่ชวนทุกคนกลับมาโฟกัสโลกภายในตัวเอง

Vassana

แบรนด์จักสานไม้ไผ่ของแม่ลูกต่างวัย ผู้สานต่อวิถีท้องถิ่นให้ร่วมสมัย