WA.Sculpture Studio

แบรนด์พระพิฆเนศบนฐานเมฆ ที่อยากดีไซน์ให้คนเห็นแล้วมีความสุข

ถ้าองค์พระพิฆเนศคือตัวแทนของเทพแห่งความสำเร็จและการเริ่มต้นใหม่ ‘WA.Sculpture Studio’ ก็ถือเป็น Chapter ใหม่ในชีวิตการทำงานของพาร์ทเนอร์นักสร้างสรรค์ที่ได้มาเริ่มต้นทำแบรนด์ซึ่งผสาน ‘งานอาร์ต’ เข้ากับ ‘ความเชื่อและความศรัทธา’ เป็นเวลาได้ 2 ปีแล้ว

“เราก็มีความกังวลครับ กลัวลูกค้าจะไม่ประทับใจ กลัวลูกค้าจะไม่ชอบ กลัวลูกค้าจะเจอตำหนิ กลัวลูกค้าจะรู้สึกว่าไม่เห็นเหมือนในรูปเลย มันเป็นความกดดันที่เราต้องทำเต็มที่จริง ๆ ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเราใส่ใจ เราตั้งใจมาก เราเลยได้รับเอาความกดดันนี้มากดดันตัวเองค่อนข้างเยอะ พอเรากังวลหรือแพนิกเนี่ย เราก็เลยปล่อยไม่ได้ ทุกรายละเอียดเราต้องเป๊ะให้สุดจริง ๆ”

Neighbors and Friends ชวนมาทำความรู้จักกับเรื่องราว Behind the Brand ของแบรนด์เพื่อนบ้านอย่าง ‘WA.Sculpture Studio’ แบรนด์พระพิฆเนศดีไซน์มินิมัลที่คราฟต์กับกระบวนการผลิตในทุกขั้นตอน โดยมีเป้าหมายอยากให้คนที่บูชา รวมถึงคนที่เห็นยิ้มตามได้ และมีความสุข

แนะนำเพื่อนบ้านเจ้าของแบรนด์

‘คุณเชียร์ และ คุณกอล์ฟ’ เจ้าของแบรนด์ที่เป็นทั้งพาร์ทเนอร์ชีวิตและพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจ ทั้งคู่เรียนจบคณะสถาปัตยกรรม แต่แยกไปทำงานตามความชอบและความถนัด คนหนึ่งทำงานด้านประติมากรรม สร้างสรรค์รูปปั้นเหมือนสไตล์ Realistic ส่วนอีกคนทำงานเป็นสถาปนิก ออกแบบบ้านออกแบบอาคาร

ทั้งคู่ใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ มาได้ระยะหนึ่งจนถึงจุดอิ่มตัว และเจอกับสถานการณ์ช่วงโควิดที่ทำให้นึกถึงการออกแบบชีวิตบั้นปลายที่จะได้กลับไปทำอะไรเป็นของตัวเองอยู่ที่บ้านเกิดในอุตรดิตถ์ ประจวบกับได้รับโอกาสจากกลุ่มศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้ทำโปรเจกต์โดยมีโจทย์ให้ออกแบบพระพิฆเนศที่มีดีไซน์ร่วมสมัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งคู่เริ่มทำแบรนด์นี้ขึ้นมา

คุณเชียร์ : “ทางศิษย์เก่าของคณะ เขาอยากให้ลองออกแบบพระพิฆเนศที่มีดีไซน์สมัยใหม่เพื่อนำไปประมูลสำหรับเป็นทุนการศึกษาสำหรับน้อง ๆ ในคณะค่ะ เขาบอกให้เราออกแบบได้อิสระเลย ไม่ได้มีคอนเซปต์ตายตัว”

คุณกอล์ฟ : “พอได้รับโปรเจกต์นี้มา ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้มาลองคิดดีไซน์พระพิฆเนศที่ตัดทอนเส้นสายบางส่วน ทรานส์ฟอร์มออกมาให้มีความร่วมสมัย แล้วกระแสตอบรับก็ค่อนข้างดีครับ”

คุณเชียร์ : “โปรเจกต์นี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของเราค่ะว่า ถ้าเราทำงานสไตล์นี้ก็มีคนตามหางานสไตล์แบบนี้อยู่นะ แล้วก็เป็นการตอบคำถามเราทั้งคู่ได้เหมือนกันค่ะว่า เอ้ย! มันไปได้นะ”

จากโอกาสแรกสู่โอกาสที่สอง

หลังจากได้ทดลองดีไซน์พระพิฆเนศจากโปรเจกต์แรก ก็ได้รับโอกาสที่ 2 จากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครที่อยากจัดอีเวนต์เพื่อที่จะโปรโมทพิพิธภัณฑ์ให้คนเข้ามาเยี่ยมชม โดยแจกโจทย์ให้หลาย ๆ ศิลปินมาร่วมออกแบบพระพิฆเนศองค์จิ๋วในขนาดไม่เกิน 6 ซม. เพื่อบรรจุในแพ็กเกจจิงที่เป็นรูปไข่หรือกาชาปอง

คุณเชียร์ : “ตอนที่ทำโปรเจกต์แรก ระยะเวลาที่ให้พัฒนาแบบยังค่อนข้างน้อยอยู่ค่ะ พอมาถึงโปรเจกต์ที่สองก็เหมือนว่าเราได้เริ่มต้นมาแล้ว 50% แล้วเราก็มาคุยกันอีกรอบว่ามันยังลดทอนเส้นสายได้มากกว่านี้มั้ย น้อยกว่านี้ได้อีกมั้ย เหมือนเป็นการเริ่มต้นจากการตั้งคำถามแล้วก็ทดลองค่ะ”

คุณกอล์ฟ : “แล้วพอเราดีไซน์มาเป็นเวอร์ชันปัจจุบัน จนได้ไปออกบูธและไปร่วมงานครั้งแรก คนก็ชอบค่อนข้างเยอะ เพราะว่ามันค่อนข้างเป็นอะไรที่ใหม่ในตอนนั้นครับ”

คุณเชียร์ : “อย่างงานนี้ เขามีคอนเซปต์งานที่เอากาชาปองมาเป็นกิมมิก ก็เป็นการกำหนดขนาดขององค์พระพิฆเนศไปในตัว เลยเป็นไอเดียในการตั้งชื่อคอลเล็กชันว่า ‘Ganeshapon’ ที่มาจาก ‘Ganesha + Gashapon’ ค่ะ”

พระพิฆเนศแก้มแดงนั่งบนฐานเมฆ

ด้วยจังหวะชีวิตที่ลงตัว บวกกับการได้เริ่มทดลองดีไซน์พระพิฆเนศและพัฒนาออกมาเป็นเวอร์ชั่นที่เห็นกันจนได้กระแสตอบรับที่ดีเกินคาด ทั้งคู่จึงตัดสินใจย้ายไปลงหลักปักฐานสร้างสตูดิโอเล็ก ๆ ที่บ้านเกิดในอุตรดิตถ์ และเริ่มต้นทำแบรนด์ของตัวเองแบบเต็มตัว

ปัจจุบันแบรนด์ WA.Sculpture Studio ก็เดินทางมาถึงขวบปีที่ 2 แล้ว โดยได้พัฒนาและตกตะกอนดีไซน์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ในรูปแบบพระพิศเนศแก้มแดงบนฐานเมฆที่ทำให้คนจดจำได้

คุณกอลฟ์ : ”ทุกคนจะจำแบรนด์เราได้จากภาพที่เป็นพระพิฆเนศแก้มแดงนั่งบนฐานเมฆซึ่งเป็นภาพจำมากที่สุด เราเองอยากทำให้ดีไซน์เรียบง่าย แล้วก็ใช้เส้นสายในการเล่าเรื่องทั้งหมดครับ”

คุณเชียร์: “เราอยากให้มองแล้วรู้สึกเชื่อมโยง ต่อเนื่อง ไม่สะดุด แล้วมันอาจจะช่วยสร้างความรู้สึกที่มีความลื่นไหล ความสงบ ความนิ่ง แล้วเราก็อยากทำให้คนที่มองเข้ามารู้สึกว่า เห็นแล้วยิ้มตามได้ เห็นแล้วมีความสุขแบบนี้ค่ะ”

น้อยแต่ไม่ง่าย

ถึงจะเป็นงานดีไซน์สไตล์มินิมัลที่ดูมีความน้อย แต่ทั้งคู่บอกกับเราว่าการจะดีไซน์ให้มีความเรียบง่ายและลงตัวนั้นไม่ง่ายเลย

คุณเชียร์ : “กว่าที่เราจะดีไซน์จบแล้วพัฒนามาเป็นตัว 3D ได้ ใช้เวลาค่อนข้างนานค่ะ เพราะว่าถ้าเป็นงาน Realistic (งานรูปปั้นเหมือน) เราจะเน้นการใช้สกิลซะส่วนใหญ่เพื่อปั้นให้เหมือนจริง แต่พอเป็นงานที่อยากตัดทอนให้ดูน้อยลง เรียบง่าย ก็ต้องใช้ทั้งสกิลที่เยอะขึ้น บวกกับต้องใช้ไอเดียและการดีไซน์เข้ามาเพิ่มด้วย โดยที่เรายังต้องคงสัดส่วนของความ Realistic เดิมเอาไว้”

คุณกอล์ฟ : “แล้วมันก็มีความกังวลด้วยครับ เราไม่ได้คาดหวังเลยว่าคนจะชอบ กังวลด้วยซ้ำว่าเขาจะชอบไหม เขาจะอินไหม เขาจะเข้าใจไหมว่าเราออกแบบแบบนี้ คนที่เขาบูชาหรือศรัทธามาก ๆ เขาจะคิดว่าเราลบหลู่หรือเปล่า มันก็จะมีความกังวลด้านนั้นด้วยครับ แต่พอมีคนชอบ กระแสตอบรับดี ก็รู้สึกว่าเกินคาดมาก ๆ ครับ”

เมื่อเราถามถึงดีไซน์ที่ทำให้กับโปรเจกต์แรก คุณกอล์ฟได้หันไปคว้าพระพิฆเนศองค์จริงที่มีความเท่ไม่แพ้กันมาให้ดู พร้อมอธิบายให้เราฟังเพิ่มเติมในเรื่องของวิธีคิดและการดีไซน์

คุณกอล์ฟ : “องค์พระพิฆเนศดีไซน์แรกก็จะยังมีความ Realistic เยอะกว่า เส้นอาจจะดูน้อยก็จริง แต่ก็ยังมีส่วนของความเป็นมนุษย์ครับ วอลูมที่อยู่บนงานจะเป็นลักษณะของช้างจริง ๆ เป็นกะโหลกช้าง มีส่วนหน้าอกมีพุงชัดเจน มีแขนมีข้อพับและอยู่ในสัดส่วนที่เกือบสมจริงเลยครับ แต่ถ้าเวอร์ชันปัจจุบันจะไม่ได้เรียลลิสติกขนาดนั้น แต่จะเน้นเรื่องเส้นอย่างเดียวเลยครับ”

คราฟต์ตั้งแต่วิธีคิดไปจนถึงวิธีผลิต

นอกเหนือไปจากการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนในการดีไซน์ต้นแบบแล้ว พอถามถึงขั้นตอนการผลิต สิ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือการใส่ใจในทุกดีเทลที่โชว์ความคราฟต์ในทุกขั้นตอน

คุณกอล์ฟ : “ตัวโมเดลจะเริ่มด้วยการปั้นดินน้ำมันเลยครับ แล้วจะนำมาถอดพิมพ์ยางซิลิโคน เพื่อนำมาหล่อเรซิน (วัสดุที่ใช้ผลิตองค์พระพิฆเนศคือเรซิน) จากนั้นก็จะนำมาขัดผิว ขัดแต่งทีละองค์เพื่อเก็บดีเทลครับ”

คุณเชียร์ : “พอเรามีองค์ต้นแบบแล้วเราก็หล่อเรซินออกมา แต่ว่าเราก็ต้องมาเก็บผิวทุกองค์อยู่ดีค่ะ คือจะไม่สามารถหล่อออกมาแล้วได้ 100% เหมือนองค์ต้นแบบเพราะจะมีพวกฟองอากาศอยู่ เราก็ต้องมาเก็บรายละเอียดตรงนั้นให้เนียนซึ่งก็จะใช้เวลาในการขัดแต่งนานพอสมควรก่อนที่จะเอาไปพ่นสีจริง”

นอกเหนือไปจากขั้นตอนการผลิตที่พิถีพิถันแล้ว ทางแบรนด์ก็ใส่ใจในดีเทลเรื่องการปลุกเสกมวลสารที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าที่เป็นสายบูชา

คุณเชียร์ : “พอเราเลือกที่จะทำพระพิฆเนศแล้ว แน่นอนคือคนที่จะมาซื้อส่วนใหญ่ 80-90% ก็คือคนที่บูชา เราก็เลยเอามวลสารไปปลุกเสก แล้วเอามาผสมในเนื้อเรซิน”

คุณกอล์ฟ : “ขั้นตอนก็คือเอาผงธูปหรือส่วนผสมหนึ่งที่ต้องใช้ในเรซิ่น ซึ่งจะเป็นเหมือนผงแป้งไปปลุกเสกครับ แล้วก็เอามาผสมในเรซิน จากนั้นก็เอามาหล่อตามขั้นตอนการผลิตต่อไปครับ”

Custom สีสันเพื่อเพิ่มทางเลือกที่หลากหลาย

ด้วยความที่ดีไซน์ขององค์พระพิฆเนศนี้ ยังเป็นดีไซน์เดียวที่เป็นซิกเนเจอร์ ทางแบรนด์เลยมีความคิดที่จะเพิ่มความหลากหลายและทางเลือกให้ลูกค้าด้วยการ add on ความน่ารักด้วยโทนสีพาสเทล เพื่อให้ดูสบายตาและไม่หนักเกินไป ซึ่งนอกจากสีที่เห็นในภาพก็สามารถรีเควสโทนสีได้ตามความต้องการอีกด้วย

คุณเชียร์ : “ลูกค้าบางท่านเขามีร้านกาแฟหรือมีรีสอร์ทซึ่งจะมีธีมสีของเขาอยู่แล้ว เขาก็อยากได้องค์พระพิฆเนศที่เป็นธีมสีตามร้านเขา เราก็สามารถทำได้ค่ะ”

คุณกอล์ฟ : “บางท่านก็อยากได้สีสดเลยครับ สีแดงสด น้ำเงินสด สีเมทัลลิก สีรุ้ง หลากหลายมากครับ บันเทิงมาก คือเขาคงเห็นว่าเราทำเฉดม่วง เฉดชมพูได้ แปลว่าเราก็ไปทางสีสด ๆ ได้ด้วย”

คุณเชียร์ : “สนุกดีเหมือนกันค่ะ เหมือนเป็นสิ่งที่เราไม่กล้าทำ แต่พอได้ทดลองทำดูคิดว่ามันก็ไปได้นะ”

ข้อความฮีลใจจากลูกค้า

หลังจากผ่าน journey ของการทำแบรนด์มาร่วม 2 ปี เราถามถึงความรู้สึกของทั้งคู่ที่ได้มาเริ่มต้นสานฝันในการทำธุรกิจของตัวเอง

คุณเชียร์ : “เรารู้สึกว่าช่วงที่เราไปออกบูธ มันฮีลใจเรามากเลย มีลูกค้าที่เดินมาบอกเราว่าขอบคุณนะที่ทำงานนี้ขึ้นมา คือเขาตามหาอยู่นานมากเลย แล้วมันอิมแพกต์กับเขามาก แบบว่า เอ้ย! มีคนชอบงานเรา มีคนชอบสิ่งที่เราคิดขึ้นมา กลายเป็นว่าเป็นคำตอบหลาย ๆ อย่างให้เราได้เหมือนกันว่า ถ้าเราตั้งใจทำแล้วก็ทำในสิ่งที่เรารู้สึกชอบหรือรู้สึกรัก มันจะมีคนตามหาสิ่งนั้นอยู่”

“พอเราเริ่มทำงานจากการที่เรามีความสุข เชียร์กับกอล์ฟเชื่อว่า ความสุขนั้นมันจะไปอยู่ในงาน แล้วคนที่ได้รับไปเขาก็จะได้รับความรู้สึกนั้นจริง ๆ ว่าเราตั้งใจทำจริง ๆ นะ”

เปลี่ยนความกลัวและกังวลเป็นความทุ่มเทในการทำงาน

แน่นอนว่าการทำแบรนด์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สิ่งที่ทั้งคู่ได้เรียนรู้และลงมือทำก็คือเปลี่ยนความกังวลที่เกิดขึ้นนั้นไปทุ่มเทและใส่ใจในทุกดีเทลของการผลิตงานเพราะไม่อยากให้ลูกค้าผิดหวัง

คุณกอล์ฟ : “เราก็มีความกังวลครับ กลัวลูกค้าจะไม่ประทับใจ กลัวลูกค้าจะไม่ชอบ กลัวลูกค้าจะเจอตำหนิ กลัวลูกค้าจะรู้สึกว่าไม่เห็นเหมือนในรูปเลย มันเป็นความกดดันที่เราต้องทำเต็มที่จริง ๆ ทำให้เขารู้สึกได้ว่าเราใส่ใจ เราตั้งใจมาก เราเลยได้รับเอาความกดดันนี้มากดดันตัวเองค่อนข้างเยอะ พอเรากังวลหรือแพนิกเนี่ย เราก็เลยปล่อยไม่ได้ ทุกรายละเอียดเราต้องเป๊ะให้สุดจริง ๆ”

คุณเชียร์ : “ซึ่งก็ทำให้ฟีดแบ็กที่กลับมามันค่อนข้างดีค่ะ แต่มันก็ไม่ 100% อันนี้เราเข้าใจได้ เพราะด้วยความที่มันไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์แบบตามที่เรานึกค่ะ มันก็ยังมีข้อผิดพลาดให้เราเก็บเป็นประสบการณ์ให้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ หรือว่าพัฒนาให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ”

เลือกทำในสิ่งที่ชอบต่อให้เหนื่อยก็ยังมีความสุขที่ได้ทำ

คุณเชียร์และคุณกอล์ฟแชร์ให้เราฟังเพิ่มเติมว่า การทำแบรนด์เป็นของตัวเองยากกว่าการทำงานประจำที่เคยทำมามาก ๆ เพราะมีเรื่องที่ต้องโฟกัสและจัดการหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเวลาทำงานที่จากทำแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ กลายเป็นต้องคิดถึงเรื่องงานแบบ 24/7

แต่ถึงจะเจอความยากและเหนื่อยก็ไม่เคยท้อ เพราะสิ่งที่ทำอยู่ทำให้ทั้งคู่สนุกและมีความสุขที่ได้ทำ แถมยังทิ้งท้ายด้วยการฝากประสบการณ์และแนวคิดให้กับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ที่กำลังคิดอยากเริ่มต้นทำแบรนด์เป็นของตัวเองด้วย

คุณเชียร์ : “ช่วงที่ทำแบรนด์ตอนแรก เราก็คุยถึงทิศทางในการทำแบรนด์กันเยอะมาก ตกผลึกกันมาพอสมควรค่ะ ว่าตัวตนเราเป็นยังไงหรือว่าเราอยากจะทำอะไรไปในทิศทางไหน เชียร์คิดว่ามันก็อาจจะต้องเริ่มจากสิ่งที่เราสนใจหรือชอบมาก ๆ จริง ๆ เราไม่อยากทำเพราะว่าความฝืน เราอยากทำด้วยความที่เรามีความสุขแล้วก็รู้สึกดีกับมันค่ะ พอเรารู้สึกดีแล้วก็มีความสุขกับมัน เชียร์เชื่อว่างานที่ออกมามันจะดี”

คุณกอล์ฟ : “ส่วนผมมองว่าทำอะไรก็ได้ แต่ว่าทำให้เต็มที่แล้วเราต้องจริงใจจริงจังกับมันที่สุดครับ เราให้งานเป็นตัวสื่อสารแทนเรา ไม่รู้ว่ามันจะยากง่ายยังไง แต่อยากจะแนะนำว่าให้เลือกจากสิ่งที่เราชอบจริง ๆ ครับ”

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากไปซัพพอร์ตแบรนด์เพื่อนบ้านสายอาร์ต สามารถเข้าไปดูข้อมูลและสอบถามราคาเพิ่มเติมได้ที่ FB : WA.Sculpture Studio 

All Photos by WA.Sculpture Studio

IT MIGHT INSPIRE YOU

Anakade | อาณาเขต

ร้านเพื่อนบ้านที่ครีเอตเมนูด้วยโจทย์ “ไม่ไทยไม่ทำ” เพื่อนำเสนอวัตถุดิบทั่วถิ่นไทย

Ssound namm

จิบกาแฟ ฟังเพลงหมอลำ ในคาเฟ่แผ่นเสียงที่ย่านนางเลิ้ง 



Vassana

แบรนด์จักสานไม้ไผ่ของแม่ลูกต่างวัย ผู้สานต่อวิถีท้องถิ่นให้ร่วมสมัย

Local Made Goods

แบรนด์สตรีทแวร์ที่หลงใหลในความคราฟต์ และเชื่อว่าอะไรง่าย ๆ 'มันไม่สนุก'