Vassana

แบรนด์จักสานไม้ไผ่ของแม่ลูกต่างวัย ผู้สานต่อวิถีท้องถิ่นให้ร่วมสมัย

เมื่อนึกถึงงานหัตถกรรมไทยจากภาคเหนือ คนไทยก็คงจะคุ้นตากับงานจักสานด้วยไม้ไผ่ที่เรียบง่ายเน้นการใช้งานและราคาไม่แพง แต่ถ้าเราบอกว่ามีแบรนด์ไทยดีไซเนอร์ได้รับโจทย์ให้ออกแบบงานจักสานด้วยวัสดุเดียวกันนี้ให้ออกมาเป็นกระเป๋า Lady Dior ของแบรนด์เนมที่ดังระดับโลกอย่าง Dior จำนวนกว่า 32 ใบ เพื่อตั้งโชว์ในคอนเซปต์สโตร์ใจกลางกรุงเทพฯ ‘Dior Gold House’ คุณก็คงจะสนใจขึ้นมาว่าที่มาที่ไปของแบรนด์นี้มีเรื่องราวอย่างไร

Neighbors and Friends มีโอกาสได้มาพูดคุยในคอลัมน์ Behind the Brand กับผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง ‘รศ. วาสนา สายมา’ อาจารย์ที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับงานจักสานซึ่งใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่ เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมช่างฝีมือในท้องถิ่นภายใต้แบรนด์ที่ชื่อ VASSANA โดยมีลูกชาย ‘คุณเป้ง – สาวิน สายมา’ ผู้เป็นตัวแทนของนักออกแบบรุ่นใหม่มาช่วยต่อยอดงานดีไซน์ให้ร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์

เราไม่เพียงจะพาทุกคนมาชมเบื้องหลังงานคราฟต์สุดประณีต แต่จะมาพูดคุยตั้งแต่แรงบันดาลใจ การพัฒนาลวดลายที่กลายมาเป็นซิกเนเจอร์ ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซ ความภาคภูมิใจที่ได้สืบสานภูมิปัญญาที่งดงามและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และมุมมองในการทำงานของคนสองเจนที่สานกันเป็นหนึ่งเดียว

มาหลงใหลไปกับงานจักสานที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว พร้อมอ่านเรื่องราวของแบรนด์ VASSANA ที่เต็มไปด้วยแพสชันและความตั้งใจดี ในบรรยากาศที่ชวนให้ดื่มด่ำไปกับงานฝีมืออันละเอียดประณีต และอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของแบรนด์ที่ปลุกปั้นขึ้นจากสองแม่ลูกคู่นี้ไปด้วยกัน

แรงบันดาลใจของ VASSANA

เราเปิดบทสนทนาด้วยจุดเริ่มต้นของแบรนด์ VASSANA ที่เกิดจากคุณแม่ ‘รศ. วาสนา สายมา’ ผู้ได้รับรางวัล ‘เพชรพาณิชย์’ สาขาผู้ทรงคุณวุฒิด้านครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และปราชญ์ชาวบ้าน จากกระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2568 ซึ่งมีความผูกพันกับไม้ไผ่มาตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้นคุณแม่ก็เกิดความหลงใหลในเสน่ห์ของงานจักสาน จนจุดประกายให้คุณแม่คิดที่จะอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

คุณแม่ : “ตั้งแต่เด็ก ๆ ต้นไผ่ก็อยู่ข้างบ้าน คุณยายดิฉันจะเอาไม้ไผ่มาทำเป็นของใช้ในครัวเรือน ของใช้ในชีวิตประจำวัน ที่นอนก็เอาวัสดุธรรมชาติมาสานเป็นเสื่อ มันเลยมีความผูกพันที่เรารู้สึกว่าเคยได้จับต้องสิ่งนี้”

ในช่วงที่คุณแม่เป็นอาจารย์สอนหลักสูตรออกแบบอุตสาหกรรม คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ซึ่งต้องทำงานวิจัยเพื่อนำความรู้ความสามารถมาส่งเสริมชุมชน คุณแม่จึงไม่ลังเลที่จะลงพื้นที่เพื่อศึกษาและพัฒนาเกี่ยวกับงานจักสานซึ่งใช้วัสดุอย่างไม้ไผ่ที่หาง่ายในหลายท้องถิ่น

คุณแม่ : “ดิฉันเป็นคนภาคกลางไปมีครอบครัวและทำงานที่เชียงใหม่ เลยได้ไปเห็นงานประเพณีของทางภาคเหนือที่เขาทำดอกไม้จากไม้ไผ่ซึ่งมีความสวยงามและมีสเน่ห์ เขาทำขึ้นมาใช้ในประเพณีแล้วก็ไม่ได้เอาไปทำอะไรต่อ ดิฉันเลยเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะเอาลายที่ชาวบ้านเขาทำกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นลวดลายง่าย ๆ มาสานต่อให้เป็นประโยชน์”

เสน่ห์ในงานฝีมือของคนในท้องถิ่น

หลังจากคุณแม่ได้ลงพื้นที่ไปศึกษาในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ คุณแม่ก็ค้นพบว่าไม้ไผ่ในแต่ละพื้นที่นั้นมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เทคนิคจักสานของคนในแต่ละท้องถิ่นก็ไม่เหมือนกัน คุณแม่จึงหยิบเอาลวดลายจักสานจากฝีมือชาวบ้านหลาย ๆ ชุมชน มาเป็นแมททีเรียลในการทำงาน ซึ่งสามารถสร้างงานและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับพวกเขา

คุณแม่ : “ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเขาไม่ได้มีเม็ดเงินที่แน่นอนและชัดเจน หรือได้เงินไม่ต่อเนื่อง พอความถี่ในการผลิตงานจักสานมันเพิ่มขึ้น รายได้เขาก็เพิ่มขึ้น เราจะสั่งเขาตลอดแล้วเขาทำได้จำนวนมาก กลายเป็นอาชีพที่มีรายได้ชัดเจน จากเมื่อก่อนที่เขาต้องไปลงแขกดำนาเอง เขาก็ไม่ไปทำแล้วเพราะอายุมากแล้ว 50-60 ขอนั่งทำงานจักสานดีกว่า แล้วก็เอาเงินที่ได้จากเราไปจ้างคนอื่นทำแทน ลูกหลานเขาก็แฮปปี้”

คุณเป้ง : “พอคนในชุมชนเขาเห็นว่างานจักสานเล็ก ๆ น้อย ๆ มีคนจ้างนะ เขาก็เริ่มกลับมาทำแล้วก็มีช่างฝีมือมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำงานจักสานเป็นอยู่แล้ว แต่เขาทำขายเองได้อันละ 10-20 บาท พอเราสามารถเพิ่มมูลค่าจากสิ่งที่เขาทำโดยสร้างรายได้ให้เขาจากการจ้างงาน มันเลยกลายเป็นรูปแบบของการอนุรักษ์ การสืบสาน การต่อยอด และการเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มคนเหล่านี้”

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น

ผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยคือการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณะ จึงเป็นที่มาของแบรนด์ VASSANA ที่จุดประสงค์แรกไม่ได้ต้องการจะสร้างแบรนด์เพื่อการขายหรือทำเงิน แต่เป็นความมุ่งมั่นที่อยากโชว์ให้เห็นว่างานจักสานไม้ไผ่สามารถเป็นอะไรได้อีกมากมาย

นอกจากคุณแม่วาสนาจะเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่แรก อีกหนึ่งคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังไอเดียสุดบรรเจิดและงานดีไซน์ต่าง ๆ ก็คือ ‘คุณเป้ง – สาวิน สายมา’ ลูกชายของคุณแม่วาสนา นักออกแบบรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยปรับรูปลักษณ์งานจักสานให้กลายเป็นงานศิลปะที่มีความร่วมสมัย

คุณแม่ : “ดิฉันรู้สึกว่างานภูมิปัญญามันมีสเน่ห์อยู่แล้ว แต่จะทำยังไงให้มันมีคุณค่ามากขึ้น พอดีลูกชายเข้ามาต่อยอดเรื่องการออกแบบ ซึ่งเจนเขามองอะไรทะลุปรุโปร่งกว่าเรา ดิฉันอาจจะเห็นแต่งานหัตถกรรมบ้าน ๆ แล้วก็ทำได้เท่าที่เราเคยสัมผัส แต่จริง ๆ งานจักสานไม้ไผ่นี้ทำอะไรได้หลากหลาย ซึ่งดิฉันคิดไม่ถึงเลยว่าไม้ไผ่ที่เขาสานกระบุงหรือตะกร้า จะสามารถทำเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องแขวนที่มีความสวยงาม อย่างที่ลูกชายคนนี้ต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน”

คุณเป้ง : “อย่างที่คุณแม่บอกว่าแต่ละชุมชนจะมีเทคนิคการสานไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจินตนาการของช่างฝีมือ เพราะฉะนั้นลวดลายของแต่ละพื้นถิ่นก็อาจจะรับเอาวัฒนธรรมอื่นมาประยุกต์ ทำให้เรากล้าที่จะนำลวดลายที่มีมาก่อนมาสร้างสรรค์ให้เกิดลวดลายใหม่ ๆ ซึ่งไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์แต่ยังเป็นการพัฒนาต่อยอดอีกด้วย” 

งานจักสานที่บอกเล่าวิถีชีวิต

คุณค่าในงานจักสานของแบรนด์ VASSANA อาจไม่ใช่สินค้าที่ให้ประโยชน์ในแง่การใช้สอย แต่คืองานศิลปะที่บอกเล่าเรื่องราวบางอย่างที่ลึกซึ้ง เราจึงถามถึงคอนเซปต์ที่แบรนด์ใช้ในการครีเอทงานทุก ๆ ชิ้น

คุณเป้ง : “ด้วยความที่เราเป็นคนเชียงใหม่ เราจะเห็นงานศิลปหัตถกรรมอยู่ในทุก ๆ อิริยาบถของชีวิต งานศิลปะมันไม่เพียงตอบสนองอะไรบางอย่าง แต่มันทำหน้าที่หลาย ๆ อย่างในวิถีชีวิตของคน โดยเฉพาะงานจักสานที่เขาตั้งใจเอาไปเป็นเครื่องบูชา มันไม่ได้สวยหรอก มันไม่ได้มีความละเมียด ความงามของมันไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ แต่อยู่ที่แรงศรัทธาของคนที่เขาทำงานชิ้นนั้นด้วยใจบริสุทธิ์ อันนั้นคือความงามที่เราสัมผัสได้และประทับใจ”

“แม้กระทั่งการที่ผู้หญิงส่วนใหญ่จะทำงานจักสานไว้ใช้ในครัวเรือน มันก็มองเห็นถึงความอบอุ่นในครอบครัว การซัปพอร์ตกันของคนในบ้าน สานให้คนนั้นใช้คนนี้ใช้ สานเผื่อเอาไปขายก็ไม่ได้เอากำไร ขายเอาเพื่อนฝูง มันมีความงามอะไรบางอย่างของวิถีชีวิต เราก็เลยเอาคำว่า ‘วิถีชีวิต’ นี่แหละมาเป็นเรื่องราวหลัก ๆ ในการทำชิ้นงานของ VASSANA

“อีกอย่างมันค่อนข้างรีเลทกับงานจักสาน เพราะมันคือเส้นไม้ไผ่ที่สานกันให้เกิดรูปทรง เหมือนเรานิยามว่าเส้นไม้ไผ่แต่ละเส้นก็เหมือนผู้คนที่อยู่ร่วมกัน ซึ่งมีนัยยะถึงงานจักสานที่มีรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ มันก็ยิ่งถ่ายทอดถึงอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนหรือความต่างของแต่ละวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจนมาก ๆ เพราะแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลวดลายประจำของเขา”

ลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ VASSANA

ระหว่างการพูดคุยเราก็ชื่นชมดีเทลของส่วนประกอบในงานจักสานแต่ละชิ้นอย่างไม่อาจละสายตาด้วยความพิถีพิถันที่สานขึ้นโดยช่างฝีมือในท้องถิ่น ซึ่งคุณแม่ได้แจกจ่ายงานให้กับช่างในหลายจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา ตามความถนัดและคุณสมบัติของไม้ไผ่ในแต่ละพื้นที่

เราจึงขอให้คุณแม่ช่วยยกตัวอย่าง 3 ลวดลายที่เป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์

1. ‘ลายริ้ว’ เป็นลายที่พัฒนามาจาก ‘ลายดอกแบน’ โดยคุณแม่นำมาบิดเป็นเกลียวเพื่อเป็นชิ้นส่วนหลักในการประกอบเป็นมาลัย ซึ่งส่วนใหญ่ลายนี้จะทำโดยช่างฝีมือใน อ. เชียงม่วน จ. พะเยา เนื่องจากวัสดุในท้องถิ่นอย่าง ‘ไม้ไผ่เริม’ จะมีปล้องที่ยาวกว่าไม้ไผ่ที่อื่น ทำให้ได้ไม้ไผ่เส้นยาว ๆ มาสานเป็นลายนี้ได้ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องเสียเวลามาต่อเส้นไม้ไผ่นั่นเอง

2. ‘ลายใบไม้’ เป็นลายที่พัฒนามาจาก ‘ลายตะขาบ’ ซึ่งดั้งเดิมจะใช้กับงานใบตอง โดยปกติจะมีลักษณะเป็นเชือกเส้นกลมและเส้นแบน แต่คุณแม่นำมาอะแดปต์ด้วยการดึงเส้นที่สานออกมาให้เหมือนใบไม้ที่ดูแล้วสวยงาม

3. ‘ลายนกวาสนา’ เป็นลายที่พัฒนามาจากการสานของเล่นในสมัยก่อนที่จะสานเป็นตัวนกหรือเต่า โดยคุณแม่นำเทคนิคมาผสมผสานกันเพื่อต่อยอดให้งานมีความละเอียดและเป็นนกที่สวยสมบูรณ์แบบมากขึ้น

พวงมาลัยชิ้นมาสเตอร์พีซ

หากจะให้เลือกผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซสักชิ้น เราก็คงจะเลือกชิ้นงานที่คราฟต์ที่สุด แต่คุณแม่กลับหยิบพวงมาลัยที่สานด้วยไม้ไผ่อันหนึ่งขึ้นมา ซึ่งหากดูดีเทลเมื่อเทียบกับชิ้นอื่นแล้วอาจไม่ใช่ชิ้นที่สวยที่สุดหรือเนี้ยบที่สุด

ถึงอย่างนั้นคุณแม่ก็บอกกับเราว่าชิ้นนี้แหละคือผลงานที่ภูมิใจที่สุด เพราะเป็นต้นแบบชิ้นแรกที่คุณแม่คิดและทำขึ้นมา จากนั้นลูกชายจึงเข้ามาช่วยเสริมเติมแต่งจนกลายมาเป็นหนึ่งในโปรดักต์ที่ขายดีที่สุดของแบรนด์

คุณแม่ : “พวงมาลัยชิ้นแรกที่ดิฉันทำ ตั้งใจที่จะเอาลวดลายจากหลายชุมชนมาทำเป็นพวงมาลัยหนึ่งพวง รู้สึกว่าน่าสนใจตรงที่มันไม่ใช่แค่หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แต่ว่าในพวงมาลัยแต่ละพวงนี้ แต่ละดอกก็มาจากแต่ละที่อย่างอุบะนี้ใช้ 9 ดอก ทำจากช่าง 9 คน สื่อถึงวิถีชีวิตคนตามคอนเซปต์ที่ได้วางไว้”

“ตอนแรกก็ทำไม่สวยเลยนะ ลูกยังบอกว่าแม่มัดมาลัยหลวมไป หน้าตาดูขี้เหร่ แต่มันขายได้เพราะคนมองว่าแปลกดี เขาไม่เคยเห็นมาลัยที่ทำจากไม้ไผ่ จากนั้นหน้าตาของมาลัยก็ค่อย ๆ สวยขึ้น จากที่ตัวคุณแม่ทำแค่สีธรรมชาติ ลูกชายก็มาเพิ่มเติมในส่วนของการนำสีหรือวัสดุอย่างอื่นเข้ามาประกอบ ซึ่งมองแล้วมันน่าดูแล้วก็มีสีสันมากขึ้น เราก็รู้สึกว่าเขามาช่วยทำให้สมบูรณ์ เติมเต็มในส่วนที่เคยขี้ริ้วขี้เหร่ให้เป็นงานที่ทุกคนยอมรับว่าสวย ตัวนี้ถือเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์เลยก็ว่าได้ ซึ่งเขามาช่วยเรื่องความสวยงามและเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น” 

Dior X VASSANA

ส่วนผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซในมุมมองของคุณเป้ง คงเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากโปรเจกต์ที่เขาได้ร่วมงานกับแบรนด์เนมระดับโลกอย่าง ‘Dior’ ซึ่งคุณเป้งบอกกับเราว่าเป็นงานที่เขาตั้งใจใส่สุดในทุกอย่าง และเป็นประสบการณ์ที่สนุกท้าทายในฐานะของศิลปิน โดย VASSANA เป็น 1 ใน 7 แบรนด์ไทยดีไซเนอร์ที่ได้รับคัดเลือกให้มาร่วมสร้างสรรค์คอนเซปต์สโตร์สุดยิ่งใหญ่ของกรุงเทพฯ กับคอลเลคชันกระเป๋า Lady Dior จำนวน 32 ใบ ที่ออกแบบมาไม่ซ้ำกัน สะท้อนถึงความสวยงามที่หลากหลายของงานหัตถกรรมไทย

ภายใต้คอนเซปต์ที่บอกเล่าความงามของดอกไม้ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่งอกงาม ผลิดอก เบ่งบาน และร่วงโรย สื่อถึงตัวตนของ VASSANA ซึ่งมักจะเล่าวิถีชีวิตของผู้คนที่มีการผันผ่านของช่วงวัยเฉกเช่นเดียวกับดอกไม้ รวมทั้งแสดงให้เห็นการนำงานจักสานมาผสมผสานเข้ากับการร้อยมาลัย ซึ่งใช้ลวดลายดอกไม้ที่สานขึ้นจากไม้ไผ่มาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์

คุณเป้ง : “การได้ร่วมงานกับ Dior เขาไม่ได้เห็นเราเป็นแค่ช่างฝีมือ แต่เขาให้เกียรติเราในฐานะศิลปินท่านหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับการทำงานในบ้านเรา คำว่าช่างฝีมือกับศิลปินมันแทบจะไม่ได้อยู่ด้วยกันเลย คนเป็นช่างก็จะเป็นช่าง คนเป็นศิลปินก็เป็นศิลปิน แต่ในการทำงานกับต่างชาติเขากลับให้คุณค่าและให้ความสำคัญกับส่วนนี้”

“เรารู้สึกประทับใจ ตื้นตัน แล้วก็อยากให้ช่างฝีมือบ้านเรามองตัวเองในฐานะศิลปินบ้าง เพราะการที่เรามองตัวเองในฐานะช่างเราก็จะทำงานตามสั่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราเป็นศิลปินที่กำลังทำงานศิลปะ เราจะอยากทำงานอะไรก็ตามให้มันแตกต่างและเป็นตัวของตัวเอง แล้วการก๊อปปี้งานกันหรือการเห็นช่างคนนั้นทำได้ดีแล้วไปทำตามก็จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งมันจะเป็นการเจริญงอกงามอีกอย่างหนึ่ง วงการศิลปะหรือวงการงานหัตถกรรมบ้านเราจะต้องคึกคักและน่าสนุกมากเลย นี่คือสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นในชุมชนช่างของไทยมาก ๆ”

Photo from Dior Gold House

งานศิลปะของนักสะสม

จาก Pain Point ที่แบรนด์ VASSANA เล็งเห็นว่างานหัตถกรรมทางภาคเหนือมักจะเป็นงานจักสานง่าย ๆ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามหรือเป็นที่ยอมรับเท่ากับงานจักสานในภูมิภาคอื่น VASSANA จึงค่อย ๆ พัฒนาโปรดักท์ในแบบฉบับของตัวเอง จนกลายมาเป็นแบรนด์ที่ยกระดับงานจักสานโดยช่างฝีมือในภาคเหนือให้มีคุณค่าทางศิลปะจนเป็นที่ต้องการของนักสะสม

คุณเป้ง : “VASSANA นับหนึ่งจากการขายในงานแฟร์ ซึ่งเราทำเองขายเองก็จะเห็นว่าจริง ๆ แล้วลูกค้าต้องการอะไร เราเริ่มสังเกตว่ากลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่คือใคร เลยทำให้เราสามารถที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาหาเราได้มากขึ้น และที่สำคัญคือเรารับคำติชมจากลูกค้าเองโดยตรง เราก็จะรู้ว่าต้องไปพัฒนาต่อยอดตรงไหน”

“ลูกค้าในไทยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Silver Gen ซึ่งมีกำลังซื้อสูงและมีความ Royalty มาก พอพัฒนาสินค้ามาเรื่อย ๆ กลุ่ม Working Adult ก็เริ่มมาเป็นลูกค้าเรา เพราะเขาต้องการซื้อไปเป็นของขวัญให้กับกลุ่ม Silver Gen แต่ด้วยความที่ Working Adult เป็นกลุ่มที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัว เรื่องราคาเลยเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ เราก็อาจจะต้องทำราคาให้เป็นมิตรกับกลุ่มนี้มากขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่กลุ่ม Silver Gen พึงพอใจที่จะซื้อด้วย เพราะถ้าราคาถูกไปเขาจะมีความรู้สึกว่าเป็นการดูถูกช่างฝีมือ”

“มีลูกค้าเยอะมากที่เป็นคอลเลกเตอร์เขามาตามเก็บงานกระเป๋าที่คุณแม่ทำไว้เมื่อก่อน มันสะท้อนให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองเราเป็นแค่แบรนด์ที่ขายงานจักสาน แต่มองเราเป็นศิลปินที่เขาอยากจะซื้องานคุณแม่เก็บไว้ ซึ่งการที่เราสามารถก้าวข้ามจากการที่เรามองตัวเองเป็นแค่ช่างมาเป็นศิลปินก็เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจ”

แบรนด์ที่สองแม่ลูกร่วมกันปั้น

การได้เห็นคนสองเจนทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะแม่ลูกที่มีช่วงวัยห่างกันมาก ๆ ต้องมาร่วมกันปลุกปั้นแบรนด์หนึ่งขึ้นมา คงจะมีความยากในเรื่องมุมมองการทำงานที่ต่างกัน เราจึงถามคุณเป้งถึงการตัดสินใจมาทำแบรนด์กับคุณแม่ว่ามีการปรับจูนกันอย่างไร

คุณเป้ง : “ด้วยช่วงวัยที่ต่างกัน มุมมองก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ดังนั้นการทำงานก็ต้องแบ่งพาร์ทกันไปเลย อย่างคุณแม่ก็จะรับผิดชอบเรื่องการพูดคุยกับกลุ่มช่างที่ก่อนหน้านั้นเขาไปทำวิจัยลงพื้นที่ เขาก็จะรู้จักกับช่างฝีมืออยู่แล้ว ส่วนในเรื่องการออกแบบหรือการผลิตทั้งหมดก็จะเป็นหน้าที่ของเรา”

“ที่สำคัญคือการทำงานร่วมกันเราต้องช่วยกันติ เพราะสินค้าหรือโปรเจกค์ที่เราทำออกไป เราอาจจะมองว่าสวยแต่มันคือแว่นตาของเรา ในมุมมองของคุณแม่ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเจนเนอเรชันนี้ เราก็ไม่รู้ว่าคนวัยนี้มองสิ่งนี้ว่าสวยไหม ถ้าเป็นเขาจะควักเงินซื้อไหม เราก็ต้องถามต้องปรึกษา สิ่งที่เราคิดว่ามันใช่มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ มันคือการทำงานของคนสองเจนเนอเรชัน เพราะฉะนั้นเราต้องลดทิฐิลง”

ความสำเร็จของ VASSANA

ในวันนี้ที่ VASSANA กลายเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับในเรื่องของฝีมือ มีโอกาสได้ร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลก รวมไปถึงได้รางวัลระดับประเทศมาแล้วมากมาย แต่สิ่งที่เราไม่ได้เล่าก็คือกว่าที่แบรนด์จะเดินทางมาถึงวันนี้ ต้องใช้เวลาหลายปีและเป็นเส้นทางที่ไม่ง่ายเลย เราจึงถามคุณแม่และคุณเป้งว่าการได้มายืนในจุดนี้ทั้งสองคนรู้สึกอย่างไร และมองภาพอนาคตของแบรนด์ไว้อย่างไรบ้าง

คุณแม่ : “เราก็เป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แล้วก็แก่แล้ว แต่ที่เราทำนี้ไม่ใช่แค่ตัวเรา ลูกก็สามารถมาช่วยตรงนี้ มันเป็นความสุขที่รู้สึกสบายใจ แล้วก็ภาคภูมิใจจากการตอบรับของป้า ๆ แม่ ๆ ที่เขาก็มีความสุขไปด้วย เขาบอกว่าคิดไม่ถึงเลยว่าเราจะพาเขามาถึงจุดนี้ได้ แล้วงานที่เขาเห็นว่าสวยงามก็เป็นฝีมือของพวกเขา เขารู้สึกว่าเขาเชื่อถือเราได้ แล้วเขาก็ขอบคุณที่เราทำให้เขามีอาชีพ”

คุณเป้ง : “เราไม่ได้มองว่าจุดนี้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อะไร เพราะวัตถุประสงค์ของเรามันเปลี่ยนไปทุกวัน มันคือความสำเร็จในช่วงหนึ่งที่เราได้เดินทางไกลมาอีกระยะหนึ่งแล้ว เรามองแค่ตอนนี้มากกว่าเพราะเราเชื่อเหลือเกินว่า ปัจจุบันมันคือรากฐานของอนาคต เราเลยไม่ได้มองอนาคตไว้ไกลเกินไป แล้วก็ไม่ได้ยึดติดกับผลสำเร็จในอดีตจนไม่ทำอะไรเลย เราพัฒนาอยู่ตลอด ถ้าวันนี้เราทำมันดีแล้ว สุดท้ายเดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็จะดีเอง”

ส่งต่อและสืบสานความภาคภูมิใจ

ก่อนจากกันเราทิ้งท้ายด้วยการให้ทั้งคู่ฝากแมสเสจดี ๆ ถึงสิ่งที่คุณแม่อยากส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง และสิ่งที่คุณเป้งอยากสานต่อในสิ่งที่คนรุ่นก่อนได้สร้างเอาไว้

คุณแม่ : “มาถึงจุดนี้เราคิดไว้อยู่แล้วว่าคงจะมีจุดอิ่มตัว ยอมรับว่าแก่แล้ว ตั้งแต่แรกเริ่มเลยเราก็คิดลวดลายทุกอย่าง ในความเป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือจากวัสดุไม้ไผ่ แล้วก็ได้ลูกชายมาช่วยเพิ่มเติมในส่วนของโปรดักท์ให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คือจะทำยังไงก็ได้เพียงแต่ให้เหลือความเป็น VASSANA อยู่ เหมือนว่าสองคนแม่ลูกสร้างชิ้นงานร่วมกัน เราก็รู้สึกภูมิใจที่เขาสามารถต่อยอดจากแม่ได้อย่างสง่างาม”

คุณเป้ง : “เราอยากเป็นต้นแบบสำหรับคนที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรแบบนี้ เราไม่ต้องไปหาสิ่งที่ไกลตัว ลองดูใกล้ ๆ ก่อน บางทีสิ่งที่ใกล้ตัวเรา มันอาจจะฝังเข้าไปในสายเลือด ฝังเข้าไปในความรู้สึก ฝังเข้าไปในการกระทำ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้สิ่งที่แปลกใหม่อะไร เหมือนที่เราทำงานกับแม่ เราก็เห็นมาตั้งแต่แรก เราคลุกคลีมาตั้งแต่แรก ดังนั้นการที่เรากลับมาต่อยอดหรือกลับมาทำให้มันดีขึ้น มันก็ทำให้เราเริ่มได้ไวและเริ่มได้ไกลขึ้น”

“อยากจะฝากว่าถ้าไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงหรือไม่ใช่สิ่งที่เราไม่ชอบ ลองกลับไปดูสิ่งใกล้ ๆ ตัวดู โดยเฉพาะคนในเจเนอเรชันเดียวกับเรา อายุ 20-30 หรือเกือบ 40 อาจจะมีธุรกิจครอบครัวอยู่แล้ว ลองกลับไปดูซิว่า ถ้าเราสานต่อธุรกิจตรงนั้นได้ เราจะสามารถไปพัฒนาต่อยอดอะไรได้บ้าง”

IT MIGHT INSPIRE YOU

Marionsiam

แบรนด์เสื้อผ้าที่เติมชีวิตชีวาให้ 'บาติก' ด้วยเส้นสายและดีไซน์ที่โมเดิร์น

Granite in the House

แบรนด์ไอเท็มหิน งานศิลป์สุดคราฟต์ที่มีชิ้นเดียวในโลก

WA.Sculpture Studio

แบรนด์พระพิฆเนศบนฐานเมฆ ที่อยากดีไซน์ให้คนเห็นแล้วมีความสุข

The Warehouse Talat Noi

โกดังเก่าย่านตลาดน้อย คอมมูนิตี้ของคนรัก Art Food Music