“เราไม่สามารถเรียกการฉายหนังได้ว่างาน ถ้า Definition ของงานคือการทำสิ่งที่ได้เงิน แต่เราทำเพื่อ Survive เหมือนการกินน้ำ การกินอาหาร การหายใจ คุณต้องทำมันเพราะคุณทำมันคุณจึงมีชีวิตอยู่”
ประโยคนี้คงพอทำให้คุณเห็นภาพว่าคน ๆ หนึ่งจะมีแพสชันกับสิ่ง ๆ หนึ่งได้มากขนาดไหน เพื่อนบ้านคนนี้คือ ‘คุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา’ ผู้เป็นทั้งนักเขียนวรรณกรรม นักเขียนบทวิจารณ์หนัง และนักฉายหนังผู้ก่อตั้งกลุ่ม Wildtype นอกจากนี้ คุณวิวัฒน์ยังเป็นคนเบื้องหลังที่จัดโปรแกรมให้กับเทศกาลหนังมากมาย และได้ร่วมงานกับ Documentary Club อยู่บ่อย ๆ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นเภสัชกรอีกด้วย
ชีวิตของเภสัชกรที่รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อรักษามาตรฐานวิชาชีพ ยอมปลีกเวลาส่วนตัวมาทุ่มเทกับสิ่งที่รักนั่นก็คือการฉายหนังภายใต้ชื่อกลุ่ม ‘Wildtype’ โดยหนังที่ได้รับการคัดเลือกมาฉายมีตั้งแต่หนังสั้น หนังสารคดี หนังทดลอง หนังอาร์ต หนังนอกกระแส ด้วยความตั้งใจของ ‘Wildtype’ ที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้คนทำหนังเหล่านี้ได้มีที่ทางของตัวเอง
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบดูหนังหรืออ่านแล้วรู้สึกมีแพสชันขึ้นมา ต้องมาฟังเรื่องราวของเภสัชกรผู้รักการดูหนัง และปลีกเวลามาจัดงานฉายหนังเพื่อรันวงการหนังนอกกระแสมามากกว่า 10 ปี กันเลย!

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน เรามีโอกาสนัดคุยกับ ‘คุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา’ หลังจบงานเสวนา ‘Micro Cinema Thailand 2025’ ในหัวข้อ ‘โอกาสและความท้าทายของโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กในประเทศไทย’ ซึ่งจัดขึ้นที่ ‘Doc. Club & Pub’ ในจังหวะเดียวกับที่โรงหนังอิสระแห่งนี้กำลังจะปิดตัวลงพอดี
หากใครเป็นสายดูหนังนอกกระแส น่าจะเคยเห็นประเด็นในแวดวงหนังไทยเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการทำโรงหนังขนาดเล็ก (Micro Cinema) ทำให้ ‘Doc. Club & Pub’ ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างสรรค์และแลกเปลี่ยนไอเดียสำหรับคนทำหนัง ต้องประกาศยุติการฉายหนังเพราะข้อจำกัดเรื่องใบอนุญาตโรงหนังไปอย่างน่าเสียดาย
Neighbors and Friends จึงถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเยือนเพื่อนบ้านอย่าง ‘Doc. Club & Pub’ เป็นครั้งสุดท้าย และนั่งคุยกับคุณวิวัฒน์ถึงแพสชันในการฉายหนังของเขา ซึ่งแม้ว่าพื้นที่ดี ๆ ในการฉายหนังจะหายไปอีกหนึ่งแห่ง แต่คุณวิวัฒน์ก็ยังคงมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อที่จะได้ฉายหนัง และเปิดโอกาสให้คนทำหนังนอกกระแสได้มีพื้นที่ปล่อยของต่อไป


เติบโตมากับหนังและแมกกาซีน
ก่อนอื่นเราขอแนะนำให้ชาว Neighbors and Friends ได้รู้จักกับ ‘คุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา’ ผู้เป็นทั้งนักเขียนวรรณกรรม นักเขียนบทวิจารณ์หนัง และนักฉายหนังผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘Wildtype’ นอกจากนั้น คุณวิวัฒน์ยังเป็นคนเบื้องหลังที่จัดโปรแกรมให้กับเทศกาลหนังมากมาย และได้ร่วมงานกับ Documentary Club แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เขายังมีอีกหนึ่งบทบาทในการเป็นเภสัชกรอีกด้วย
ถ้าถามว่าคุณวิวัฒน์มีแพสชันเรื่องหนังมาตั้งแต่ตอนไหน คงต้องย้อนกลับไปสมัยเขายังเป็นเด็กหนุ่มที่เติบโตมากับการดูหนัง นอกจากแวะเวียนไปดูหนังใหม่เข้าโรงเป็นประจำ ทุกคืนวันหยุดเขายังเฝ้ารอรายการ ‘Big Cinema’ ที่นำหนังดังมาฉายทางโทรทัศน์ตอนดึก ๆ
พอเริ่มขึ้นมัธยมคุณวิวัฒน์ก็หลงใหลไปในโลกของหนังมากขึ้น ด้วยความที่บ้านอยู่ในเมืองภูเก็ตซึ่งรายล้อมไปด้วยโรงหนังและมีหนังหลากหลายแนวให้เลือกดู ไม่ว่าจะเป็นหนังฮอลลีวูดหรือหนังฮ่องกง และอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจดจำจากยุคอะนาล็อกก็คือ ‘VHS’ หรือ ‘Video Home System’ ที่คุณวิวัฒน์สมัยวัยรุ่นต้องเดินเข้าออกร้านเช่าวิดีโอเป็นว่าเล่น
แต่สิ่งที่มีอิทธิพลกับคุณวิวัฒน์มากที่สุดกลับเป็นแมกกาซีนหนังอย่าง ‘Starpics’, ‘Entertain’, ‘หนังและวิดีโอ’ ซึ่งคุณวิวัฒน์ไม่เพียงแค่ได้อ่านเรื่องย่อหนังหรือบทวิจารณ์หนัง แต่ยังได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหนังแบบลงลึก และได้รู้จักหนังหลาย ๆ เรื่องที่หาดูยากในสมัยที่อินเตอร์เน็ตยังไม่บูมเท่าทุกวันนี้
“ตอนนั้นน่าจะเรียนจบแล้ว เราได้อ่านบทวิจารณ์ของ ‘คุณสนธยา ทรัพย์เย็น’ (พี่สน) แล้วก็พบว่ามันมีหนังอีกแบบหนึ่งอยู่ในโลก ซึ่งเราไม่มีทางที่จะหาดูได้ในตอนนั้น มันคือหนังชื่อ ‘Wings of Desire (1987)’ ของ ‘Wim Wenders’ เป็นหนังเยอรมันว่าด้วยเทวดาตกสวรรค์ พออ่านงานของพี่สนแล้วเราก็มีจินตนาการอยู่ในหัว ซึ่งใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะหาเรื่องนี้มาดูได้”
“พอได้ดูแล้วก็พบว่าไม่มีอะไรเหมือนในจินตนาการเลย แต่ช่องว่างระหว่าง ‘หนังในหัว’ กับ ‘หนังในความเป็นจริง’ นั่นแหละที่มันส่งอิทธิพลกับเรา เหมือนเราจินตนาการถึงมัน หมกมุ่นอยู่กับมัน แล้วมันก็สร้างเรื่องราวขึ้นมาในหัว เราเลยได้ฝึกเขียนผ่านจินตนาการพวกนี้ แล้วก็ฝึกเขียนผ่านการอ่านเรื่องย่อหนังจากแมกกาซีนด้วย”

จุดเริ่มต้นของนักฉายหนัง
เมื่อได้ซึมซับเกี่ยวกับหนังและงานเขียนมาตั้งแต่ช่วงมัธยม คุณวิวัฒน์ก็กลายมาเป็นนักเขียนวรรณกรรม รวมถึงนักเขียนบทวิจารณ์หนังที่มีผลงานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และแม้จะไม่ได้เรียนสายหนังมาโดยตรง แต่อีกหนึ่งแพสชันที่คุณวิวัฒน์ทำมาโดยตลอดนั่นก็คือ ‘การฉายหนัง’
ซึ่งพอคุณวิวัฒน์เรียนจบด้านเภสัชฯ เขาก็ได้เปิดร้านหนังสือชื่อ หนัง(สือ)2521 ที่เมืองเก่าภูเก็ตกับเพื่อน ๆ ตอนนั้นเองที่คุณวิวัฒน์ได้รู้จักกับ ‘คุณสนธยา ทรัพย์เย็น’ หรือ ‘พี่สน’ เป็นการส่วนตัว ซึ่งนอกจากพี่สนจะเป็นนักเขียนและนักวิจารณ์หนังที่คุณวิวัฒน์นับถือ พี่สนยังเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มฉายหนังในนาม ‘Filmvirus’ ที่คุณวิวัฒน์เข้ามาเป็นสมาชิกรุ่นที่ 3 อีกด้วย แม้ปัจจุบันกลุ่มนี้จะยุติบทบาทไปแล้ว แต่ก็ถือเป็นต้นแบบการฉายหนังให้กับคุณวิวัฒน์เลยก็ว่าได้
หลังจากคุณวิวัฒน์คลุกคลีอยู่กับการฉายหนังและเริ่มเข้าสู่วงการดูหนังมาราธอน เขาก็ได้รู้จักเพื่อน ๆ ชาว Cinephile หรือคนรักหนังมากขึ้นตามเทศกาลหนังสั้นต่าง ๆ วันหนึ่งคุณวิวัฒน์นึกอยากจัดโปรแกรมฉายหนังด้วยตัวเองบ้าง จึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการชวนเพื่อนมาช่วยฉายหนังจนเป็นที่มาของกลุ่ม ‘Wildtype’ นั่นเอง
“พอไปดูหนังสั้นเยอะ ๆ เราก็พบว่าหนังที่ประกวดรอบสุดท้ายกับหนังที่เราชอบมันไม่ตรงกัน แล้วเราก็รู้ว่าหนังพวกนี้ถ้าเราไม่เอามาฉาย มันจะหายไปเลย เราก็เลยร่วมกันกับเพื่อนอย่าง ‘คุณจิตร โพธิ์แก้ว’ ครีเอตโปรแกรมขึ้นมาชื่อ ‘Filmvirus Wildtype’ โดยเลือกหนังจากความชอบของตัวเองเป็นหลัก”
“ปีถัดมา ‘คุณเกี๊ยว-นราวัลลภ์ ปฐมวัฒน’ กลับจากเมืองนอกมาเปิดห้องสมุดชื่อ ‘The Reading Room’ ที่ตอนนั้นยังอยู่แถวเจริญกรุง เกี๊ยวก็มาชวนให้ไปฉายหนังที่นั่น แล้ว The Reading Room ก็ย้ายมาสีลม ต่อมาเราก็ไปฉายที่ Lido Cinema ลามไปเรื่อย ๆ ทีนี้คนที่มาดูหนังก็กลายเป็นเพื่อนกันแล้วก็มาช่วยงานกัน ในท้ายที่สุดมันก็เกิดขึ้นมาเป็นกลุ่ม ‘Wildtype’ ”


ต่อลมหายใจให้คนทำหนัง
หนังที่ได้รับการคัดเลือกมาฉายในโปรแกรมของ ‘Wildtype’ มีตั้งแต่หนังสั้น หนังสารคดี หนังทดลอง หนังอาร์ต หนังนอกกระแส โดยเฉพาะหนังที่มีความยาวก้ำกึ่ง ซึ่งมีความยาวเกิน 30 นาทีจึงไม่สามารถส่งประกวดตามเทศกาลหนังสั้น แต่ก็สั้นเกินกว่าที่จะฉายในโรงหนังทั่วไป ความตั้งใจของ ‘Wildtype’ จึงต้องการที่จะเปิดพื้นที่ให้กับคนทำหนังเหล่านี้ได้มีที่ทางของตัวเอง
“จริง ๆ หลายปีก่อนจะมาฉายหนัง เราใช้วิธีเขียนซึ่งเป็นวิธีเดียวที่ทำให้หนังถูก Recognize เราเขียนถึงมันเพื่อให้หนังเหล่านี้ถูกจดจำ ถ้าติดตามบล็อกของ ‘คุณจิตร โพธิ์แก้ว’ พี่จิตรเป็นคนที่เขียนถึงหนังที่ได้ดูไว้เยอะมาก แล้วมันเป็น Archive ที่สำคัญ เพราะในวันที่เรากลับไปย้อนดูก็จะพบว่าหนังที่เคยฉายที่เมืองไทย มันมีไอเดียแบบนี้ ๆ ด้วยนะ”
“เราเริ่มต้นจากการเขียนถึงหนัง ทีนี้เรารู้สึกว่าถ้าเอาหนังพวกนี้มาฉาย มันจะเป็นการต่อลมหายใจให้คนอื่นพูดถึงหนังได้อีกนิดก็ยังดี เพราะฉะนั้นการฉายหนังโดยตัวของมันเองนั่นแหละคือเป้าหมาย เราไม่สามารถพูดเป้าหมายที่สูงส่งอย่างการยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ เราแค่คิดว่าที่เราฉายหนังเพราะเราอยากให้มันถูกพูดถึงต่ออีกหน่อย เราอยากให้คนทำหนังเหล่านั้นรู้ว่ามีคนชอบหนังของเขาอยู่และมีใจที่จะทำหนังต่อไป”

ประตูบานหนึ่งปิดอีกบานจะเปิดออก
การที่ ‘Doc. Club & Pub’ โรงหนังอิสระซึ่งเปรียบเสมือนบ้านอีกหลังของ ‘Wildtype’ ต้องปิดตัวลง ทำให้คนฉายหนังอย่างคุณวิวัฒน์ต้องระหกระเหินหาพื้นที่เร่ฉายหนังอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณวิวัฒน์คิดที่จะเลิกฉายหนังเลยแม้แต่น้อย
“ยุคโควิดที่โรงหนังไม่ให้ฉายต้องอพยพไปฉายออนไลน์เราก็ผ่านมาแล้ว ยุคที่เราเลิกฉายกับ ‘The Reading room’ ต้องเร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ เราก็ผ่านมาแล้ว เราคิดว่าประตูบานหนึ่งปิด ประตูอีกบานจะเปิด อย่างล่าสุด ‘Doc. Club & Pub’ ถูกปิด เราก็ประกาศว่าถ้าไม่มีที่ฉายก็จะไม่ฉายแล้วนะ แต่กลับมีคนมาเสนอพื้นที่ให้ฉายหนังเยอะเลย เราเลยได้เจอพื้นที่ใหม่ ๆ อย่างล่าสุดก็ได้ไปฉายที่ ‘GalileOasis’ ”
ในวันที่ ‘Wildtype’ เหมือนจะเจอทางตัน คุณวิวัฒน์ก็หาลู่ทางให้กับการฉายหนังได้เสมอ ซึ่งการมองหาทางออกเพื่อเดินหน้าต่อ ทำให้คุณวิวัฒน์ค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ ๆ และขยายโอกาสไปได้ไกลกว่าเดิม
“หลังโควิด ‘Wildtype’ มันขยายออกไปเป็นการฉายออนไลน์ ตอนนั้นเราใช้ชื่อโปรแกรม ‘ฉายให้เด็กมันดู’ ตอนที่ฉายเราพบว่านี่มันเป็นสุนทรียศาสตร์แบบใหม่ จากที่คนมาดู ‘Wildtype’ เคยต้องเดินทางมาดูที่กรุงเทพฯ แต่ตอนนั้นกรุงเทพฯ มันล็อกดาวน์ เลยมีมิตรสหายจากอุบล เชียงใหม่ ปัตตานี พะเยา เขา Cast ที่เรา Live สดขึ้นไปฉาย ทุกจังหวัดเลยสามารถดูไปพร้อมกันได้ หลังจากนั้นเราก็ได้ฉายหนัง 12 จุด 12 จังหวัดพร้อมกัน คนดูที่อื่นก็โอบรับหนังเหล่านี้ เหมือนหนังมันได้ออกไปเจอผู้ชมของมันนอกพื้นที่ ซึ่งถ้ามันถูกจำกัดการฉายในพื้นที่แบบหนึ่ง มันก็อาจจะไม่เจอผู้ชมที่แท้จริงของมัน ซึ่งสำหรับเราถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ความสำเร็จสูงสุดของเราเลยคือการได้ฉายพร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ”


Photo by Wildtype
ถ้ายังสนุกกับมันก็จะทำไปเรื่อย ๆ
ตั้งแต่จุดเริ่มต้นถึงวันนี้ ‘Wildtype’ เผชิญการเปลี่ยนแปลงมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็อยู่มาได้จนเข้าปีที่ 16 เราสงสัยว่านอกจากการฉายหนังที่เป็นเหมือนอีเวนต์ให้เพื่อน ๆ ได้มาพบปะกัน และไปนั่งกินข้าวพูดคุยแลกเปลี่ยนกันสนุก ๆ หลังดูหนังจบ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คุณวิวัฒน์ตั้งหน้าตั้งตาดูหนังเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง เพื่อคัดเลือกหนังดีมีคุณภาพมาจัดโปรแกรมฉาย
“การที่มันยังรันต่อไปได้เพราะยังมีคนทำหนังอยู่ ถ้ามีคนทำหนังส่งมาเราก็จะฉายจนกว่าจะไม่มีที่ฉายหรือไม่มีแรงจะฉายแล้ว ที่มันอยู่มาได้ขนาดนี้ก็เพราะมันไม่ได้มีเป้าหมาย มันก็เลยไม่มีความผิดหวัง มันมีแต่ความสนุกของคนทำ เราทำกันด้วยความสนุกไม่ได้โดนกดดันให้ทำ มันจะรู้สึกกดดันก็ต่อเมื่อเราคิดว่าปีนี้เราไม่ทำดีกว่า แต่พอไปเราดูหนังมาราธอนแล้วเจอว่าเรื่องนี้มันน่าฉายนี่หว่า ถ้าเราไม่ฉายแล้วจะมีใครเอามาฉายไหม สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาฉายเพราะเราอยากฉาย มันแค่นั้นเลยจริง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะไม่ทำคือต้องเลิกดูหนังไปเลยมั้ง ซึ่งก็คงไม่เป็นอย่างนั้น”
“ช่วงนี้ BEFF (Bangkok Experimental Film Festival) มันหนักมาก ที่ผ่านมาต้องดู 500 เรื่องในเวลา 1 เดือน ช่วยกันดูแค่ 2 คน แต่ถ้าหนังมันดีเราก็อยากเอามาฉาย ถามว่าทำไปทำไม เสียตังค์ก็เสีย เหนื่อยก็เหนื่อย เรารู้สึกว่าก็มันสนุกไง ถ้าวันไหนมันไม่สนุกแล้วก็จะไม่ทำ ช่วงหนึ่งเราเคยเขียนโครงการขอทุนแต่มันไม่สนุกเลย เราเลยเลือกว่า ‘Wildtype’ จะไม่โต แต่มันควรจะต้องลงใต้ดินไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มันเข้าไปอยู่ในระบบ มันจะสูญเสียความเป็นไปได้ที่มันเคยมี ถึงจะประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง แต่มันมีการร่วมมือกันในแบบต่าง ๆ นอกกรอบของการเป็นเทศกาลหนัง เรารู้ว่ามันทำได้เราก็จะลองทำดู”

เภสัชฯ ที่รักการฉายหนัง
ถึงจะจริงจังกับการฉายหนังมามากกว่า 10 ปี แต่คุณวิวัฒน์ก็ไม่ได้ต้องการหารายได้จากสิ่งนี้เป็นหลัก เพราะชีวิตอีกด้านของเขาทำงานประจำเป็นเภสัชกรอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ คุณวิวัฒน์เผยความในใจว่าแม้เขาจะรักการฉายหนังเหนือสิ่งอื่นใด แต่เขาก็ไม่อาจละทิ้งอาชีพเภสัชฯ ที่มีความจำเป็นต่อการดูแลรักษาชีวิตของผู้คน
“งานเภสัชฯ มันคล้าย ๆ Gatekeeper เพราะเราเป็นด่านสุดท้าย พอคุณทำงานวิชาชีพคุณต้องรักษามาตรฐานไม่ให้ตกเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด และบริหารจัดการให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ในสภาวะที่ขาดแคลนบุคลากร เพราะตอนนี้ทุกคนก็รู้ว่าสาธารณสุขไทยต้องทำงานหนัก ถ้าพูดว่าเรากำลังทำสิ่งที่สำคัญก็เหมือนการพูดเกินเลย แต่ถามว่าเราทำอะไรที่มันมีความหมายอยู่ไหม เราก็คิดว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เราเลยรู้สึกว่าอยากจะรับผิดชอบมันให้ดี”
ในฐานะเภสัชกรที่มีงานล้นมือการปลีกเวลามาจัดงานฉายหนังคงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงถามคุณวิวัฒน์ถึงการบาลานซ์กายใจให้ร่างไม่แหลกและใจยังโอเค พร้อมเต็มที่กับการทำงานและการทำสิ่งที่รักโดยไม่มีด้านไหนขาดตกบกพร่อง
“งานหลักอย่าให้ขาด ทำให้ดีที่สุด แต่ว่าก็เหนื่อยหน่อย ไอเดียการใช้ชีวิตของเราคือให้ทำงานอะไรก็ได้ แล้วเราจะเอาเวลาที่เหลือหลังจากทำทุกอย่างให้คนอื่น กลับไปดูหนัง ไปอ่านหนังสือ ไปฟังเพลง มันเพียงพอแล้ว ซึ่งมันอาจจะไม่ตรงกับไอเดียของการทำตามความฝันอะไรนะ แต่เป็นวิธีการที่เราใช้ในการหลบหนีของเราเอง เหมือนเป็นอุปกรณ์ป้องกันภัย เป็นเซฟตี้ของเรา ในขณะเดียวกันงานประจำก็ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ถ้าเราลาออกไปอาจจะจัดงานฉายหนังไม่ได้แล้วเพราะเราไม่มีเงินมากขนาดนั้น”

ชีวิตคือบทหนัง
เราให้คุณวิวัฒน์ช่วยแนะนำหนังสัก 3 เรื่อง โดยมีโจทย์ว่า “ถ้าเปรียบชีวิตตัวเองกับหนังจะเป็นเรื่องอะไร” แม้จะเป็นคำถามที่ตอบยาก แต่คุณวิวัฒน์ก็พยายามเลือกหนังที่สะท้อนชีวิตของเขามากที่สุด
“จริง ๆ หนังที่เราชอบใช้กับตัวเองบ่อย ๆ มันเป็นการเปรียบเทียบแบบโรแมนติกนะ คือเราชอบตัวละครตำรวจใน ‘Days of Being Wild’ ของ Wong Kar-wai เพราะก่อนหน้านี้เรามีชีวิตอยู่เพื่อดูแลคนอื่น เลยรู้สึกผูกพันกับตัวละครตัวนี้ที่เป็นคนยากจน และไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองแต่ต้องดูแลคนอื่น”

Photo from ‘Days of Being Wild’ Directed by Wong Kar-wai
“ ‘Perfect Day’ ของ Wim Wenders ก็พูดได้ในแง่หนึ่งเพราะใช้ชีวิตสองโลกเหมือนกัน คือเรารู้ว่าตัวละครมันมีความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่มันถูกวางไว้นอกเฟรมหนัง แล้วมันก็พยายามจะมีชีวิตอยู่ให้ได้”

Photo from ‘Perfect Day’ Directed by Wim Wenders
“เรื่องสุดท้ายอาจจะเลือก ‘Paterson’ ของ Jim Jarmusch พระเอกเป็นคนขับรถบัส ทุกวันเขาจะกลับบ้านไปเขียนบทกวี แล้วก็มีเมียเป็นศิลปิน เรื่องมีแค่นั้นเลย เราชอบตัวละครที่ต้องทำงานหนึ่งไปด้วยและทำงานอีกอย่างไปด้วย แล้วก็อยู่กับตัวเอง โลกการเขียนบทกวีเป็นโลกที่ไม่มีใครเข้าไปได้ แม้แต่งานหรือภรรยาก็ไม่สามารถจะเข้าไปในโลกของเขาได้ หนังมันพูดถึงความโดดเดี่ยวในใจบางอย่าง แต่มันไม่ได้เป็นความเศร้าหรือเจ็บปวด มันก็เป็นแค่คน ๆ หนึ่งที่ขับรถบัสแล้วเขียนบทกวี”
“เราจำได้ว่าฉากจบมันสวยมาก พระเอกไปเจอคนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เขียนบทกวีเหมือนกัน แล้วก็บอกว่าการแปลบทกวีก็เหมือนการอาบน้ำใส่เสื้อฝน มันจบแค่นั้นเลย เป็นสิ่งที่แปลไม่ได้ แต่มันคือความรู้สึกของการสงบจิตสงบใจเมื่อได้อยู่คนเดียว และเป็นสิ่งที่ทำให้คิดถึงตัวเอง ในเรื่อง ‘Perfect Day’ ก็เหมือนกัน”

Photo from ‘Paterson’ Directed by Jim Jarmusch
ฉายหนังเพื่อมีชีวิตอยู่
หลังจากได้พูดคุยกับคุณวิวัฒน์ ใจความหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นการนิยามความหมายให้กับการฉายหนังสำหรับคุณวิวัฒน์ได้ดีที่สุด นั่นก็คือ ‘ฉายหนังเพื่อมีชีวิตอยู่’
“เราไม่สามารถเรียกการฉายหนังว่างาน ถ้า Definition ของงานคือการทำสิ่งที่ได้เงิน เพราะฉะนั้นมันไม่เชิงเป็นงาน แต่เราทำเพื่อ Survive เหมือนการกินน้ำ การกินอาหาร การหายใจ คุณต้องทำมันเพราะคุณทำมันคุณจึงมีชีวิตอยู่ เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าเกิดอยู่มาวันหนึ่ง เราเลิกทำทุกอย่างก็คงตาย เหมือนคนติดละครแล้วบอกว่า ฉันจะไม่ตายจนกว่าละครเรื่องนี้จะจบ ฉันต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ถึงวันพุธ เพราะเดี๋ยวจะมีละครตอนใหม่ออกมา เราว่ามันเป็นแบบนั้น”
หลังจบบทสัมภาษณ์นี้เราเชื่อว่าหลายคนน่าจะมีสิ่งที่ตัวเองรัก แม้จะไม่ได้ทำเป็นงานหลักเพื่อเลี้ยงชีพ แต่อย่างน้อย ๆ มันก็เป็นงานอดิเรกที่สามารถหล่อเลี้ยงจิตใจหรือเติมไฟในวันที่เราเหนื่อยล้า Neighbors and Friends จึงตั้งใจที่จะส่งต่อเรื่องราวนี้เพื่อให้ทุกคนรักษาแพสชันของตัวเองให้ลุกโชนเอาไว้
เช่นเดียวกับคุณวิวัฒน์ที่ยังสนุกกับการฉายหนังมาอย่างยาวนาน เพื่อฉายแสงให้คนทำหนังและสร้างแรงบันดาลใจให้คนดู พร้อมรันวงการหนังนอกกระแสต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะหมดแรง
