Unneeed

ฮีลใจในทุกโมเมนต์กับเทียนหอม ที่สื่อสารตัวตนผ่าน ‘SCENT เส้น STORY’

วันไหนที่รู้สึกหมดแรง ให้ลองเลือกเทียนกลิ่นที่ชอบ จุดสร้างบรรยากาศให้หอมฟุ้ง แล้วกลับมาอยู่กับตัวเองดูสักพักกับเทียนหอม ๆ ของ Unneeed

ถึงจะเป็นแบรนด์เล็ก ๆ แต่ Unneeed อัดแน่นไปด้วยความใส่ใจจาก คุณมีมี่-พัทธวรรณ สุกทน ผู้หลงใหลในการเล่าเรื่อง และ คุณแพล้น-ปิยะณัฐ สงเคราะห์​ ผู้หลงรักการวาดรูป ทั้งสองผสานความหลงใหลในเรื่องกลิ่น และความถนัดในเรื่องราวของศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ Neighbors and Friends ถูกดึงดูดเข้าไปในโลกเทียนหอมได้อย่างง่ายดาย และถือโอกาสชวนทุกคนมาค้นพบความน่าสนใจของแบรนด์ Unneeed ผ่านคอลัมน์ Behind the Brand ในครั้งนี้ไปด้วยกัน

นอกจากเรื่องราวของแบรนด์ที่น่าทำความรู้จักแล้ว เพื่อนบ้านของเรายังมี How to จับคู่เทียนหอมกลิ่นต่าง ๆ กับกิจกรรมฮีลใจเพื่อให้ชาว Neighbors and Friends ไปเลือกใช้ในโมเมนต์ที่ตัวเองชอบกันได้เลย!

ปฏิเสธไม่ได้ว่าท่ามกลางเทียนหอมหลากหลายแบรนด์ การจะเข้าไปอยู่ในใจชาว Candle Lover ให้สำเร็จนั้น ช่างดูเป็นเรื่องที่ท้าทาย

แล้วใครจะรู้ว่าการเล่าเรื่องและศิลปะ ที่นำมาเชื่อมโยงกันกับกลิ่นหอม กลับกลายเป็นจุดที่ทำให้ Unneeed เพื่อนบ้านของเราเข้าถึง ‘จิตใจ’ ผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง จนตัวตนแบรนด์ของเล็ก ๆ แบรนด์นี้เริ่มเติบโตขึ้นในตลาดที่มีคู่แข่งมากมาย

เพราะ Unneeed ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เป็นแค่เทียนหอมที่ดูดี แต่เป็นสิ่งของที่มีคุณค่าทั้งในแง่ความรู้สึก และเรื่องราวข้างใน

ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนบ้านที่ชื่อว่า Unneeed

การค้นพบแบรนด์เทียนหอมที่มีคอนเซปต์เข้าถึงจิตใจผู้คนในครั้งนี้ ทำให้ Neighbors and Friends ชวนคุณมีมี่ และ คุณแพล้น พาร์ทเนอร์คู่คิดของ Unneeed มาเปิด Home Studio พูดคุยทำความรู้จักกัน เพื่อสำรวจแนวคิดและเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่ลึกซึ้ง

เมื่อพ้นประตูเข้าสู่ภายใน กลิ่นหอมของเทียนที่ถูกจุดก็ลอยอบอวลมาทักทาย บทสนทนาเริ่มต้นขึ้นอย่างผ่อนคลาย เราได้รู้ว่า คุณมีมี่ เคยทำงานเป็น Creative-Art Director อยู่ในเอเจนซีโฆษณามาก่อน จึงคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องผ่านภาพและดีเทลต่าง ๆ ส่วน คุณแพล้น เป็นสถาปนิก ถนัดด้านการออกแบบ และตอนนี้ก็ยังทำงานด้านนั้นอยู่ โดยเปิดออฟฟิศร่วมกันกับเพื่อน

ถ้าจะให้ลงลึกถึงเบื้องหลังของ Unneeed ไปอีก ก็พบว่ากว่าจะมาเป็นแบรนด์เทียนหอมที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ต้องผ่านเรื่องราวมากมายที่หลอมรวมกลายมาเป็นประสบการณ์ให้ได้เรียนรู้ ตกตะกอน ปรับเปลี่ยน เพื่อเติบโต

หากใครยังจำช่วงโควิดได้ ถือเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนต่างได้กลับสู่พื้นที่ของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลาเหล่านั้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนของใครหลายคนเช่นเดียวกับทั้งคุณมีมี่ และ คุณแพล้น

คุณมีมี่ : “มี่ชอบพวกเครื่องหอมอยู่แล้ว แต่จุดเริ่มต้นจริง ๆ มาจากความอยากลองเอาความถนัดของแต่ละคนมารวมกันทำอะไรบางอย่างดู มี่ชอบเล่าเรื่อง พี่แพล้นชอบวาดรูป พอมาเจอเทียนหอม มันเหมือนเป็นคำตอบพอดี”

Unneeed จึงเป็นเหมือนพื้นที่ตรงกลางของทั้งสองคน โดย คุณมีมี่ จะดูเรื่องคอนเซปต์ และการเล่าเรื่อง ส่วนคุณแพล้น ช่วยเรื่องดีไซน์ มุมมองศิลปะ และโครงสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแรงขึ้น จากความชอบเทียนหอมจึงนำไปสู่การทำแบรนด์เทียนหอมของตัวเองในที่สุด

ถ้าหากถามถึงที่มาของชื่อสุดแปลกตา Unneeed ที่เมื่อสังเกตจะเห็นว่ามี ‘e’ เพิ่มเข้ามาในคำ ที่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

คุณมีมี่ : “ชื่อ Unneeed มาจากการเล่นคำนิดหน่อยค่ะ คำว่า Unneed แปลว่าสิ่งที่ไม่จำเป็น ส่วน Need ก็คือสิ่งที่จำเป็น เราชอบความย้อนแย้งตรงนี้ เพราะบางครั้งสิ่งที่ดูเหมือนไม่จำเป็น มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ใจเราต้องการจริง ๆ”

คุณแพล้น : “ตัว ‘e’ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นเรื่องของดีไซน์ที่อยากแทรกไว้เป็นกิมมิก และเป็นความตั้งใจที่ซ่อนไว้เหมือนเป็น ‘สายตาใหม่’ ทำให้กลับมามองชื่อนี้อีกครั้ง คือถ้ามี ‘e’ แค่ 2 ตัว ว่ากันตามตรงเราอาจจะมองผ่านไปเลยก็ได้ การเติม ‘e’ เพิ่มเข้ามาอีกมันทำให้สะดุดตา มองเผิน ๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่มันจะสร้างความ เอ๊ะ แล้วกลับมามองคำนั้นใหม่อีกครั้ง เอ๊ะ เขียนถูกหรือเปล่านะ”

คุณมีมี่ : “มันเป็นสัญลักษณ์ของการกลับมามองสิ่งเดิมในมุมใหม่ เหมือนที่เราอยากให้ทุกคนกลับมาเห็นคุณค่าในตัวเองอีกครั้ง ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร แค่เป็นตัวเองในแบบที่สวยงามอยู่แล้ว”

เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ ความหมายที่แทรกไว้เลยสะท้อนกลับไปที่ชื่อแบรนด์ กลายเป็นแก่นแนวคิดของ Unneeed ไปโดยปริยาย

Event Cards

โดยแรกเริ่ม เรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำเทียนหอมมาจาก ความรัก ภาพและเรื่องราว ในคอลเลกชันแรก ๆ จึงเกี่ยวกับความสวยงาม และว่าด้วยเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนเป็นส่วนใหญ่

คุณมีมี่ : “ก่อนหน้านี้เราอาจจะโฟกัสที่ความสวย ความละมุนเป็นหลัก แต่ตอนนี้ทุกอย่างที่เราทำ ต้องมีความหมายมากกว่านั้น ทุกกลิ่น ทุกแพ็กเกจ ทุกชิ้นงาน ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มันมีไว้เพื่ออะไร และ มันกำลังสื่อสารอะไรกับคนที่ได้รับ”

คุณมีมี่ เล่าว่า ในระหว่างทาง Unneeed ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าเรื่อย ๆ ทั้งที่ต้องการได้ฝาสำหรับปิดด้านบนแก้ว หรือแม้กระทั่งคำขอต่าง ๆ ที่อยากให้ ‘Unneeed’ ทำ ไม่ว่าจะขอให้เขียนการ์ดแทนความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง จนเป็นที่มาของไอเดีย Event Cards เสมือนเป็นของขวัญที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

คุณมีมี่ : “พอเราได้เห็นว่าข้อความเล็ก ๆ เหล่านี้มันมีผลกับใจคนมากแค่ไหน ก็เริ่มรู้สึกว่า ทำไมเราจะไม่เขียนให้ทุกคนเลยล่ะ? เลยเริ่มออกแบบการ์ดที่ตรงกับช่วงชีวิตต่าง ๆ และตั้งใจเขียนด้วยลายมือทุกใบ แม้จะไม่มีใครขอเลยก็ตาม เพียงแค่หวังว่า ข้อความที่อยู่ในซองเล็ก ๆ ใบนั้น อาจจะไป made my day ให้กับใครบางคนในวันที่เขาต้องการกำลังใจพอดี”

Scents เส้น Story

คุณมีมี่ : “เพราะการที่เราได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้ามากมาย ทำให้มีไอเดียเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างนั้น จนรู้สึกว่าแบรนด์โตไวมาก พอมันโตขึ้นปุ๊บ ก็เหมือนได้เรียนรู้ว่า ความรักมันไม่ได้มีแค่มอบให้คนอื่นด้วย มอบให้ตัวเองก็ได้นี่ เพราะฉะนั้น สตอรีทุกอันมันก็จะค่อย ๆ ถูกใส่มา จะมีความลึกขึ้นในเชิงชีวิต”

การทบทวนตัวแบรนด์ในครั้งนั้น เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ Unneeed หายไป และกลับมาใหม่ด้วยคอนเซปต์การเล่าเรื่องที่ต่างไปจากเดิม พร้อมมุมมองที่โตขึ้น นับเป็นก้าวใหญ่ที่แสดงถึงการเติบโตไปในจังหวะที่เนิบช้า และเริ่มมั่นคงทางความรู้สึกทีละน้อย

จากจุดนี้เองที่ Unneeed เริ่มชัดเจนแล้วว่าต้องการที่จะสื่อสารกับคนที่อยากจะกลับมารักตัวเอง และมอบความรักให้กับคนที่เรารัก

คุณมีมี่ : “เราเลยให้ความสำคัญกับการสื่อสาร เรื่องการฮีลใจ มากขึ้น ผ่าน Scents เส้น Story กลิ่น เรื่องราว ดีไซน์ และทุก ๆ รายละเอียดที่เราทำ เพราะสุดท้ายแล้ว เราอยากให้ทุกคนที่จุดเทียนของ Unneeed ได้รู้สึกว่า เขาก็สำคัญ และมีคุณค่าเสมอ”

ตัวตนของ ‘Unneeed’ นอกจากจะถูกสะท้อนผ่านแนวคิด ชื่อแบรนด์ ยังรวมถึงดีไซน์ ทั้งตัวโปรดักส์ภายใน และกล่องพัสดุภายนอก ซึ่งมีข้อความที่แสดงความห่วงใยปรากฏอยู่แทบทุกมุมของกล่องเทียนหอม Unneeed

คุณมีมี่ : “เพราะเราเน้นขายออนไลน์เป็นหลัก สิ่งแรกที่ลูกค้าจะได้สัมผัสจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเทียน แต่คือกล่องพัสดุค่ะ เราก็เลยอยากเปลี่ยนการเปิดกล่องธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นเหมือนอ้อมกอดเล็ก ๆ ที่ส่งไปหาคนรับ ในทุกจุดที่เขาได้มอง ได้จับ หรือได้อ่าน เราค่อย ๆ ใส่ข้อความไว้เหมือนเป็น hidden message เล็ก ๆ ที่ปลอบใจเขาทีละนิด”

คุณมีมี่ และ คุณแพล้น ยังได้อธิบายไปทีละส่วน ไล่มาตั้งแต่ข้างกล่องที่ฝากข้อความเอาไว้ว่า ‘อย่าเพิ่งตัดสินเราจากกล่องที่ยับเยินนะ ลองเปิดดูก่อน’ เผื่อกรณีที่ด้านนอกกล่องเกิดไม่เรียบร้อยระหว่างเดินทางไปถึงมือผู้รับ เป็นการ Ice-Breaking เล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้รับยิ้มได้ก่อนจะเข้าไปถึงข้างในตัวกล่อง

พอเปิดมา ก็จะเจอกล่องของขวัญที่ห่อเอาไว้อย่างตั้งใจ ด้านบนมีข้อความสำหรับชื่นชมและยกย่องคนอ่านในฐานะ ‘คนธรรมดาที่เก่งมาก ๆ ในแต่ละวัน’ ด้วย Unneeed หวังว่าถ้าวันไหนเหนื่อย อยากให้เทียนนี้เป็น พื้นที่ปลอดภัยเล็ก ๆ สำหรับทุกคนได้พักใจ และเมื่อเปิดกล่องเทียน ก็ยังมีจุดเล็ก ๆ ที่ซ่อนดีเทลไว้ให้รู้สึกว่า มีคนใส่ใจอยู่ตรงนี้นะ

และขั้นตอนสุดท้ายทุกคนก็จะได้สัมผัสกับแก้วเซรามิกสีดำ พร้อม ‘ภาพ’ และ ‘กลิ่น’ ของเทียน ซึ่งก็คือหัวใจของ Unneeed ที่อยากส่งผ่านเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ กลับไปให้ผู้ที่ได้รับเทียนหอมไว้

หัวใจหลักของ Unneeed

เมื่อสัมผัสกับภาพบนแก้ว จะเห็นว่า Unneeed ใช้มันเป็นสติกเกอร์ติดบอกกลิ่นของเทียนแก้วนั้น ๆ ซึ่งสามารถลอกออกไปใช้ที่อื่นได้ เรียกเชิงเทคนิกว่าเป็นแบบกึ่งสกรีน–กึ่งสติกเกอร์ หากลอกออกแล้วก็จะเจอเข้ากับ ‘หัวใจหลัก’ ของแบรนด์

โดย ‘หัวใจหลัก’ ที่ว่าคือ Tagline ของแบรนด์ที่สกรีนแนบผิวแก้วไว้ ซึ่งจะคงอยู่บนแก้วตลอดไป ถ้าพูดในเชิงปรัชญา ก็คือคอนเซปต์ที่คิดกันในตอนแรก แม้ประสบการณ์จะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ เหมือนสติกเกอร์ภาพวาดที่ลอกออกได้ก็ตาม แต่หัวใจหลักที่เปรียบเสมือนแก่นของ Unneeed นั้นจะยังคงไว้เช่นเดิม

Photo by Unneeed

คุณมีมี่ : “เราอยากให้ทุกกลิ่น ทุกคอลเลกชันมีอิสระในการเล่าเรื่องของตัวเอง ในขณะที่หัวใจของแบรนด์ยังคงเดิมอยู่ใต้ภาพนั้นเสมอ และถ้าใครอยากเก็บภาพไว้ ก็สามารถลอกสติกเกอร์ออกอย่างระมัดระวังเพื่อนำไปติดที่อื่นได้ โดยใช้แก้วเทียนต่อในแบบที่เรียบขึ้น เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ที่เราตั้งใจซ่อนไว้ ให้ทั้งกลิ่น ภาพ และภาชนะ ได้ทำหน้าที่เล่าเรื่องไปพร้อมกัน”

ดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงถ้วยชา

คุณมีมี่ : “แต่เดิมแก้วเทียน Unneeed ถูกผลิตมาเป็นถ้วยชา ที่ปั้นโดย Cegoceramic แบรนด์ท้องถิ่นจากจังหวัดลำปางค่ะ เห็นว่าทรงมันจับถนัดมือ วางตรงไหนก็ดูไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เราเลยนำมาปรับใช้ให้เป็นแก้วเทียน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการส่งเสริม OTOP ไปในตัวด้วย”

Photo by Unneeed

อีกเหตุผลที่ Unneeed เลือกใช้เซรามิกสีดำ เพราะนอกจากจะให้ความรู้สึกนิ่ง เรียบ และอบอุ่น ยังเก็บความร้อนได้ดี ซึ่งเหมาะมากกับเทียนของ Unneeed ที่ใช้ Soy Wax เป็นเบส ซึ่งมีเนื้อสัมผัสนุ่ม และละลายไว การใช้เซรามิกจะช่วยให้การเผาไหม้ของเทียนเป็นไปอย่างดี และปลอดภัยมากขึ้น

ถึงอย่างนั้น แก้วเซรามิกสีดำสวยที่บรรจุเทียนของ Unneeed จะเป็น Food Grade ก็ตาม แต่หลังจากจุดเทียนละลายจนหมดแล้ว และอยากนำแก้วกลับมาใช้ใหม่ จะไม่แนะนำให้นำกลับมาใส่เครื่องดื่มเพื่อบริโภคโดยตรง แต่อาจนำไปใส่สิ่งของ หรือใช้เป็นกระถางปลูกพืชขนาดเล็ก ก็เป็นการเพิ่มสีสันให้กับห้องได้อีกทาง

พอพูดคุยกันถึงเรื่องของแก้วเทียนเซรามิกสีดำ จึงอดไม่ได้ที่จะถามถึงแก้วเทียนเซรามิกสีขาวที่ตั้งไว้ในมุมหนึ่งของห้องสตูดิโอ นั่นคือ ‘เทียนหอม Unneeed รุ่น Limited Edition (ฉบับลองทำ)’

คุณมีมี่ : “ก่อนหน้านี้เราเคยได้มีโอกาสคอลแลปกับแบรนด์เซรามิก Another Cup ค่ะ ลองทำเป็นรุ่น Limited Edition ผลิตออกมาร้อยชิ้น ตอนนี้ขายหมดแล้ว”

คุณมีมี่ : “เรายังรู้สึกสนุกกับการได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับคนอื่นอยู่เสมอค่ะ คิดว่าในอนาคตคงได้ร่วมงานกับศิลปินท่านอื่น ๆ อีกแน่ โดยในตอนแรกเรามี Session พิเศษ เรียกว่า X ก็คือ Collaboration กับศิลปินในสาขาต่าง ๆ แต่เหมือนตอนทำคอลแลปมันเป็นช่วงที่เราหลงทางนั่นแหละ เลยอยากโฟกัสกับการวางรากของ ‘Unneeed’ ให้แข็งแรงก่อน พอเรามั่นใจในแกนของตัวเองแล้ว ค่อยกลับไปขยายออกอีกทีในแบบที่ยังเป็นเราอยู่ ยังไงอนาคตอันไกลนี้ก็จะมีคอลแลปกับแบรนด์อื่น ๆ อย่างแน่นอน”

แม้จะยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าเสร็จ แต่ Unneeed ก็ยังคงไม่ทิ้งความตั้งใจ และคอยเปิดรับเพื่อปรับแก้กันอยู่เสมอ รวมทั้งยังพยายามมากขึ้นเพื่อให้แบรนด์เล็ก ๆ ยังมีพื้นที่เป็นของตัวเอง ท่ามกลางแบรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นตลอด

คุณมีมี่ : “แต่ในความหนัก มันก็มีความสุขอยู่ข้างในนะ ทุกครั้งที่มีคนทักมาบอกว่า กลิ่นนี้ทำให้รู้สึกดี เรื่องราวของแบรนด์ช่วยปลอบใจเขาได้ หรือแม้แต่ลูกค้าเก่าที่คอยกลับมาเขียนคอมเมนต์ให้กำลังใจ มันทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่ทำมีความหมายจริง ๆ แล้วก็สู้ต่อไปได้ในวันที่ยาก”

และนี่คือการได้สัมผัสกับสตอรีที่หลอมรวมให้ Unneeed ยังคงอยู่ จนกลายมาเป็นเทียนหอมที่เข้าถึงจิตใจผู้คนอย่างทุกวันนี้

ลายเส้นที่สื่อสารถึงความหมายที่ลึกซึ้ง

ภายในสตูดิโอ นอกจากมีเทียนหอม ยังมีกรอบภาพแสดงงานศิลปะที่วาดโดย คุณแพล้น ตั้งเรียงอยู่บนชั้นหนังสือ ตลอดเวลาที่ได้พูดคุยก็ได้สัมผัสกับแก้วเทียนเพื่อพลิกดูรายละเอียดตามคำบอกเล่าของทั้งคู่ ทำให้เห็นว่างานศิลปะที่ตั้งแสดงอยู่นั้นเป็นลายเส้นเดียวกับป้ายสติกเกอร์แผ่นเล็ก ๆ บนแก้วเทียนกลิ่นต่าง ๆ

ภาพตรงหน้า เป็น ‘ภาพแนวสัญญะ’ แทนการสื่อความหมายตรง ๆ เมื่อลองถามเหตุผลเพิ่มเติมจึงได้ความจาก คุณแพล้น ว่าสิ่งที่สื่อออกไป เข้าใจง่ายในความรู้สึกมากกว่าความหมายตรง ๆ เพราะบางครั้ง การใช้สัญลักษณ์จะเปิดพื้นที่ให้คนตีความ และเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของตัวเองได้มากกว่า มันเลยทำให้ภาพดูเข้าถึงง่ายขึ้นในแบบของแต่ละคน ไม่ต้องเข้าใจเป๊ะเหมือนกัน แต่อยากให้รู้สึกได้ร่วมกัน

ว่ากันที่ภาพ Lost In Lavender Dreams หนึ่งในคอลเลกชัน The Journey of Lost Boy เส้นทางแรกที่ Lost Boy หลงเข้าไป ท่ามกลางทุ่งลาเวนเดอร์แห่งฝัน ที่พร้อมจะนำพาหัวใจที่สับสนกลับคืนสู่ความสงบ และผ่อนคลาย

คุณแพล้น : “ภาพนี้มีสัญญะที่ซ่อนไว้หลายจุด เกิดจากการตีความว่ามีเด็กคนหนึ่งที่กำลังไปข้างหน้า แต่ระหว่างทางเจอปลาที่ว่ายสวนกับทิศทางที่เด็กชายกำลังมุ่งไป จึงเปรียบฝูงปลาเป็นเหมือนกับกระแสสังคมที่ล้อมรอบเด็กชายเอาไว้ แสดงให้เห็นว่า หลายครั้งเราก็พลัดหลงอยู่ในกรอบที่สังคมหล่อหลอมขึ้นมา”

Painted by Piyanat Songkhorh

ไม่เว้นแม้แต่คาแรกเตอร์ดีไซน์ต่าง ๆ ทั้งตัวปลาที่มีดอกลาเวนเดอร์ หรือเด็กชายหางกระรอกในภาพอย่าง Lost Boy

คุณแพล้น : “มี่ก็แบบเสนอมาว่า Lost Boy อาจจะใช้ดีไซน์ป็นกระรอก เพราะกระรอกมันขี้ลืม แบบบางทีไปเก็บเมล็ดมาเต็มไปหมด แล้วก็ลืมว่าตัวเองเอาไว้ไหน เหมือนเราที่บางครั้งก็อาจหลงลืมตัวเองไปแล้วเผลอใช้ชีวิตไปตามกระแสสังคม เลยได้ดีไซน์ออกมาอย่างที่เห็น แล้วคาแรกเตอร์ของ Lost Boy จะเปลี่ยนไปในแต่ละภาพ เพราะกลิ่นที่ต่างกัน เรื่องราวจึงต่างกัน ทำให้ Mood & Tone เปลี่ยนไปตามนั้นด้วย”

คุณมีมี่ : “เพราะสำหรับเรา กลิ่นไม่ใช่แค่สิ่งที่ดม แต่มันคือความรู้สึกที่ลอยอยู่ในอากาศ บางกลิ่นให้ความสงบ บางกลิ่นเหมือนการโอบกอดที่ไม่ต้องมีคำพูด จากอารมณ์เหล่านั้น เราจึงค่อย ๆ เลือกสี เส้น และจังหวะของภาพให้มันเล่าเรื่องเดียวกันกับกลิ่นนั้น”

เรียกว่าทุกภาพที่ Unneeed สื่อสาร ล้วนมีความน่าสนใจ และสวยงามไปตาม Mood & Tone ในแต่ละกลิ่น หากใครต้องการอ่านความหมายที่ซ่อนอยู่ในภาพอื่น ๆ สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ของ ‘Unneeed’ แล้วจะพบว่า ทุกภาพล้วนมีเบื้องหลังที่ถูกคิดมาแล้วอย่างลึกซึ้ง

เมื่อลงรายละเอียดไปถึงลายเส้นและเทคนิคต่าง ๆ เราได้พบว่าเพื่อนบ้านของเรา มีการเชื่อมโยงการใช้เทคนิคไปกับเรื่องราวในภาพด้วยเช่นกัน อย่างเทคนิคแบบ Embossed Line Art ที่ซ่อนอยู่ใน Love Collection

คุณมีมี่ : “Embossed Line Art เป็นเทคนิคงานศิลปะแบบงานสลัก ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะการแกะสลักในอดีต เส้นสายเรียบง่าย (Engraving) แต่มีรายละเอียด เส้นที่ไม่ได้เพียงแค่ปรากฏบนพื้นผิว แต่จมลึกลงไปเหมือนร่องรอยของความรักที่ไม่จำเป็นต้องเสียงดัง แต่ยังคงอยู่”

เทคนิค Embossed Line Art จึงเหมือนการบันทึกความรู้สึกของความรัก ที่ประทับเอาไว้แบบเงียบ ๆ และยาวนาน ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ช่างสมกับเป็น Love Collection ตามแบบฉบับ Unneeed จริง ๆ

ความซับซ้อนของการดีไซน์กลิ่น

คุณมีมี่ : “เรื่องกลิ่นดูเป็นความชอบส่วนบุคคล ยิ่งมันมีท็อปโน้ต เบสโน้ต มิดเดิลโน้ตพวกนี้ เราก็ต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับมัน เพื่อผสมให้ออกมาเป็นกลิ่นที่ตรงตามเรื่องราวที่อยากจะสื่อด้วย และความเป็นเทียนหอมมันยากขึ้นอีกตรงที่ต้องใช้ไฟ พอใช้ไฟปุ๊บ ความร้อนมันทำให้กลิ่นเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเราต้องดมกลิ่นอยู่ตลอดเวลา แล้วก็จะมีปรึกษาพาร์ทเนอร์ที่เป็นดีไซเนอร์เรื่องกลิ่นโดยเฉพาะด้วย”

“ซึ่งคอลเลกชันที่คิดว่าออกแบบกลิ่นยากที่สุดคงเป็น Lost Boy ค่ะ เพราะมันพูดถึงความหลงทาง ความสับสน และการค้นหาตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกและซับซ้อนมาก เลยต้องใช้เวลาทั้งในแง่ของกลิ่น และเรื่องราว เพื่อให้มันออกมาเป็นประสบการณ์ที่มากกว่าการเป็นแค่เทียนหอม”

พูดคุยเรื่องกลิ่นกันได้สักพัก เราก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า แล้วกลิ่นแบบไหนที่ Unneeed ยังไม่มี และอยากลองสร้างขึ้นมาบ้าง

คุณมีมี่ : “เราคิดถึง ความไทยโมเดิร์น มันจะเป็นแบบไหนกันนะ เราเองก็สงสัย เพราะกลิ่นไทยตีความได้หลากหลาย ลมทะเล หรือกลิ่นเครื่องเทศ หรือกลิ่นดอกไม้ชาววัง มันน่าจะสนุกถ้าเราได้เอามาตีความใหม่ บวกกับรูปที่เป็นลายผนังโบสถ์ไทย”

คุณแพล้น : “อันนี้แบบท้าทายมาก เพราะเราก็ยังไม่เคยลองวาดใส่ ‘Unneeed’ มาก่อน แล้วมันก็เป็นลายเส้นล่าสุดที่อยากลองวาดดู เพราะว่าหลัง ๆ เริ่มเข้าวัดบ่อย ได้เห็นงานจิตรกรรมเยอะขึ้น รู้สึกว่ามันสวยมาก ก็เลยคิดว่า อยากจะเอามันมาลดทอนบางอย่าง แล้วก็ทำให้ดูโมเดิร์นขึ้น วาดในสไตล์ไทยโมเดิร์น”

คุณมีมี่ : “เราเชื่อว่า ถ้าทำออกมาได้ดี มันจะเป็นอะไรที่น่าสนใจทั้งกับคนไทย และคนต่างชาติเลย เพราะมันคือกลิ่นของศิลปะ วัฒนธรรม และจิตใจที่ซ่อนอยู่ในความเป็นไทย แบบที่ไม่ต้องบอกตรง ๆ แต่รู้สึกได้”

จับคู่กลิ่นเทียนกับกิจกรรมที่ช่วยฮีลใจ

ด้วยความที่ต้องใช้ชีวิตในสังคมที่รีบเร่ง บางครั้งมันทำให้เราอ่อนล้าเสียจนอยากหาเวลาปลีกตัวมา เพื่อทำกิจกรรมพักผ่อนสบาย ๆ Neighbors and Friends เลยได้ชวนเพื่อนบ้าน Unneeed มา ‘จับคู่กลิ่นเทียนกับกิจกรรมง่าย ๆ ที่ทำให้ใจเบา’ ได้ออกมาเป็นกลิ่น 3 สไตล์ และ 3 กิจกรรมฮีลใจที่อยากแนะนำให้ทุกได้ลองทำตามกัน

เริ่มกันที่กิจกรรมแรก กับ ‘การวาดรูปแบบปล่อยใจค้นจอย’

เหมาะกับกลิ่นที่ช่วยให้เราล่องลอย และผ่อนคลาย เช่น Lost In Lavender Dreams หรือ เพราะเธอเป็นเธอ ตอนที่วาดรูปไม่ต้องกังวลว่าภาพจะออกมาสวยไหม แค่ปล่อยให้อารมณ์นำทาง ให้มือค่อย ๆ สื่อสารกับใจ มันคือการค้น ‘จอย’ ที่อยู่ข้างในมากกว่าจะต้องสร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบ สวยไม่สวย เราจะไม่ตัดสินมัน

เมื่อเวลาและบรรยากาศเป็นใจ ก็คงเป็นช่วงที่ดีที่ได้กลับมาพักผ่อนไปกับหนังสือสักเล่มที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดอ่านค้างไว้ หรือ อ่านเล่มใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านตา

‘อ่านหนังสือเล่มโปรด’

เมื่อเวลาและบรรยากาศเป็นใจ ก็คงเป็นช่วงที่ดีที่ได้กลับมาพักผ่อนไปกับหนังสือสักเล่มที่ครั้งหนึ่งเคยเปิดอ่านค้างไว้ หรือ อ่านเล่มใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านตา

เราแนะนำกลิ่นแนววานิลลา เช่น Very Vanilla หรือ Dream Wild เหมาะกับการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของตัวอักษร หรือแม้แต่เปิดใจให้กับแนวหนังสือที่ไม่เคยอ่านมาก่อน กลิ่นอุ่น ๆ จะช่วยให้การอ่านเป็นเหมือนการพักผ่อนมากกว่าการพยายามเข้าใจ

วันไหนที่ความรู้สึกเราไม่มั่นคง การได้หยุดพักด้วยการสงบนิ่งก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ฮีลใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ กับ ‘การนั่งสมาธิสงบใจ’

เราชอบใช้ Cosmic Stars กลิ่นแนวไม้ ๆ ที่สงบและลึก เหมือนได้เชื่อมตัวเองกลับไปหาธรรมชาติ ได้ฟังเสียงข้างในเบา ๆ แบบไม่เร่งเร้า เป็นกลิ่นที่ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ง่ายขึ้น

ส่วน Candle Pairing ที่อยากแนะนำเป็นพิเศษ คือการจับคู่ เทียน, เวลา และความรู้สึกในวันนั้น บางคนอาจไม่ต้องมีเหตุผลมาก แค่ ‘วันนี้อยากจุดเทียนเพราะรู้สึกเบลอ ๆ’ ก็เป็นเหตุผลที่พอแล้ว ลองจุดกลิ่นไหนก็ได้ที่รู้สึกว่าใช่ แล้วปล่อยให้กลิ่นพาเราไป

คงจะดีไม่น้อย หากเราได้เปิดเพลย์ลิสต์ฟังคลอไปพร้อมกับกิจกรรมที่ทำอยู่ ซึ่งเราก็ได้รู้แพลน playlist ในอนาคตของ Unneeed เข้าโดยบังเอิญ

คุณมีมี่ : “เรามีแพลน ที่จะทำ Light Up Playlist ค่ะ กำลังค่อย ๆ ครีเอต playlist เล็ก ๆ สำหรับการจุดเทียนอยู่โดยที่เราทำซาวด์กันเอง ตอนนี้มีเพลย์ลิสต์ที่แพลนไว้สำหรับการทำ Meditation ชื่อ ‘Light & Still’ กับเพลย์ลิสต์สำหรับ Creative Time ชื่อ ‘Glow & Flow’ เลือกจุดเทียน แล้วเปิดเพลงเบา ๆ ไปด้วย มันจะเปลี่ยนบรรยากาศทั้งห้องไปเลย”

ระหว่างที่รอการครีเอตเพลย์ลิสต์ข้างบน เรามี Unneeed Playlist ที่ถูกร้อยเรียงไว้แล้วมาให้กดฟังไปพลาง ๆ ระหว่างจุดเทียนหอม ๆ กันก่อน

ตัวตนของ Unneeed ผ่าน ‘กลิ่นหอม’

หลังจากการได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทำให้เห็นว่าเพื่อนบ้านของเราได้มาอยู่ในจุดที่หาคำตอบให้กับตัวเองได้แล้วว่า Unneeed เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร และกำลังสื่อสารอะไรกับคนที่ได้รับ มันสะท้อนออกมาผ่าน Scents เส้น Story ได้อย่างครบถ้วน

เราจึงอยากปิดท้ายด้วยการชวนทั้งคู่มาสำรวจตัวเองก่อนจบบทสนทนาผ่านคำถามที่ว่า ท่ามกลางกลิ่นหอมมากมาย แล้วนิยามความเป็น Unneeed คือกลิ่นแบบไหนที่ใช่ตัวเองที่สุด

“ถ้าให้เรานิยาม ‘กลิ่น’ ที่เป็นตัวแทนของ Unneeed มันคงไม่ใช่กลิ่นที่หวือหวา หรือชัดเจนทันทีที่สัมผัส แต่มันเป็นกลิ่นแบบที่ง่าย ๆ อยากให้นึกถึงสถานที่หนึ่งที่เราจะใช้หลบผู้คนเพื่อมาอยู่กับตัวเอง มันเป็นกลิ่นของทุ่งหญ้าปลายฤดูฝน มีต้นหญ้าเริ่มแห้ง หมอกจาง ๆ ลอยอยู่เหนือพื้นดินที่ยังชื้นอยู่เล็กน้อยจากฝนเมื่อวาน มีเสียงนกร้องไกล ๆ กับกลิ่นเขียวจาง ๆ กับกลิ่นไอดิน”

“โดยรวมเราอยากให้กลิ่นของ Unneeed เป็นแบบนั้น ไม่ต้องเตะจมูกใคร แต่สบายตลอดวันเวลา Unneeed อาจไม่ใช่สถานที่ที่คนส่วนใหญ่ไป แต่มันคือที่ที่ เรากลับไปหาตัวเองได้เสมอ”

และนี่คือเบื้องหลังการทำแบรนด์ที่ลึกซึ้งในทุกมิติ ตามแบบฉบับเพื่อนบ้านของเรา Unneeed

IT MIGHT INSPIRE YOU

Lucky Zen Garden by miumi

ดึงดูดพลังงานดี ๆ แบบมีกิมมิก จาก Lucky Zen Garden D.I.Y. Set

POCO HOUSE

ที่พัก Airbnb ไวบ์อบอุ่นที่ตั้งใจอยาก 'ชุบชีวิตใหม่' ให้กับตึกเก่า

neera retreat hotel

'พื้นที่พักใจ' ที่ชวนทุกคนกลับมาโฟกัสโลกภายในตัวเอง

Hoya Barkery

ขนมน้องหมาแบรนด์ไทยที่เอาใจน้องหมาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ และถูกใจพ่อหมาแม่หมาด้วยราคาที่เป็นมิตร