Hoya Barkery

ขนมน้องหมาแบรนด์ไทยที่เอาใจน้องหมาด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ และถูกใจพ่อหมาแม่หมาด้วยราคาที่เป็นมิตร

หากคุณเป็นทาสหมาและอยากให้รางวัลเด็กดีกับเจ้าหมาตัวเก่ง คุณก็น่าจะกำลังมองหาขนมที่น้องหมาถูกใจ ส่วนคนเป็นพ่อหมาแม่หมาก็แฮปปี้ ไม่ใช่ด้วยรูปลักษณ์ของขนมหรือแพ็กเกจที่ดึงดูดสายตาแต่คือคุณค่าที่น้องหมาจะได้รับ เพราะไม่ว่าใครก็อยากให้สัตว์เลี้ยงแสนรักสุขภาพดีและมีความสุขไปตลอดช่วงชีวิตที่ได้อยู่กับเรา

Neighbors and Friends ได้ไปรู้จักขนมน้องหมาแบรนด์หนึ่งที่ชื่อ Hoya Barkery ซึ่งใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ปรุงรส และไม่ใส่สารกันเสีย โดยใช้กระบวนการอบแห้งเพื่อคงคุณค่าสารอาหารไว้ให้มากที่สุด

หลายคนอาจคิดว่าสินค้าดี ๆ มีคุณภาพแบบนี้คงจะนำเข้ามาและขายแพงแน่ ๆ แต่รู้ไหมว่า Hoya Barkery เป็นแบรนด์ไทยที่ใช้วัตถุดิบและมีกระบวนการผลิตทุกอย่างในไทย โดยมีเจ้าของแบรนด์อย่าง ‘คุณแบ๋ม – ทินภา หิมะทองคำ’ และ ‘คุณทอมมี่ – ทอมมี่ รุ่งมณี’ สามีภรรยาที่เริ่มต้นทำแบรนด์ด้วยความรักที่มีให้น้องหมา และความตั้งใจที่อยากจะแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับคอมมูนิตี้สัตว์เลี้ยงในราคาที่จับต้องได้

หากใครเห็นขนมน้องหมาจาก Hoya Barkery ครั้งแรกอาจรู้สึกตกใจเล็กน้อย ซึ่งคอนเซปต์ของแบรนด์ไม่ได้ต้องการขายความแปลกหรือ Exotic แต่อย่างใด เพราะสิ่งที่แบรนด์เน้นคือคุณค่าสารอาหารที่หลากหลายจากธรรมชาติ มีตั้งแต่วัว เป็ด กระต่าย จระเข้ ที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด

คุณแบ๋ม : “เวลาเรากินอยู่อย่างเดียวเยอะ ๆ ซ้ำ ๆ ร่างกายมันก็เกิดอาการแพ้ เช่นเดียวกับน้องหมาที่จะแพ้ไก่กันเยอะ เพราะไก่เป็นโปรตีนราคาถูกที่มักนำมาทำอาหารเม็ดหรือขนมหมา ซึ่งพอกินเข้าไปเยอะ ๆ ร่างกายก็ต่อต้าน ดังนั้นตามหลักโภชนาการสัตว์เลี้ยงเขาก็ต้องการสารอาหารที่หลากหลาย”

“อีกอย่างคือต้องผ่านกระบวนการแปรรูปหรือปรุงแต่งให้น้อยที่สุด เพราะแบ๋มรู้สึกว่าสินค้าในตลาดสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่จะทำมาเพื่อเอาใจพ่อหมาแม่หมา เขาจึงดีไซน์รูปลักษณ์ของสินค้าให้ออกมาดูน่ารัก มีสีสัน หรือบางครั้งก็ใช้วัสดุสังเคราะห์ ซึ่งบางอย่างมันไม่ได้ปลอดภัย 100% เพราะฉะนั้นทาร์เก็ตเราจึงไม่ใช่พ่อหมาแม่หมา แต่สัตว์เลี้ยงต่างหากที่เป็นลูกค้าของเรา”

ได้อ่านเรื่องราวคร่าว ๆ ของ Hoya Barkery เราก็รู้สึกว่าแบรนด์นี้มีแนวคิดที่แตกต่างและมีสตอรี่ที่น่าสนใจ Neighbors and Friends จึงอยากมาทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านคนใหม่อย่าง ‘คุณแบ๋ม’ และ ‘คุณทอมมี่’ ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้ให้มากขึ้น

โดยก่อนที่คุณแบ๋มและคุณทอมมี่จะกลับมาปลุกปั้นแบรนด์ที่ไทย ขอบอกเลยว่าชีวิตที่อเมริกาของทั้งคู่นั้นไม่ธรรมดา เพราะคุณแบ๋มคือคนไทยที่ได้ทำงานกับคุณหมอที่ NASA โดยเธอต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากการส่งคนขึ้นไปบนอวกาศว่าสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงส่งผลกับร่างกายอย่างไร เพื่อนำมาวางนโยบายด้านสุขภาพ

ส่วนคุณทอมมี่เป็นคนลาวที่ทำงานในหน่วยกู้ภัยของอเมริกา โดยทำหน้าที่เป็นนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ (Paramedic) บนรถพยาบาลในเหตุวินาศกรรม 9/11 ทั้งยังเป็นนักผจญเพลิงด่านหน้า และนอกจากบทบาทฮีโร่เขายังมีแพซชันส่วนตัวในการทำอาหารจนได้เปิดร้านชื่อ ‘Tommy Thai’ อีกด้วย

หลังจากใช้ชีวิตในอเมริกามา 10 กว่าปีก็ได้เวลาที่คุณแบ๋มต้องบินกลับมาอยู่ไทย พร้อมกับคุณทอมมี่และลูกชายคนเล็ก รวมถึงโฮย่าพี่ชายคนโตในฐานะสัตว์ที่ช่วยซัปพอร์ตจิตใจ (Emotional support animal หรือ ESA) ซึ่งอเมริกาอนุญาตให้ขึ้นเครื่องบินได้

พอลงหลักปักฐานที่ไทยแล้ว คุณแบ๋มและคุณทอมมี่ก็รับหมามาเลี้ยงเพิ่มอีกตัวชื่อเจ้า ‘อาโย’ (มีที่มาจากชื่อ ‘Hoya’ สะกดย้อนหลังเป็น ‘Ayoh’) โกลเด้นรีทริฟเวอร์จากจังหวัดเชียงรายที่เคยถูกทอดทิ้งแถมโดนวางยาเบื่อจนป่วยขั้นโคม่า โชคดีที่มีคุณหมอช่วยชีวิตไว้ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ในบ้านหลังอบอุ่นเป็นเพื่อนเจ้าโฮย่านั่นเอง

ความตั้งใจที่จะเลี้ยงหมาสองตัวให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในไทย ทำให้คุณแบ๋มเห็น Pain point ว่าขนมหมาคุณภาพดีที่ไทยราคาแพงกว่าอเมริกาถึง 2-3 เท่า แถมยังต้องนำเข้าจากอเมริกาในเมื่อที่ไทยก็มีแหล่งวัตถุดิบดี ๆ มากมาย เมื่อมีช่องว่างตรงนี้คุณแบ๋มและคุณทอมมี่ จึงปิ๊งไอเดียธุรกิจขนมหมาที่ดีต่อสุขภาพโดยใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100%

คุณแบ๋ม : “เราไม่ได้เริ่มจากการอยากขายได้เท่านั้นเท่านี้ แต่เราอยากนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้กับคอมมูนิตี้ การทำแบรนด์สำหรับแบ๋มมันเลยค่อนข้างง่าย เพราะเป็นสิ่งที่เรารัก เราใส่ใจ และเป็นตัวเรา”

ความอร่อยจาก Hoya Barkery

การคิดโมเดลธุรกิจอาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ยากในช่วงเริ่มแรกคือการหาแหล่งวัตถุดิบที่ดีและเชื่อถือได้ อย่างหูวัวเป็นส่วนที่เน่าง่าย หากปล่อยไว้สักสองวันหลังจากเชือดขนก็จะเริ่มร่วง ซึ่ง Hoya Barkery ไม่ต้องการเอาขนออกและฟอกสีหูวัวให้ดูดีเพื่อนำมาขาย

แต่จะคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่แล้วนำมาอบแห้งที่อุณภูมิซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคโดยยังคงสารอาหารเอาไว้ได้เต็มเปี่ยม แต่ละชิ้นใช้เวลาในการอบนาน 24-72 ชั่วโมงเพื่อให้แห้งสนิท ที่สำคัญคือไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ปรุงรส และไม่ใส่สารกันเสีย เพื่อให้น้องหมาได้รับคุณประโยชน์จากธรรมชาติแบบเต็ม ๆ ซึ่งกระบวนการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของคุณแบ๋มและคุณทอมมี่

คุณทอมมี่ : “ช่วงแรกที่ทำมันไม่ได้มีไกด์บอกว่าเราต้องอบกี่วัน หรือต้องมีปริมาณความชื้นเท่าไหร่ เราเลยต้องทดลองเอาเอง เริ่มจากใส่ตู้อบไปหนึ่งวันแล้วเอาออกมาดูว่าได้ไหม พอยังไม่ได้ก็ลองอบเพิ่มเป็นสองวันดูว่าเป็นยังไง บางอันข้างนอกดูสวยแต่ข้างในขึ้นราก็มี เราก็ต้องลองผิดลองถูกและเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด”

“ส่วนเทคนิคอื่น ๆ ผมเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้วมันก็ปรับใช้กันได้ อย่างการใช้มีดหรือเรื่องความสะอาด แต่ขนมน้องหมานี้ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรเป็นธรรมชาติ 100% มันก็เลยง่ายหน่อย”

ปัจจุบันขนมน้องหมาของ Hoya Barkery มีหลากหลายแบบให้เลือก โดยหลัก ๆ จะแบ่งเป็น 2 ชนิด อย่างแรกคือ ‘Chewing Treats’ ขนมสำหรับแทะที่มีคุณสมบัติช่วยขัดฟัน นอกจากนี้ ขนมขัดฟันบางชิ้นที่มีขน เช่น หูวัว หูกระต่าย ยังสามารถเข้าไปช่วยกวาดพยาธิในลำไส้ด้วย

คุณแบ๋ม : “แบรนด์ของเราเริ่มต้นจาก Chewing Treats เพราะก่อนจะมี Hoya Barkery สินค้าที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดสัตว์เลี้ยง มักจะเป็นของเล่นยางขัดฟันที่เป็นวัสดุสังเคราะห์ ไม่ก็เป็นขนมที่มีการแปรรูปเยอะซึ่งอาจไม่ดีต่อสุขภาพน้องหมา เราจึงคิดว่าถ้าคนอยากกินอะไรที่มาจากธรรมชาติ น้องหมาก็เช่นกัน”

ส่วน ‘Training Treats’ คือขนมสำหรับให้เป็นรางวัลน้องหมาในการฝึกคำสั่งใหม่ ซึ่งคุณแบ๋มคอนเฟิร์มว่าเป็น High Value Reward หรือรางวัลที่มีคุณค่า เพราะนอกจากจะอร่อยถูกใจน้องหมายังเป็นขนมที่โปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย แม้แต่หมาอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักก็สามารถกินได้ อีกทั้งแต่ละวัตถุดิบยังมีคุณค่าสารอาหารที่แตกต่างกัน

ไม่เพียงเท่านั้น Hoya Barkery ยังต่อยอดโปรดักส์ออกมาเป็น ‘Nutrition Dash’ หรือ Meal Topper แบบผงที่ใช้โรยบนอาหารหลักสำหรับน้องหมาที่กินยากให้กินได้มากขึ้น และอีกหนึ่งตัวเลือกอย่าง ‘Nutri Brend’ ซุปข้นบำรุงสุขภาพที่จะใช้เป็น Meal Topper หรือป้ายบน Lick mat ให้น้องกินเล่นก็ได้ ซึ่งแต่ละโปรดักส์ของ Hoya Barkery ล้วนใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100% และดีต่อสุขภาพน้องหมาแน่นอน 

Hoya Purrkery ขนมของน้องแมว

ไม่ใช่แค่พ่อแม่แม่หมาที่อยากให้สัตว์เลี้ยงแสนรักมีสุขภาพดี เพราะเหล่าทาสแมวก็มีเจ้าเหมียวที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวเช่นกัน Hoya Barkery จึงแตกไลน์สินค้ามาเอาใจน้องแมวโดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า ‘Hoya Purrkery’ เปลี่ยนจากคำว่า Bark ที่แปลว่า เห่า เป็น Purr ที่เป็นเสียงครางของน้องแมวเวลาพึงพอใจ

ระหว่างที่เราสัมภาษณ์คุณแบ๋มและคุณทอมมี่ก็มีแมวสามสีขนปุกปุยเดินเข้ามาทักทาย คุณแบ๋มจึงแนะนำให้เรารู้จักกับ CEO ของแบรนด์ Hoya Purrkery อย่างเจ้า ‘อเล็กซ์’ อดีตแมวจรที่แวะเวียนมาขอกินอาหารเนียน ๆ ที่ออฟฟิศของ Hoya Barkery อยู่บ่อย ๆ

จนกระทั่งมีช่วงหนึ่งที่น้องหายไปนานและกลับมาอีกทีในสภาพสะบักสะบอม คุณแบ๋มและคุณทอมมี่จึงใจอ่อนพาไปตรวจที่โรงพยาบาลสัตว์ ปรากฏว่าน้องแมวป่วยเป็นทั้งเอดส์แมว พยาธิเม็ดเลือด และมดลูกอักเสบจนต้องผ่าตัดซึ่งหมดค่ารักษาไปหลายบาท พอรักษาหายเจ้าอเล็กซ์เลยกลายมาเป็นสมาชิกตัวใหม่ในครอบครัวโฮย่าไปโดยปริยาย

จากแบรนด์ที่เริ่มต้นด้วยความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยง สะท้อนออกมาในเรื่องราวของแบรนด์ที่ชวนอบอุ่นและโปรดักส์ที่จริงใจ Hoya Barkery และ Hoya Purrkery จึงเป็นแบรนด์ที่มีลูกค้าประจำเหนียวแน่นและใช้หลักมาร์เก็ตติ้งแบบปากต่อปาก

คุณแบ๋ม : “เราเริ่มต้นด้วยรากฐานที่ค่อนข้างแน่น คือมีแบรนด์ดิ้งที่ชัดเจนและมีเว็บไซต์มาตั้งแต่แรก ซึ่งแบ๋มมีภูมิหลังทางด้าน Healthcare และเราเน้นเรื่องคุณค่าทางโภชนาการ จึงให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ต่างจากแบรนด์สัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ที่มักจะนำเสนอความน่ารักหรือสีสันสดใส อีกอย่างคือถ้าเราสร้างคุณค่าให้สินค้าเราได้ มันจะทำให้คนอยากได้สินค้านี้ แทนที่จะไปยัดเยียดขายหรือแข่งกับใครด้วยราคาซึ่งมันเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน”

“แต่สุดท้ายแล้วแบรนด์จะยั่งยืนหรือไม่ขึ้นอยู่กับเราต้องรักษาคุณภาพไว้ให้ได้ นั่นอาจแลกมากับการที่แบรนด์อาจโตได้ไม่ไว เพราะถ้าเราโตไวแล้วคุมคุณภาพไม่ได้ เราก็จะเสียลูกค้าเดิมที่เขารู้สึกว่าสินค้าเราไม่ดีเท่าเดิม เพราะฉะนั้นเราอยากได้ลูกค้าแค่ร้อยคนที่มาซื้อเราบ่อย ๆ ดีกว่าได้ลูกค้าใหม่อีกเก้าร้อยคน แต่ลูกค้าประจำเราหายไป”

“ทุกวันนี้เวลามีแบรนด์อื่น ๆ งอกมา เรารู้สึกว่าลูกค้าเราไม่ได้หายไปไหนเลย เราจะบอกกับน้อง ๆ ในทีมเสมอว่า การวัดความสำเร็จของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดขาย แต่มันอยู่ที่ฟีดแบ็กของลูกค้าที่เปิดกล่องมาแล้วเขาเห็นถึงความใส่ใจหรือคำขอบคุณที่มีให้เรา ซึ่งแปลว่าเขาประทับใจกับสิ่งที่เรามอบให้แล้วเขาจะกลับมาซื้ออีก”

ออฟฟิศ Pet-friendly

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากการมาเยี่ยมออฟฟิศ Hoya Barkery คือบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นกันเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นมิตรกับเพื่อนบ้านและลูกค้าที่แวะเวียนมาหาแล้ว ยังเป็นออฟฟิศ Pet-friendly ที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงอีกด้วย ในทุก ๆ วันออฟฟิศนี้จึงคึกคักไปด้วยสารพัดสัตว์ที่พร้อมมอบพลังบวกและฮีลใจทุกคน โดยเฉพาะทีมงานโฮย่าที่สามารถพาสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาทำงานที่ออฟฟิศได้

คุณทอมมี่ : “ออฟฟิศนี้เป็นออฟฟิศในฝันที่ผมสร้างเอง เรามีกระต่าย มีไก่ มีปลา มีอิกัวน่า แล้วก็มีต้นกล้วย มีมะม่วง ตอนนี้กำลังปลูกทุเรียน หลายคนอาจรู้สึกว่าตื่นมาแล้วไม่อยากไปทำงาน แต่ผมอยากตื่นมาทำงานทุกวันเลย”

คุณแบ๋ม : “เราทำแบรนด์ที่สร้างความสุขให้คนอื่น เราจึงต้องดูแลความสุขของพนักงานก่อน เพื่อที่เขาจะได้ให้ความสุขกับคนอื่นได้ แล้วการที่ออฟฟิศเราอยู่ในเมืองลูกค้าก็มีโอกาสเข้ามาคุยกับเราได้ ปกติเราอาจจะเห็นแค่สินค้าที่วางบนชั้นในร้านเพ็ทช็อป แต่พอได้มาเจอคนที่อยู่เบื้องหลังมันก็ช่วยสร้างแบรนด์เลิฟ ซึ่งน่าจะมีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถเดินเข้ามาคุยกับ Founder มาเจอ CEO (คุณแบ๋มพูดพลางชี้ไปน้องอาโยที่นอนอยู่ใกล้ ๆ) หรือมาเล่นกับสัตว์เลี้ยงของเราได้ เราคิดว่าสิ่งนี้ทำให้คนที่ได้เข้ามาสัมผัสรู้สึกพิเศษ”

Photo by Hoya Barkery

แม้ว่าโฮย่าเจ้าหมาบูลด็อกที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Hoya Barkery จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ความทรงจำดี ๆ จะยังคงอยู่ในใจของคุณแบ๋มและคุณทอมมี่ตลอดไป

คุณทอมมี่ : “ก่อนมีโฮย่าไม่เคยคิดว่าจะรักหมาได้ขนาดนี้ แต่โฮย่านี่นับว่าเป็นลูกชายได้เลย เรียกว่า ‘ลูกชายกก’ (ภาษาลาวหมายถึง ‘ลูกชายคนโต’) โฮย่าทำให้รู้สึกว่าคนอื่นเขาก็รักหมาเหมือนเป็นลูกเช่นกัน พอเรารู้สึกแบบนั้นก็คิดว่าต้องทำขนมให้ดีที่สุด อะไรที่เราไม่เลือกให้โฮย่า เราก็จะไม่เอามาขายให้คนอื่น และผมคิดว่าถ้าเรารักหมาแล้วก็ต้องทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น”

คุณแบ๋ม : “โฮย่ามีพลังที่ทำให้เราอยากทำอะไรหลาย ๆ อย่าง และเราก็ภูมิใจที่ทำให้ชีวิตเขารู้สึกว่าได้รับการเติมเต็มจนวันสุดท้าย ไม่ใช่แค่คนที่ได้เจอหรือได้สัมผัสโฮย่า เพราะเวลาเราเขียนบล็อกแล้วมีคนมาอ่าน ซึ่งเขาไม่เคยเจอโฮย่ามาก่อนเขายังรู้สึกผูกพัน สำหรับเราที่เป็นพ่อแม่หมาที่เลี้ยงเขามา ดีใจที่โฮย่าสร้างอิมแพคกับคนได้ขนาดนั้น เหมือนว่าโฮย่าคุ้มแล้วที่เกิดเป็นหมา”

Let’s grow old together

สิ่งสุดท้ายที่โฮย่าได้ทิ้งไว้ให้กับโลกใบนี้ นอกจากความทรงจำดี ๆ คือ Hoya Barkery แบรนด์ที่จะอยู่เคียงข้างและเติบโตไปพร้อมทุกคน

คุณทอมมี่ : “อนาคตเราอยากโฟกัสให้หมาสูงวัยมีความสุขด้วย เราอยากทำวิตามินให้เขาสุขภาพดีขึ้น เดี๋ยวนี้คนสูงวัยเขามีการดูแล Aging Care กันเยอะแล้ว แต่ในตลาดสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ยังมองหมาเป็นแค่ลูกหมาหรือหมาเด็ก แต่ไม่มีใครมองว่าหมาก็เหมือนคนที่ต้องแก่ลงเหมือนกัน”

คุณแบ๋ม :Let’s grow old together ที่อยู่ในโลโก้มันย้ำเตือนว่าเราอยู่ในธุรกิจนี้เพื่ออะไร สินค้าทุกตัวภายใต้แบรนด์ Hoya Barkery จะต้องตอบโจทย์นี้ว่ามันสามารถช่วยให้หมามีสุขภาพที่ดีขึ้น หนึ่งในประเด็นที่ทำให้เราอยากมาอยู่ตรงนี้ เพราะเราได้คุยกับหลาย ๆ คนที่เคยเลี้ยงหมาแต่ไม่อยากเลี้ยงแล้ว เพราะเขาทนไม่ได้กับการต้องเห็นโมเมนต์สุดท้ายที่หมาเขาป่วยและทรมาน แบ๋มรู้สึกว่าหมาเขาอยู่กับเรามา 15 ปี เขาให้ความสุขเรามาตั้ง 14 ปี ความทุกข์ที่เรามีใน 1 ปีสุดท้าย มันไม่น่าทำให้คนหนึ่งเปลี่ยนใจที่จะไม่รับหมาตัวใหม่ ภาพสุดท้ายมันไม่ควรเป็นภาพที่แย่จนกลบ 14 ปีที่ผ่านมาขนาดนั้น”

“ดังนั้นเราเลยอยากทำโปรดักส์ที่อาจไม่ได้ช่วยให้หมาอายุยืนขึ้น เขาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ 14 ปีเท่าเดิม แต่อย่างน้อยช่วงสุดท้ายของชีวิตเขามันต้องเป็นช่วงเวลาที่ดี เป้าหมายของเราคือการขยาย ‘Healthspan’ (ช่วงเวลาที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสุขภาพที่แข็งแรง) แทนที่จะเป็นคำว่า ‘Lifespan’ (การมีอายุยืนยาว) เราไม่ต้องนับว่าเขาจะอยู่ได้อีกกี่ปีกี่วัน แต่วันที่เขาอยู่ต้องเป็นวันที่เขาได้อยู่อย่างมีคุณภาพ”

IT MIGHT INSPIRE YOU

Format BKK

คอมมูนิตี้สเปซเพื่อคนรักแผ่นเสียง สไตล์ 'Hidden Groove' ในมุมสงบย่านอารีย์

WA.Sculpture Studio

แบรนด์พระพิฆเนศบนฐานเมฆ ที่อยากดีไซน์ให้คนเห็นแล้วมีความสุข

Granite in the House

แบรนด์ไอเท็มหิน งานศิลป์สุดคราฟต์ที่มีชิ้นเดียวในโลก

Unneeed

ฮีลใจในทุกโมเมนต์กับเทียนหอม ที่สื่อสารตัวตนผ่าน 'SCENT เส้น STORY'