Earthling Mushroom Farm

สำรวจจักรวาลเห็ดฟอร์มสวย วัตถุดิบชั้นเลิศร้านมิชลินสตาร์

ถ้าเปรียบการเพาะเห็ดเป็นงานศิลปะ ฟาร์มแห่งนี้ก็คงเป็นเหมือนสตูดิโอสำหรับเพาะเห็ด และแกลเลอรีสำหรับจัดแสดงผลงานชิ้นเอก คอลัมน์กิจการเพื่อนบ้านจะพาคุณไปทัวร์ฟาร์มเห็ดกลางเมืองที่ชื่อ Earthling Mushroom Farm เพื่อนบ้านย่านอ่อนนุชที่พร้อมเปิดจักรวาลเห็ด ให้ทุกคนได้มาเรียนรู้และลองชิมเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งหาซื้อไม่ได้ง่าย ๆ ตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ไม่เพียงสีสันและรูปทรงที่แปลกตาเท่านั้น เห็ดเหล่านี้ยังเติบโตและแตกดอกราวกับงานปะติมากรรมที่รังสรรค์ขึ้นจากธรรมชาติ โดยมีนักเพาะเห็ดแห่ง Earthling Mushroom Farm คอยดูแลและปลุกปั้นอย่างพิถีพิถัน ประหนึ่งงานคราฟต์ที่กลายเป็นศิลปะกินได้

โดยฟาร์มเห็ด Earthling Mushroom Farm แห่งนี้ ไม่ได้มีแค่เห็ดสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นฟาร์มอินดอร์ที่ดูแลเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะเชื้อในห้องแล็บ บ่มเห็ดในห้องมืด ไปจนถึงสเต็ปสุดท้ายในห้องเปิดดอก ก่อนจะเก็บเห็ดและส่งตรงถึงมือลูกค้าแบบสดใหม่ทุกวัน แต่ก่อนที่เราจะไปทัวร์ฟาร์มเพื่อล้วงลึกทุกขั้นตอนการเพาะเห็ด เราอยากชวนทุกคนมารู้จักกับเห็ดทั้ง 6 สายพันธุ์จาก Earthling Mushroom Farm ที่ทั้งสวยและรสชาติอร่อยล้ำจนเชฟร้านสไตล์ Fine Dining ต่างถามหา แถมบางสายพันธุ์ยังมีสรรพคุณทางยาที่คาดไม่ถึง เห็ดเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบในจานอาหาร แต่เรียกว่าเป็นวัตถุดิบชิ้นเอกเลยก็ว่าได้!

Lion’s Mane เห็ดหัวลิง

เริ่มกันด้วย ‘เห็ดหัวลิง’ (Lion’s Mane) ซึ่งถือเป็นมาสเตอร์พีซของ Earthling Mushroom Farm ด้วยสรรพคุณในการฟื้นฟูการทำงานของสมองและระบบประสาท จึงช่วยบำรุงสมองและเสริมความจำ ทั้งยังมีส่วนช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้

แม้จะเป็นเห็ดที่มีสรรพคุณทางยาที่เรียกว่า Functional Mushroom แต่เห็ดชนิดนี้ก็มีรสชาติหวานอร่อย ติดขมปลายนิด ๆ ซึ่งหากเก็บในช่วงที่เห็ดไม่แก่เกินไปก็แทบไม่มีความขมเลย และส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของเห็ดหัวลิงเลยก็คือเท็กซ์เจอร์ ซึ่งมีขนปุย อุ้มน้ำ และรสสัมผัสที่เหมือนเนื้อปู

เชฟส่วนใหญ่จึงนำไปทำซุปหรือกระเพาะปลาด้วยคุณสมบัติที่ซึมซับรสชาติน้ำซุปได้ดี นอกจากนี้ยังนิยมนำไปทำสเต๊กเพราะมีเนื้อแน่น ฉีกเป็นแผ่นและเซียร์กับกระทะแทนเนื้อสัตว์ได้เลย

Golden Pleurotus เห็ดนางรมทอง

ถัดมากับ ‘เห็ดนางรมทอง’ (Golden Pleurotus) ซึ่งไม่ได้มีแค่สีสันเท่านั้นที่สะดุดตา แต่ยังมีกลิ่นที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเห็ดทั้งหมดของ Earthling Mushroom Farm มาพร้อมรสชาติอูมามิ และเวลานำไปทำอาหารเห็ดนางรมทองก็คงความกรอบได้ดีมากด้วย

Pink Oyster เห็ดนางรมชมพู

เห็ดที่มีสีสันสดใสรูปทรงคล้ายพัดนี้ คือ ‘เห็ดนางรมชมพู’ (Pink Oyster) ซึ่งนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงาม ยังมีรสชาติที่ชวนว้าวเพราะหากได้ลองกินแล้วจะรู้สึกไม่เหมือนเห็ดเลยสักนิด แถมไม่มีกลิ่นที่บ่งบอกว่าเป็นเห็ด ยิ่งถ้านำไปย่างจะได้รสชาติและเท็กซ์เจอร์ที่คล้ายปลาหมึกอย่างไม่น่าเชื่อ

King Blue เห็ดนางรมสีน้ำเงิน

‘เห็ดนางรมสีน้ำเงิน’ (King Blue) เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยผสมระหว่างเห็ดนางรมฟ้า (Blue Oyster) และเห็ดออรินจิ (King Oyster) เพื่อดึงเอาลักษณะเด่นออกมานั่นก็คือเนื้อที่แน่นขึ้น โดยเห็ดนางรมสายพันธุ์นี้จะมีหมวกเห็ดออกสีน้ำเงิน เนื้อสัมผัสแน่นหนึบ อีกทั้งมีรสชาติและกลิ่นเฉพาะของเห็ดชัดที่สุด แถมเมื่อนำไปทำอาหารยังได้ความกรอบและความฉ่ำแบบสุด ๆ

Black Pearl Oyster เห็ดนางรมไข่มุกสีดำ

อีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเห็ดนางรมสีน้ำเงิน (King Blue) ก็คือ ‘เห็ดนางรมไข่มุกสีดำ’ (Black Pearl Oyster) แต่เห็ดชนิดนี้จะมีเท็กซ์เจอร์ที่แน่นกว่า โดยเป็นสายพันธุ์ที่ผสมระหว่าง ‘เห็ดออรินจิ’ (King Oyster) และ ‘เห็ดนางรม’ (Pearl Oyster) จึงเป็นเห็ดที่มีหมวกหรือส่วนหัวของเห็ดสีออกเทา ๆ คล้ายไข่มุก มีก้านเยอะ เนื้อแน่นกรอบ และให้รสชาติคล้ายเห็ดออรินจิแต่กลิ่นไม่แรงเท่า

Coral Tooth เห็ดปะการัง

สายพันธุ์สุดท้ายที่หน้าตาเหมือนปะการังนี้มีชื่อว่า ‘เห็ดปะการัง’ (Coral Tooth) มีสรรพคุณที่ช่วยบำรุงสมองเช่นเดียวกับเห็ดหัวลิงเพราะอยู่ในตระกูลเดียวกัน ต่างกันตรงที่เห็ดหัวลิงจะมีเท็กซ์เจอร์คล้ายเนื้อปู ส่วนเห็ดปะการังจะคล้ายกระเพาะปลา เมื่อกัดเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความพองตัวและอมน้ำ มีรสชาติหวานและเผ็ดที่โคนลิ้น สามารถกินได้ทั้งแบบสดหรือจะนำไปทำอาหารเหมือนเห็ดหัวลิงก็ได้

รู้จักเห็ดทั้ง 6 สายพันธุ์จาก Earthling Mushroom Farm กันแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่านอกจาก ‘เห็ดหัวลิง’ และ ‘เห็ดปะการัง’ ที่ช่วยบำรุงสมอง แล้วเห็ดสายพันธุ์อื่น ๆ มีประโยชน์อย่างไร จริง ๆ แล้ว เห็ดโดยทั่วไปจะมีโปรตีนสูงอยู่แล้ว แต่ในตัวเห็ดจะเป็นน้ำกว่า 90% ดังนั้นจึงต้องนำเห็ดไปอบแห้งเพื่อให้ได้ปริมาณโปรตีนที่สูงขึ้น ซึ่งหากเทียบกับโปรตีนแพลนต์เบสในปริมาณที่เท่ากัน เห็ดก็ให้โปรตีนที่สูงกว่าแถมยังได้รสสัมผัสที่ดีกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นเห็ดแต่ละสายพันธุ์ยังมีวิตามินที่ไม่เหมือนกัน อย่าง ‘เห็ดนางรมชมพู’ หรือ Pink Oyster ก็เป็นเห็ดที่มีวิตามิน B สูง ทั้งสรรพคุณ รสชาติ และเท็กซ์เจอร์ของเห็ดที่มีความยูนีคทำให้ Earthling Mushroom Farm เป็นฟาร์มเห็ดที่แตกต่างจากที่อื่น และด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงจึงไม่แปลกที่ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหารระดับไฮเอนด์

ก่อนไปบุกฟาร์มเห็ดเพื่อดูเบื้องหลังการเพาะวัตถุดิบสุดพรีเมียม เราขอแนะนำให้รู้จักผู้ก่อตั้งฟาร์มเห็ดแห่งนี้กันสักหน่อย ‘คุณแซม เทอร์เนอร์’ และ ‘คุณอเล็กซ์ เทอร์เนอร์’ คือสองพี่น้องชาวอเมริกันผู้หลงใหลในจักรวาลเห็ดและผูกพันกับประเทศไทย โดย ‘คุณแซม’ เรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu Dusit และกลับไปทำฟาร์มเห็ดที่บ้านเกิดในฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วน ‘คุณอเล็กซ์’ เรียนด้าน Entrepreneurship และทำงานสาย E-commerce อยู่ที่ไทย จนวันหนึ่งทั้งคู่ก็ตัดสินใจร่วมกันว่าจะย้ายถิ่นมาเป็นเพื่อนบ้านหน้าใหม่ในซอยอ่อนนุช 17 และเปิดกิจการฟาร์มเห็ดแบบอินดอร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Earthling Mushroom Farm นั่นเอง

วันนี้เรามีเจ้าบ้านที่น่ารักอย่าง ‘คุณต้อ-โอฬาร กัลยารักษ์สกุล’ General Manager และ ‘คุณฟิวส์-อริญชย์ เลิศมิ่งชัยมงคล’ Lab Manager อาสาพาเราเดินชมทุกมุมพร้อมเผยเบื้องหลังการเพาะและการดูแลเห็ดในทุก ๆ ขั้นตอนแบบไม่มีกั๊ก ซึ่งถ้าหากคุณชอบกินเห็ดหรือสนใจเรื่องการทำฟาร์มเห็ดในเมือง ในกรุงเทพฯ ก็คงมีไม่กี่สถานที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาลองสัมผัสประสบการณ์ในฟาร์มเห็ดที่ไม่เหมือนใคร

คุณต้อ : “การทัวร์ฟาร์มเห็ดแทบจะเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นมาแรก ๆ ของฟาร์มเลยครับ จริง ๆ เราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย แต่ที่เราตัดสินใจเปิดฟาร์มเพราะเชฟที่เป็นลูกค้าเราส่วนใหญ่มักจะขอเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์มและดูวิธีการเลี้ยงเห็ด คุณแซมและคุณอเล็กซ์เลยได้ไอเดียว่าเวลาลูกค้าเข้ามาดูฟาร์มเขาดูว้าวและแฮปปี้ดี เลยตกลงกันว่าเรามาทำฟาร์มทัวร์กันดีกว่า”

คุณฟิวส์ : “คนที่มาทัวร์ฟาร์มก็จะได้ความรู้กลับไป อย่างที่ผ่านมาก็มีนักเรียนมาทัศนศึกษาประมาณ 30 กว่าคน มาเรียนรู้วัฏจักรของเห็ด ซึ่งเห็ดความจริงมันก็คือรา และราก็มีหลายกลุ่ม แต่คนไทยบางคนจะรู้สึกกลัวรา คิดว่าถ้าสูดเข้าไปเยอะ ๆ หรือกินเยอะ ๆ มันจะเป็นอะไรไหม ซึ่งปัจจุบันหลายคนก็ยังมีความเชื่อนี้อยู่ การจัดทัวร์นี้ถือเป็นวิธีหนึ่งในการแชร์ความรู้ที่ครอบครัวสามารถพาเด็ก ๆ มา หรือไม่ว่าใครก็มาได้”

เราเริ่มต้นทัวร์ฟาร์มโดยมีคุณฟิวส์ผู้มีความรู้เรื่องเห็ด มาเป็นไกด์ที่คอยให้ข้อมูลกับเราตลอดการทัวร์วันนี้ ซึ่งฟาร์มเห็ด Earthling Mushroom Farm จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ห้องหลัก ๆ ได้แก่ ห้องเพาะเชื้อ ห้องบ่ม และห้องเปิดดอก

เริ่มจากห้องแรกซึ่งเป็นแล็บที่ใช้ในการเพาะเชื้อ คุณฟิวส์สาธิตให้เราดูการเลี้ยงเชื้อบนเพลตอันกลม ๆ พร้อมอธิบายถึงอาหารของเห็ดที่เรียกว่า ‘Liquid Culture’ ซึ่งการมีแล็บไว้เพาะเชื้อเองถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ Earthling Mushroom Farm พิเศษกว่าฟาร์มอื่น ๆ

คุณฟิวส์ : “เห็ดที่นี่จะแตกต่างจากฟาร์มอื่นเพราะเราเริ่มตั้งแต่การเตรียมหัวเชื้อและการเพาะเชื้อ ในส่วนนี้ต้องใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมเองก็จบสายพฤกษศาสตร์ เคยทำโปรเจกต์เกี่ยวกับราและเห็ดที่ต้องโตพร้อมต้นไม้เลยพอมีความรู้ด้านนี้ บวกกับมีคุณแซมมาช่วยสอนเทคนิคของเขาด้วย”

“นอกจากเชื้อเห็ดหลาย ๆ ตัวของเราที่ในไทยจะไม่ค่อยมีให้เห็นทั่วไป หากมีเห็ดสายพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามา เราก็จะทำรีเสิร์ชด้วยว่าเห็ดตัวนี้ต้องการสภาพแวดล้อมแบบไหนแล้วก็ลองเพาะดู พอเห็ดโตแล้วลูกค้าชอบเราก็ทำต่อ แต่ถ้าเรายังไม่อยากโฟกัสเป็นตัวหลักก็อาจจะค่อย ๆ ทำไป ซึ่งคุณแซมกับคุณอเล็กซ์ก็ชอบที่เราได้ทดลองอะไรใหม่ ๆ ด้วยครับ”

หลังจากปล่อยให้เชื้อเห็ดบนเพลตสร้างเส้นใยแล้ว ก็นำมาใส่ขวดแก้วที่บรรจุข้าวฟ่างแดง และเมื่อเส้นใยเห็ดลามเต็มขวดก็ย้ายมาใส่ถุงใบใหญ่เพื่อให้เห็ดมีพื้นที่ในการเติบโตมากขึ้น ซึ่งในถุงจะบรรจุอาหารของเห็ดที่ประกอบด้วบเปลือกถั่วเหลืองและขี้เลื่อย

แม้วิธีการของ Earthling Mushroom Farm จะยากและใช้เวลานานกว่าวิธีที่ฟาร์มทั่วไปทำกัน ซึ่งฟาร์มส่วนใหญ่แค่ซื้อก้อนเห็ดสำเร็จมาวางและรอเปิดดอกอย่างเดียว แต่การลงทุนทำเองทุกขั้นตอนก็มีข้อดีตรงที่สามารถคุมมาตรฐานได้มากกว่า

คุณต้อ : “มันคือความใส่ใจในทุกขั้นตอนว่าเราต้องสะอาดอยู่เสมอ ทุกห้องเราทำความสะอาดกันแทบจะตลอดเวลา อาหารของเห็ดก็ต้องอบฆ่าเชื้อก่อน และเห็ดจะเติบโตในถุงที่ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว เห็ดจึงแทบไม่เจออากาศด้านนอกเลยจนกว่าเราจะกรีดถุงเพื่อเปิดดอก”

“เราต้องทำงานกับสิ่งที่มองไม่เห็นคือเชื้อราหรือเชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศ เราจึงต้องป้องกันไม่ให้มันเข้าไปเจอกับเชื้อเห็ดของเรา เพราะสุดท้ายแล้วต้นทุนที่มีค่ามากที่สุดของเราคือ ‘เวลา’ เราเพาะเชื้อขึ้นมาต้องรอกัน 3-4 เดือน ถึงจะรู้ว่าใช้ได้หรือไม่ได้ แล้วในแต่ละขั้นตอนก็ใช้เวลากันเป็นเดือน ๆ กว่าจะเห็นผล ถ้าเกิดมันไม่ได้ก็แปลว่าเราเสียเวลาตรงนั้นไปเลย”

เมื่อเพาะเชื้อในถุงเรียบร้อยก็มาถึงขั้นตอนที่ต้องนำเห็ดไปบ่มในห้องมืดที่มีอุณหภูมิพอเหมาะประมาณ 25°C ซึ่งเป็นช่วงที่เห็ดจะอยู่ในระยะเส้นใย เรียกว่า ‘ไมซีเลียม’ (Mycylium) หลังจากบ่มไว้ประมาณ 2 อาทิตย์จนไมซีเลียมแน่นเต็มถุง และมีหน้าตาเป็นก้อนแข็ง ๆ ก็ถึงเวลาที่เห็ดจะเข้าสู่ระยะดอก (Fruiting Body)

โดยก่อนจะย้ายไปห้องเปิดดอกต้องพับถุงเพื่อไล่อากาศ และกรีดถุงด้านบนเป็นรูปกากบาทเพื่อบังคับให้เห็ดออกดอกเฉพาะจุดที่กรีดถุงเท่านั้น เห็ดจะได้ไม่ออกดอกสะเปะสะปะหรือแย่งอาหารกัน และออกดอกเป็นช่อที่สวยงาม

ต่อมาคือห้องเปิดดอกที่จะต้องคุมปัจจัยถึง 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ อุณหภูมิ (15-20°C), ความชื้น (85-95%) และสุดท้ายคือแสงที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต ซึ่งเห็ดมีความเซนซิทีฟมาก แค่ด้านนอกฝนตกก็อาจทำให้เกิดความชื้นมากเกินไป ดังนั้นเห็ดจึงต้องเอาใส่ใจเป็นพิเศษเพื่อควบคุมคุณภาพให้คงที่

ทุกเช้าเย็น สตาฟของ Earthling Mushroom Farm จะเข้ามาเช็คว่าเห็ดพร้อมที่จะเก็บแล้วหรือยัง ซึ่งเห็ดแต่ละสายพันธุ์ก็มีวิธีสังเกตที่ต่างกันโดยเห็ดที่เก็บนั้นไม่ควรแก่เกินไป ที่สำคัญทางฟาร์มยังมีกฎเหล็กว่าจะไม่ขายเห็ดที่เก็บมานานเกิน 24 ชั่วโมง

คุณต้อ : “ถ้าเป็นลูกค้าในกรุงเทพฯ สั่งปุ๊บก็จะได้เห็ดภายใน 1 ชั่วโมง เพราะเห็ดที่สดใหม่จะยังคงสีสันและเท็กซ์เจอร์ที่ดีเอาไว้ แต่ถ้าเราไปพยายามยืดอายุเห็ดโดยเพิ่มความชื้นหลังจากที่เก็บไปแล้ว เห็ดจะเป็นเหมือนฟองน้ำที่ดูดซับน้ำ ทำให้เท็กซ์เจอร์ของเห็ดเวลาเอาไปทำอาหารจะไม่กรอบอร่อยเหมือนเห็ดสด ๆ”

“สังเกตง่าย ๆ เห็ดตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่วางขายบนเชลฟ์มา 4-5 อาทิตย์ ถึงแม้จะยังขาวและดูดีอยู่ แต่เวลาเราเอาไปผัดน้ำในเห็ดจะออกมาเยอะมาก ซึ่งเห็ดของเราถ้าเป็นลูกค้าที่สั่งกันทุกวันจะดูรู้เลยว่าเห็ดสดไหม เพราะผ่านไปแค่วันเดียวสีของเห็ดก็จะคล้ำลงแล้ว ซึ่งมันคือธรรมชาติที่ควรจะเป็น เราจะไปหลอกลูกค้าไม่ได้”

“แต่ถ้าลูกค้าเอาไปแช่ต่อในตู้เย็นแล้วสีมันคล้ำหรือดร็อปลงไปบ้าง ส่วนใหญ่เขาก็จะเข้าใจกันอยู่แล้วว่ามันไม่ได้ส่งผลกับเท็กซ์เจอร์หรือรสชาติ เราแค่ไม่อยากส่งเห็ดหน้าตาหมอง ๆ ไปให้ลูกค้าก็เท่านั้นเอง โดยลูกค้าสามารถเก็บเห็ดในตู้เย็นได้อีกอาทิตย์หนึ่งสบาย ๆ ยกเว้นเห็ดนางรมชมพู หรือ Pink Oyster ที่จะอยู่ได้แค่ 3 วัน”

ได้เห็นกระบวนการเพาะเห็ดตั้งแต่ต้นจนจบกันแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์ของการทัวร์ฟาร์มที่พลาดไม่ได้ คือการชิมเห็ดหลากหลายชนิดที่หากินไม่ได้ง่าย ๆ โดยกิจกรรมชิมเห็ดนี้รวมอยู่ในแพ็กเกจฟาร์มทัวร์ในราคาหลักร้อย ซึ่งเราพูดได้เลยว่าเกินคุ้ม!

พอได้ลองชิมเห็ดก็ไม่อยากเชื่อลิ้นตัวเองว่า แค่ทาเนยบนเห็ดและเสียบไม้ย่างกับเตาถ่านธรรมดา ๆ มันจะอร่อยได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะเห็ดหัวลิงและเห็ดนางรมสีชมพูที่ทำเราเซอร์ไพรส์ เพราะทั้งกลิ่น รสชาติ และเท็กซ์เจอร์นั้นไม่เหมือนเห็ดที่เคยกินมาก่อนเลย จะกินเปล่า ๆ ก็อร่อย หรือกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ดที่ใส่ถั่วลงไปด้วยก็ยิ่งเด็ด ใครเป็นสายอีทและชอบทำอาหารสามารถสั่งซื้อเห็ดสดแบบ Box set ได้ทางออนไลน์ หรือจะไปเลือกซื้อเห็ดสด ๆ จากฟาร์มก็ได้เช่นกัน

นอกจากเห็ดสดแล้ว Earthling Mushroom Farm ยังมีโปรดักต์แปรรูปจากเห็ดให้เลือกซื้อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารสกัดจากเห็ดในรูปแบบแคปซูลและแบบผงที่มีสรรพคุณหลากหลาย เช่น ช่วยให้หลับดีขึ้น ช่วยเพิ่มการโฟกัส ช่วยชะลอวัย ช่วยเรื่องระบบย่อย ช่วยต้านมะเร็ง เป็นต้น หรือจะเป็นโปรดักต์ที่ทานง่าย ๆ อย่างกาแฟเห็ด น้ำผึ้งเห็ด กัมมี่เห็ด ไปจนถึงเห็ดอบแห้งหรือเห็ดดองออร์แกนิกก็มีขาย

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและตามไปอุดหนุนกันได้ที่เว็บไซต์ earthlingmushroomfarm.com 

ก่อนกลับเราถามถึงอนาคตของธุรกิจฟาร์มเห็ดว่าสามารถต่อยอดเป็นอะไรที่สร้างความยั่งยืนได้บ้าง ซึ่งคำตอบของคุณฟิวส์และคุณต้อทำให้เรามองเห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ

คุณฟิวส์ : “สมัยนี้เราพูดกันถึงเรื่องความยั่งยืน คาร์บอนเครดิต การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมไปถึงแนวคิด zero waste ถ้าถามว่าในอนาคตฟาร์มเห็ดจะไป apply กับอย่างอื่นได้ไหม ผมยกตัวอย่าง ‘ไมซีเลียม’ (เส้นใยของเห็ดรา) เป็นวัสดุทางเลือกที่ย่อยสลายได้ ซึ่งสามารถเอาไปใช้แทนอิฐ ทำแพ็กเกจจิง หรือแม้แต่เป็นเส้นใยเสื้อผ้า”

คุณต้อ : “ลูกค้าของฟาร์มบางคนเขาก็อยากได้ก้อนเห็ดที่เราไม่ใช้แล้วไปเพาะต่อ เพราะเราเก็บเห็ดกันแค่สองรอบ เนื่องจากเห็ดที่งอกรอบหลัง ๆ ไซซ์จะเล็กลง แต่มันยังมีเชื้อเห็ดอยู่อีกเพียบเลย ถ้าเอาไปเลี้ยงต่อดี ๆ เห็ดก็ขึ้นมาอีกได้”

“หรือจะเอาไปผสมดินทำปุ๋ยเลยก็ได้ เพราะเชื้อราคือผู้ย่อยสลายชั้นดี ซึ่งปัจจุบันเราก็บริจาควัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดให้ กทม. อย่างถังสีเขียวใหญ่ ๆ หน้าฟาร์มเราก็เอาไว้ใส่ขี้เลื่อยโดยเฉพาะให้ กทม. มาขนไป ส่วนถุงพลาสติกที่เราใช้อยู่ก็แยกทิ้งเพราะเป็นถุงที่ย่อยสลายได้”

ส่วนของฟาร์มเห็ด Earthling Mushroom Farm เองก็มีแพลนที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ อย่างในอีก 1-2 ปีข้างหน้าก็จะมีการเพิ่มเห็ดสายพันธุ์ใหม่ ๆ เข้ามา รวมถึงมีการปรับปรุงฟาร์มให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งคุณต้อบอกกับเราว่าในอนาคตอาจจะมีการขยับขยายหรือเพิ่มสาขาไปที่อื่น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เพราะหลังจากทำฟาร์มเห็ดมาได้แค่หนึ่งปีก็มีคนสนใจเรื่องเห็ดกันเยอะเกินคาด

ใครที่อยากมาลองสำรวจอาณาจักรเห็ด Earthling Mushroom Farm แบบเราสามารถจองฟาร์มทัวร์ผ่านเว็บไซต์ earthlingmushroomfarm.com ได้เลย

IT MIGHT INSPIRE YOU

The Warehouse Talat Noi

โกดังเก่าย่านตลาดน้อย คอมมูนิตี้ของคนรัก Art Food Music

อัศวิน ภาพยนตร์

อาคารเก่าที่บันทึกประวัติศาสตร์หนังไทย สู่อาร์ตสเปซร่วมสมัยกลิ่นอายคลาสสิก

เนื้อหอม คาเฟ่

เสิร์ฟความอร่อยเด็ดจากรสมือ และวัตถุดิบตัวซีเคร็ตในละแวกย่านปากคลองตลาด

POCO HOUSE

ที่พัก Airbnb ไวบ์อบอุ่นที่ตั้งใจอยาก 'ชุบชีวิตใหม่' ให้กับตึกเก่า