The Personal Colors of Mamo 

“มะโม” ศิลปินผู้ปล่อยวางจากความสมบูรณ์แบบ เรียนรู้และเยียวยาผ่านเฉดสีธรรมชาติใกล้ตัว

“โดยรวมช่วงนี้เรารู้สึกว่า อยากจะเป็นเหมือนต้นไม้ก็เลยเลือกสีเขียว อยากจะทํางานโดยที่คิดว่ามันไม่ใช่งาน เหมือนเราแค่หายใจและเติบโตไปตามปกติ อยากเป็นคนที่ฟังเสียงร่างกายตัวเอง แล้วก็ทําในสิ่งที่คิดว่าควรทําในตอนนั้นโดยไม่ต้องรู้สึกว่ามันฝืนเกินไป”

Neighbors and Friends ชวนมาทำความรู้จักกับ ‘คุณมะโม’ (MAMO) วรมา อำไพรัตน์ เพื่อนบ้านสุดอาร์ตคนแรกในคอลัมน์ Art People ศิลปินที่หลงใหลในเสน่ห์ของสีน้ำธรรมชาติ ผ่าน 3 แพนโทนสี ที่จะทำให้เรารู้จักเธอทั้งพาร์ทของการทำงาน ความสัมพันธ์ และความรู้สึกในปัจจุบันที่อยากเติบโตได้แบบต้นไม้ โดยสื่อสารออกมาเป็น 3 แพนโทนสี ผ่านพาร์ทต่าง ๆ ในชีวิต คือ Work – เฉดสีที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตการทำงาน / Family – เฉดสีที่สื่อสารถึงครอบครัว ความสัมพันธ์ และสุดท้าย Feelings – เฉดสีที่บอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของคุณมะโม

𝐓𝐡𝐞 𝐏𝐞𝐫𝐬𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐂𝐨𝐥𝐨𝐫𝐬 𝐨𝐟 𝐖𝐨𝐫𝐤

เริ่มต้นกันที่แพนโทนแรก ‘พาร์ทชีวิตการทำงานบนเส้นทางศิลปิน’ ที่สื่อสารผ่านเฉดสีฟ้า คราม และเทา โดยคุณมะโมเล่าว่าเฉดสีเทานี้ได้มาจากถ่านชาร์โคลที่ถูกเผาจนกลายเป็นขี้เถ้า ควบคู่มากับเฉดสีฟ้าที่ได้จากคราม ทั้งหมดถูกแต้มลงบนผืนผ้าแคนวาสสลับความเข้มอ่อนต่างกันไป

“เราชอบตอนที่ตัวเองได้หมกมุ่นอยู่กับงานที่รักในปริมาณเยอะนะ เราอินกับมันมากจนรู้สึกคิดถึงช่วงนั้น แล้วพอคิดถึงมันก็ทำให้นึกถึงความบลูส์ หรืออารมณ์หม่น ๆ เลยเลือกเป็นสีฟ้าจากคราม”

เฉดสีฟ้าและเทาถูกสื่อความแทนความคิดถึงช่วงที่ได้ใช้เวลาทุ่มเทไปกับงานที่รัก ซึ่งการทำงานก็ถูกมองว่าเป็นเหมือนกับการเสียสละที่ทำเพื่อดูแลครอบครัวของคุณมะโม

“เรามองว่าการทำงานเป็นการเบิร์นตัวเองประมาณหนึ่งเลยเหมือนกัน มันได้ใช้พลัง ใช้เวลา เลยเลือกสีจากถ่านที่ต้องถูกเผาก่อนเพื่อให้เกิดเป็นบางสิ่งขึ้นมาแล้วสุดท้ายเหลือแค่ขี้เถ้า หลายคนบอกว่ามันคือการเสียสละ แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นการเสียสละที่ลำบาก เราต่างหากที่เต็มใจ สุดท้ายมันก็ทำเพื่อให้คนอื่นได้เติบโต ก็เลยเลือกสีเทาจากขี้เถ้าด้วย” 

ก่อนหน้านี้ คุณมะโมเป็นอีกหนึ่งคนที่เรียนจบด้านโฆษณามาแล้วทำงานตรงสาย ได้ใช้ความรู้ที่มีอย่างเต็มที่ อยู่ในบริษัทเอเจนซี่รวมแล้วประมาณ 5 ปี โดยมีงานฝั่ง Illustration ที่ทำลงบล็อกส่วนตัวควบคู่กันไปตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วย เมื่อเริ่มมีงานเข้ามามากขึ้น ก็ได้ตัดสินใจออกจากงานประจำมารับงานอิสระด้าน Illustration เต็มตัว แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ทำมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มหมดไฟ จากการที่ทำตามความต้องการของคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง

“ตอนนั้นเหมือนกำลังสูญเสียตัวตนไปจริง ๆ จนเราไปเจอบทความออนไลน์ เรื่อง การทําสีธรรมชาติ ด้วยความที่ยังไม่เคยใช้สีธรรมชาติล้วนเลย ก็คิดไปว่าถ้าได้ใช้กับงานของเราจะเป็นยังไง จากนั้นก็เริ่มไปเรียน”

คุณมะโมศึกษาเรื่องสีธรรมชาติอย่างลงลึก ไม่เพียงแต่การทำสีน้ำธรรมชาติ แต่ยังรวมไปถึงการทำสีเทียนธรรมชาติอีกด้วย โดยได้เริ่มเรียนกับครูเย่ (ดลฤดี บุญแก้ว) จิตรกรไทยที่เธอได้รับแรงบันดาลใจจากการได้เก็บดอกไม้มาทำสีเป็นครั้งแรก เมื่อสะสมความรู้มาประมาณหนึ่งแล้ว ‘สีเทียนธรรมชาติ’ คือเรื่องถัดมาที่คุณมะโมได้ไปเรียนรู้กับ ครูแซนด์ (สุวัลญา ศักดิ์สมบัติ) โดยทำสีจากการใช้ Bee Wax หรือ Soi Wax เป็นองค์ประกอบ

แต่ด้านที่คุณมะโมสนใจจริง ๆ คือ ‘การทำใช้สีธรรมชาติจากหิน’ เพราะเหมือนยิ่งลงรายละเอียดในเรื่องการทำสีธรรมชาติ ก็รู้สึกยิ่งหลงใหล แพสชันในการทำงานเริ่มกลับมาอีกครั้ง คุณมะโมค้นหาสีใหม่ ๆ จากการตามหาวัสดุธรรมชาติไปตามสถานที่ต่าง ๆ เรื่อยมา มีทำสีเสียไปก็หลายครั้ง แต่คุณมะโมบอกด้วยน้ำเสียงสดใสว่าสนุกมากเมื่อได้ค้นหาและทดลองทำสิ่งนี้

“ถ้าเราใช้ดิน หิน หรือว่าสีที่เป็นยาง พอมันผ่านกระบวนการเคี่ยวจนทำให้เกิดสีมันก็จะอยู่ได้นานมาก ๆ ซึ่งต่างจากสีที่สกัดจากพืช ที่พอทําปฏิกิริยากับแสงอาทิตย์ สีมันก็จะเฟดแล้วหายไปตามกาลเวลา”

“การทำสีจากธรรมชาติมันมี 2 องค์ประกอบหลัก ๆ ในการทำสี อย่างแรกคือ Pigment เป็นผงส่วนที่ให้สี กับอีกส่วนคือ Binder เป็นองค์ประกอบที่ผสมลงไปเพื่อทำให้สีธรรมชาติที่ทำขึ้นมันติดกับกระดาษ หรือติดผ้า เป็นเหมือนกาวก็ว่าได้”

หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องสีเทียนธรรมชาติจากครูแซนด์ คุณมะโมได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์กับ ‘Wide Pigment Project’ ซึ่งเป็นคอมมูนิตี้ออนไลน์ของศิลปินที่ใช้สีธรรมชาติจากทั่วโลกที่จะจัดขึ้นทุก 4 ปี การแลกเปลี่ยนมุมมองและความรู้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในคอมมูนิตี้นี้ มีหลายเทคนิคที่ยังคงต้องแสวงหานอกห้องเรียน การต่อยอดงานศิลปะจากสีธรรมชาติจึงมีความเป็นไปได้ทั้งหมด

“เราเรียนกระบวนการทำ แต่วิธีการเอาไปใช้ต่างกัน บางคนชอบนำสีธรรมชาติไปย้อมผ้า เขาก็จะเอาใบไม้ที่เก็บรักษาด้วยการฟรีซไว้มาใช้ในงานมัดย้อมจนเกิดเป็นลายใบไม้ มันมีหลายเทคนิคมากที่ทำให้เกิดงานศิลปะ”

ถ้าหากถามว่าแล้วศิลปะสไตล์ของคุณมะโมเป็นแบบไหน คำตอบที่ได้คือ ‘การวาดแนวเชิงนามธรรมบนผืนผ้า’

𝐦𝐚𝐦𝐨 & 𝐭𝐡𝐢𝐧𝐠𝐬 แบรนด์ศิลปะจากวัสดุธรรมชาติ

นอกจากงานศิลปะจากสีธรรมชาติแล้ว ยังมีงานเซรามิกที่เพื่อนบ้านของเราคนนี้หลงใหล จนตัดสินใจไปลงเรียนกับ ครูแจ๋ (กรกช สุขทรัพย์วศิน Atpotterhouse) แล้วรู้สึกตกหลุมรักตอนที่กำลังได้ปั้นดิน เพราะช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เธอได้กลับมาอยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการทำสีธรรมชาติ

หลังจากนั้นไม่นาน ความสนใจของผู้คนที่มีต่อสีธรรมชาติก็มีมากขึ้น คุณมะโมจึงได้ต่อยอดการทำสี ไปสู่การทำแบรนด์ ‘mamo & things’ โดยแรกเริ่มมาจาก Starter Kit ตัวทดลองทำสีน้ำธรรมชาติ และมีสินค้าน่ารัก ๆ ออกวางขายอย่างเทปกระดาษ Natural colors paper tapes เมื่อประกอบกับความชอบที่ได้ปั้นดินหลากหลายรูปแบบ ทั้งจานสีปุ๊กปิ๊ก Smiley tray palette, ช้อนชา Ceramic spoons, แก้วหูยาว Looong handle espresso mug, แจกันดอกไม้สุดชิค Lady vase, กระถางต้นไม้ Plant pot และผลงานเซรามิกสุดอาร์ตอีกหลายชิ้นที่น่าจะถูกใจ Ceramic Lovers แน่ ๆ

จากความสนใจเรื่องสีธรรมชาติ ต่อยอดมาเป็นแบรนด์ mamo & things จนไปสู่การแสดงงานที่ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 3 วัน ในชื่อโปรเจ็กต์ ดีดี (Project DeeDee) ของคุณ Janya Solanet ที่คอยสนับสนุนให้งานอาร์ตของศิลปินไทยได้ไปแสดงงานที่ต่างประเทศ และคุณมะโมเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกค้นพบจากทางออนไลน์ ตอนนั้นเป็นช่วงที่เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ

ยิ่งไปกว่าความรู้สึกตื่นเต้นในการไปจัดแสดงงานครั้งนี้ ก็คือการได้พบเจอผู้คนใหม่ ๆ ที่สนใจงานศิลปะ

“เราชอบคัลเจอร์การชื่นชมงานศิลปะของคนที่นี่มาก เขาจะเข้ามาถามว่าแรงบันดาลใจคืออะไร ทําจากอะไร แล้วทํายังไง ชอบงานชิ้นไหน ส่วนฉันชอบชิ้นนี้นะ มันมีหมายความว่ายังไง”

“ในงานไม่มีใครถ่ายรูปเลย เขาหาโอกาสเข้ามาคุยกับเรา เตรียมอะไรไปเขาดูหมด ยืนอ่านรายละเอียดงานทุกชิ้น มันทำให้รู้สึกว่าเขาอยู่กับเรา เขาสนใจงานเรา คือเราได้คุยเยอะมากผ่านคำถามที่เกี่ยวกับศิลปะ ซึ่งมันน่าประทับใจจริง ๆ”

หลังจบจากโชว์เคส คุณมะโมก็ได้ไป Road Trip กับครอบครัว โดยมุ่งหน้าสู่ซานฟรานซิสโก เธอเล่าว่า ได้มีโอกาสแวะสำรวจระหว่างทางบ้างจนได้เจอกับหินธรรมชาติรูปร่างแปลกตา

“เรามีเก็บหินบางก้อนกลับมาด้วย แต่จากการทดลองทำสี รู้สึกว่าหินเมืองนอกสีไม่ออกเท่าของที่ไทยนะ มันจะเป็นสีเทา ๆ ส่วนของไทยจะได้เฉดสีที่เยอะกว่า จริง ๆ แล้วบ้านเราเป็นประเทศที่เหมาะกับการหาวัสดุมาทําสีมาก ๆ เลยค่ะ แค่ขับรถไปสักที่ก็เก็บหินมาทำสีได้แล้ว”

คุณมะโมแชร์เพิ่มเติมว่า ในแต่ละภาคมักจะได้หินได้ดินในเฉดสีที่ต่างกัน ภาคอีสานดินจะออกแดงอมส้ม ภาคใต้จะออกสีแดงก่ำ ส่วนภาคเหนือก็จะนิยมไปเก็บกันที่เชียงดาว และอีกหลายจังหวัด โดยการเก็บสะสมวัสดุธรรมชาติ กลายเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำประจำเมื่อต้องออกเดินทาง

“แต่สไตล์หินที่ชอบจริง ๆ ส่วนใหญ่จะให้สีออกเอิร์ธโทน ที่พอเนื้อสีมันแตกเราจะรู้สึกว่ามันพิเศษ อย่างเช่นสีเขียว เพราะว่าเราไม่ค่อยเห็นดินที่มันเป็นสีเขียวใช่ไหมคะ แต่แค่ปั่นจักรยานออกไปแถวบ้านก็เจอแล้ว”

𝐓𝐡𝐞 𝐏𝐞𝐫𝐬𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐂𝐨𝐥𝐨𝐫𝐬 𝐨𝐟 𝐅𝐚𝐦𝐢𝐥𝐲

ถัดจากเฉดสีฟ้าและเทา ขยับมาเป็นสีสันสดใส อย่างสีน้ำตาล สีเหลือง สีเขียวที่แซมเหลือง แต่งแต้มอยู่บนผืนผ้าแคนวาส เป็นแพนโทนสีสว่าง ที่สื่อสารถึง ‘เรื่องครอบครัวและความสัมพันธ์’

คุณมะโมให้เหตุผลที่เลือกสีเฉดนี้ เพราะมีสมาชิกใหม่ ‘ชื่อน้องคลาวดี้’ บรรยากาศในบ้านเปลี่ยนไป ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นจนชวนให้นึกถึงพระอาทิตย์ และรู้สึกอยากดูแลรักษาช่วงเวลาเหล่านั้นให้ดี เรื่องครอบครัวจึงเป็นเรื่องที่เธออินที่สุดแล้วในตอนนี้

“เราเลือก สีแดงจากดิน เพราะว่ามันคือองค์ประกอบที่เป็นตัวสร้างทุกอย่าง เรานึกถึงพระแม่ธรณี ที่เหมือนเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งองค์ประกอบของดินมีธาตุเหล็กที่เหมือนกับเลือดในร่างกาย จึงหมายถึงการเติบโตขึ้นมาเป็นตัวเรา มันก็เลยเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลไปโดยปริยายด้วย”

ศิลปะได้ขับเคลื่อนชีวิตของคุณมะโมมายังจุดนี้ มันจึงมีอิทธิพลต่อเธอมาก และเธอเองก็มองว่ามันมีอิทธิพลต่อคนอื่นเช่นกัน อยู่เมื่อถามว่าแต่ละเฉดสีในแพนโทนนี้ได้มาจากอะไร คุณมะโมตอบว่า สีน้ำตาลได้จากดินแดงสีเข้ม ส่วนเฉดสีน้ำตาลออกเหลืองหน่อยได้จากดินเทอร์ราคอตตา และเฉดที่ติดเขียวได้จากการผสมกับสีเหลืองที่ได้จากรงทอง

“รงทอง จะเป็นยางไม้ที่ถูกปั้นเป็นก้อน เป็นสีที่เราใช้บ่อยเพราะค่อนข้างสดมาก แล้วมันเป็นสีที่คนไทยโบราณใช้ตอนเพนท์วัด มันก็จะออกเขียวหน่อยเพราะถูกปนกับสีอื่น ซึ่งเราสามารถผสมสีได้เยอะมากจากเฉดนี้”

บทบาทที่เพิ่มเข้ามานอกจากการเป็นศิลปิน ต้องใช้ความพยายามในการหาสมดุล ระหว่างงาน และการดูแลครอบครัว เสมือนการผสมสีให้เป็นไปตามใจ (แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะผสมออกมาได้ตามใจ) ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ

คุณมะโมทิ้งท้ายในพาร์ทครอบครัวเอาไว้ว่า เธอเลือกเฉดนี้ด้วยความรู้สึกคิดถึงช่วงเวลาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว มันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วเอากลับมาไม่ได้ จึงเปรียบได้ว่าเป็นการบันทึกความรู้สึก ณ ขณะนั้นผ่านเฉดสีที่สว่างสดใส

𝐓𝐡𝐞 𝐏𝐞𝐫𝐬𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐂𝐨𝐥𝐨𝐫𝐬 𝐨𝐟 𝐅𝐞𝐞𝐥𝐢𝐧𝐠𝐬

มาถึงพาร์ทสุดท้ายซึ่งก็คือแพนโทนสีเอิร์ธโทนที่สื่อถึงความรู้สึกช่วงนี้ของคุณมะโมเอง

“โดยรวมช่วงนี้เรารู้สึกว่า อยากจะเป็นเหมือนต้นไม้ก็เลยเลือกสีเขียว อยากจะทํางานโดยที่คิดว่ามันไม่ใช่งาน เหมือนเราแค่หายใจและเติบโตไปตามปกติ อยากเป็นคนที่ฟังเสียงร่างกายตัวเอง แล้วก็ทําในสิ่งที่คิดว่าควรทําในตอนนั้นโดยไม่ต้องรู้สึกว่ามันฝืนเกินไป”

“เราอยากทำทุกอย่างให้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องกดดันตัวเองเพื่อให้ทำมันออกมาให้ดี การเลือกสีเขียวที่สื่อถึงต้นไม้เพราะต้นไม้มันโตในแบบของมันเองโดยไม่ต้องไปเร่งด้วยการใส่ปุ๋ย อยู่กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ มันก็สามารถเติบโตได้”

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณมะโมเองจะรู้สึกดีกับการอยู่เฉย ๆ เพียงแค่ร่างกายเราสมควรได้รับการพักผ่อน ก็คิดเสียว่าต้องพัก เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอะไรกับการที่เราทำงานได้ไม่เท่าเดิม

“มันเป็นช่วงที่เราพยายามรู้ตัว ว่าตอนนี้เราต้องการอะไร ช่วงไหนที่คิดถึงการทำงานก็กลับไปทำเมื่อใจพร้อม”

ความงามบนความไม่สมบูรณ์แบบ

และหากต้องนิยามความเป็นศิลปินในชื่อ ‘มะโม’ แล้วล่ะก็ คำจำกัดความที่ตัวเธอเองนึกถึงคือ ‘วะบิ ซะบิ หรือความสวยงามบนความไม่สมบูรณ์แบบ’

“เรานึกถึงปรัชญาญี่ปุ่นนี้ขึ้นมา ความไม่เนี้ยบแต่รู้สึกได้ถึงรายละเอียดต่าง ๆ มันคือการปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ อย่างตอนเราเผางานเซรามิก จะไม่มีทางรู้เลยว่ารูปร่างในตอนสุดท้ายมันจะออกมาเป็นยังไง การทำสีธรรมชาติก็เหมือนกัน”

“โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงลูก รู้สึกว่าได้ใช้เยอะมากเลยค่ะ พอเจอเด็กที่พลังเยอะบางครั้งเราควบคุมเขาไม่ได้ มันก็ต้องมีบ้างที่ต้องปล่อยไป ไม่งั้นเราจะเครียดเอง”

คุณมะโมเล่าเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกแต่ละเฉดสีว่าชอบมากที่ได้เห็นรอยแตกของเนื้อสี ซึ่งบางคนที่เคยมาเรียนทำสีด้วยกันบอกว่าเสียดายที่มันแตกจนหลุดออก โดยส่วนนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ในการผสมแป้งและดินประมาณหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนต้องทดลองทำมาก่อน ไม่งั้นเราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่มันใช่ทางที่เหมาะสมแล้วหรือยัง เช่นเดียวกับคุณมะโม ศิลปินและแม่ ผู้ที่กำลังใช้ชีวิตในทุกพาร์ทอย่างเต็มที่ ได้เรียนรู้ระหว่างทาง และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกก้าวที่ไป

ศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน

ก่อนที่จะต้องแยกย้ายกันไปตามหาเฉดสีของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่ทำให้มองเห็นเพิ่มขึ้นคือ ‘ศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน’

ศิลปะได้ขับเคลื่อนชีวิตของคุณมะโมมายังจุดนี้ มันจึงมีอิทธิพลต่อเธอมาก และเธอเองก็มองว่ามันมีอิทธิพลต่อคนอื่นเช่นกัน อยู่ที่ว่ามันมากหรือน้อยจนส่งผลให้รู้ตัวหรือไม่ จากการพูดก็ดี การจัดการก็ดี ไม่ว่าคุณจะเป็นใครล้วนมีศิลปะข้องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตเสมอ

“ศิลปะสะท้อนตัวตนออกมาผ่านการกระทำ ผ่านการทำสี การได้ทดลองปั้น ก็เหมือนแบบฝึกหัดของการ Let it go สำหรับเรา การได้จมดิ่งไปกับสิ่งที่ชอบบางครั้งก็ทำให้เรามีสมาธิ และรู้จักตัวเองมากขึ้น”

วันนี้เราได้รู้จักกับคุณมะโมมากขึ้นผ่าน ‘Personal Color’ ได้เห็นว่าทุกเฉดสีมีความหมายที่เชื่อมโยงกัน ทั้งเต็มไปด้วยความคิดถึง ความอบอุ่น และความสงบ ซึ่งไม่ว่าจะถูกแบ่งออกเป็นกี่เฉด ทุกเฉดสีล้วนสวยงามเสมอ

IT MIGHT INSPIRE YOU

ศิลปะจากดอกไม้ โดยบอล นรภัทร

สัมผัสความหมายของ ‘ดอกไม้’ ผ่านงานศิลป์จาก ‘คุณบอล - นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์’

Coming of Aging ก่อนถึงวัยอันควร

มุมมองต่อ 'การเติบโตและความสูงวัย' ของ 'เพื่อนบ้านต่างวัย'

พล หุยประเสริฐ แห่ง HUI Team Design

‘โชว์ธรรมดา ๆ ไม่ทำ’ ถอดวิธีคิดเบื้องหลัง ‘โชว์ที่โลกต้องจำ’
กับนักออกแบบคอนเสิร์ต 


Bā Space

คุยกับ ‘คุณนิก - นพปกรณ์ พรศิริกุล’ พร้อมส่องเบื้องหลังพื้นที่ซัปพอร์ตศิลปินรุ่นใหม่