Se—ri Studio

สามเพื่อนซี้ผู้หลงใหลใน ‘Zine’ พร้อมอยากขับเคลื่อนเรื่องเควียร์และเฟมินิสต์ ผ่าน Zine ศิลปะ และดีไซน์

ในวันที่สิ่งพิมพ์อิสระของประเทศไทยเริ่มขยับออกจากวงแคบ และค่อย ๆ เติบโตเป็นรู้จักในหมู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น พื้นที่เล็ก ๆ หลายแห่งก็เริ่มเกิดขึ้นเพื่อรองรับบทสนทนา ความคิด และงานออกแบบที่แตกต่างออกไปจากกระแสหลัก ผู้คนเริ่มกลับมาให้คุณค่ากับศิลปะที่จับต้องได้  ไม่ว่าจะเป็นหนังสือทำมือ และสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยตัวตนของคนทำ มากกว่าการเสพคอนเทนต์ผ่านหน้าจอเพียงอย่างเดียว

ตึกสีแดงหนึ่งคูหาใจกลางเจริญกรุง จึงเป็นที่ตั้งของ ‘Se—ri Studio’ แหล่งรวมสิ่งพิมพ์และพื้นที่สร้างสรรค์จากความตั้งใจของสามเพื่อนซี้อย่าง ‘คุณปิ่น-ปณิตา ศิริวงศ์วานงาม’, ‘คุณรดา-รดา มุสิกรัตน์’ และ‘คุณเทียน-ปรีชญา โอสถานนท์’ ที่อยากชวนผู้คนกลับมาสัมผัสเสน่ห์ของงานพิมพ์ และหนังสืออิสระ

Neighbors and Friends ในคอลัมน์ Art People นี้ จึงขอแวะมาเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านและชวนพูดคุยถึงวิธีคิดและกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งพิมพ์ประเภท ‘ซีน’ (Zine) ที่กำลังเป็นกระแสในหมู่คนรุ่นใหม่ผู้รักการเปิดเผยตัวตน ถ่ายทอดความรู้สึก และแลกเปลี่ยนบทสนทนาผ่านหนังสือทำมือขนาดเล็ก

ความสนใจที่หลอมรวมเป็น ‘เส—รี’

คุณเทียน : “พื้นฐานเราจบจิตวิทยามา ตอนไปเรียนอังกฤษเรามีแพลนอยากทำสเปซ แต่ตอนนั้นไม่ได้หน้าตาแบบนี้ จริง ๆ จะเป็นเหมือนสเปซที่เกี่ยวกับจิตวิทยาเลย แต่พอได้คุยกับอีกสองคนที่อยากจะทำร้านปริ้นต์ ส่วนเราอยากมีสเปซที่ให้คนมาทำกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน สุดท้ายเราเอาความสนใจมารวมกัน จนเป็นเสรี”

จากการจับพลัดจับผลูเจอกันสมัยเรียนปริญญาโทที่อังกฤษ ความสนใจที่แตกต่างกันของทั้งสามคนค่อย ๆ หลอมรวมจนกลายเป็นไอเดียของ ‘เสรี’ พื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านปรินต์หรือสตูดิโอทำซีน แต่เป็นพื้นที่เปิดให้ผู้คนได้เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น และรู้สึกปลอดภัยที่จะเป็นตัวเอง ผ่านงานดีไซน์ ศิลปะ และประเด็นที่พวกเขาเชื่อร่วมกัน

ความหวังและความเชื่อมั่นในสื่อสิ่งพิมพ์

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินข่าวการปิดตัวของนิตยสารหรือหนังสือหลายเล่ม จนหลายคนเริ่มมองว่าสิ่งพิมพ์อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปในยุคที่ทุกอย่างอ่านได้บนหน้าจอ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนอีกกลุ่มที่ยังคงหยิบจับกระดาษ ทำซีน ทำหนังสือเล็ก ๆ หรือเดินเข้าร้านหนังสืออยู่เหมือนเดิม แถมดูจะมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ

และท่ามกลางโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความรวดเร็ว แต่เสรีกลับมองว่าสิ่งพิมพ์ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่บทบาทของมันเปลี่ยนไปจากเดิม จากสื่อที่เคยแข่งขันกันด้วยความเร็ว กลายมาเป็นสิ่งที่ผู้คนเลือกเสพเพราะอยากใช้เวลา อยากสัมผัส อยากอิสระ และอยากเก็บบางอย่างเอาไว้จริง ๆ

คุณปิ่น : “เรื่องสื่อสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย เราได้ยินมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่าเราเห็นคนทำซีนมากขึ้น มีซีนแฟร์เติบโตมากขึ้น ด้วยความที่โลกดิจิทัลมันเติบโตขึ้นเร็วมาก จนมันกลายเป็นกระแสหลักในสังคม แต่มันกลับทำให้คนโหยหาอะไรที่จับต้องได้มากกว่าดิจิทัล สุดท้ายแล้วมันยังต้องมีสิ่งนี้”

คุณเทียน : “อย่างที่ปิ่นพูดมันมีอะไรที่เป็นสิ่งพิมพ์เยอะขึ้นมากหากมองกลับไป 3 ปีที่แล้ว มันอาจจะมีนิตยาสารเก่า ๆ ที่ปิดตัวลง ส่วนตัวรู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายเราแต่แรก แต่เด็กรุ่นใหม่ดูสนใจสิ่งพิมพ์เหมือนกัน อยากทำหนังสือ อยากมีอะไรเป็นรูปเป็นเล่มของตัวเอง แล้วคนก็ยังไปร้านหนังสือกันอยู่เหมือนเดิม มันไม่ได้เลือนหายไปเลย”

คุณปิ่น : “เราว่ามันต้องมองแยกกัน อย่างนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์สมัยก่อนมันใช้ความรวดเร็วในการดำรงอยู่ของมัน เช่น ต้องออกเป็นรายสัปดาห์ รายวัน แต่สุดท้ายโลกออนไลน์มันนำสิ่งพิมพ์พวกนั้น แต่สิ่งพิมพ์ประเภทอื่นมันยังคงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง มันอาจจะแค่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีเล่า”

แม้รูปแบบของสื่อจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่มุมมองของทั้งสามคนก็ทำให้เห็นว่าสิ่งพิมพ์อาจไม่ได้เลือนหายไปไหน เพียงแค่กำลังปรับตัวและถูกตีความใหม่ให้สอดคล้องกับผู้คนในแต่ละยุค จากเดิมที่เคยแข่งขันกันด้วยความรวดเร็ว วันนี้สิ่งพิมพ์กลับกลายเป็นพื้นที่ของความตั้งใจ ความเฉพาะตัว และประสบการณ์ที่จับต้องได้ จนทำให้ซีน หนังสืออิสระ หรือสิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก ยังคงมีชีวิตอยู่และเติบโตไปพร้อมกับโลกดิจิทัลได้ในแบบของตัวเอง

เทคนิคสะท้อนอิสระและ ‘เส—รี’

ทั้งที่เทคโนโลยีการพิมพ์ทุกวันนี้พัฒนาไปไกลจนสามารถควบคุมรายละเอียดได้แทบทุกอย่าง แต่ทั้งสามคนกลับยังเลือกทำงานกับริโซ่ เครื่องพิมพ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความคลาดเคลื่อน ทั้งสีที่อาจเหลื่อมกันเล็กน้อย รอยหมึกที่ไม่เหมือนกันในแต่ละแผ่น หรือผลลัพธ์ที่บางครั้งก็ออกมาเกินความคาดหมาย จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้พวกเขายังหลงใหลในเทคนิคการพิมพ์แบบนี้ และเพราะอะไร ‘ความไม่สมบูรณ์แบบ’ ถึงยังมีที่ทางของมันอยู่ในกระบวนการสร้างงานศิลปะเสมอ

คุณรดา : “ริโซ่มันมีเสน่ห์ในแบบที่เครื่องพิมพ์ทั่วไปให้ไม่ได้ อย่างสีฟลูออเรสเซนต์หรือเท็กซ์เจอร์บางแบบที่ตัวเครื่องทำออกมาได้เลย แล้วตัวเครื่องมันพิมพ์ได้ทีละสี ถ้าอยากได้หลายสีก็ต้องมานั่งแยกสี จัดเลเยอร์กันเองทีละขั้นตอน ซึ่งเราชอบตรงนั้นมาก”

คุณปิ่น : “จริง ๆ เครื่องริโซ่ถูกพัฒนาขึ้นที่ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นหมึกพิมพ์มีราคาสูงมาก เจ้าของแบรนด์เลยอยากทำให้การพิมพ์เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น ยิ่งพิมพ์จำนวนมาก ราคาต่อแผ่นก็ยิ่งถูกลง พอหันกลับมามองที่ ‘เสรี’ เราก็รู้สึกว่าอุดมการณ์มันมีอะไรคล้ายกันอยู่ เพราะตั้งแต่แรกเราเองก็อยากให้คนเข้าถึงการทำซีนหรือสิ่งพิมพ์ได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน อยากให้มันเป็นเรื่องที่ใครก็ลองทำได้ ไม่จำเป็นต้องไกลตัวมาก เลยรู้สึกว่าแนวคิดของริโซ่กับเสรีมันไปในทางเดียวกัน”

คุณเทียน : “จริง ๆ เราไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนี้มาก่อนเลย แต่พอได้ลองเอางานไปปรินต์กับร้านที่ลอนดอน เราก็เริ่มรู้สึกว่าริโซ่มันมีเสน่ห์ตรงความไม่สมบูรณ์แบบ บางครั้งสีอาจเหลื่อม สีไม่ติด หรือออกมาไม่ตรงอย่างที่คิด ซึ่งมันดันคล้ายกับพวกเราเหมือนกัน เพราะเราสามคนก็เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ ค่อย ๆ เรียนรู้และลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ เราทำมันจากสิ่งที่รัก เลยรู้สึกว่าความ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ แบบนี้มันสะท้อนตัวตนของพวกเราได้ดี”

Project Letter to Love

คุณปิ่น : “โปรเจ็กต์ Letter to Love เป็นโปรเจ็กต์วันวาเลนไทน์ พอดีเราอยากลองทำคอลแลปกับศิลปินเควียร์ที่เราพอจะรู้จักอยู่แล้ว เราเลยให้โจทย์ไปว่าอยากทำซีนที่มาจากกระดาษ A3 แผ่นเดียว โดยพูดถึงประเด็นความรักในรูปแบบมุมมองของเควียร์ แล้วเราให้ศิลปินไปตีความคำว่ารักต่อเอง อยู่ที่ว่าจะวางให้มันเป็นแบบไหน ไม่จำเป็นต้องเป็นรักโรแมนติก หรือสมหวัง โดยศิลปินเลือกสีที่ใช้ หรือแม้แต่กระดาษเองได้เลย”

‘Dear Beloved of Old’ ถ่ายทอดความรักผ่านรูปแบบคอมิก ว่าด้วยความเจ็บปวดที่เป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แม้ความรักจะทำให้เจ็บ แต่เราก็ยังเลือกจะรักต่อไป โดยไม่ได้จำกัดไว้แค่ความรักแบบโรแมนติก

‘Celestial’ มาในรูปแบบจดหมายรักที่เขียนถึงคนที่ไม่มีวันได้รับมันอีกแล้ว คล้ายการส่งความรู้สึกบางอย่างออกไปถึงดวงดาว พร้อมชวนให้คนอ่านค่อย ๆ ทบทวนจิตใจตัวเอง

ส่วน ‘TO LOVE LIKE THE’ ถ่ายทอดความรักผ่านบทกวี เล่นกับคำว่า “the” ให้กลายเป็นสิ่งที่ไร้รูปทรงและตีความได้ไม่สิ้นสุด เหมือนกับความรักที่ไม่จำเป็นต้องมีนิยามตายตัว

จากผลงานที่ทางสตูดิโอได้คอลแลปกับศิลปินทั้ง 3 ท่าน ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นอิสระทางความคิด ตั้งแต่การตีความเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ หรือความรู้สึกภายในใจ ไปจนถึงวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ทั้งหมดกลับสื่อสารบางอย่างออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นตัวของตัวเอง

เมื่อพอได้เห็นงานเหล่านี้อยู่รวมกัน ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเสน่ห์ของซีนอาจอยู่ตรงการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เล่าเรื่องในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดด้วยขนบหรือนิยามแบบเดิม ๆ ของงานสิ่งพิมพ์เลย

เพราะซีนเริ่มได้จากเรื่องเล็ก ๆ

หลายคนอาจคิดว่าการทำซีนต้องเริ่มจากไอเดียที่ชัด งานที่สวย หรือรูปแบบที่ดูจริงจังก่อน แต่จริง ๆ แล้ว ซีนอาจเริ่มจากแค่ความรู้สึกเล็ก ๆ เรื่องที่อยากเล่า หรือสิ่งที่กำลังสนใจอยู่ในตอนนั้นก็ได้ เพราะเสน่ห์ของซีนคือมันไม่มีรูปแบบตายตัว และไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก

คุณรดา : “ซีนมันเป็นอะไรก็ได้ ซีนไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ หรือมีรูปแบบตายตัว เราเริ่มจากอะไรก็ได้ ความรู้สึก หรือสิ่งที่สนใจได้ สิ่งที่สำคัญคือเริ่มลงมือทำ พอเราเริ่มทำแล้วเราอาจจะเข้าใจในสิ่งที่เราอยากสื่อมากขึ้น ให้เริ่มต้นได้เลยค่ะ”

นอกจากจะเป็นสตูดิโอทำซีนและพื้นที่รวมงานสิ่งพิมพ์แล้ว ที่นี่ยังเปิดเวิร์กชอปสำหรับคนที่อยากลองทำความรู้จักกับเครื่องพิมพ์ริโซ่โดยเฉพาะ ตั้งแต่ขั้นตอนการแยกสี การจัดเลเยอร์ ไปจนถึงการทดลองพิมพ์งานด้วยตัวเอง เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสเสน่ห์ของเทคนิคการพิมพ์แบบนี้ผ่านการลงมือทำจริง โดยเวิร์กชอปนี้ทุกคนจะได้มีซีนเป็นของตัวเองติดไม้ติดมือกลับไปอย่างแน่นอน!

หลังจากได้นั่งคุยกับทั้งสามคน เรากลับรู้สึกว่าสิ่งที่น่าสนใจของ ‘เส—รี’ อาจไม่ได้อยู่แค่เรื่องของซีนหรือสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่คือวิธีคิดของคนทำงานศิลปะกลุ่มหนึ่งที่เลือกใช้กระดาษ หมึกพิมพ์ และงานออกแบบ เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้สึก ความทรงจำ และคำถามบางอย่างที่อยู่ภายในตัวเอง จนทำให้ ‘ซีน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งพิมพ์ที่ถูกเย็บรวมกันเป็นเล่ม แต่เป็นเหมือนศิลปะในพื้นที่กระดาษเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยวิธีคิดและตัวตนของคนทำงานในแต่ละชิ้น

ยิ่งได้ฟังพวกเขาพูดถึงกระบวนการทำงาน ก็ยิ่งรู้สึกว่าเสน่ห์ของซีนอาจไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบ แต่อยู่ตรงการได้ลองผิดลองถูก ค่อย ๆ ประกอบความคิด และปล่อยให้ความไม่สมบูรณ์บางอย่างเกิดขึ้นระหว่างทาง เหมือนกับเครื่องริโซ่ที่ไม่มีแผ่นไหนเหมือนกันเสียทีเดียว แต่สุดท้ายร่องรอยเหล่านั้นกลับทำให้งานแต่ละชิ้นมีชีวิต และสะท้อนตัวตนของคนทำงานได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม

Se—ri Studio
วันอังคาร-วันศุกร์ เวลา 11.00 – 19.00 น. และวันเสาร์ เวลา 11.00 – 18.00 น.
Facebook : Se—ri Studio
Instagram : Se—ri Studio
Google Maps

IT MIGHT INSPIRE YOU

ละครเวทีโรงเล็ก

เปิดโลกเบื้องหน้า - เบื้องหลัง ศิลปะและอิสระแห่งการเล่าเรื่องกับ ‘คุณนน - วิชชาพร ต่างกลาง’

ศิลปะจากดอกไม้ โดยบอล นรภัทร

สัมผัสความหมายของ ‘ดอกไม้’ ผ่านงานศิลป์จาก ‘คุณบอล - นรภัทร ศักดิ์อาธรทรัพย์’

แกะแนวคิด-ถอดกลไกเบื้องหลังงานศิลปะเคลื่อนไหวได้

ชวนมาพูดคุยและหลงไปในโลกศิลปะของ ‘คุณวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์’

HAY Icon Exhibition

ส่องเรื่องราวเบื้องหลังของ 5 Iconic Item จาก HAY Icon Exhibition