หากจินตนาการถึงภาพบ้านสักหลัง โดยพื้นฐานเราก็คงต้องนึกถึงบ้านที่มีเสามั่นคงและมีกำแพงที่ตั้งฉากเป็นทรงสี่เหลี่ยม แต่บ้านหลังนี้กลับแตกต่างจากบ้านทุกหลังที่เราเคยเห็นมาเพราะเป็นบ้านที่ไม่มีเสา ทั้งยังนำเอารูปทรงกลมที่ให้ความรู้สึกละมุนมาเป็นโครงสร้างหลักแทนเส้นตรงที่ดูแข็งทื่อ
Neighbors and Friends มีโอกาสมาเยี่ยมบ้านของ ‘คุณขจี เกศจุมพล’ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ภายใต้แบรนด์ HACHI ที่มีแพสชันกับการสร้างบ้านและหลงใหลในความท้าทาย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทีมสถาปนิกและดีไซเนอร์ได้ปลดปล่อยไอเดีย แล้วสร้างบ้านไปตามความรู้สึกเสมือนศิลปินที่กำลังอิมโพรไวส์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ชื่อ ‘Terrarium House’
คอลัมน์ Neighbors Place จะพาเพื่อน ๆ ไปชมมุมต่าง ๆ ที่เป็นไฮไลต์ของบ้าน ทั้งคอร์ตยาร์ดทรงกลมที่เปิดรับแสงธรรมชาติ โครงสร้างไร้เสาและแปลนบ้านที่เปิดโล่ง ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่สวยยูนีค พร้อมนั่งคุยกับคุณขจี และ ‘คุณวินท์ – เมธวินท์ อิศรัตน์’ จาก REAL AS TECT ที่รับหน้าที่ Project Architect และตกแต่งภายใน ถึงเบื้องหลังการออกแบบที่ไร้กฎกรอบ ไปจนถึงตัวตนและแนวคิดของคุณขจีในการใช้ชีวิตที่สะท้อนออกมาผ่านพื้นที่อยู่อาศัย
เติมเต็มจินตนาการไปกับบ้านในฝัน แล้วมาเปิดรับมุมมองดี ๆ ทั้งในแง่การทำงานและการใช้ชีวิต ผ่านเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจของเพื่อนบ้านคนนี้ไปด้วยกันเลย

สร้างบ้านเป็น ‘งานศิลปะ’
ก่อนที่เราจะไปพูดคุยถึงไอเดียของ Terrarium House เราก็อยากชวนมาทำความรู้จักเจ้าของบ้านหลังนี้ เพราะหากได้ลองรู้จักตัวตนของคุณขจีก็จะเข้าใจว่า ทำไมบ้านหลังนี้ถึงเกิดขึ้นจากความกล้าคิดกล้าทำ จนกลายเป็นบ้านที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร
กว่าคุณขจีจะมาเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบรนด์ HACHI อย่างทุกวันนี้ เขาเคยเปิด บริษัท นายช่างไทย ที่เป็นช่างปลูกบ้านเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของโครงการ แต่แล้ววันหนึ่งคุณขจีที่กำลังมองหาความท้าทายใหม่ ๆ จึงหันมาสร้างสรรค์ผลงานเป็นของตัวเอง เริ่มจากการพัฒนาที่ดินเปล่าที่เขาสะสมไว้ โดยออกแบบร่วมกับดีไซเนอร์และสถาปนิกระดับแนวหน้ามากมาย เพื่อสร้างบ้านที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวภายใต้ชื่อแบรนด์ HACHI เราจึงอยากชวนเพื่อน ๆ มาฟังแนวคิดในการสร้างบ้านของคุณขจีที่อยากให้บ้านทุกหลังเป็นงานศิลปะมาสเตอร์พีซที่มีหลังเดียวในโลกกัน
คุณขจี : “จรรยาบรรณวิชาชีพของพี่คือการเป็นช่างที่ดี เราถูกฝึกสอนให้ละเอียดและประณีต ซึ่งก็เป็นความภูมิใจที่เราได้ก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า ‘นายช่างไทย’ ครับ แต่พอทำอะไรซ้ำ ๆ พี่ก็รู้สึกว่าไม่มีความท้าทายแล้ว เราต้องการสร้างสิ่งที่แตกต่างและมีคุณค่า เลยอยากให้บ้านของ HACHI เป็นเหมือนกับเพชรที่มีน้อยและหายาก แล้วเราก็ค่อย ๆ เจียระไน มันจึงเป็นมากกว่าบ้าน แต่เป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งที่เป็นทรัพย์สินและเราก็ได้อยู่กับมันด้วย”
“คติของพี่คือถ้าอยากทำอะไรแล้วก็ต้องกล้าที่จะลงมือทำและทำให้ดี จินตนาการอะไรก็แล้วแต่ ถ้าไม่ลงมือทำมันก็ไม่มีทางสำเร็จ พี่ก็ค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ แก้ไป พี่แค่ไม่ยอมแพ้ เราทำมา 30 กว่าปี มันก็เกิดสกิล เกิดการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง พี่อยากสร้างงานที่มีคุณค่าตามความสามารถที่จะทำได้ แล้วทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด เหนื่อยก็พักแต่ข้อสำคัญคือเราไม่เลิก เพราะเรารักมัน เรามีความสุข เราได้เรียนรู้ เวลาที่ได้รับการชื่นชมเราก็ภูมิใจ”


ออกแบบบ้านด้วย ‘การอิมโพรไวส์’
หลังจากได้ทำความรู้จักคุณขจีและรู้ถึงที่มาที่ไปของ HACHI กันแล้ว เราก็ขอเข้าเรื่องบ้านหลังนี้ที่ชื่อว่า Terrarium House โดยมี ‘คุณวินท์ – เมธวินท์ อิศรัตน์’ จาก REAL AS TECT ที่รับหน้าที่ Project Architect และตกแต่งภายใน มาร่วมบอกเล่าเบื้องหลังการออกแบบบ้านหลังนี้ที่เปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างเป็นอิสระ
คุณวินท์ : “โจทย์ที่ได้รับจากพี่ขจีประโยคแรกง่าย ๆ เลยคือ ‘เอาให้สวย’ แล้วเราก็อยากจะขับเอกลักษณ์ของพี่ขจีออกมาให้เด่นชัดที่สุด ฟังก์ชันต่าง ๆ ภายในบ้านก็ดูจากบุคลิกของพี่ขจี ซึ่งพี่ขจีมีเอกลักษณ์ชัดเจนมากคือมีความเป็นนายช่างและมีความเป็นผู้นำสูง ดีไซน์ต้องมีความชัดเจน สัดส่วนการใช้งานมองแล้วต้องเข้าใจได้แบบตรง ๆ แล้วด้วยความที่พี่ขจีเคยเป็นนายช่างใหญ่มาก่อน ผมเลยอยากลอง Apply หลาย ๆ อย่างก็ถือเป็นการ Explore ไปด้วยกันครับ”

คุณขจี : “เราออกแบบตามสไตล์เรา แล้วเราก็สร้างโปรเจกต์ร่วมกันเป็นทีมเวิร์ก มันก็ค่อย ๆ คุย ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนแก้ไขกันไป แผนคือไม่มีแผนเลย เราเหมือนด้นสด อิมโพรไวส์ ฟังก์ชันไม่เวิร์กไม่เป็นไร ขอให้สวยและถูกใจ พี่มองว่าคนเราสามารถปรับตัวเข้ากับสถาปัตยกรรมได้ ไม่จำเป็นต้องให้สถาปัตยกรรมปรับตามเรา เพราะความสุขและความคิดมันอยู่ที่เรา ถ้างานสถาปัตย์มันงดงามเราก็ปรับตัวได้”
“เราต้องการอะไรที่มันไม่เหมือนเดิม ถ้ามันเหมือนเดิมก็ไม่สนุกสิ เพราะพี่ชอบชาเลนจ์ ชอบความแปลกใหม่ พี่รู้ว่าดีไซเนอร์อยากออกแบบงานที่ดี งานที่ว้าว แต่อุปสรรคคือบางทีลูกค้าไม่ซื้อเพราะมันไม่เน้นฟังก์ชันหรืออาจจะถูกคุมงบมากเกินไป แต่พี่เป็นคนอินกับฟีลลิ่งเลยปล่อยอิสระให้สถาปนิกเต็มที่ครับ”

บ้านที่โอบกอด ‘แสงเงาของต้นไม้’
ความเจ๋งของบ้านหลังนี้คือการเปลี่ยนข้อจำกัดของที่ดินที่มีทางเข้าแคบ ๆ จนเกือบเรียกได้ว่าเป็นที่ดินตาบอด ให้กลายเป็นไอเดียเท่ ๆ โดยทางเข้าบ้านถูกออกแบบให้เป็นเหมือนถ้ำหรืออุโมงค์ พาเรามายังตัวบ้านที่เมื่อเข้ามาข้างในแล้วจะรู้สึกเหมือนได้หลีกหนีจากความวุ่นวายภายนอก มาสู่โลกอีกใบที่มีความสงบเงียบและเป็นส่วนตัว ท่ามกลางสเปซที่เปิดกว้างซึ่งห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้และแสงเงาของธรรมชาติ โดยมุมที่ดึงดูดสายตาเรามากที่สุดก็คือคอร์ตยาร์ดกลางบ้านที่มีต้นไม้สีเขียวมาช่วยเติมความมีชีวิตชีวา
คุณวินท์ : “พื้นที่ตรงนี้มีต้นไม้เดิมอยู่แล้ว ทางทีมสถาปนิกเลยเลือกที่จะเก็บต้นไม้ต้นนี้ไว้ พอได้คอนเซปต์ภาพรวมมาจากทาง Unknow Surface Studio เราก็เพิ่มคอร์ตยาร์ดเข้าไปทั้งในส่วนของโถงกลางบ้าน และ Master Bedroom เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้ามา ไอเดียหลัก ๆ คือการเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติให้มากที่สุดในพื้นที่ที่อับที่สุดครับ”
คุณขจี : “คอร์ตยาร์ดตรงนี้เป็นหัวใจของบ้านในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ทั้งช่วยระบายอากาศและทำให้เราได้เห็นต้นไม้จากทุกมุมของบ้าน แล้วการมีต้นไม้มันทำให้บ้านน่าอยู่น่าอาศัยมากขึ้น เพราะใบไม้จะช่วยกรองแสงและให้ความร่มรื่น”

นอกจากการเปิดรับวิวธรรมชาติจะสร้างมุมมองที่สบายตา การออกแบบโถงที่เปิดโล่งก็ช่วยให้เรารู้สึกปลอดโปร่ง อีกทั้งโครงสร้างที่เป็นเส้นโค้งยังให้มู้ดที่นุ่มนวลและผ่อนคลายชวนให้เราอยากพักผ่อน แต่การออกแบบให้บ้านหลังนี้ไม่มีเสาเพื่อขยายสเปซให้กว้าง และเน้นความฟรีฟอร์มเพื่อสร้างความละมุนก็ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย
คุณขจี : “ความท้าทายคือจะทำยังไงให้บ้านนี้ไม่ต้องมีเสา เราก็ต้องทำหลังคาให้บางที่สุด เบาที่สุด และรับน้ำหนักได้ เราก็มองว่าวัสดุที่น่าสนใจคืออะลูมิเนียม แล้วเราก็คิดว่าถ้าจะทำหลังคาให้มันเท่ ๆ สวย ๆ ก็ต้องมีเชปเป็นทรงกลม เพราะที่ดินมันเป็นสี่เหลี่ยม การมีส่วนโค้งจะช่วยลดเหลี่ยมทำให้ดูไหลลื่นเวลามอง เราก็เริ่มเอาฟรีฟอร์มเข้ามาใช้เพื่อให้เกิดความละมุนกับการอยู่อาศัย”

เติมความอบอุ่นและยูนีคด้วย ‘วัสดุธรรมชาติ’
ไม่เพียงโครงสร้างของบ้านที่น่าสนใจ แต่การเลือกวัสดุธรรมชาติมาใช้ในงานออกแบบก็ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน มาช่วยเสริมบรรยากาศในบ้านให้อบอุ่น สบายตา และน่าอยู่มากขึ้น
คุณขจี : “เรารู้สึกว่าไม้มันโฮมมี่ มันทำให้บ้านอบอุ่นน่าอยู่ แล้วหินหรือไม้แต่ละแผ่นก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งมันมีความยูนีคและให้ฟีลของธรรมชาติ”
คุณวินท์ : “ถ้าเดินเข้ามาบริเวณ Living ที่เชื่อมกับ Dining เราจะเห็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นแรกที่ใหญ่สุดเลยก็คือ Island หินครับ เราอยากให้มันดูมั่นคงและดึงดูดสายตา เลยสร้าง Island นี้ขึ้นมาโดยใช้แผ่นหินไซส์ใหญ่สุดที่หาได้มาทำเป็นแผ่นเดียว ซึ่งเป็นหินอะโวคาโดที่ล้อสีเขียวจากต้นไม้ด้านนอกเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งตัว Island นี้จะคอนเนกต์กับโซนครัวด้านหลังด้วยครับ”
“ส่วนวัสดุที่เป็นไม้เด่น ๆ มองจากข้างนอกบ้านเราจะเห็นไม้ตะเคียนก่อนเลย ความเท่ของไม้ตะเคียนคือทนทานและเหนียวมากเราเลยเอาไว้ข้างนอก พอเข้ามาข้างในเราก็เลือกใช้ไม้ตะแบก แต่สีที่เราใช้จะเบสมาจากไม้ฮิโนกิที่เป็นไม้หอมนำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งเราใช้เป็นพระเอกหลักในห้องนอนชั้น 1 คู่กับหินสีขาวที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เหตุผลที่พื้นที่ส่วนกลางเราเลือกใช้ไม้ตะแบกเพราะเป็นไม้เนื้อแข็งที่ทนกว่า แล้วนำมาฟอกสีให้ล้อไปกับโทนสีของไม้ฮิโนกิเพื่อให้เกิดความละมุนมากขึ้นครับ”


‘ความสุขและความภูมิใจ’ ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้
เราใช้เวลาอย่างไม่รีบเร่งเพื่อซึมซับความสวยงามและความรู้สึกเบาใจที่บ้านหลังนี้มอบให้ ค่อย ๆ สังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ของลวดลายบนหินและไม้ที่สวยไม่ซ้ำกัน เฝ้ามองใบไม้ที่สั่นไหวไปตามลม หรือแม้แต่แสงเงาของธรรมชาติที่สาดส่องเข้ามาและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ระหว่างโมเมนต์นี้เราจึงชวนคุณขจีพูดคุยถึงความสุขที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้
คุณขจี : “บ้านมันคือเหมือนลูกเรา เราสร้างโปรเจกต์มา มันก็เป็นโปรเจกต์ที่เรารัก เราทำไปเรื่อย ๆ อินไปกับมัน รักมัน มันจะมีอะไรดีกว่าการที่เราทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และเห็นสิ่งที่เรารักมันเจริญเติบโตได้งดงาม บ้านหลังนี้มันคือความภูมิใจของเรา เมื่อสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราฝันมันสำเร็จตามที่เราคิด งานก่อสร้างก็เปรียบเหมือนเราได้ท้าทายตัวเอง ได้พิชิตมัน และแถมเราได้เกิดการเรียนรู้ เกิดการพัฒนาในวงการ ก็คิดว่าคงจะตายไปกับอาชีพช่างก่อสร้างนี่แหละ”
“ตอนนี้ความท้าทายในโปรเจกต์นี้สำเร็จแล้ว เรากำลังจะไปปีนเขายอดต่อไป ไปสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ เพื่อความสนุกของเราครับ เพราะการสร้างบ้านคือชีวิตพี่ มันให้ทุกอย่างในชีวิต สิ่งที่พี่ถนัดที่สุดคือการก่อสร้าง ซึ่งในตอนแรกเราไม่มีทางรู้หรอก เราก็ก้มหน้าก้มตาทำ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเราก็มาไกลแล้ว แต่เราทำมา 30 ปี มันก็สะสมประสบการณ์มาเรื่อย ๆ จนชำนาญครับ ถ้ามองจากจุดเริ่มต้นมันก็เกินกว่าที่เราคิดไว้มาก มันเกินจากฝันของเด็กบ้านนอกที่ส่งตัวเองเรียน อาจเป็นเพราะเราชอบเรียนรู้ ชอบพัฒนา ยิ่งทำยิ่งสนุก ถ้าทำไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้กู้เงินมาหรือทำอะไรเกินตัว แล้วมันก็เป็นการสร้างมูลค่าให้กับทรัพย์สินครับ”
ก่อนที่เราจะลากลับ คุณขจีก็ได้แชร์มุมมองความสุขของเขาให้เราได้ฟัง ทำให้เราเข้าใจว่าแท้จริงแล้วความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราใช้ชีวิตในพื้นที่แบบไหน แต่ขึ้นอยู่กับพื้นที่ภายในใจเรามากกว่าว่าเป็นสุขแล้วหรือยัง
“ความสุขที่แท้จริงมันไม่ได้อยู่ที่วัตถุ มันอยู่ที่เราคอนโทรลใจเรา มันต้องฝึกเป็นสกิลของเรา อันนี้พี่มองว่ามันสำคัญกว่าบ้าน เราจะมีบ้านหรือไม่มีบ้าน เราต้องมีความสุข เป้าหมายในชีวิตพี่ก็คือมีความสุขกับปัจจุบัน ความสุขที่สุดก็คือปัจจุบัน มีเพียงแค่นั้นแหละชีวิตพี่”

