บางยี่ขัน

ทัวร์ย่านกับเพื่อนบ้าน Something Blue Library เจ้าของห้องสมุดที่คอนเน็กกับคนในย่าน

‘บางยี่ขัน’ ย่านเล็ก ๆ ฝั่งธนฯ ที่อยู่ติดกับเอ็มอาทีร์บางยี่ขัน เต็มไปด้วยเสน่ห์ของชุมชนเก่าและความเป็นมิตรจากเพื่อนบ้านในย่าน จนทำให้ริมสองฝั่งถนนและตามซอกซอยยังเป็นย่านที่ดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

คอลัมน์ Neighbors Good ชวนไปรู้จักกับเพื่อนบ้านคนพิเศษของห้องสมุดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านบางยี่ขัน กับ Something Blue Library อย่าง ‘คุณเติร์ก-บริษฎ์ พงศ์วัชร์’ เจ้าของห้องสมุดตัวจริงเสียงจริง พร้อมด้วย ‘คุณอิงค์-ยสวัสร์ ชุติวิสิฐรติกุล’ และ ‘คุณจ๊ะเอ๋-บุษราภรณ์ มาตร์มงคล’ สองบรรณาริสต้าคู่ใจ ที่จะมาร่วมพาทัวร์ย่านบางยี่ขันแบบเป็นกันเอง พร้อมมาแชร์เรื่องราวที่ทำให้ห้องสมุดแห่งนี้กลายเป็นเหมือน ‘สะพาน’ เชื่อมต่อระหว่างหนังสือกับเพื่อนบ้านเข้าด้วยกัน

ทั้งสามคนพาเราเดินเล่นเลียบฟุตบาทของถนนจรัญสนิทวงศ์ไปเรื่อย ๆ แล้วพาไปแวะทักทายร้านประจำในย่าน ให้เราได้คอนเน็กกับเพื่อนบ้านแต่ละคนไปด้วย ถ้าอยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง ก็ตามปักหมุดเรามาได้เลย!

‘บางยี่ขัน’ ย่านที่เป็นที่รู้จักในฐานะพื้นที่ที่อยู่ติดกับเอ็มอาร์ทีบางยี่ขัน และอยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ เดินทางง่ายเพราะมีทั้ง MRT และรถเมล์หลายสายขับผ่าน ย่านนี้เลยมีเสน่ห์จากผู้คนที่หลากหลาย ทั้งคนที่มาทำงาน เช่าหอพักอยู่แถวนี้ หรือคนที่อาศัยอยู่ที่นี่กันมารุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาในย่าน ทั้งจากตลาดนัดอินดี้หรือร้านอาหารริมทางที่มีให้เราได้แวะซื้อของอร่อยระหว่างทางกลับบ้าน

และ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 53 เป็นที่ตั้งของ Something Blue Library ที่ Neighbors and Friends พาเพื่อนบ้านเจ้าของร้านมาร่วมจอยวงสนทนาในห้องสมุดเล็ก ๆ ที่พาเราไปรู้จักทั้งเรื่องราวของห้องสมุดแห่งนี้ และย่านบางยี่ขันในมุมที่อบอุ่นยิ่งขึ้น

คุณเติร์ก : “บางยี่ขันเป็นย่านที่สนุก ตรงที่มันมีทุกอย่างในแง่ของการใช้ชีวิต ของกินนี่มีหลากหลายแถมราคาโอเค อย่างข้าง ๆ มีตลาดนัดอินดี้ ฝั่งนู้นก็มีของกินอร่อย ๆ อีกเยอะ ฝั่งนี้ถ้าเดินไปอีกหน่อยก็จะมีซอยตรงวัดที่ของกินเยอะมาก แถวนี้พอเป็นพ่อค้าแม่ค้าเขาก็คุยเก่ง ชวนคุยได้ทุกร้าน ถ้าเราอยากคุยเรื่องไหน เขาก็ยินดีที่จะคุยกับเรา เราเลยคิดว่าถ้าพูดถึงเอกลักษณ์ของย่านนี้ มันคงเป็นความสนุกและความอร่อย”

คุณอิงค์ : “เราว่ามันคือความเรียบง่าย เข้าถึงได้ เราเคยเป็นเด็กนักศึกษาแถวนี้มาก่อน เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างมันสามารถจับต้องได้หมดเลย มันเป็นสถานที่ที่เราสามารถเดินเรื่อยเปื่อยได้ อย่างบางทีเราไปเจอร้านคาเฟ่ที่แอบซ่อนอยู่ เราจะรู้สึกว่ามันเหมือนเป็นการสำรวจเมืองเหมือนกัน”

คุณจ๊ะเอ๋ : “จริง ๆ เราเป็นคนฝั่งพระนครมาก่อน แต่พอมาทำงานฝั่งธนฯ เราก็สัมผัสได้ว่าที่นี่มันเข้าถึงง่ายมาก ค่าครองชีพก็ถูก และมันยังมีความเป็นเมืองเก่าที่ไม่ได้แออัดเท่าฝั่งพระนคร รถก็ไม่ติด มันเลยเป็นมนต์เสน่ห์ที่เราชอบมาก ๆ เพราะแค่นั่ง MRT ก็เข้าเมืองได้แล้ว”

ห้องสมุดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านบางยี่ขัน เลยเป็นเหมือนส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ย่านมีชีวิตชีวาด้วยเหมือนกัน

คุณเติร์ก : “เราไม่คิดว่า Something Blue Library เป็นจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของย่านนี้ เพราะเราว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของมันมากกว่า เหมือนที่เราเติบโตมาแถว ๆ ย่านนี้ จนเราได้เชื่อมโยงกันไปกันมากับผู้คนที่นี่ ถ้าลองมองออกไปที่ถนน จะเห็นได้ว่ามันเป็นย่านที่มีพลวัตเยอะมาก มีผู้คนที่หลากหลาย อย่างในซอยนี้ ข้าง ๆ เรามีร้านขายยาที่เภสัชกรให้คำแนะนำดีมาก ๆ หอข้างหลังเป็นหอนักศึกษา หรือน้อง ๆ first jobber เยอะมาก เราจะเห็นเด็ก ๆ เดินเข้าเดินออก เราเลยคิดว่าต้องมีหลากหลายอาชีพมากแน่ ๆ เราชอบพลังงานแบบนี้มาก เราเลยคิดว่าเราเป็นหนึ่งในความหลากหลายของที่นี่ด้วยเหมือนกัน”

“ฉะนั้นเราเลยไม่ได้ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของย่านขนาดนั้น แต่เราเป็นหนึ่งอย่างของที่นี่ ย่านนี้มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายยา ร้านเครื่องสำอางค์ มีสนามเดินป่า มีนู่นมีนี่แล้ว เราก็ขอเป็น ‘ห้องสมุด’ แล้วกัน เอาไว้ให้คนเดินเข้ามา แล้วลองหาหนังสือที่ได้คุยกับตัวเองดู”

ข้อมูลจากคุณเติร์ก ที่ทำให้เราได้เห็นเสน่ห์ของย่านที่มีชีวิตอย่าง ‘บางยี่ขัน’ ที่เราจะพาทุกคนทัวร์ย่านไปกับเพื่อนบ้านของห้องสมุด ที่เป็นส่วนหนึ่งของย่านนี้ไปด้วยกัน

Something Blue Library

เราขอมาเริ่มกันที่ ‘Something Blue Library’ หรือ ‘ห้องสมุดประตูสีน้ำเงิน’ ห้องสมุดเล็ก ๆ ที่เปิดอยู่ใต้ออฟฟิศของสำนักพิมพ์ P.S. Publishing

คุณเติร์ก : “ที่เรามาเปิดที่นี่ เพราะมันเชื่อมโยงกับชีวิตของเราเองด้วย เราเติบโตที่นี่ เราเลยค่อนข้างจะคุ้ยเคยกับความเป็นฝั่งธนฯ และรู้สึกปลอดภัยกับย่านนี้ ที่นี่ไม่เร็วเหมือนฝั่งพระนครและยังพอมีพื้นที่ให้หายใจหายคอได้อยู่ เราเลยแฮปปี้กับย่านนี้”

“อีกอย่างหนึ่งมันค่อนข้างเป็นความรู้สึกปิ๊งแว้บขึ้นมา เราใช้ด้านที่เป็น logical บวกกับด้าน magical บางอย่าง ทำให้เรารู้สึกว่าสถานที่นี้ดีจังเลย มันน่าจะมีพลังงานที่ต้อนรับคนได้เหมือนกัน บวกกับเป็นออฟฟิศของคนทำหนังสือด้วย มันเลยล้อกันไป พอมีสิ่งที่เชื่อมโยงกัน เราเลยเชื่อว่าการที่มันมีพลังงานสอดรับเรา คนที่เขาเข้ามาในร้านก็จะได้รับไปเหมือนกัน”

แรงบันดาลใจที่รวมกันเป็นประตูสีน้ำเงิน

เพราะ Something Blue Library เป็นห้องสมุดที่เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจดี ๆ ของคุณเติร์ก อดีตวิศวกรบนแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมที่เคยใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเล แต่ความผูกพันของคุณเติร์กและหนังสือที่มีมาตั้งแต่วัยเด็ก เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดเป็นห้องสมุดแห่งนี้ขึ้น

คุณเติร์ก : “ความสัมพันธ์ระหว่างหนังสือกับเรามันมีตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คนที่ชอบอ่านหนังสือมาก ๆ ถ้าไม่ฝันว่าอยากเป็นนักเขียน อยากเป็นคนทำหนังสือ ก็ต้องอยากมีร้านหนังสือเป็นของตัวเองนั่นแหละ ซึ่งของเราคืออย่างหลัง สำหรับเราหนังสือคือเพื่อนที่อยู่กับเราในทุก journey เลย ในเวลาที่เราโดดเดี่ยวตั้งแต่เด็กจนกระทั่งเราโตเป็นผู้ใหญ่ พอวันหนึ่งที่เราพอมีทุนและโอกาส เราก็มาเปิดที่นี่ขึ้น เพราะห้องสมุดมันเป็นอะไรที่เราอยากแชร์ให้เพื่อนบ้านมานั่งคุยกับเราถึงหนังสือที่เราและเขาเคยอ่าน”

อีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้หลังบานประตูสีน้ำเงินกลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยมวลบรรยากาศดี ๆ นั่นก็คือ ‘บรรณาริสต้า’ ที่มีที่มาจาก ‘บรรณารักษ์และบาริสต้า’ ผู้เป็นสะพานเชื่อมโยงกับผู้คนในย่านผ่านเรื่องราวของหนังสือ เครื่องดื่ม และไอศกรีม เป็นจุดเริ่มต้นจากความผูกพันของหนังสือเช่นเดียวกัน

คุณอิงค์ : “เราเคยทำงานพิเศษเป็นคนขายหนังสือตามบูธในงานหนังสือ เพราะเราชอบการอ่านหนังสืออยู่แล้ว เราจะอ่านเป็นพวกวรรณกรรมญี่ปุ่น วรรณกรรมไทย วรรณกรรมแปล พอเรียนจบเราก็ได้มาทำงานที่สำนักพิมพ์ ทุกวันนี้เลยได้มาทำงานที่นี่”

คุณจ๊ะเอ๋ : “ส่วนเราเริ่มต้นจากการทำร้านหนังสือมาก่อน อยู่วงการหนังสือนี้มาตั้งแต่ต้นเลย มันเลยเหมือนการที่เราเคยออกไปข้างนอกแล้ว เราเคยทำงานสายอาร์ตแล้ว แต่สำหรับเราวงการหนังสือมันเป็นไวบ์ดี ๆ บางอย่างที่เราอยากกลับมาทำอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่เคยทำก็คือห้องสมุด พอมีโอกาสเราเลยได้มาทำ”

สไตล์ของห้องสมุดที่เชื่อมโยงไปถึงแรงบันดาลใจ

ด้วยมู้ดของสีน้ำเงินจากสีในร้านและชั้นหนังสือ ที่เข้ากันกับสีส้มจากโคมไฟของร้าน ทำให้ที่นี่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความอบอุ่นและโรแมนติก เราเลยอยากรู้ถึงสไตล์และความตั้งใจของห้องสมุด ที่อยากแชร์ให้คนได้มาสัมผัสเรื่องราวของที่นี่เพิ่มมากขึ้น

คุณเติร์ก : “ที่นี่คือ ‘ห้องสมุดประตูสีน้ำเงิน’ เป็นสีน้ำเงินของทะเลที่มาในแง่ของความโดดเดี่ยวในตอนที่เราโตเป็นผู้ใหญ่ เหมือนหนังสือเรื่อง ‘Jonathan Livingston Seagull’ พูดถึงนกนางนวลตัวหนึ่ง ที่ชอบถามตัวเองเสมอว่า ‘ฉันเป็นได้แค่นี้เหรอ ด้วยปีกที่มี ฉันจำเป็นต้องเกิดมาเพื่อแค่บิน หาอาหารกิน แล้วก็ต้องตายเหรอ’ เป็นคำถามที่พวกเราต้องเคยถามตัวเองเหมือนกันว่าสิ่งที่เราเชื่ออยู่ มันใช่จริง ๆ แล้วใช่ไหม หรือเราต้องการอะไรมากกว่านั้นอีก”

“เราเลยมองว่าห้องสมุดนี้เป็นห้องสมุดที่ถ้าคุณมีคำถามเกี่ยวกับบางอย่างในชีวิต หรืออาจจะเป็นความโดดเดี่ยวในวัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับมือ ซึ่งจริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองเลย ลองมาหาคำตอบจากหนังสือในห้องสมุดนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่หนังสือในนี้เป็นงานวรรณกรรม เป็นเรื่องแต่งที่ทำงานกับความเป็นมนุษย์ค่อนข้างเยอะ อย่างเรื่องของโจนาธาน ที่จริง ๆ มันคือการพูดถึง journey ของมนุษย์คนหนึ่งผ่านนกนางนวล เราเลยคิดว่าเราอยากเป็นห้องสมุดแบบนั้น ที่ให้คุณมาลองเจอความมหัศจรรย์ในหนังสือหรืองานวรรณกรรมแต่ละเล่มดู”

อีเวนต์ที่ทำให้ได้คอนเน็กกับเพื่อนบ้าน

เราอาจเคยเห็นอีเวนต์ที่ Something Blue Library เคยจัดมาก่อน อย่าง ‘รัก-แลก-พบ’ หรือล่าสุดที่มี ‘Book Club’ อีเวนต์ที่ให้เพื่อนบ้านมาร่วมจอยในคอมมูนิตี้ของคนรักการอ่าน ที่ไม่ว่าจะมาแชร์เรื่องราวที่เคยอ่าน หรือมานั่งฟังเรื่องจากคนอื่น ๆ ก็ทำได้เหมือนกัน

คุณเติร์ก : “ความตั้งใจหลัก ๆ เราอยากให้การอ่านมันเป็นมากกว่านั้น หลายคนมักเข้าใจว่าการอ่านมันคือการต้องอยู่กับตัวเอง มันต้องเป็นความโดดเดี่ยว แต่เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น เหมือนประโยคจากหนังสือเรื่อง ‘ยอดมนุษย์วายป่วง’ ที่บอกว่า ‘เพราะทุกคนรักใครสักคน และใครก็ตามที่รักใครสักคนต้องเคยพบค่ำคืนแห่งความทดท้อ ที่เรานอนตาค้างและพยายามหาคำตอบว่าจะทำอะไรได้อีกบ้าง เพื่อคงความเป็นมนุษย์ต่อไป บางครั้งความคิดนี้ทำให้เราทำบางสิ่งที่ดูน่าหัวร่อ เมื่อมองย้อนกลับไป แต่ในตอนนั้นมันคล้ายจะเป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่…’

“เหมือนกับเราที่เคยทำผิดพลาด ทำเรื่องโง่ ๆ แต่การอ่านหนังสือเล่มนี้มันเหมือนเป็นการตบบ่าเรา แค่นี้มันก็ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวแล้ว สิ่งนี้แหละคือสิ่งที่งานวรรณกรรมให้เรา พอมันเชื่อมโยงเราเข้ากับความผิดพลาดบางอย่างของการโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็จะสามารถคุยกับทุกคนได้ และบอกได้เลยว่าเราเป็นมนุษย์ที่ทำผิดพลาดเหมือนกัน แค่นี้เราก็เหมือนนั่งเป็นเพื่อนกันได้แล้ว ทั้ง ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกันเลย เราว่าสิ่งนั้นแหละมันคือ ‘ความมหัศจรรย์ของหนังสือ’ เราเลยคิดว่า Book Club หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ที่นี่มี มันก็จะเชื่อมโยงผู้คนกับประเด็นต่าง ๆ ที่งานวรรณกรรมได้นำเสนอออกมา”

และจะขาดไปไม่ได้กับบรรณาริสต้าประจำห้องสมุด ที่มาแชร์ถึงโมเมนต์ในอีเวนต์แต่ละครั้งให้เราได้ฟังกันไปเพลิน ๆ

คุณอิงค์ : “ส่วนใหญ่จะหยิบยกมาจากหนังสือที่เรารู้สึกว่าต้องมีคนอ่านเหมือนกัน อย่างล่าสุดเป็น ‘Book Club วรรณกรรมไทย’ และ ‘วรรณกรรมผี’ เพราะคนทั้งออฟฟิศจะชอบฟังเรื่องผีมาก เราเลยรู้สึกว่าถ้ามันเป็นหนังสือผีที่มีอยู่เยอะมาก ๆ จะเป็นยังไง เราอยากให้ทุกคนมาแชร์หนังสือผีด้วยกัน แล้วเราก็เพิ่มเติมไปด้วยว่าถ้าเจอผีที่อยู่ในชีวิตประจำวันก็เอามาเล่ามาคุยกันได้ เพราะเรารู้สึกว่าการได้ฟัง ได้ถาม ได้คุยกับเขาในความชอบเดียวกัน มันเป็นเรื่องที่ทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว”

คุณจ๊ะเอ๋ : “เรารู้สึกว่าการจัด Book Club มันพอดีกับมวลอารมณ์ของผู้คนในสังคมที่มันเหงามาก อย่าง first jobber ที่เป็นเจนซีต้น ๆ เขาจะมีมวลอารมณ์ของความเหงา เราเลยรู้สึกว่าถ้าหนังสือเป็นเพื่อนของเรา เราก็อยากให้ทุกคนมาแชร์เพื่อนของเพื่อนกัน ว่าเพื่อนฉันเคยพาฉันผ่านจุด ๆ หนึ่งมา พาออกจากเซฟโซนหรือความรู้สึกบางอย่าง ให้ทุกคนมาเจอกัน มามีปฏิสัมพันธ์กันใน Book Club”

คุณจ๊ะเอ๋ยังเล่าต่ออีกว่าที่ห้องสมุดตั้งใจอยากให้มี Book Club ไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งสองครั้ง นอกจากนั้นก็มีเวิร์กชอปที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือเหมือนกัน อย่างล่าสุดที่ทำที่คั่นหนังสือ มีกิมมิกน่ารัก ๆ คือการเอาคำสั้น ๆ จากหนังสือมาเรียงต่อกันเป็นประโยค ให้คนที่มาจอยเวิร์กชอปได้แชร์ไอเดียใหม่ ๆ ร่วมกัน

สิ่งที่ห้องสมุดประตูสีน้ำเงินให้กลับมา

แรงบันดาลใจดี ๆ ที่รังสรรค์ด้วยความตั้งใจให้ห้องสมุดเป็นที่เยียวยาผู้คนจากความรู้สึกโดดเดี่ยว จนกลายเป็นอีเวนต์ดี ๆ ที่ทำให้เกิดความสัมพันธ์น่ารัก ๆ ระหว่างเพื่อนบ้านในย่านกับห้องสมุดแห่งนี้ สิ่งเหล่านั้นก็ส่งกลับไปที่ตัวคุณเติร์ก คุณอิงค์ และคุณจ๊ะเอ๋เช่นเดียวกัน

คุณเติร์ก : “เราคิดว่ามันคือความวิเศษของหนังสือ นอกจากเราจะรู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว มันทำให้เรากล้าที่จะเปิดใจกับคนอื่นมากขึ้นด้วย อย่างหนังสือสองเล่มที่เราหยิบมา ที่เขาพูดถึงบาดแผลในตัวคนคนหนึ่ง เราก็คิดว่าบาดแผลหรือความผิดพลาดนั้นมันเป็นสิ่งที่เชื่อมเราเข้าด้วยกัน เพราะถึงแม้เราจะไม่เคยรู้จักตัวละครในเรื่องมาก่อน แต่นักเขียนเขาสามารถทำให้เราเข้าอกเข้าใจตัวเองและคนอื่น ๆ ในภาษาเดียวกันได้ เราเลยคิดว่าสิ่งที่เราได้รับมาเสมอในการเปิดห้องสมุดหรือการทำงานกับหนังสือ มันคือความพิเศษที่ทำให้เราเห็นว่าเรามาถูกทางแล้ว”

คุณอิงค์ : “คนบางยี่ขันเป็นคนเฟรนด์ลี่ เหมือนการพูดคุยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เราเลยรู้สึกว่าการที่ได้อยู่ตรงนี้แล้วมีคนแวะเวียนเข้ามาหาเรื่อย ๆ มันเป็นการเชื่อมโยงกัน การได้คุยกับคนแปลกหน้า หรือน้อง ๆ นักศึกษาที่แวะมาหาบ่อย ๆ มาเล่าเรื่องชีวิตประจำวันหรือคุยกันเรื่องหนังสือ มันเป็นการได้แลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างซึ่งกันและกัน สำหรับเราเราเลยรู้สึกว่าการที่มีคนมาคุยด้วย หรือการได้พูดคุยกับเขา มันเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่พิเศษสำหรับเรามาก ๆ”

คุณจ๊ะเอ๋ : “เรารู้สึกว่าห้องสมุดมันคือ ‘หลุมหลบภัย’ ของเรา เหมือนการที่มีนักอ่านหรือคนที่แวะเวียนเข้ามา เขาให้ที่นี่เป็นเซฟโซนของเขา เขาเข้ามาคุยกับเราบ้าง หรือบางคนไปอยู่มุม ๆ หนึ่งเพื่ออ่านหนังสือบ้าง พอเราได้เห็นอารมณ์ของคนที่เข้ามาเราก็ชอบมาก ๆ”

ถ้าใครอยากมาสัมผัสความโรแมนติกนี้จาก Something Blue Library บ้าง ก็รอติดตามข่าวสารได้เลย เพราะเขามีแพลนจะจัดอีเวนต์อีกหลายรูปแบบ และหนังสือในห้องสมุดก็จะมีมาเติมอีกเรื่อย ๆ ให้เราได้นั่งอ่านกันไปเพลิน ๆ หรือใครสนใจอยากยืมกลับบ้านก็สามารถสมัครสมาชิกห้องสมุดราคา 200 บาทต่อปีได้

หนังสือจากเพื่อนบ้าน

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวดี ๆ จากห้องสมุดแห่งนี้กันแล้ว คุณเติร์ก คุณอิงค์ และคุณจ๊ะเอ๋ เลยหยิบหนังสือกันมาคนละเล่ม แล้วเริ่มแชร์เรื่องราวให้เราได้ติดตามไปด้วยกัน ความพิเศษคือหนังสือแต่ละเล่มล้วนเป็นสิ่งที่พาทั้งสามคนย้อนกลับไปในแต่ละพาร์ทของชีวิต ที่มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไปหลายรูปแบบ

‘ความโดดเดี่ยวของจำนวนเฉพาะ’ หนังสือที่แนะนำโดยคุณเติร์ก – เป็นเรื่องราวของสองตัวละครที่มีบาดแผลในใจแตกต่างกันไป แต่เมื่อได้เจอกันก็พบว่าตัวเองเป็นจำนวนเฉพาะของโลก ที่บาดแผลนั้นมันร้อยเรียงกันด้วยความเข้าใจ เป็นวรรณกรรมที่กำลังพูดกับเราว่า “ไม่เป็นไร เราไปต่อกับชีวิตได้ ไม่ว่าจะเจอบาดแผลมาก็ตาม”

‘พุทธศักราชอัสดง กับความทรงจำของแมวกุหลาบดำ’ หนังสือที่แนะนำโดยคุณจ๊ะเอ๋ – เรื่องราวของประวัติศาสตร์ครอบครัวคนจีน ที่เชื่อมโยงกับตัวของคุณจ๊ะเอ๋ที่มีอากงโล้สำเภามาจากเมืองจีน เช่นเดียวกับเรื่องราวในหนังสือที่เล่าผ่านสายตาของแมวดำที่อยู่ในบ้าน เหมือนเป็นการได้อ่านประวัติศาสตร์ครอบครัวของใครสักคนอยู่

‘I Called Him Necktie’ หนังสือที่แนะนำโดยคุณอิงค์ – เป็นเรื่องราวของเหล่าคนแตกสลาย ที่ทำให้เราได้รู้ว่ามนุษย์ที่แตกสลายซ้ำไปซ้ำมา ในวันหนึ่งเราก็จะหาทางออกได้ หนังสือเล่มนี้เลยเปรียบเหมือนสิ่งที่ช่วยพาตัวเราที่จมดิ่งลงไปอยู่ในจุดที่ลึกที่สุด ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาบางอย่างในเนื้อเรื่อง

รสชาติของหนังสือ

คุณเติร์ก : “ถ้าอยากรู้เรื่องราวของหนังสือแต่ละเล่มโดยไม่ต้องสปอยล์ ก็ลองจิบเครื่องดื่มหรือชิมไอศกรีมที่สื่อถึงรสชาติของเล่มนั้นดูสิ”

ที่ Something Blue Library เขาเลยไม่ได้เป็นแค่ห้องสมุดที่มีหนังสือมากมายให้เราได้เข้ามาอ่านเท่านั้น แต่เขายังเพิ่มความพิเศษด้วยไอศกรีมและเครื่องดื่มอร่อย ๆ ที่ครีเอตมาจากเรื่องราวของหนังสือในร้านด้วย

รสชาติเดนดาว Never Die

ครีเอตจากงานวรรณกรรมเกย์ที่พูดถึงตัวละครที่เติบโตในต่างจังหวัดแล้วตกหลุมรักกัน รสชาติไอศกรีมของหนังสือเล่มนี้ เลยมีรสเปรี้ยวหวานจากสตรอว์เบอร์รีที่ตัดกันลงตัว ปลายรสชาติมีความขมเล็กน้อย ถือเป็นรสชาติที่ทำให้เราได้เข้าใจเรื่องราวของสองตัวละครได้เป็นอย่างดี

รสชาติพัสดุจากดาวหมา

ความน่ารักของภาพน้องหมาบนปกหนังสือ สู่ไอศกรีมที่ผสมกันระหว่างรสรัมเรซิ่นกับรสช็อกโกแลต ที่มีรสชาติหวานกำลังดี ถ้าได้ลองมองดูสีสันของไอศกรีมดี ๆ ก็ต้องนึกถึงลายบนตัวของน้องหมาแน่นอน

นอกจากทั้งสองรสชาตินี้แล้ว ยังมีอีกหลากหลายรสชาติที่รอให้เพื่อน ๆ มาลิ้มรส จะอ่านหนังสือก่อนแล้วค่อยกลับมาชิมไอศกรีม หรือจะชิมไอศกรีมแล้วค่อยไปหยิบหนังสือมาอ่านเพื่อเพิ่มอรรถรสก็ได้

CARIBBEAN

มาต่อกันที่เครื่องดื่มอร่อย ๆ ที่แต่ละเมนูก็ครีเอตให้กลายเป็นรสชาติของหนังสือเช่นเดียวกัน เราลองรสชาติของหนังสือเรื่อง ‘ทะเลมีสะอื้นเล็กน้อยถึงปานกลาง’ ที่เขาตั้งชื่อเมนูว่า CARIBBEAN ให้เข้ากับชื่อของหนังสือเล่มนี้ เป็นเครื่องดื่มสีเทอร์คอยซ์ รสชาติอร่อยที่ได้ความเปรี้ยวจากเลม่อน

นอกจากนี้ ยังมีเมนู BLOSSOM จากหนังสือเรื่อง ‘สลายสิ้นซึ่งความหวังรังรอง’ ที่พูดถึงความแตกสลายของผู้หญิง และรังสรรค์เรื่องราวผ่านรสเปรี้ยวและขมเล็กน้อยของเครื่องดื่มสีสวย เป็นรสชาติอร่อยและลงตัวมาก ๆ ถ้าใครอยากลองเมนูอื่น ๆ อย่าง I PEACH YOU – PRETTY – SWEET DREAM – PASSION และ CARROT ON THE MOON ก็มาลองได้เหมือนกัน แต่ถ้าใครอยากดื่มกาแฟเข้ม ๆ ก็ขอแนะนำอเมริกาโน่คั่วเข้ม รสชาติคล้ายช็อกโกแลตและถั่วที่หอมและดื่มง่าย ไว้มาลองรสชาติที่เป็นเหมือน After Taste ของหนังสือที่เราได้อ่าน แล้วพูดคุยกับบรรณาริสต้าใจดีที่ห้องสมุดแห่งนี้เป็นการแก้ความเหงาในใจกันได้เลย

และถึงแม้จะเป็นห้องสมุดเล็ก ๆ หลังบานประตูสีน้ำเงินในสเปซของตึกคูหาเดียว แต่ Something Blue Library คือหลุมหลบภัยที่ตั้งใจให้เป็นมากกว่าห้องสมุด ที่นี่เลยเชื่อมโยงกับคนในย่านบางยี่ขันเข้าด้วยกัน ทั้งคนที่แวะเวียนมานั่งอ่านหนังสือในวันว่าง ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านอีเวนต์ดี ๆ อย่าง Book Club

นอกจากนี้ ห้องสมุดยังคอนเน็กกับเพื่อนบ้านในย่านบางยี่ขันอย่างลึกซึ้ง ทั้งร้านสุกี้ตี่ตี๋ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ หรือร้านขายยาที่อยู่ติดกัน ความสัมพันธ์อันอบอุ่นนี้เองที่ทั้งคุณเติร์ก คุณอิงค์ และคุณจ๊ะเอ๋ จะพาเราไปคอนเน็กกับเสน่ห์ของย่านนี้ไปด้วยกัน!

Something Blue Library
เปิดวันพุธ – อาทิตย์ เวลา 11.00 – 19.00 น.
Facebook : Something Blue Library
Instagram : somethingblue.library
โทร. 065-649-9691
Google Maps 

สุกี้ตี่ตี๋และเล่าเรื่องชา

เริ่มต้นทัวร์ย่านครั้งนี้ด้วยร้านของเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันอย่าง ‘สุกี้ตี่ตี๋และเล่าเรื่องชา’ ที่พอเราเดินออกมาจากห้องสมุดแล้วเลี้ยวขวามาไม่ถึงห้าก้าว กลิ่นหอม ๆ จากสุกี้ก็ลอยมาเตะจมูกเราทันที

คุณเติร์ก : “ถ้าเกิดเราหิวมาก ๆ แล้วจะเอาตอนนี้ ด่วนมาก ๆ ก็จะไปที่สุกี้ตี่ตี๋เลย”

‘คุณตี๋’ เจ้าของร้านที่เคยเป็นเชฟในร้านอาหารมาก่อน พอได้ค้นพบว่าการทำครัวร้อนเป็นตัวเองมากกว่า เลยกลายเป็นร้านสุกี้ตี่ตี๋ในปัจจุบัน

ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของร้านนี้ก็คือ ‘สุกี้แห้งหมู’ ตามชื่อของร้าน เป็นสุกี้หอม ๆ ราดด้วยน้ำจิ้มสูตรพิเศษ และยังมีเมนู ‘ข้าวหน้าเนื้อ’ เนื้อออสเตรเลียวากิวที่หมักสูตรเฉพาะ ส่วนเมนูข้าวอื่น ๆ ก็อร่อยไม่แพ้กัน พอกินของคาวเสร็จก็อย่าลืมตบท้ายด้วยน้ำหวานเป็นการเติมน้ำตาล อย่าง ชาไทยสูตรซิกเนเจอร์ ที่เพื่อนบ้านได้สกัดชาหอม ๆ นี้เอง มีรสชาติหอมหวานกำลังพอดีเลย

คุณเติร์ก : “น้องเจ้าของร้านเขาน่ารัก ช่วงที่เรามารีโนเวตที่ตึกนี้เราก็หาของกินยาก บางทีเราอยากกินแค่ข้าวไข่เจียวง่าย ๆ เราก็ไปถามเขาว่า ‘น้อง โทษนะ ทำไข่เจียวให้พี่ได้ไหม’ หรือบางวันก็ไข่ดาวสองฟองกินกับพริกน้ำปลา ทำเสร็จก็เดินเอามาให้ แล้วเขาเป็นคนคุยเก่งด้วย เลยได้คุยกันบ่อย ๆ อย่างบางวันลองทำอาหารมาให้ ก็เดินมาหาเราแล้วบอกว่า ‘วันนี้ผมทำอันนี้มา พี่ช่วยชิมให้หน่อย’ มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักมาก”

คุณอิงค์ : “ชาไทยของร้านนี้เป็นเมนูที่คนที่นี่ชอบกินมาก ถ้าวันไหนขาดหวาน น้ำตาลตก ก็จะไปร้านนี้เลย”

ถือเป็นเพื่อนบ้านร้านติดกันที่น่ารักและเป็นกันเองสุด ๆ ถ้าใครสนใจอยากลองชิมก็แวะมาซื้อที่หน้าร้าน หรือเปิดแอพพลิเคชันเดลิเวอรีต่าง ๆ แล้วเสิร์ชชื่อ ‘สุกี้ตี่ตี๋และเล่าเรื่องชา’ ตามปักหมุดมาได้เลย!

สุกี้ตี่ตี๋และเล่าเรื่องชา
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.
Facebook : Suki Teetee 
โทร. 098-404-2090
Google Maps

Trekking Course สนามเดินป่า

กินเสร็จก็เดินย่อยกันไปเรื่อย ๆ ทำให้เราได้รู้ว่าในซอยจรัญสนิทวงศ์ 53 มีร้าน ‘สนามเดินป่า’ ร้านขายอุปกรณ์แคมป์ปิงที่มี ‘พี่ต่าย-ปราโมทย์ ปริปุณณะ’ เป็นผู้จัดการร้าน มาแชร์เรื่องราวของร้านให้เราได้ฟังกัน ว่าแบรนด์สนามเดินป่ามีมาอย่างยาวนานสักประมาณยี่สิบปีได้ และมาเปิดโชว์รูมที่ย่านบางยี่ขันอย่างจริงจังช่วงหลังโควิดที่ผ่านมา ด้วยโชว์รูมขนาดใหญ่ ในสเปซของตึกแถว 3 คูหาที่มีถึง 4 ชั้น ทำให้เราได้เดินดูของในร้านไปเพลิน ๆ

คุณอิงค์ : “ทีมเพื่อน ๆ ชอบไปเที่ยวแนวธรรมชาติอยู่แล้ว เขาเลยจะไปแอบดูอุปกรณ์สำหรับทริปนั้น ๆ กันที่ร้านสนามเดินป่า แล้วก็ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของเราอยู่แล้วด้วย”

ถ้าใครกำลังมีแพลนจะไปทริปแคมป์ปิงเร็ว ๆ นี้ ก็แวะมาช้อปเต็นท์ เก้าอี้สนาม หรือถุงนอนดี ๆ ที่โชว์รูมของ ‘สนามเดินป่า’ แถมสินค้าของที่นี่ราคาไม่แพง เพราะเป็นวัสดุที่คัดเองล้วน ๆ ทำให้ช่วงนี้ของที่ร้านเต็มไปด้วยเก้าอี้หลากหลายแบบให้เราได้เลือกซื้อ อย่างเช่นเก้าอี้รุ่น King หรือ ‘รุ่นอมตะ’ ตามคำบอกเล่าของพี่ต่าย ที่มีมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของสนามเดินป่า

แต่ถ้าใครสนใจเต็นท์สักหลัง ก็ขึ้นมาดูที่ชั้น 4 ของโชว์รูม พอขึ้นมาแล้วเราจะได้เจอกับเต็นท์หลังใหญ่รุ่น LAGOONA EX PLUS ที่เป็นระบบออโต้และมีให้เลือกถึงสองสี ถือเป็นเต็นท์ที่เหมาะกับทริปครอบครัวสุด ๆ หรือถ้าใครอยากเพิ่มอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ที่สนามเดินป่าก็มีให้เลือกเยอะมาก ๆ ไว้มาช้อปไอเท็มสำหรับทริปกับชาวแก๊งค์ในช่วงสิ้นปีนี้เตรียมไว้ก่อนได้เลย!

Trekking Course สนามเดินป่า
เปิดวันจันทร์ – เสาร์ เวลา 09.00 – 18.00 น.
Facebook : สนามเดินป่า Field & Camping
Instagram : fieldandcamping
โทร. 02-881-9217
Google Maps

Mellow Coffee & Friends

เดินดูของสำหรับตั้งแคมป์กันไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มอยากดื่มเครื่องดื่มอร่อย ๆ กันอีกสักแก้ว เดินเลียบฟุตบาทของถนนจรัญสนิทวงศ์มาไม่ไกล ก็เจอกับ Mellow Coffee & Friends คาเฟ่ในสเปซของโรงหนังเก่าอย่าง ‘ธนบุรีรามา’

ที่ร้านนี้เขามีคอนเซปต์ว่า ‘Everyday Coffee’ เพราะอยากให้เพื่อนบ้านได้ดื่มกาแฟดี ๆ ทุกวัน อย่างเมนู ON CLOUD NINE COFFEE กาแฟนมที่ท็อปด้วยครีมวนิลลาอยู่ด้านบน เหมือนก้อนเมฆนุ่ม ๆ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน หรือ FOAMY-COFFEE ที่มีความครีมมี่หอม ๆ อร่อยเข้ากันมาก แต่ถ้าใครไม่ดื่มกาแฟ ก็มีเมนูโซดา หรือจะเป็นชาผลไม้รสเปรี้ยวหวานอย่าง LYNCHEE TEA ที่อร่อยไม่แพ้กัน

ส่วนเมนูเบเกอรี่ของที่นี่ ก็มี ‘ชิโอะปัง’ อร่อย ๆ ให้เราได้ชิมในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ถ้าใครแวะมาแถวนี้ ก็อย่าลืมมานั่งพักร้อนในคาเฟ่ แล้วสั่งเครื่องดื่มสักแก้วมานั่งจิบให้ชื่นใจกันได้ แต่ถ้าใครอยากสั่งเป็นเดลิเวอรี่ก็มีให้สั่งเหมือนกันนะ เพราะคุณอิงค์ก็เล่าว่า Mellow Coffee & Friends เป็นร้านประจำที่ชาวออฟฟิศ P.S. Publishing มักสั่งผ่านแอพฯ ด้วยเหมือนกัน

คุณจ๊ะเอ๋ : “เราเคยดูหนังเรื่อง ‘นิรันด์ราตรี’ โดยคุณเบสท์–วรรจธนภูมิ ที่ใช้สถานที่ถ่ายทำเป็น ‘ธนบุรีรามา’ เราเลยได้เห็นว่าโรงหนังนี้มีวิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ เพราะเราก็ทำงานที่ย่านนี้มาค่อนข้างนาน อย่างข้างล่างที่เคยมีร้าน Flash จนตอนนี้ที่เป็นร้านทำเล็บและมีร้านคาเฟ่อยู่ข้าง ๆ คือ Mellow Coffee & Friends

ด้านในของตึกถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่กว้างของลานจอดรถ แต่ก็ยังเหลือเค้าโครงของโรงหนังเดิมให้เราได้เห็นกันอยู่ ถึงแม้จะไม่เคยได้แวะเวียนมาในยุคสมัยของโรงหนังธนบุรีรามา แต่การตั้งอยู่ของร้าน Mellow Coffee & Friends ก็ทำให้เราเหมือนได้นั่งอยู่ในความทรงจำของใครบางคน ผ่านเรื่องราวของโรงหนังที่เคยยิ่งใหญ่ในฝั่งธนฯ แห่งนี้

Mellow Coffee & Friends
เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.
Facebook : Mellow Coffee&Friends
Instagram : mellowcoffeeandfriends
โทร. 092-249-0787
Google Maps

บะหมี่จับกังยายปิ๊

เราเดินเลียบฟุตบาทของอีกฝั่งมาเรื่อย ๆ ก็จะได้เห็นร้านรถเข็นและร้านอาหารริมทางของพ่อค้าแม่ค้าเต็มสองฝั่งถนน และที่น่าสนใจคือร้าน ‘บะหมี่จับกังยายปิ๊’ ที่ขึ้นชื่อเรื่องน้ำซอสราดหมูแดงรสเด็ด

คุณอิงค์ : “สมัยเรียนเรามีเงินน้อย ร้านนี้เป็นร้านที่ขายถูกและให้เยอะมาก เราเลยรู้สึกว่าเรากินได้แค่ร้านนี้ และ ณ ปัจจุบันเราก็ยังกินอยู่ เพราะมันอิ่มด้วย ตรงนั้นก็จะมีคุณป้าคุณยายที่นั่งอยู่ เราก็ชอบไปคุยกับเขา เราเลยรู้สึกสนุกเวลาไปซื้อบะหมี่ที่ร้าน”

ด้วยโลเคชันของร้านที่อยู่ใกล้ ๆ กับป้ายรถเมล์ตลาดพงษ์ทรัพย์พอดิบพอดี แถมยังอยู่ใกล้กับ MRT สถานีบางยี่ขันด้วย ย่านนั้นเลยเต็มไปด้วยร้านอาหารริมทางมากมาย ทำให้หลาย ๆ คนมักแวะซื้อของกินระหว่างทางกลับบ้านบ้าง หรือนั่งกินอยู่ในร้านบ้างก็มีเหมือนกัน

รวมไปถึงร้าน ‘บะหมี่จับกังยายปิ๊’ ที่ตั้งอยู่หน้าปากซอยจรัญสนิทวงศ์ 46 ร้านนี้เลยมักมีคนมาต่อแถวซื้อบะหมี่หมูแดงกลับไปกินกันคนละห่อสองห่อ เพราะเป็นบะหมี่ที่ให้เยอะและอิ่มจุใจในราคา 40 บาท แถมบะหมี่ร้านนี้ยังมีความอร่อยของหมูแดงและน้ำซอสที่ทำให้บะหมี่กลมกล่อมลงตัวสุด ๆ!

บะหมี่จับกังยายปิ๊
เปิดทุกวัน เวลา 05.00 – 20.30 น.
โทร. 065-689-5862
Google Maps

จบทริปบางยี่ขันกันไปแบบสบาย ๆ แถมยังได้เก็บเกี่ยวพลังงานดี ๆ จากความหลากหลาย และบรรยากาศอบอุ่นของย่านนี้ติดไม้ติดมือกลับไปด้วย ถ้าใครมีโอกาสได้แวะเวียนมาอีกครั้ง ก็ขอแนะนำให้พกความร่าเริงมาทักทายเพื่อนบ้านบางยี่ขันกันด้วยนะ เพราะเสน่ห์ของที่นี่ไม่ได้มีแค่บรรยากาศของชุมชนเมืองเก่าฝั่งธนฯ เท่านั้น แต่ยังมีรอยยิ้มและความเป็นกันเองของผู้คนที่พร้อมต้อนรับเราเหมือนเป็นเพื่อนบ้านอีกคนเสมอ

IT MIGHT INSPIRE YOU

Dib Bangkok

แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ Dib Bangkok โดยสถาปนิกไทยเจ้าของผลงานระดับโลก

เสาชิงช้า

แวะจิบชาพร้อมดื่มด่ำเสน่ห์ของย่าน กับเพื่อนบ้านร้าน ‘Gimbocha’

หัวลำโพง-แปลงนาม

เดินเที่ยวย่านผ่านภาพวาดผังเมืองในความทรงจำของ ‘ZILLUSTATION’

The Pawse Club

พักวางจากความเหนื่อยล้า แล้วมาโฟกัสกับความรู้สึกตัวเองในพื้นที่ของการเยียวยาจิตใจ