มหัศจรรย์ชีวิตธรรมดาของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’

“คุณไม่ต้องโหยหาสิ่งที่อยู่นอกวงกลมตัวเองก็ได้ ถ้าคุณมีพื้นที่ของตัวเองแล้วฉายแสงจากตรงนั้น แค่นี้มันก็เจ๋งแล้ว”

“ตามวิถีของ Folk & Roll
เกากีตาร์ ฮาร์โมนิการ์ร้องเพลง
ร้องบรรเลงเพลงตามความฝัน
มหัศจรรย์ชีวิตธรรมดา”

เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคน คงมีช่วงชีวิตที่เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ความฝัน ความหวัง และความสำเร็จในชีวิตคืออะไร จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ไหม แล้วใครเป็นคนกำหนด เราจึงอยากชวนเพื่อน ๆ มาปลดล็อกตัวเองเพื่อก้าวผ่านความกลัวและการถูกตีกรอบ พร้อมค้นพบความมหัศจรรย์ในชีวิตธรรมดาไปกับเพลง ‘FOLKSTAR’ ที่เล่าเรื่องราวของคนธรรมดาผู้รักในเสียงดนตรี และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองโดยไม่สนว่าสังคมจะบอกให้เดินไปทางไหน

Neighbors and Friends มีโอกาสแวะมานั่งคุยกับศิลปินเจ้าของเพลงอย่าง ‘คุณแม็กซ์ – ณัฐวุฒิ เจนมานะ’ ที่เล่าแง่มุมชีวิตผ่านเสียงร้องและกีต้าร์ ในบรรยากาศสุดชิลของสตูดิโอเพื่อนบ้านริมคลองอ้อมนนท์ ‘COLD BREW Studio’ ซึ่งบทสนทนาของเราในคอลัมน์ Life-titude ไม่ได้ชวนคุยแค่เรื่องความหลงใหลในเพลงโฟล์ก แต่คุณแม็กซ์ยังเปิดใจถึงบทเรียนในชีวิตที่ทำให้เขาปล่อยวางมากขึ้น ใจดีกับเพื่อนมนุษย์มากขึ้น และสำคัญที่สุดคือการรู้จักให้อภัยและใจดีกับตัวเอง

นอกจากการได้พูดคุยแบบ Deep Talk เรายังได้ให้คุณแม็กซ์เขียน Journal สั้น ๆ ถึงตัวเอง 3 ข้อ

สิ่งที่อยากกอดและบอกตัวเองในอดีต
เป็นตัวเองดีที่สุดและเป็นสิ่งเดียวที่นายทำได้ดีกว่าใครนะ

สิ่งที่พอใจและภูมิใจกับตัวเองในตอนนี้
ความกล้าหาญและมีความหวังเสมอ นายเป็นคนน่ารักนะ

เวอร์ชันที่อยากเห็นตัวเองในอนาคต
อยากเห็นตัวเองมี Concert ที่ IMPACT ในสภาพเกินร้อย!

ถ้าเพื่อน ๆ ได้อ่านคำตอบของเขา เราก็อยากให้ลองตอบคำถามนั้นกับตัวเอง แล้วมาแชร์เรื่องราวให้กันฟังบ้าง

หากใครเป็นแฟนเพลงอยู่แล้วหรืออาจเพิ่งเคยได้ฟังเพลงของเขา ต้องลองมาทำความรู้จัก ‘แม็กซ์ เจนมานะในมุมที่ลึกขึ้น ซึ่งเราเชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจและมองเห็นเขาในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่ตั้งใจส่งต่อเรื่องราวและแรงบันดาลใจดี ๆ ผ่านเพลงที่ฟังแล้วสบายใจไปพร้อมกันเลย

ที่มาของเพลง FOLKSTAR

ถ้าพูดถึงเพลงโฟล์กเราคงจะนึกถึงเพลงที่เปิดฟังเวลาขึ้นดอย หรือเพลงที่มีเสียงเครื่องดนตรีพื้นเมืองเป็นองค์ประกอบ แต่เพลงโฟล์กในแบบฉบับของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’ อย่าง ‘FOLKSTAR’ เขากลับให้นิยามว่าเป็นเพลงโฟล์กของคนเมืองที่ปล่อยให้ชีวิตเดินไปตามเสียงหัวใจโดยไม่ต้องปรุงแต่ง

“ตอนแรกผมไม่รู้จะทำอะไรดี ไม่รู้จะไปทางไหนในเชิงงาน ผมเพิ่งทำอัลบั้ม EP สากลและทัวร์ญี่ปุ่นเสร็จซึ่งผมชอบมาก รู้สึกว่างานนั้นเราทำเพื่อตัวเองและข้างในมันรู้สึกเต็มแล้ว เลยรู้สึกว่าเรามีของจะแบ่ง แล้วก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสไปนั่งเล่นกับ ‘ป๋าเต็ด’ แล้วก็ชวนแกคุย แกบอกว่า “แม็กซ์ มึงถามทำไมวะ กูนึกว่ามึงรู้อยู่แล้วว่ามึงต้องทำอะไร” ป๋าเต็ดเขานึกว่าผมจะเป็น Bob Dylan หรือเป็นชาวโฟล์กไปแล้ว ซึ่งผมลืมไปแล้วว่าผมชอบโฟล์กมาก ๆ เวลาจับกีตาร์ตัวเดียวผมสามารถจบงานได้ พอกลับมานั่งคุยกับเพื่อนว่า “ทำอะไรดีวะ กูอยากเป็น Star นะ แต่ไม่ได้อยากเป็น Pop Star, Rap Star หรือ Rock Star” พอคำว่า ‘FOLKSTAR’ มันเข้ามาในหัวก็รู้สึกว่าเจ๋งดี”

“แต่เราไม่ใช่โฟล์กแท้ เราเป็นคนนนทบุรี เราอยู่ในเมือง จะไปพูดถึงภูเขา ลำธาร ใครเขาจะเชื่อ เลยคิดว่าจะเล่าเรื่อง FOLKSTAR ในเมือง ผ่านมุมมองบุคคลที่ 3 ผมก็ไปหา ‘เจสซี่ เมฆวัฒนา’ (Jesse Mek) เราเขียนเพลงนี้ด้วยกันโดยนึกภาพพี่คนหนึ่งชื่อ ‘พี่โป๊ง’ แกเป็นมือกีตาร์บลูส์อยู่ที่ ‘Adhere 13 Blues Bar’ แกเป็นที่รักของทุกคน เลยได้คีย์เวิร์ดมาว่า “เดินลำพังอยู่บางลำพู ยืนดูป้ายรับสมัครงาน” ซึ่งเราเซตคาแรกเตอร์คนนี้ขึ้นมาว่าต่อให้สังคมบอกให้ไปทางไหน แต่เขารู้ใจตัวเอง”

ช่วงชีวิตที่เคยเป็น LOST STAR

ความเป็นโฟล์กของคุณแม็กซ์ฝังรากมาตั้งแต่เขาเริ่มชอบในดนตรี เวลาฟังเพลงเสียงแรกที่เขาจะได้ยินชัดที่สุดคือเสียงกีต้าร์ จากนั้นเขาก็เติบโตมากับการเกากีต้าร์และจับปากกาเขียนเนื้อเพลง จนกลายเป็นศิลปินที่โลดแล่นในวงการดนตรีมามากกว่า 10 ปี แต่กว่าเขาจะกลับมาค้นพบตัวตนที่หล่นหายอีกครั้งในเพลง ‘FOLKSTAR’ เขาก็เคยผ่านช่วงชีวิตที่หลงลืมความเป็นตัวเองไปเหมือนกัน

“ตั้งแต่ช่วงโควิดหลายอย่างเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นโดนดราม่าในออนไลน์ด้วย มันสอนผมเยอะมากว่าเราจะเชื่อคำที่เขาบอกว่าเราเป็นแบบนั้นไหมหรือเราจะพิสูจน์ตัวเอง ตอนนั้นสับสนมากว่า เราตั้งใจทำดนตรีแต่สิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันไม่มีประโยชน์เลย ข้างหน้าเราเหมือนสู้มือมากเพราะตั้งแต่เด็กผมเป็นคนสู้คน แต่เราดันเอาใจลงไปเล่น”

“ตอนนั้นผมตัดสินใจฟ้องเพราะมันลามไปถึงครอบครัว พ่อแม่ แฟน หรือลูก แต่พอเจอหน้ากันที่ สน. จากคนที่เกรี้ยวกราดในออนไลน์ พอเจอหน้ากันเขาก็ขอโทษ เราก็รู้สึกว่าเราจะทำไปทำไมสงสารเขา เหมือนเราถือความแค้นไว้ในมือ แต่ความแค้นนั้นมันไร้สาระมากเลยคิดว่าปล่อยไปเถอะ ไม่มีใครรู้ดีเท่าเรา สุดท้ายคนที่รู้จักเราจริง ๆ คือคนรอบตัว ไม่ใช่คนที่บอกว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วการชนะหรือแพ้มันไม่สำคัญ แต่การถอยออกมามันแข็งแกร่งกว่า มันมี Option ที่ 3 เสมอ”

“เรารู้สึกว่ามันทำลายทุกอย่างในตัวเราหมดเลย เวลาศิลปินคนไหนโดนเรื่องแบบนี้เราอยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลย ต่อให้เขาจะดูแย่หรือเรื่องราวมันจะแย่ขนาดไหน แต่เราคิดว่าทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน เขาแค่ก้าวพลาดแล้วล้มต่อหน้าแสง ตอนนั้นผมซึมเศร้าไปเลย เราโทษตัวเอง ตีกับตัวเองอยู่ปีสองปี แต่ก็ขุดตัวเองขึ้นมาทำอัลบั้มที่เราทำเพื่อตัวเองจริง ๆ พอเราเติมเต็มตัวเองแล้ว ตอนนี้ก็เป็นเฟสที่เราแฮปปี้แล้วก็อยากจะส่งต่อ วันนี้เราภูมิใจในตัวเองมาก รู้ตัวเลยว่าแต่ก่อนเราไม่ใช่ไวบ์นี้เลย ซึ่งตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว แล้วมันก็สวยงามมาก ๆ ว่ามนุษย์มันก็มีเสน่ห์ดี”

กลับมาฟังเสียงหัวใจตัวเอง

ท่ามกลางโลกโซเชียลที่คนเรามักตัดสินกันจากสิ่งที่เห็นแค่บางมุม หรือแม้แต่การที่สังคมบอกว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้สิถึงจะดี หรือต้องทำให้ได้เท่านี้ถึงจะประสบความสำเร็จ เราจึงถามสิ่งที่คุณแม็กซ์ได้เรียนรู้และมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไป

“บางครั้งคำพูดมันก็ไหลมาในหูได้นะ แล้วก็ไหลเข้าไปที่ใจได้ แต่ถ้าเข้าไปที่ใจมันแปลว่าเราก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน สมมติมีคนเดินมาบอกว่า คุณมันไม่เอาไหน ไปทำอย่างอื่นเถอะถ้าเราคิดว่ามันเป็นจริงแบบที่เขาพูด นั่นคือสิ่งที่เราบอกตัวเอง แต่ถ้าเราไม่เชื่อ เราไม่แคร์ก็ช่างมัน แค่นั้นจริง ๆ ตอนนี้ผมก็ฟังคนอื่นน้อยลง พูดดีกับตัวเองมากขึ้น คำพูดที่เราอยากจะชี้นำชีวิตตัวเองก็เปลี่ยน มันไม่เกี่ยวหรอกว่าเขาพูดว่าอะไร มันเกี่ยวกับว่าเราเป็นใครมากกว่า”

“ปีที่แล้วคำประจำโปรดักชันผมคือ ‘Empathy’ (ความเข้าอกเข้าใจ) แต่ผมว่ามันสอนกันไม่ได้ คุณต้องรู้ด้วยตัวเอง คำของปีนี้ผมเลยเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘Unapologetic’ คือการ ไม่ต้องขอโทษ หมายความว่าอย่าไปทำร้ายคนอื่นแล้วคุณต้องมาขอโทษเขา และอย่าพูดไม่ดีกับตัวเองจนต้องมาขอโทษตัวเองทีหลัง”

ในขณะที่สังคมพร่ำบอกว่าความสำเร็จคืออะไร เราถามคุณแม็กซ์ว่า แล้วความสำเร็จของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’ ในวันนี้คืออะไร

“ถ้าถามว่าความสำเร็จคืออะไร ผมว่าตอนนี้ผมสำเร็จแล้ว เรากำลังทำในสิ่งที่เรากำลังจะไป มันคือความสำเร็จที่อยู่กับปัจจุบันมากเลย แต่บางครั้งถ้าไปถึงปลายทางแล้ว ความสำเร็จมันอาจจะไม่เหมือนความสำเร็จก็ได้ แต่ตอนนี้ผมมีสิ่งที่ต้องทำ มันก็เลยเป็นความสำเร็จของตอนนี้แหละมั้ง ความสำเร็จที่แท้จริงเลยคือตอนนี้ผมมีเป้าหมาย ผมมีความหวัง ผมโชคดีมากที่ทำอาชีพนี้ เพราะแต่ละเพลงมันคือการได้ก้าวข้ามผ่านอะไรบางอย่างไปเรื่อย ๆ แบบไม่มีจุดจบ ซึ่งการได้สนุกไปกับการเดินทางก็ถือว่าสำเร็จแล้ว”

เพลงที่ปลุกแพสชันขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อเพลงทุกเพลงคือการก้าวข้ามเรื่องบางเรื่อง และการเขียนเนื้อเพลงก็เปรียบเสมือนสมุดจดบันทึกการเติบโตของศิลปินที่พยายามจะเรียนรู้ชีวิต และค่อย ๆ ทำความเข้าใจมัน เราจึงถามคุณแม็กซ์ว่า แล้วเพลง ‘FOLKSTAR’ เปรียบได้กับการก้าวข้ามผ่านเรื่องอะไร และสเต็ปต่อไปหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

‘FOLKSTAR’ คือการก้าวข้ามผ่านความกลัว มันมีสองด้านคือ Hope กับ Fear ก่อนปล่อยเพลงนี้ผมกังวลมากว่ามันดีพอหรือยัง ผมถือมันมาปีนึง แต่พอปล่อยไปปุ๊บ มันก็ได้เจอความจริงเลย มันไม่ต้องอยู่ในหัวอีก ความกลัวคือจิตปรุงแต่งมาก ตอนนี้ผมได้ Hope มาแทน รู้สึกว่าเราผ่านไปได้แล้ว เสร็จไปบทหนึ่งแล้ว ไปต่อได้เลย”

“พอทำออกมาก็รู้สึกว่ามันถูกต้องทุกอย่างเลย เราไม่ได้สนใจด้วยว่ายอดวิวเป็นยังไง แต่เห็นยอดไลค์มันก็น่าภูมิใจกับงานที่ไม่ได้ PR มาก แล้วผมก็ไม่ได้ปล่อยเพลงมา 3-4 ปี คนก็ไม่ได้ฮือฮา แต่มีคนบอกว่ามันพูดแทนใจเขาในช่วงนี้เลย มีคนตามมาดูผมแล้วพูดเหมือนกันว่า ผมเกือบจะลาออกจากงาน เกือบจะไปทำอย่างอื่น แต่ตอนนี้ผมสู้ต่อ ขอบคุณนะครับพูดแล้วก็จะร้องไห้ ซึ่งผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน”

การได้ฟังเพลงแค่เพลงเดียว แต่เป็นเพลงที่ทำงานกับใจก็สามารถปลุกแพสชัน ความฝัน หรือความหวังในชีวิตให้กับใครสักคนได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะคนฟัง แต่คนทำเพลงเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน

“แพสชันสำหรับผมน่าจะเป็นการที่เราได้ทำในสิ่งที่ชอบมั้งครับ แล้วก็ต้องมีความหวังกับสิ่งที่ชอบด้วย ทำสิ่งที่ชอบอย่างเดียวไม่พอหรอก เพราะทำสิ่งที่ชอบอย่างเดียว มันไม่ใช่แพสชัน มันคือการพนันเพราะมันไม่มีการวางแผน เหมือนเราพนันกับสิ่งที่เราชอบไปเรื่อย ๆ ว่าสักวันหนึ่งมันคงจะดีแหละมั้ง แต่ถ้าเรามีความหวังด้วยมันจะกลายเป็นแพสชัน มันจะเซตรูทให้เราไปถึงจุดที่เราอยากจะไปด้วย มันจะมีเป้าหมาย แล้วเราจะรู้ว่าต้องทำอะไรโดยไม่ไขว้เขว”

“เป้าหมายตอนนี้ผมอยากมีคอนเสิร์ตตัวเองที่อิมแพ็ค ผมอยากทำอะไรที่มันจับต้องได้ที่ดูเหมือนเกือบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ก็พอจะเป็นไปได้ แล้วผมไม่เคยมีคอนเสิร์ตจริง ๆ เลย ผมเคยจะมีคอนเสิร์ตช่วงโควิด แต่ตอนนั้นมันเป๋ไปหมด เราจำได้ว่าความฝันของเราคือเรานั่งรถโรงเรียนกลับบ้านแล้วเราผ่านทุกวัน ภาพในหัวคือเราอยู่บนเวทีนั้น แล้วมันจะเสียชาติเกิดมากถ้าเราไม่ได้ยืนตรงนั้น แล้วทำไมเราไม่เซตเป็นเป้าหมายไปเลย”

มหัศจรรย์ชีวิตธรรมดา

เราพูดคุยกันจนกาแฟตรงหน้าใกล้หมดแก้ว คุณแม็กซ์ได้แชร์ถึงสิ่งที่เขาเรียนรู้ในอดีต และเป้าหมายที่ตั้งไว้ในอนาคต เราจึงดึงบทสนทนากลับมาที่ปัจจุบันว่า วันนี้เขารู้สึกพอใจกับชีวิตตัวเองระดับไหน

“ให้ประมาณ 7 เต็ม 10 ครับ สิ่งที่ต้องบาลานซ์จริง ๆ คือสุขภาพกายและใจ ปีที่แล้วเราตั้งใจเปลี่ยนรูทีน ลดน้ำหนักไป 10 โล รู้สึกว่าตอนนี้เรามีร่างกายที่แข็งแรงที่สุดตั้งแต่เกิดมา ตอนนี้เราชอบออกกำลังกายแล้ว ถ้าไม่ออกจะรู้สึกไม่ดี แต่การนอนแย่มาก เป้าหมายของปีนี้คือจะนอนให้ดี ส่วนสุขภาพใจก็อยากใจดีกับตัวเองมากขึ้น ต้องพูดดี ๆ กับตัวเองหน่อย เราด่าตัวเองมาหลายปี ใจร้ายกับตัวเองที่สุดเลย อยากเปลี่ยนมาพูดว่า “ไม่เป็นไรนะ รู้ว่าเหนื่อย เข้าใจ”

“จุดเปลี่ยนคือตอนรู้ว่าเวลาจะหมดแล้ว อีกนิดเดียวก็จะตายแล้ว เสียดายเวลามากเลย พูดง่าย ๆ คือแก่ขึ้นครับ (หัวเราะ) เวลามันเหลือน้อยแล้วจะอยู่ทำงานนี้ได้ถึงเมื่อไหร่ จะเป็นวัยรุ่นได้ถึงเมื่อไหร่ อยากดึงระยะเวลาการเป็นเด็กให้มากที่สุด วิธีการที่ทำได้คือการเป็นผู้ใหญ่ที่เฮลตี้ครับ มันยากมากแต่มันทำได้ ทำไปทีละเรื่อง เริ่มจากง่าย ๆ คือแค่พูดกับตัวเองให้ดีก่อน”

เราอยากรู้ว่า 3 สิ่งที่เป็น ‘สิ่งมหัศจรรย์’ ในชีวิตธรรมดาของคุณแม็กซ์คืออะไร ซึ่งคำตอบของเขาก็เรียบง่ายแต่มีความหมายกับเขาจริง ๆ และบางคำตอบก็ทำให้เราฉุกคิดถึงสิ่งสำคัญในชีวิตของเราเองเช่นกัน

“อย่างแรกคือ ‘ลมหายใจ’ พอเรารู้ว่ามันสำคัญ โมเมนต์นี้ที่เรายังหายใจอยู่มันมหัศจรรย์มาก อย่างที่สองคือ ‘อารมณ์ขัน’ มนุษย์เจ๋งตรงที่มีอารมณ์ขัน มันคือสิ่งที่นิยามความชาญฉลาดของมนุษย์เลยนะ ถ้าคุณเป็นคนตลก คุณเป็นคนพิเศษ อย่างที่สามคือ ‘ลูก’ ครับ ลูกชายอายุ 11 ขวบ ทำให้ผมรู้สึกอยากเป็นเพื่อนด้วย อยากส่งต่อสิ่งดี ๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ เป็นความรักเดียวที่เรารู้สึกว่ามันเป็นของแท้สำหรับเรา”

สิ่งสุดท้ายในการพูดคุยของเราในวันนี้คือความตั้งใจและแมสเสจสำคัญของเพลง ‘FOLKSTAR’ ที่คุณแม็กซ์อยากส่งต่อไปถึงคนฟังว่า ‘การเป็นคนธรรมดานั้นพิเศษที่สุดแล้ว’

“เราแค่เลือกสิ่งที่เราอยากทำ ถ้าเราโกหกในเพลงมันก็ไม่มีใครเชื่อ เราที่เป็นคนเขียนเองจะไม่เชื่อคนแรกเลย เราแค่อยากทำงานชิ้นนึงที่มันพูดเรื่องจริง เหมือนกับเพลง ‘วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่า’ ที่เราพูดเรื่องธรรมดา ซึ่งมันเป็นเซนส์ของเราที่เราลืมไป เราแค่อยากทำดนตรีเพราะมันคือสิ่งที่เรารัก นี่คือ FOLKSTAR แบบผม”

“สุดท้ายผมว่าทุกคนควรจะมีความเป็น FOLKSTAR ในแบบของตัวเอง ธรรมดาเถอะ ธรรมดามันก็พิเศษมากแล้ว และการเป็นเราที่ธรรมดานี่แหละที่มันไม่มีทางเหมือนใครแน่นอน คุณไม่ต้องโหยหาสิ่งที่มันอยู่นอกวงกลมตัวเองก็ได้ ถ้าคุณมีพื้นที่ของตัวเองแล้วฉายแสงจากตรงนั้น คุณก็เป็น FOLKSTAR ได้ ในออฟฟิศของคุณ ในบ้านของคุณ เป็น FOLKSTAR ให้ลูก หรือให้พ่อแม่ของคุณ แค่นี้ก็เจ๋งแล้ว”

IT MIGHT INSPIRE YOU

ความหมายของการมีลมหายใจของ ‘เล็ก Greasy Café’

'อย่าเพิ่งรีบสรุปกับตัวเองว่าทำไม่ได้ ในวันที่ยังไม่ได้ทำ'

SUPERVERYSNAPSHOT

ช่างภาพแฟชั่นที่มีแพสชันกับความไม่เนี้ยบ

“ผมแค่อยากให้ทุกคนกล้าแต่งตัว ถ้าผมแต่งได้ ทุกคนก็แต่งได้”

คนรักแฟชั่นที่เชื่อว่ารูปร่างแบบไหนก็มั่นใจได้ 'คุณภวินท์ จรรยาไพศาล'

ดอกไม้ใกล้บ้านและเจ้าแมวสีโฮจิฉะ

ภาพวาดจากแพสชันของแม่บ้านชาวไทยที่อาศัยในญี่ปุ่น 'สะใภ้โคบายาชิ 小林 NAGANO’s stories'