NIXSA

ศิลปินไทยที่สำรวจตัวตนและจิตใจ
ผ่านดนตรีพื้นเมืองอันไร้พรมแดน

“โอ้ … พระเต็มคอ
วอนหลวงพ่อ
I can not breath

Oh … I can’t please
What you need
What you feel”

ท่อนฮุกกับทำนองสนุก ๆ ที่ผสมผสานดนตรีพื้นเมือง สไตล์เพลงหลากหลาย และความเป็นไทยเข้าด้วยกัน ชวนให้เราเอนจอยไปกับฟีลใหม่ ๆ รวมถึงติดใจกับเนื้อเพลงที่ตีความหมายได้อย่างลึกซึ้ง

หากเพื่อน ๆ เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายในเมือง หรือเบื่อเพลลิสต์ที่เปิดซ้ำ ๆ ตอนรถติด เราอยากแนะนำให้ลองฟังเพลงที่ชื่อว่า ‘UTHAIPIA (ยูไทยเปีย)’ จากศิลปิน NIXSA ซึ่งหยิบเอาการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และความหวังที่อยากถูกลอตเตอรีของคนไทยมาบอกเล่า พร้อมถ่ายทอดชีวิตในสังคมเมืองที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ก่อนจะเชื่อมไปสู่แก่นของเนื้อเพลงที่ต้องการชวนทุกคนมาใช้ชีวิตให้ช้าลง เพื่อคลายความวิตกกังวลและค้นพบความสงบสุขในใจตัวเอง ตามไปฟังและดู Music Video Live Session ได้ที่ NIXSA – UTHAIPIA (Music Video Live Session)

คอลัมน์ #PassionForLife จะพาทุกคนไปเคาะประตูเพื่อนบ้าน ‘สมมติสตูดิโอ’ เพื่อทำความรู้จักกับ ‘คุณมีน – นิกษา แสนใจบาล’ หรือ NIXSA ศิลปินไทยที่โดดเด่นด้วยการใส่ดนตรีพื้นเมืองลงไปในเพลงของเธอ อีกทั้งมีโอกาสได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปินดังมากมาย เช่น Potato, Greasy Cafe, Sin Singular ที่สอดประสานกันได้อย่างกลมกล่อม แล้วมานั่งพูดคุยถึงเส้นทางดนตรีที่เต็มไปด้วยแพสชันของเธอ ตั้งแต่เริ่มจับเครื่องดนตรีชิ้นแรกก่อนจะดำดิ่งไปในโลกของดนตรีพื้นเมือง ซึ่งเป็นเหมือนประตูที่เปิดโลกให้คุณมีนไปเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนหลากหลาย รวมถึงเป็นกุญแจไขเข้าไปสำรวจโลกภายในของเธอที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์

เส้นทางดนตรีของ NIXSA

การเดินทางอันยาวไกลของศิลปินที่ชื่อ NIXSA เริ่มขึ้นตอนเด็กหญิงนิกษาได้ก้าวเข้ามาในวงโยธวาทิตของโรงเรียน เครื่องดนตรีชิ้นแรกของเธอก็คือ ทรัมเป็ตจนช่วง ม. 2 เพื่อนของเธอก็ชวนไปเข้าวงออร์เคสตราในอีกโรงเรียน โดยคุณมีนได้เล่นในตำแหน่ง ไวโอลิน ก่อนจะขยับมาเป็น วิโอลา ซึ่งการได้อยู่ทั้งใน วงโยธวาทิต และ วงออร์เคสตราถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คุณมีนได้รู้จักกับเครื่องดนตรีที่หลากหลาย

เมื่อเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย เรานึกภาพว่าคุณมีนคงจะเลือกเรียนสายดนตรีตามสิ่งที่เธอชอบมาตั้งแต่เด็ก แต่ความจริงแล้วคุณมีนในตอนนั้นก็เหมือนเด็ก ม.ปลาย หลาย ๆ คนที่ยังไม่กล้าเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง ด้วยความเป็นเด็กสายวิทย์เธอจึงเลือกสอบเข้าคณะสถาปัตย์ฯ ตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ คุณมีนอดทนเรียนจนจบแม้จะรู้สึกฝืนทั้งกายและใจ หลังจากเรียนจบคุณมีนก็สัญญากับตัวเองว่าจะเลือกเดินทางในเวย์ของเธอ เพราะในช่วงปี 3 คุณมีนได้ไปเล่นไวโอลินให้กับวงของเพื่อนที่มหาวิทยาลัย ทำให้เธอหวนคิดถึงความรู้สึกเก่า ๆ และปลุกแพสชันตัวเองกลับมาอีกครั้ง

ดนตรีพื้นเมืองที่สะท้อนตัวตน

ในวัยกำลังค้นหาตัวตนและถึงเวลาที่คุณมีนจะเลือกเส้นทางที่ได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง เธอก็รู้สึกสนใจในแนว ดนตรีพื้นเมืองหรือ ดนตรีชนเผ่า ที่เรียกว่า ‘World Music’

“เราอยากค้นหาอะไรที่มันรู้สึกถึงความเป็นอัตลักษณ์ แล้วก็เป็นรูทของเราจริง ๆ ซึ่งเราเป็นคนเชียงใหม่ก็กลับมาเจอว่าประเพณีดั้งเดิมต่าง ๆ ที่บ้านเรามันน่าสนใจมาก จริง ๆ ค่อนข้างผูกพันกับดนตรีชนเผ่าอยู่แล้ว พ่อและพี่ชายก็ชอบเล่นดนตรี เราเลยได้ซึมซับมาจากที่บ้าน”

“ถ้าตอนเด็กเราก็จะรู้จักแค่เครื่องดนตรีของเชียงใหม่ว่ามี ‘สะล้อ’, ‘ซอ’, ‘ซึง’ แต่พอโตมาเราก็ชอบฟังดนตรีชนเผ่า เริ่มจากพวกแอฟริกัน อินเดีย แล้วมันก็รันเข้ามาในลิสต์เพลงของเราเรื่อย ๆ ซึ่งก็แปลกที่มันดึงดูดเรามากกว่าดนตรีแนวอื่น มันให้ความรู้สึกว่าเราได้คอนเน็กกับทุก ๆ ประเทศที่เราได้ฟังดนตรีของเขา เพราะดนตรีพื้นเมืองหรือดนตรีชนเผ่ามันกำเนิดมาจากจิตวิญญาณของมนุษย์ในพื้นที่นั้น ๆ”

4 เครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ชอบที่สุด

ภายใน ‘สมมติสตูดิโอ’ อัดแน่นไปด้วยเครื่องดนตรีพื้นเมืองมากมายหลายชิ้นที่เราไม่คุ้นตา เราจึงขอให้คุณมีนเลือกเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ชอบที่สุดมา 4 ชิ้น พร้อมบอกเล่าถึงแหล่งกำเนิดหรือรากวัฒนธรรมของเครื่องดนตรีนั้น ๆ รวมถึงแนะนำวิธีการเล่นคร่าว ๆ ให้ชาว Neighbors and Friends ลองมาทำความรู้จัก

เริ่มจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองชิ้นแรกที่คุณมีนฝึกเล่นอย่าง ‘Jaw Harp’ เครื่องดนตรีชิ้นเล็กที่พกไปเล่นหรือแจมกับวงได้ทุกที่

‘Jaw harp’ เป็นเครื่องดนตรีที่มีทั่วโลกเลย บ้านเราทางอีสานเขาจะเรียก ‘ผวด’ แล้วก็มีของอินโด แคมโบเดีย รัสเซียก็มี แต่รัสเซียจะเป็นเหล็ก อินเดีย ทิเบต ก็มีเหมือนกัน เราชอบที่มันอยู่ในทุกที่บนโลกนี้โดยไม่ได้นัดหมาย”

“เรารู้สึกว่ามันคอนเน็กกับเราเพราะเราเป็นคนที่อาจจะดูแปลกสำหรับคนอื่น แล้วเครื่องนี้มันก็แปลกเหมือนกัน แต่พอได้รู้จักกันแล้วมันกลับมีความแบบพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเสียงที่ออกมามันอาจจะฟังดูหลอนหรือน่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นเสียงที่ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ แล้วมันทำให้เราว้าวโดยเสียงจะสะท้อนออกมาจากข้างในปากเรา แค่ขยับนิดเดียวเสียงก็เปลี่ยนไปเลย เรารู้สึกสนุกและอยากค้นหาต่อไปเรื่อย ๆ ว่ามันจะสร้างซาวด์แบบอื่นได้อีกไหม”

ถัดมาคือเครื่องดนตรีพื้นเมืองของญี่ปุ่นอย่าง ‘โกโตะ’ ที่มีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ เวลาขนไปเล่นที่ไหนก็มักจะเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ดี

“เรารู้สึกว่า โกโตะ มันคล้าย ๆ ฮาร์ป เราจะใส่เป็นเล็บ 3 อันแล้วดีด มันอาจจะดูเล่นง่ายแต่จริง ๆ แล้วต้องใช้สมาธิสูงมากในการที่จะกวาดนิ้วลงไปให้ตรง เพราะมันมีหลายเส้นมากทั้งหมด 13 สาย เวลาเรามองลงไปมันจะตาลายนิดนึง แล้วมันต้องใช้ความคุ้นเคย ความสนิทสนมกับเครื่องดนตรี กับนิ้วมือเรา กับร่างกายเรา”

“วิธีการเล่นมันกว้างกว่าที่เราคิดไว้มาก ถ้าได้ยินคนญี่ปุ่นเล่นจะฟังยากหน่อย แต่พอเรามาเล่นจริง ๆ เราสามารถจูนไปกับเพลงไหนก็ได้อย่างเราเอาไปจูนเข้ากับเพลงของพี่ปั๊บ Potato ในคอนเสิร์ต มันเลยทำให้รู้สึกว่าเครื่องนี้มันเหมือนเราตรงที่เราอยากให้คนเปิดใจรับในสิ่งที่เราเป็น เหมือนกับที่เราต้องเปิดใจรับแล้วจูนไปกับมันเหมือนกัน”

อีกหนึ่งเครื่องดนตรีที่มีรูปลักษณ์น่าสนใจก็คือ ‘ดิดเจริดู’ (Didgeridoo) ซึ่งปกติที่เราเคยเห็นจะเป็นเครื่องดนตรีที่ยาวถึงพื้น แต่ตัวที่คุณมีนใช้จะมีลักษณะเหมือนก้นหอย

“ ‘ดิดเจริดู’ เป็นเครื่องดนตรีของชนเผ่าอะบอริจินในออสเตรเลียที่ใช้ในพิธีกรรม เมื่อก่อนเขาใช้รักษาคนด้วย vibration (การสั่นสะเทือน) แล้วไม่ใช่แค่ Sound Healing แต่ยังมีความเชื่อของคนพื้นเมืองเรื่องการไล่ผี ไล่โรคภัย เรารู้สึกว่าเสียงมันชวนขนลุกทุกครั้งที่เป่า แล้วเราชอบตรง vibration ที่เราเป่าออกไป มันเชื่อมไปถึงทุกคนที่ได้ฟัง ทั้งกับคนฟังแล้วก็คนเล่นด้วย”

“คนเล่นก็ต้องใช้สมาธิเยอะมาก เพราะเป็นเครื่องที่ต้องใช้ ‘circular breathing’ คือการกักเก็บลมไว้ในปากแล้วก็เป่าเพื่อสร้างเสียงยาว ๆ เพราะว่าเครื่องมันยาวมากก็ต้องใช้ลมเยอะ ในการเล่นเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น เราก็จะได้เรียนรู้ในแต่ละส่วนของร่างกายเราด้วย”

สุดท้ายเป็นเครื่องดนตรีที่สะท้อนตัวตนของคุณมีนมากที่สุดนั่นก็คือ ‘เตหน่ากู’ ที่ชวนให้เธอคิดถึงบ้านทุกครั้งที่หยิบมาเล่น

‘เตหน่ากู’ จะมีความเชื่อมโยงกับชนเผ่าบ้านเรา เราเห็นเตหน่ากูมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วก็อยากรู้ว่าเครื่องดนตรีที่มีลักษณะเหมือนหงส์นี้มันคืออะไร ตอนนั้นเราเห็นชนเผ่าปกาเกอะญอเขาเล่นกันในงานที่เชียงใหม่ แล้วเสียงเพราะมาก แต่เราไม่เคยได้สัมผัสและรู้จักมัน มารู้จักอีกทีก็ตอนเรียนจบแล้ว”

“เสียงมันฟังแล้วรู้เลยว่ามันมาจากดอย มาจากป่าเขา เป็นพื้นที่ที่ชุ่มฉ่ำ แล้วเรารู้สึกว่าความเป็นชาวเหนือมันมีสิ่งนั้นที่อยู่ในรากของเรา เลยทำให้เรารู้สึกว่ามันคอนเน็ก เวลาเล่นแล้วเราจะคิดถึงบ้านเรา แล้วมันค่อนข้างต้องใช้ความสงบในการเล่น เราจะต้องเย็นไปกับมัน”

ฝึกฝนดนตรี = การตีสนิทกับร่างกายตัวเอง

คุณมีนเสาะหาเครื่องดนตรีแปลก ๆ จากทั่วโลก และฝึกฝนเทคนิคการเล่นเครื่องดนตรีนั้น ๆ ในแบบฉบับของตัวเอง เราจึงสงสัยว่าทักษะอะไรที่ช่วยให้คุณมีนเล่นเครื่องดนตรีหลากหลายชนิดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และกล้าที่จะออกจากคอมฟอร์ตโซนเพื่อเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ

“มันไม่ใช่เรื่องของทฤษฎี แต่เหมือนเราต้องสนิทกับร่างกายตัวเองให้มากขึ้น ว่าเราจะใช้ร่างกายในการเล่นเครื่องดนตรีนี้ยังไง ซึ่งในการเล่นเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น เราก็จะได้เรียนรู้ในแต่ละส่วนของร่างกายเราด้วย”

“ดนตรีมันคือภาษา แล้วเครื่องดนตรีก็เป็นเหมือนปากที่ใช้พูดแทนเรา เหมือนมันคือส่วนหนึ่งของร่างกาย เราก็แค่ลองจับมัน แล้วก็ลองทำอะไรสักอย่างกับมันดู ถึงแม้การเล่นครั้งแรกของเรามันอาจจะไม่ได้สวยงามเลย มันอาจจะฟังดูแย่มาก เหมือนสีไวโอลินครั้งแรกแล้วมันอี๊ดอ๊าดแบบบ้านผีสิงทุกคนก็จะไม่เอาแล้ว แต่เรารู้สึกว่าแค่ก้าวข้ามตรงนั้น แล้วเข้าใจว่ามันคือการเริ่มต้นมันก็จะเล่นได้ เราแค่ใช้ร่างกายควบคู่กับจิตใจที่ไม่ต้องไปกังวลว่ามันจะเพราะหรือไม่เพราะ แล้วสุดท้ายมันจะมีเวย์ที่เราเล่นได้ในแบบของเราอยู่ดี”

เพลงที่แต่งจากความเป็นตัวเอง

ไม่เพียงความสามารถในการเล่นดนตรี แต่คุณมีนยังแต่งเพลงในสไตล์ที่เป็นตัวเองโดยผสมผสานแนวเพลงที่หลากหลายทั้ง Spiritual R&B-Jazz, Ambient, World, Electronic Music

คุณมีนอธิบายว่าเพลงของเธอมีกลิ่นอายของ R&B-Jazz ที่ดึงดูดคนฟังและทำให้เพลงเข้าถึงง่าย แล้วใส่ความเป็น Ambient ที่ช่วยสร้างบรรยากาศ เช่น เสียงนก เสียงธรรมชาติ หรือเสียงผู้คน แต่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักของ NIXSA เลยก็คือ World Music ที่เธอตั้งใจนำเสนอดนตรีพื้นเมืองและวัฒนธรรมดั้งเดิมอันมีเสน่ห์จากหลายมุมทั่วโลกให้กับผู้ฟัง

“เราอยากนำเสนอความเป็นหนึ่งเดียวที่ทั่วโลกมีเหมือนกัน นั่นก็คือภาษาที่เป็นภาษาดนตรี”

ส่วนเนื้อเพลงก็แต่งขึ้นจากความรักที่คุณมีนมีให้กับตัวเอง โดยคุณมีนนิยามความเป็น NIXSA เอาไว้ว่า ‘Sound of radical self-love & where authenticity meets melody’

“คำว่า ‘radical self-Love’ คือการรักตัวเองมาก ๆ ส่วน ‘authenticity meets melody’ ก็คือการที่เราเอาความเป็นตัวเองออกมาสร้างเพลงเพื่อนำเสนอถึงความรักตัวเอง ซึ่งกว่าเราจะกล้าใช้ประโยคนี้เราก็ต้องรู้จักตัวเองพอสมควร แล้วเราก็ค่อนข้างผ่านอะไรมาเยอะมากในการที่จะค้นหาตัวเอง แต่เมื่อเราผ่านตรงนั้นมาแล้วก็รู้สึกว่าไม่เห็นต้องกังวลเลยว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบเรา เราก็แค่นำเสนอสิ่งที่เรามี”

ดนตรีเพื่อเยียวยาและส่งต่อพลังบวก

“La di di …
this is a wonderful day

La di di …
Listen to your heart what it says”

เพลงของ NIXSA ที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกรักตัวเองยังแผ่พลังงานและทัศนคติดี ๆ มาถึงคนฟัง อย่างเพลง ‘Ladidi’ ที่พูดถึงช่วงเวลาดี ๆ ที่เราสามารถปล่อยวางจากทุกอย่าง ฟังเสียงของหัวใจ แล้วใช้ชีวิตให้เหมือนการเต้นไปตามจังหวะของตัวเองแม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม ตามไปฟังและดู Music Video ได้ที่ NIXSA – LADIDI [official MV]

“We’re just like the moon
reflected and attuned
shine through dark and grace
you’re amazing don’t forget it”

หรือเพลงอย่าง ‘Moon Guru’ ที่ช่วยปลอบโยนเราว่าแม้ในวันที่มืดมิด เราก็ยังเปล่งประกายได้เหมือนดวงจันทร์ และย้ำเตือนให้เราไม่ลืมที่จะมองเห็นคุณค่าในตัวเอง ตามไปฟังและดู Music Video ได้ที่ NIXSA – MOON GURU [OFFICIAL MV]

“จริง ๆ เราไม่ได้คาดหวังที่จะทำให้เพลงของเราเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ทุกคนก็จะฟีดแบ็กกลับมาบอกว่าดนตรีของเรามันช่วยเยียวยา มันทำให้รู้สึกว่ามีเพื่อนสักคนที่รับฟังเขาจริง ๆ หรือทำให้เขารู้สึกได้รับการโอบกอด เรารู้สึกว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของ vibration ที่เราส่งถึงกัน เราไม่อยากให้คนรู้สึกว่าเราควรไปต่อกับพลังงานลบในตัวเอง แต่เราควรไปต่อกับการพัฒนาตัวเอง รู้จักว่าตัวเองมีข้อดีอะไรหรือว่าตัวเองคือใคร เราอยากให้คนรู้สึกถึงสิ่งนี้”

เข้าใจพี่น้องชาติพันธุ์ผ่านดนตรี

“มานิมานิมานิ ที่แปลว่ามนุษย์ มนุษย์ปกป่า
มีชีวิตเพื่อเดินทางในเทือกเขาบรรทัด

บัดนี้เธอคงได้รู้แล้วว่าเราก็เป็นเหมือนกัน
ธรรมชาติก็เป็นอย่างนั้น รักโลกโกรธหลงไม่ต่างกัน
เท่านี้แหละชีวิต”

นอกจากเพลงของ NIXSA จะทำให้เราได้เข้าใจตัวเองและรักในสิ่งที่เราเป็นแล้ว ดนตรียังพาเราไปรู้จักโลกกว้างและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะชาวชาติพันธุ์อย่างเพลง ‘มานิเท่ากับมนุษย์’

ที่มาของเพลงนี้เริ่มจาก NIXSA และเพื่อนศิลปินได้เข้าร่วม ‘โครงการนักสื่อสารรุ่นใหม่เพื่อลดอคติทางชาติพันธุ์’ โดยลงพื้นที่ไปศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนมานิ ป่าบอน จ. พัทลุง ซึ่งคนส่วนใหญ่จะรู้จักชาวมานิในชื่อ ‘เงาะป่าซาไก แต่มันเป็นคำเรียกที่ไม่เหมาะสม เพลงนี้จึงต้องการเป็นกระบอกเสียงแทนชาวมานิ และสื่อสารถึงความสัมพันธ์ระหว่างชาวมานิกับคนเมือง ธรรมชาติ และวิถีอันชีวิตเรียบง่าย ตามไปฟังและดู Music Video ได้ที่ มานิเท่ากับมนุษย์ (Mani = Human)

“มานิเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังคงรักษาการดำรงอยู่ของเขาในป่า เรารู้สึก respect วิถีชีวิตของเขามาก ๆ เพราะเขาไม่ต้องถูกกรอบอยู่ในความคิดที่เราต้องรีบ ๆ กัน เขาก็แค่ใช้ชีวิต แดดออกเขาก็ตื่นไปหาของป่าเท่าที่จะพอกับคนทั้งหมู่บ้านแค่นั้น แล้วไม่มีใครได้มากกว่ากัน มีเท่าไหร่ก็กินเท่า ๆ กัน กลับมาทำกิจวัตรประจำวัน กลางคืนก็แค่นอน”

“เรารู้สึกว่าเราต้องการอะไรมากเกินไป เราเป็นมนุษย์ที่พยายามจะไขว่คว้าทุกอย่างตลอดเวลา ในชีวิตนี้ไม่รู้จะหยุดตรงไหนด้วยซ้ำ แต่พอได้เข้าไปอยู่กับป่า ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้อยู่กับรูทจริง ๆ ของมนุษย์ เรารู้สึกว่านี่คือสิ่งที่พวกเราตามหากันอยู่ มันคือความสงบที่ทำให้เราได้กลับมาเห็นข้างในตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องไปวิ่งตามอะไรอีกแล้วเพราะธรรมชาติให้เราทุกอย่างเลย”

Credit : What I like

ดนตรีที่เปิดมุมมองต่อโลกและตัวเรา

ในหนึ่งวันที่ Neighbors and Friends ได้มาทำความรู้จักเครื่องดนตรีใหม่ ๆ และฮีลใจด้วยซาวน์ดนตรีที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณรวมถึงบทสนทนาที่เราได้พูดคุยกับคุณมีน แสดงให้เราเห็นถึงพลังของดนตรีที่ทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติ และเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

“ดนตรีพาเราออกไปเจอโลกที่กว้างขึ้น ได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ที่ไม่ต้องพูดภาษาเดียวกัน เราไปงานดนตรีที่เป็นเฟสติวัลแนว Spiritual แล้วอยู่ดี ๆ ทุกคนก็มานั่งตั้งวงมองหน้ากัน พยักหน้า เอาเครื่องดนตรีขึ้นมาแล้วก็เล่นกันเลย วันนั้นสนุกมาก พื้นที่มันเป็นน้ำตกสายหมอกแล้วบนฟ้าก็มีแต่ดาว ทุกคนก็นั่งเล่นดนตรีตากหมอกกันตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสี่ เราจะคุยกันด้วยการที่ใครสักคนขึ้นเพลงแบบนี้มา แล้วเราก็จะเล่นต่อในแบบของเรา”

“แล้วดนตรีมันก็พาให้เราได้เจอสมาธิ ได้อยู่กับปัจจุบันขณะที่มันคือ flow ของเรา สมมติเราขึ้นไปเล่นดนตรีบนเวทีที่ใหญ่มาก แต่ดนตรีมันทำให้เรารู้สึกว่าฉันอยู่กับเธอแล้วนะ ดนตรีมันคุยกับเราได้ แล้วมันสามารถดับความวิตกกังวลได้ด้วยการเล่นไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะเจอจุดที่เราอยู่กับดนตรีแล้วได้เจอตัวเองไปด้วย มันเหมือนยิ่งเรารู้จักเครื่องดนตรีที่เราเล่นมากเท่าไหร่ เราก็จะรู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย เหมือนมันเป็นกุญแจที่ทำให้เราได้ไขประตูแต่ละบานของตัวเองด้วยเหมือนกัน”

ไม่น่าเชื่อว่าการเปิดเพลงฟังแค่ 2 – 3 นาที จะเปลี่ยนมู้ดให้วันที่เราอาจกำลังรู้สึกแย่ กลายเป็นวันที่เรามีพลังไปใช้ชีวิต หรือทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวเองและส่งต่อความรักไปถึงคนอื่น ซึ่งทุกเพลงของ NIXSA กำลังทำหน้าที่นั้นกับเราและใครอีกหลาย ๆ คน

อ่านจบกันแล้ว Neighbors and Friends ขอฝากเพื่อน ๆ ลองไปติดตามผลงานของเพื่อนบ้านคนนี้ และรอฟังผลงานใหม่ของ NIXSA ที่จะปล่อยออกมาเร็ว ๆ นี้กันได้เลย!

IT MIGHT INSPIRE YOU

Jimny มหานคร

คอมมูนิตี้ของคนรักรถที่ค้นพบความสุขจากการหลงใหลในสิ่งเดียวกัน

ฉายหนังเพื่อต่อลมหายใจให้หนังนอกกระแส

'วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา' เภสัชกรที่มีชีวิตอยู่เพื่อดูหนัง

พี่หนุ่ย – ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

“ถ้าต้องวิ่งตามกระแส โดยไม่รู้ว่าตัวเราเองอยู่ตรงไหน ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่งที่วันหนึ่งมันจะหายไป”

ฤดูกาลที่ 32 ของ ‘เพลง – ต้องตา จิตดี’

"การมีสติเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และอาจทำให้การรับมือกับเรื่องยากในชีวิตง่ายขึ้น"