ฤดูกาลที่ 32 ของ ‘เพลง – ต้องตา จิตดี’

“การมีสติเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และอาจทำให้การรับมือกับเรื่องยากในชีวิตง่ายขึ้น”

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตคนเรากับฤดูกาล การก้าวผ่านในแต่ละช่วงวัย มักนำพาเราไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ให้ได้เติบโต เรียนรู้ชีวิตไปกับหลากหลายฤดูกาลที่วนเวียนผ่านเข้ามาให้เราได้ปรับตัวเสมอ เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านคนนี้ ‘คุณเพลง-ต้องตา จิตดี’ ศิลปิน นักเขียนเพลง นักเดินทาง คุณครู-โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ ที่ปัจจุบันหันมาสนใจเรื่องการศึกษาและให้คุณค่ากับการเชื่อมโยง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งทำให้เธอได้ค้นพบตัวตน เข้าใจหลากหลายบริบทของชีวิตมากขึ้นในฤดูกาลที่ 32

จากประสบการณ์การเข้าร่วมกิจกรรม Eco Village Lifestyle Experience Week กับทาง ‘Gaia Ashram อาศรมธรรมชาติ’ ที่จังหวัดอุดรธานี การได้พาตัวเองไปลองใช้ชีวิตในรูปแบบเชิงนิเวศเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ทำให้เธอได้รับแรงบันดาลใจ และมีความสนใจเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะในด้านที่เชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์และธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังเกิดการตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตและความหมายในการใช้ชีวิตที่ทำให้เธอนั้นอยากส่งต่อแนวคิด สิ่งดี ๆ ที่ได้รับไปยังผู้คนรอบตัว ผ่านการต่อยอดเป็นคอมมูนิตี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้าร่วมกิจกรรม สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจ มีสติ รู้จักแบ่งปัน

จากศิลปินวง Plastic Plastic กับภาพจำของการเป็นนักเดินทางที่ชื่นชอบการ Explore สิ่งใหม่ ๆ ค้นหาแรงบันดาลใจในหลากหลายประเทศทั่วโลก ณ วันนี้ ‘เพลง-ต้องตา จิตดี’ ในวัย 32 ปีเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ติดบ้านมากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น เธอยังมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรการศึกษาโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ของครอบครัว เกี่ยวกับการเรียนรู้ เชื่อมโยงความเป็นธรรมชาติและความเป็นมนุษย์ ควบคู่ไปกับการสร้างคอมมูนิตี้ ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่สนใจได้มาเข้าร่วมกิจกรรม ได้อยู่กับปัจจุบัน

Neighbors and Friends จะชวนคุณมาค้นพบแรงบันดาลใจจากการได้ใช้ชีวิตธรรมดาในแบบฉบับเพลง-ต้องตา กับจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาโฟกัสเรื่องของการศึกษาและการให้คุณค่าของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากค้นพบตัวตน มองหาแนวทางการรับมือและปรับตัวในแต่ละฤดูกาลของชีวิต มาติดตามอ่านเรื่องราวการของคุณเพลงต้องตาที่จะพาทุกคนไปเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยแง่คิดไม่ธรรมดากันเลย!

เวิร์กช็อปสร้างแรงบันดาลใจ

หลังจากเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศมานับครั้งไม่ถ้วนในวัย 20 กว่า ๆ กระทั่งเกิดสถานการณ์โควิดที่ทำให้คุณเพลง-ต้องตา ได้ใช้ชีวิตอยู่ติดบ้าน เมื่อการเดินทางต้องหยุดชะงักลง ทั้งยังต้องเข้ามาช่วยดูแล โรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ของทางครอบครัวมากขึ้น หลากหลายบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น บวกกับการเปลี่ยนผ่านช่วงวัย จึงนำมาสู่การตัดสินใจ พาตัวเองออกไป Retreat ลองใช้ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติยังสถานที่ที่นับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ที่ดึงดูดให้เธอออกไปค้นหาตัวเองและความหมายของชีวิตอีกครั้ง

“เพลงได้มีโอกาสไปรู้จักที่ที่นึง เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่จะพาเราเชื่อมโยงกับธรรมชาติ ซึ่งที่นั่นคือ Eco Village ในจังหวัดอุดรธานีที่ชื่อว่า ‘Gaia Ashram อาศรมธรรมชาติ’ คือตอนนั้นลองสมัครไป เพราะว่าเพิ่งผ่านช่วงโควิดมาหมาด ๆ เลยมองหาสถานที่ที่เหมือนได้ไป Retreat ตัวเอง คล้ายกับเป็นการ Workshop ชวนให้เราได้ลองทำความเข้าใจกับตัวเอง ชวนมาเห็นความเชื่อมโยงของเรากับธรรมชาติ ชวนกลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง เช่น ไฟมาจากไหน น้ำมันมาจากไหน น้ำที่เราใช้อยู่มันมาจากฝน การทำอาหารจะต้องใช้ไฟนะ อะไรแบบนี้ คือบางทีเราก็อาจลืมสิ่งเหล่านี้ไป บางทีเราเคยชินกับการใช้ชีวิต แบบง่าย ๆ อยู่ในเมือง แล้วพอได้กลับไปใช้ชีวิตแบบธรรมดา ว่ายน้ำในสระน้ำธรรมชาติ ทำอาหารจากไฟ แล้วมันเกิดความรู้สึก Spark เหมือนเกิดคำถามกับตัวเองว่าเรากำลังใช้ชีวิตเพื่ออะไรกันแน่นะ ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่”

“พอได้ลองไป Workshop ครั้งแรก ก็รู้สึกมีความหวัง เกิดความหวังกับโลก ความหวังกับสิ่งมีชีวิต ที่มันทั้งสวยงามและเจ็บปวด คือมันเป็นความเจ็บปวดที่เราคิดไปว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า โลกจะเป็นยังไงบ้าง กับความสวยงามของการมีชีวิตอยู่ เป็น 2 สิ่งที่อยู่คู่ขนานกัน แบบมีทั้งความเศร้าแล้วก็มีความหวังรวมอยู่ในนั้น เลยอยากกลับมาทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยพัฒนาโรงเรียนให้มากขึ้น ทำหลักสูตรการเรียนการสอน ปรับหรือเสริมคลาสที่เชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้ค่ะ”

จากการได้ร่วมทำกิจกรรม Workshop ในครั้งนั้น จึงทำให้คุณเพลงเกิดแรงบันดาลใจ นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความสนใจในเรื่องการศึกษามากขึ้น อยากพัฒนาสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งก็คือโรงเรียนอนุบาลเทพารักษ์ รวมถึงวางรากฐานในการพัฒนาเด็ก ๆ ที่เป็นความหวังของโลกใบนี้ ให้เติบโตไปอย่างดีที่สุด

เรียนรู้ชีวิตจากชุมชนแห่งสรรพชีวิต

สำหรับกิจกรรม Workshop ที่คุณเพลงไปเข้าร่วมด้วยตัวเอง (โดยไม่ผ่านการชักชวนของใคร) นั้น มีชื่อว่า ‘Eco Village Lifestyle Experience Week’ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของ Gaia Ashram เป็นชุมชนแห่งสรรพชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ผ่านวิถีชีวิตประจำวันที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้ลองใช้ชีวิตช้า ๆ ด้วยกิจวัตรที่เรียบง่าย หลากหลายกระบวนการ เช่น การฝึกโยคะ การนั่งสมาธิ การปลูกผัก พร้อมด้วย Session ของการพูดคุย การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เพื่อค้นหาคำตอบบางอย่างในเชิงลึก (Deep Talk) โดยใช้ระยะเวลาเข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1 สัปดาห์

“จริง ๆ แล้ว ECO Village มีหลายที่มาก แต่ละที่เขาก็ให้คุณค่าเดียวกันแต่เน้นกันคนละเรื่อง บางที่อาจจะไปในเชิงจิตวิญญาณ เน้นให้คุณค่ากับการเข้าใจตัวเองและความสัมพันธ์ของตัวเองกับโลก แต่บางที่ก็ให้ความสำคัญกับการทำบ้านดิน ทำบ้านไม้ไผ่ บางที่ก็เน้นปลูกผัก เน้นเก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บเมล็ดพันธุ์ แต่ที่ที่เพลงไปจะเน้นแต่ละเรื่องเท่า ๆ กันค่ะ คือมีทั้งเรียนรู้ด้านภายในจิตใจ ทำบ้านดิน ทำสวน”

หลายคนอาจสงสัยว่าการร่วม Workshop ที่นี่ ได้ให้อะไรกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมบ้าง หรือผลลัพธ์ที่ได้จากสถานที่แห่งนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ทักษะชีวิตในเรื่องใด และเหมาะกับใครบ้าง คุณเพลงก็ได้ให้คำตอบในมุมมองของเธอไว้ว่า

“กิจกรรมเหล่านี้ เหมาะกับคนทุกคนเลยค่ะ อาจจะเป็นคนที่กำลังตั้งคำถามกับชีวิตอยู่ก็ได้ สงสัยว่าทำไมช่วงนี้ตัวเองถึงเครียดจัง ทำไมเรารู้สึกไม่มีความสุขเลย หรือบางคนอาจมีความสุขดีอยู่แล้ว แต่อยากรู้ว่าชีวิตต้องการอะไรอีก ยังไม่รู้ว่าในอนาคตเราจะไปทางไหน ถึงแม้ที่นี่จะไม่ได้ตอบอะไรเราตรง ๆ แต่มีส่วนช่วย Shape ความคิดเราได้มากขึ้น”

“การใช้ชีวิตที่นี่มันก็จะดิบ ๆ หน่อยนะคะ หมายถึงเราจะได้อยู่กับธรรมชาติ แต่จะได้ฝึกทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่เรียกว่าเป็นพื้นฐานของชีวิต ได้อาบน้ำฝนเย็น ๆ ได้รับประสบการณ์ที่ในเมืองให้เราไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไรขนาดนั้น แค่เราจะกลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ถ้าใครได้ลองไปแล้วจะรู้สึกได้ว่าเหมือนได้กลับไปใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เพราะจะมีบางช่วงที่เขาปล่อยให้เราไป Solo เข้าไปอยู่กับธรรมชาติตามลำพัง อาจไปแต่ตัว หรืออาจจะพกสมุดบันทึกติดตัวไปด้วย ให้เราได้ตกตะกอนทางความคิด ได้สัมผัส ได้เรียนรู้อะไรบางอย่างด้วยตัวเองค่ะ”

เพราะบางครั้งเราอาจจะยุ่งอยู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่มีเวลาได้ตั้งคำถามกับตัวเองสักเท่าไหร่ การได้พาตัวเองได้ไปลองใช้ชีวิตที่ Eco Village แห่งนี้สักครั้ง จึงเหมือนได้กลับไปฝึกฝนตัวเอง ทำความเข้าใจกับตัวเอง เพื่อให้ได้ค้นพบวิถีชีวิตที่เราอยากใช้ชีวิตมากที่สุดนั่นเอง

คุณเพลงได้เล่าเสริมอีกว่า จากประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบธรรมดา ๆ ครั้งแรกในตอนนั้น ทำให้เธอได้พบกับมุมมองใหม่ ชวนเธอตั้งคำถามกับชีวิตในวัยนี้ ตกผลึกกับพาร์ทต่าง ๆ ได้รอบด้านมากขึ้น เป็นการใช้ชีวิตที่มองเห็นชีวิตในความปกติที่สร้างความรื่นรมย์และความสบายใจ ผ่านทุกสิ่งอย่างที่เป็นธรรมชาติ

“เรารู้สึกว่ามันดีจัง ดีจังที่เราได้ดูแลตัวเอง เราได้ปลูกผัก ได้กินผัก ได้สัมผัสดิน ได้เล่นน้ำในสระน้ำธรรมชาติ อะไรก็ตามที่ทำให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติจริง ๆ”

“อย่างก่อนหน้านี้เราเคยได้สัมผัสความเป็นธรรมชาติจากการได้เดินทางท่องเที่ยว ก็จะรู้สึกว่าธรรมชาติสวยงามในมุมได้ไปเห็น ได้ไปเจอ แต่ว่าการมาที่นี่มันเป็นกระบวนการที่เราได้ไป Solo Experience ท่ามกลางธรรมชาติ แล้วสุดท้ายได้กลับมา Reflect ว่าไปแล้วเราเห็นอะไรบ้าง เกิดความรู้สึกแบบไหนบ้าง รวมถึงได้แชร์ความเห็นกับคนอื่น ๆ”

“อาจมีคำถามจากกระบวนการ Workshop อย่างแนวคำถามที่ว่า What do we need to be alive? หรือจะเป็น ‘อะไรคือความมั่งคั่งสำหรับเรา?’ คือเหมือนเราได้กลับมาทบทวน ได้ฟัง แล้วก็ได้แชร์หลาย ๆ เรื่องราวที่ลึกลงไป ซึ่งเป็นความต่างจากเมื่อก่อนที่เราไปท่องเที่ยวธรรมชาติแล้วอาจจะมองความสวยงามแบบแยกกัน แต่การได้สัมผัสธรรมชาติจากที่ตรงนี้ ชวนให้เราเห็นว่าทุกอย่างเป็น Web of life (ข่ายใยแห่งชีวิต) มันเชื่อมโยงถึงกันหมด”

การศึกษาและความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

ทันทีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรม Worshop สิ่งที่เธอได้รับจากที่ Gaia Ashram ก็ได้จุดประกายแนวความคิดบางอย่างให้คุณเพลงได้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและอยู่ร่วมกับธรรมชาติมากขึ้น

“เราได้แนวการศึกษาธรรมชาติในแง่ของการเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ในแง่ของธรรมชาติมีไว้ใช้ มีไว้กิน มีไว้ดู แต่มองเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักร มองเห็นความเชื่อมโยงในธรรมชาติ เช่น เราปลูกผัก เพราะมองเห็นว่าผักเป็นวัฏจักรหนึ่งของชีวิต เรากินผักเข้าไปแล้ว ในตัวเราก็มีผักอยู่ในร่างกาย เป็นสารอาหารที่มาเติมเต็มพลังงานชีวิตแบบไม่ได้แยกออกจากกัน รวมถึงการปลูกผักแบบให้ความใส่ใจกับดินหรือใส่ใจกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้ดินมากขึ้นด้วย เรียกว่าได้เห็นมุมมองใหม่ ให้ได้เรียนรู้ว่าทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันนะ รู้สึกละเอียดอ่อนกับสิ่งที่เห็น มองทุกอย่างกว้างขึ้นจากเดิม”

เมื่อมองเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ คุณเพลงจึงมีแรงบันดาลใจที่จะนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ๆ เสมือนเป็นการปูพื้นฐานทางความคิดให้เด็ก ๆ ได้รักและมองเห็นคุณค่าของธรรมชาติ

“เราตั้งเป้าไว้เลยว่าคุณค่าหรือสิ่งไหนที่เราอยากโฟกัสกับเด็ก ๆ คุณครู หรือกับทุก ๆ คนในโรงเรียนบ้าง อะไรที่เราจะมองไปในทิศทางที่เห็นร่วมกัน ก็จะมีเรื่องของ Nature Connection เป็นสิ่งที่คุณครูทุกคนจะได้ทำ Workshop ซึ่งบางทีเพลงก็จะเป็นคนนำกระบวนการ หรืออาจจะมีคนข้างนอกเข้ามาเป็นวิทยากร บางครั้งก็จะพาทุกคนไปเดินป่า หรืออะไรก็ตามที่นำไปสู่การเห็นคุณค่าในเรื่องนี้”

นอกจากเรื่องของ Nature Connection ที่เน้นการใช้ผัสสะเป็นพิเศษแล้ว คุณเพลงยังให้ความสำคัญในเรื่องของ Diversity การโอบรับความหลากหลายของโลกใบนี้อีกด้วย เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ เห็นคุณค่าของตัวเองและชีวิตอื่น ๆ

สร้างคอมมูนิตี้ที่เน้นแชร์สิ่งดี ๆ ร่วมกัน

ไม่เพียงแต่แนวคิดต่อยอดการเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ถูกนำมาปรับใช้ในพาร์ทของการศึกษาเท่านั้น คุณเพลงยังเกิดไอเดียสร้างคอมมูนิตี้ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เข้ามาอยู่กับธรรมชาติและแชร์สิ่งดี ๆ ร่วมกัน

“เราเปิดพื้นที่บริเวณบ้านจัดเป็น Community ที่ชื่อว่า ‘Play & Ground Gathering’ เริ่มจากชักชวนเพื่อนของเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ มาจอยกันประมาณ 10 คน ซึ่งกิจกรรมหรือสิ่งที่เราจะทำด้วยกัน คือการได้มาอยู่กับปัจจุบัน ช่วงที่ทำกิจกรรม มาอยู่กับปัจจุบันด้วยกันผ่านการเต้นรำ แล้วก็ร้องเพลง เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Dances of Universal Peace’ จะจัดขึ้นเดือนละครั้ง รู้สึกว่าการได้เล่นดนตรี ได้ร้องเพลง ได้ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกัน มันคือการให้ การรู้จักที่จะ give and take เป็น Community ขนาดย่อม ๆ จากการชักชวนกันปากต่อปาก”

“อาจเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำสมาธิ เป็นการทำสมาธิผ่านการเต้นรำ แล้วก็ร้องเพลง ซึ่งบทเพลงส่วนใหญ่มาจากหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายศาสนาเลย บางเพลงก็เป็นเพลงของชนเผ่า หรือว่าจะเป็น Chanting ของทางศาสนา แต่เพลงที่ใช้ร้องส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเพลงง่าย ๆ ที่สามารถสอนกันได้ ร้องตามกันได้เลยในวันที่มาทำกิจกรรม แต่ละคนจะได้อะไรกลับไปจากกิจกรรมนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน บางคนอาจจะได้รู้สึกสงบภายใน บางคนอาจรู้สึก Spark กับอะไรบางอย่าง เพราะบทเพลงที่เราร้องอาจมีแรงบันดาลใจบางอย่างซ่อนอยู่ บางครั้งแค่ได้มาทำสมาธิ อยู่กับปัจจุบันผ่านเสียงเพลง ก็เป็นอะไรที่ทำให้เรารู้สึกสงบข้างในแล้ว”

ฟังจากที่คุณเพลงเล่าแล้วก็ดูน่าสนุกไม่น้อย ใครที่อยากลองฝึกอยู่กับปัจจุบันผ่านเสียงเพลงบ้างสักครั้ง อย่าลืมเข้าไปติดตามการอัปเดตกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในแต่ละเดือนที่เพจ Play & Ground Gathering กันได้เลย

การฝึกสติอยู่กับปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญ

คุณเพลงในวัย 32 เรียนรู้ที่จะฝึกฝนในเรื่องของการมีสติและอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น โดยจะเห็นได้จากการที่เธอเลือกต่อยอดรูปแบบกิจกรรม สร้างคอมมูนิตี้ที่จะทำให้ผู้คนได้กลับมา Enjoy กับการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองมากขึ้น

“การมีสติ เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้าเรานิ่ง กลับมาอยู่กับตัวเองบ่อย ๆ อาจทำให้การรับมือกับเรื่องยากในชีวิตง่ายขึ้น”

แนวคิดดังกล่าวคุณเพลงค่อย ๆ ซึมซับมาจากหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่ได้เรียนรู้ ได้พบเห็นมา แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งแน่นอนว่าการเข้าร่วม Workshop ที่ Eco Village ครั้งนั้น ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ได้แรงบันดาลใจจากการลองฝึกฝนจริง โดยการฝึกปฏิบัติกับตัวเองสักเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจจะด้วยวิธีการร้องเพลง วิธีการฝึกโยคะ นั่งสมาธิ กลับมาที่ลมหายใจ ที่ทุกคนสามารถเลือกปฏิบัติในหนทางที่ตัวเองถนัดได้อย่างหลากหลาย เพียงแต่ ณ ช่วงเวลานั้น เราได้ฝึกตัวเองจริง ๆ 

บทเพลงแห่งฤดูกาล

การค้นพบแนวคิดบางอย่าง บางครั้งก็อาจมาในรูปแบบของบทเพลง รวมถึงอีกหลากหลายประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้เกิดเป็นบทเพลง ‘ฤดูกาล’ ที่อาจเป็นบทพิสูจน์ว่าเธอได้ฝึกตัวเอง จนกระทั่งมองเห็นความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น ซึ่งวนเวียนเปลี่ยนผ่าน ต้องพบพานในทุกฤดูกาลของชีวิต เบื้องหลังคำร้องที่ซ่อนความหมายไว้ได้อย่างลึกซึ้ง จะเป็นอย่างไร ลองไปฟังคำตอบจากเจ้าของบทเพลงนี้กัน

“เป็นอีกมุมของตัวเราในการเขียนเพลงที่ไม่ได้เกี่ยวกับความรักแบบโรแมนติก แต่เป็นในลักษณะของการโอบกอด ปลอบประโลม อย่างเพลงนี้ที่เขียนเนื้อเพลงออกมาเหมือนเป็นการเขียนบอกตัวเอง ด้วยความที่เราชอบเขียนไดอารี การเขียนเพลงนี้เราก็แค่อยากเขียนมันออกมา เล่าเรื่องตามความรู้สึกของเราตามปกติ จำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี ไปเที่ยวที่จังหวัดแพร่ เหมือนเราอยาก Reflect ตัวเองว่าปีนี้เป็นยังไง ตอนที่เขียนเนื้อเพลงก็ไม่ได้นึกถึงเหตุการณ์ไหนเป็นพิเศษนะคะ แต่เป็นความรู้สึกภาพรวมของปี”

ใครที่ยังไม่เคยฟัง คลิกไปลองฟังเนื้อเพลงและทำนองที่ทำให้ได้ความรู้สึกของการมีคนมาตบบ่าเบา ๆ กันได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=frdmXA8sUG8

กิจวัตรประจำวันและสิ่งสำคัญของชีวิต

การใช้ชีวิตในแต่ละวันของคุณเพลงมีหลายพาร์ทที่ต้องดูแลควบคู่กันไป สิ่งไหนที่เธอเลือกโฟกัสหรือให้คุณค่ากับการใช้ชีวิตบ้าง เราลองไปฟังแนวความคิดและการจัดสรรชีวิตประจำวันในแบบของเธอกัน

“ด้วยความที่ช่วงนี้งานที่โรงเรียนจะค่อนข้างเยอะ ต้องจัดระบบ พัฒนาครู พัฒนาหลักสูตร เลยหันไปสนใจเรื่องของการศึกษา อย่างการอ่านหนังสือเรื่อง ‘Waldorf การศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์’ เป็นแนวการศึกษาที่เชื่อเรื่องความเป็นมนุษย์ เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับการพัฒนา ให้เขาได้เชื่อมโยงกับโลก ได้ใช้ผัสสะ ได้อยู่กับธรรมชาติ เป็นหนังสือปรัชญาที่เราสนใจ อยากศึกษาเรื่องนี้ให้มากขึ้น แล้วตอนนี้ก็ค่อนข้างอินกับการให้เวลากับตัวเอง ได้ฝึกตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกิจวัตรทำโยคะตอนเช้า มีช่วงเวลาที่ได้ทำสวน ก็พยายามจะทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้ทุกวัน”

“เราเลือกทำสวนเพราะอยากให้เด็ก ๆ ที่โรงเรียนได้ปลูกผัก สร้างประสบการณ์ให้เด็ก ๆ ได้เห็น Cycle ของชีวิต ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ลึกจนเกินความเข้าใจนะคะ แค่อยากทำให้เขาเห็นว่ากว่าจะเป็นผักสักต้นหนึ่งได้ ต้องเริ่มจากการเพาะเมล็ด พอผักโตหรือต้นไม้โต ก็ต้องมีเหี่ยวเฉา หรืออาจมีแมลงเข้ามาอยู่ในกระบวนการบ้าง พอมีแมลงมากินหรือตายไปก็เกิดการงอกงามขึ้นมาใหม่ วนเวียนไปแบบนี้ ถ้าเด็ก ๆ ได้ลองปลูกเอง ก็จะได้มองเห็น Cycle นั้น ได้เห็นความธรรมดาของชีวิต แล้วเราเองก็ได้รู้จักสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ ในบ้านตัวเองมากขึ้นด้วย”

นอกจากความทุ่มเทเวลาให้กับเรื่องของการศึกษาและธรรมชาติแล้ว การได้เรียนรู้สิ่งใหม่จากสภาพแวดล้อมใกล้ตัวก็นับเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้เธอได้เห็นความงามของการใช้ชีวิตไปพร้อม ๆ กัน

“อย่างมีเหตุการณ์พายุเข้าอยู่ครั้งนึง ฝนตกหนักแล้วก็มีใบไม้ กิ่งไม้ ร่วงหล่นอยู่เต็มพื้นสนามหญ้าเลย เราก็รู้สึกว่ามีหลายอย่างมากที่เราไม่รู้จัก แค่สิ่งที่อยู่หน้าบ้านตัวเองบางอย่างเรายังไม่รู้จักเลย แล้วเราจะไปเรียนรู้อะไรจากข้างนอก ซึ่งการมองเห็น การได้รับรู้จากสิ่งใกล้ตัวก็นำมาใช้กับการเรียนการสอนได้ หลังจากนั้นมาเลยคิดว่า การปลูกผักนี่แหละเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ทำให้เด็ก ๆ และตัวเราเองได้เรียนรู้พื้นที่ของตัวเองมากขึ้น ได้เห็นธรรมชาติ ได้เห็นสิ่งมีชีวิต ได้เห็นฤดูกาลในพื้นที่ของตัวเองค่ะ”

Photo by Plentongta

ไม่ว่าพาร์ทไหน ๆ บทบาทใด การได้เป็นศิลปิน คุณครู นักเดินทาง หรือการสร้างคอมมูนิตี้ ทุกพาร์ทมีส่วนสำคัญในการสร้างตัวตนให้เติบโตมาเป็นเพลง-ต้องตา ได้จนถึงทุกวันนี้

“เมื่อก่อนถ้าให้มองย้อนกลับไปในอดีตแล้วเราจะรู้สึกเขินตัวเอง แต่ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น เพราะว่ามันเคยมีสิ่งนี้เกิดขึ้น แล้ววันนึงก็จะกลายมาเป็นเราในตอนนี้ อะไรที่เราเคยทำเมื่อก่อน แล้วเราไม่ชอบตัวเองในตอนนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ว่าไม่ดี สิ่งเหล่านั้นอาจส่งผลให้เราได้เติบโตมาเป็นเราในแบบวันนี้ก็ได้”

“เหมือนนิทานเด็กเรื่องนึงที่เราได้รับแรงบันดาลใจเกี่ยวกับเส้นทางของชีวิต การตัดสินใจและการเติบโต นิทานเรื่องนี้ชื่อว่า ‘โลตุ่น’ เป็นหนังสือนิทานเด็กที่ไม่เหมือนนิทานเล่มอื่น เพราะว่าเด็ก ๆ ที่อ่าน สามารถเลือกทางของตัวเองได้ว่าจะให้นิทานเล่มนี้จบแบบไหน ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกอ่าน เป็นพื้นฐานของการฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ”

“ถ้าเทียบกับเส้นทางเดินในชีวิตของทุกคน ก็มีให้เลือกเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา และถ้าเลือกเลี้ยวไปทางไหน ก็จะได้ผลกระทบจากที่เลือกนั้นไปเรื่อย ๆ ก็คือเป็นผลจากการตัดสินใจของเรา เลยมาสู่คำตอบที่ว่าทุกพาร์ทของชีวิตเรา มันอาจจะไม่ได้มีอันไหนสำคัญที่สุด แต่ว่าอันที่เลือกมันมีผลกับชีวิต ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา มันก็หลอมรวมเป็นตัวเราอีกทีค่ะ”

ฤดูกาลที่ 32 ของเพลงต้องตา

หากเปรียบเทียบชีวิตของคนเราเป็นเหมือนฤดูกาล การมาถึงของฤดูกาลที่ 32 ของคุณเพลง-ต้องตา จะมีเรื่องราวไหนให้ได้พบเจอบ้าง ซึ่งในระหว่างทางที่ต้องก้าวผ่านกว่าจะมาถึงฤดูกาลนี้ เธอมีวิธีรับมือหรือปรับตัวกับการใช้ชีวิตนี้อย่างไรบ้าง ลองไปฟังหลากหลายประสบการณ์ชีวิตที่เธอเลือกนำมาแชร์ในครั้งนี้กันดีกว่า

“ส่วนตัวเพลงจะไม่ได้มีฤดูกาล มี point หรือจุดที่เศร้ามากขนาดนั้น และถ้าให้เทียบเป็นฤดูกาลมันก็น่าจะรวม ๆ กันอยู่นะคะ เหมือนหนังสือเล่มนึงที่ชื่อ ‘ฤดูกาลแห่งชีวิต’ ซึ่งจะพูดถึงเรื่องช่วงชีวิตของคน ตามแบบแนวคิดของชาวอินเดียค่ะ จะแบ่งช่วงชีวิตของคนออกเป็น 4 ช่วง จะมีช่วงอายุก่อน 25, อายุ 25-50, อายุ 50-75 และ 75-100 พออ่านแล้วก็รู้สึกว่า Relate กับคนทุกยุคทุกสมัย”

“อย่างช่วงวัย 0-25 จะเป็นวัยที่เขาเรียกว่า ‘พรหมจารีย์’ วัยของการอยากรู้ อยากเห็น อยู่กับความฝัน แล้วก็ไม่ได้คิดว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า แต่ฝันว่าอยากทำสิ่งนั้น พอถึงวัย 25-50 เขาก็จะเรียกว่า ‘คฤหัสถ์’ ซึ่งคำว่าคฤหัสถ์ แปลว่าผู้ครองเรือน เลยเป็นวัยของการครองเรือน วัยที่ต้องการครอบครองบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งก็เป็นจริงอีกเหมือนกัน เพราะพอหลังจากคนส่วนใหญ่ถึงวัย 25 บางคนก็เริ่ม คิดแล้วว่า เราจะต้องมีอะไรเป็นหลักเป็นแหล่ง มีบ้าน มีครอบครัว”

“ถ้าเทียบกับเรื่องของฤดูกาล ช่วงวัยและการใช้ชีวิตของเรามีความเชื่อมโยงกับช่วงอายุ ซึ่งในวัยนี้เป็นช่วงที่เราอยากอยู่กับที่มากขึ้น เรามีพื้นที่ เรามีบ้านของเรา พออายุเท่านี้เราเพิ่งรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ รู้สึกขอบคุณพื้นที่ ขอบคุณบรรพบุรุษของเราที่ทำให้เราได้มีพื้นที่ตรงนี้ เป็นช่วงวัยที่รู้สึกขอบคุณกับทุกสิ่งที่เรามี ถ้าอยากจะทำอะไรกับพื้นที่นี้ก็คงเป็นการทำในสิ่งที่ได้ตอบแทน เป็นการขอบคุณที่เราได้มาอยู่ตรงนี้ค่ะ”

“แฮปปี้กับการได้แชร์สิ่งที่มีในบ้านให้กับคนอื่น ๆ อย่างพื้นที่หน้าบ้านก็เหมือนเป็นการแชร์พื้นที่ให้กับเด็ก ๆ อย่างเต็มที่ หรือว่าการจัดกิจกรรมคอมมูนิตี้ ทุกเดือนก็เป็นการใช้พื้นที่กลางสนามของที่บ้าน ก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่มีพื้นที่ตรงนี้อยู่ในเมือง เหมือนเป็นช่วงชีวิตที่รู้สึกพอใจกับสิ่งที่มี ได้รับมาเยอะมากแล้ว และอยากให้อะไรกลับไปบ้าง ให้กับคน ให้กับสัตว์ ให้กับโลก”

แม้ก่อนหน้านี้เธอจะชอบท่องโลกกว้าง ไปค้นพบอะไรใหม่ ๆ แต่ ณ วันนี้ เธอเลือกที่จะอยู่กับที่ อยู่กับบ้านมากกว่า เพราะเมื่อถึงจุด ๆ นึง การได้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่นและสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย อาจเป็นความสุขที่ต่างไปจากเดิม เป็นความสุขจากการให้ที่ต่อยอดได้อย่างยั่งยืน

การใช้ชีวิตในแต่ละวันของคนเรา อาจต้องเผชิญกับหลากหลายเรื่องราวที่เข้ามาทักทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งยากบ้าง ง่ายบ้าง การรับมือกับปัญหาในแบบฉบับเพลง-ต้องตา จะเป็นอย่างไรบ้าง เราลองไปฟังคำแนะนำจากเธอที่เลือกนำมาแชร์ในครั้งนี้กันเลย

“สำหรับเพลง บางอย่างถ้าแชร์ไปแล้วอาจจะไม่ได้เวิร์คกับทุกคนก็ได้นะคะ เพราะบางคนอาจเติบโตมาไม่เหมือนกัน ซึ่งบางอย่างวิธีนี้อาจไม่ได้ผล ส่วนตัวเพลงอาจยังไม่เคยเจอมรสุมหรือเรื่องหนัก ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต ประจำวัน หรือเป็นความรู้สึกเศร้า เสียใจ วิธีของเพลงก็จะเป็นแนวเขียนบันทึกความรู้สึก เขียนให้ตัวเองรู้ว่าตอนนั้นเรารู้สึกยังไง ต้องการอะไร เป็นสิ่งที่เราทำค่อนข้างบ่อย”

“บางทีอาจเป็นเรื่องเล็กน้อยที่คอยกวนใจเราอยู่ก็ได้ เช่น เกิดความคิดว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนี้ ทำไมคนคนนี้ถึงทำให้เราเสียใจนะ เหมือนเป็นการ Reflect ตัวเอง อาจจะด้วยวิธีเขียนหรือพูดระบายออกมา เพื่อรู้ความต้องการข้างในใจของเรา บางเรื่องเราเสียใจเพราะอยากมีคุณค่าในสายตาของเขา อยากได้การยอมรับ หรืออยากได้อะไรบางอย่างที่นอกเหนือไปจากนี้อีกมากมาย หลายเหตุผล เหมือนพยายามหาสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจ เศร้าใจให้เจอ เป็นการคุยกับตัวเองที่ไม่ใช่แค่ว่าเราเป็นอะไร แต่หาให้เจอว่าสิ่งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแบบนั้นคืออะไรกันแน่”

“เราเคยร่วม Workshop ที่เรียกว่า Non-Volent Communication เป็นการเวิร์คช็อปเรื่องของการสื่อสารที่เชื่อว่าทุกความขัดแย้ง มันมาจากการที่เรามีความรู้สึกและใต้ความรู้สึกนั้นมีความต้องการบางอย่างอยู่ เช่น ต้องการการยอมรับ ต้องการการรับฟัง ต้องการความใส่ใจ แต่เราไม่รู้วิธีการสื่อสารมันออกมา เพลงเลยเอาความพยายามเข้าใจนี้ มาเป็นเครื่องมือที่ใช้เมื่อมีความรู้สึกที่ไม่สบาย เช่น เศร้า เสียใจ โกรธ เราก็จะคุยกับตัวเอง เพื่อหาว่าลึก ๆ แล้วเราต้องการอะไร พอเรารู้ความต้องการที่ซ่อนอยู่ในใจ ก็จะรู้สึกว่าทุกอย่างมันเบาลง”

จะเห็นได้ว่าการรู้ความต้องการของตัวเอง ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ยิ่งโดยเฉพาะในแง่ของความสัมพันธ์ การนำทริคนี้มาใช้ สำหรับคุณเพลงแล้วค่อนข้างได้ผลดีทีเดียว

Photo by Plentongta

Soundtrack of Life

ในฐานะศิลปินและนักเขียนเพลง หนึ่งในลิสต์คำถามชวนคิดให้คุณเพลงได้ลองทบทวนถึงช่วงชีวิตที่พ้นผ่านมาจนถึงปัจจุบัน คือการเลือกบทเพลงสักเพลงหนึ่งที่สื่อสารถึงความเป็นตัวตนและการใช้ชีวิตในแบบเพลง-ต้องตา ได้มากที่สุด เป็น Soundtrack of Life ของเธอ ณ ช่วงเวลานี้

“ถ้าในช่วงวัยนี้จะมีเพลงนึงที่ฟังบ่อยมาก เหมือนเราอินกับความหมายเพลง ชื่อเพลงว่า ‘Landslide’ แต่เวอร์ชันที่ชอบฟังจะเป็นของศิลปินวง Tiny Habits ซึ่งต้นฉบับจริง ๆ เป็นเพลงของ Fleetwood Mac ที่ วง Tiny Habits มาร้อง Cover ใหม่อีกที จริง ๆ เป็นเพลง Random ที่พี่ป้อง-พี่ชายของเพลง เคยเปิดฟังไว้เป็น Reference ตอนทำเพลง”

“ส่วนที่ชอบฟังเพลงนี้ เพราะเหมือนเป็นการพูดถึงความกลัวเรื่องการเปลี่ยนแปลง คือเนื้อเพลงเขาบอกว่า “I’ve been afraid of changing, ‘cause I’ve built my life around you.” เป็นความกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต เพราะตอนนี้เราได้สร้างชีวิตกับคนที่รักไปแล้ว แล้วเวลาก็ทำให้เรากล้าหาญมากขึ้น วันและเวลาที่เปลี่ยนไปอาจทำให้ร่างกายเราเปลี่ยนตามไปด้วย “Even children get older and I’m getting older too.” พอลูก ๆ เราโตขึ้น เราเองก็แก่ลงเหมือนกัน อะไรประมาณนี้ค่ะ พอได้ฟังเพลงนี้แล้วก็เลยรู้สึกว่า จริง ๆ เราเองก็กลัวการเปลี่ยนแปลงนะ ได้อยู่กับครอบครัว ได้อยู่กับคนที่รักในบ้านหลังนี้ เลยแอบกลัวเหมือนกันว่าสักวันนึงมันต้องเปลี่ยนแปลง เป็นท่วงทำนองที่ชอบ เพลงเพราะ แต่พอฟังเนื้อร้องแล้วเศร้าดี”

“เรากลัวความเปลี่ยนแปลงในแง่ของความสัมพันธ์ค่ะ เพราะรู้อยู่แล้วว่าสักวันนึงเราอาจต้องเจอกับความสูญเสีย ยังไม่รู้เลยว่าจะรับมือยังไงเหมือนกัน ซึ่งเรื่องแบบนี้เราต้องเจอด้วยตัวเอง เหมือนถ้าวันใดวันหนึ่ง เพื่อนเรา ครอบครัวเรา คนรักของเรา ที่อยู่ด้วยกันมา สนิทกันมาก ๆ ต้องจากลากันไป คงเป็นเรื่องเศร้า ฟังทีไรก็เลยนึกถึงเรื่องชีวิตในช่วงวัยนี้ทุกครั้ง”

แพลนเป้าหมายใหม่ในปี 2025

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความคิดและความสนใจก็อาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่มากก็น้อย สำหรับคุณเพลงแล้วการได้พาตัวเองไป Explore หรือ Workshop ในหลากหลายเรื่องที่สนใจ ดูเหมือนจะเติมเต็มพาร์ทของการอยู่กับปัจจุบันและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ

“เป้าหมายแต่ก่อนอาจเป็นการเดินทาง อยากไปตรงนั้นตรงนี้ เพราะอยากได้รับประสบการณ์ อยากเก็บความประทับใจกลับมาทำบล็อกของตัวเอง แต่ทุกวันนี้เหมือนเราชอบการเรียนรู้แล้วส่งต่อให้คนอื่นได้รับประสบการณ์แบบเดียวกัน อย่างการไป Workshop กลับมาแต่ละครั้ง เราอาจเรียกว่าเป็นความสนใจในเรื่องการเดินทางภายในก็ได้ค่ะ ซึ่งเพลงรู้สึกว่าคนกับจิตวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จิตวิญญาณก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้น่ากลัว เพียงแต่ว่าเราไม่ค่อยได้ใช้คำ ๆ นี้กัน”

ทุกวันนี้ดูเหมือนคนให้ความสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วมีหลายหนทางซึ่งนำไปสู่จุดเดียวกัน ว่าด้วยเรื่องของ Mindfulness คือการมีสติ อยู่กับปัจจุบัน

“สำหรับผลงานเพลง ตอนนี้กำลังทำอัลบั้มค่ะ น่าจะปล่อยประมาณเดือนตุลาคม ที่ผ่านมาจะเป็นแบบซิงเกิล แล้วก็มี EP ด้วย แต่ครั้งนี้จะเป็นอัลบั้มที่มีเพลงเยอะสุด เลยจะปล่อยเพลงแบบเต็มอัลบั้ม ส่วนซิงเกิลที่เคยปล่อยมาเรื่อย ๆ ก่อนหน้านี้ อย่าง Love is growing, ฤดูกาล, Butterflies ก็จะถูกรวมไว้ในอัลบั้มนี้ด้วย”

“ในส่วนของโปรเจ็กต์ใหม่ในตอนนี้ก็จะมีปรับพื้นที่ส่วนนึงที่เคยเป็นร้านอาหารของญาติ ๆ บริเวณหน้าทางเข้าโรงเรียนให้เป็นสวน รื้อโครงสร้างตึกเก่าออกหมดเลยให้กลายมาเป็นสวน เป็นพื้นที่ที่ให้เด็ก ๆ ได้ปลูกผัก เราตั้งใจทำเป็น Community Garden เป็นการชวนคนมาปลูกผัก แล้วก็อาจจะสร้างสรรค์เมนูผักให้ได้กินกัน แต่ว่าคนที่ปลูกกับคนที่กินอาจจะไม่ใช่คนเดียวกัน เป็นฟีลของการมาลงแขกด้วยกัน”

“บางทีก็เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Play & Ground Gathering แต่ละคนที่มาร่วมกิจกรรมก็อาจเอาข้าวมาแชร์กัน โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพื่อแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา หลัก ๆ คือการมาเจอกัน มารวมตัวกัน แล้วแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านเงินค่ะ ตอนนี้ก็เริ่มชวนเพื่อนมานั่งคุยกัน ปลูกผักด้วยกัน ซึ่งการมาปลูกผักอาจไม่ใช่ Mindset ของการปลูกเพื่อให้เราได้กิน ไม่ได้กินเองเพียงอย่างเดียว แต่ปลูกเพื่อให้คนทุกคนในพื้นที่นั้น หรือจะเป็นใครก็ตามได้กินด้วย ตอนที่ปลูกคนปลูกก็จะได้ความอิ่มใจจากการได้สัมผัสดิน จากการได้รดน้ำไปในตัว”

ดูจะเป็นความสุขในวัยที่แฮปปี้กับการได้อยู่บ้าน ได้ทำอะไรบางอย่างที่เป็นการเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งคุณเพลงเลือกที่จะแชร์พื้นที่ตรงนี้ให้คนอื่น ๆ ได้มาทำกิจกรรมสนุก ๆ เป็นแนวความสุขที่ได้เห็นผู้คนเชื่อมโยงกัน

ก่อนจากกันเราทิ้งท้ายด้วยคำถามว่าคุณเพลงยังมีสิ่งไหนที่อยากทำอีกบ้าง ซึ่งคำตอบครั้งนี้ไม่ใช่ทั้งเรื่องของการศึกษา การสร้าง Community อยู่ร่วมกับธรรมชาติ แต่กลับเป็นแพสชั่นเล็ก ๆ ที่เคยวาดฝันไว้เมื่อนานมากแล้ว

“จริง ๆ มีสิ่งที่อยากทำมานานมากแล้ว แต่ไม่เคยทำได้เลยก็คือเปิดคาเฟ่คิดไว้ตั้งแต่ปี 60 เมื่อ 8 ปีที่แล้ว อยากทำพื้นที่ในบ้านให้เป็นโฮมคาเฟ่ด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เรามี Priority อื่น ไม่สามารถมาโฟกัสตรงนี้ได้ เลยยังไม่ได้ทำตามที่ตั้งใจ แต่ในอนาคตก็ยังอยากทำอยู่ ส่วนธีมคาเฟ่อาจจะเปลี่ยนไปเรื่อย อย่างช่วงนี้อินกับของหมักดอง เมนูที่อยากทำก็อาจจะเป็นขนมปังซาวร์โดว์ เทมเป้ที่สามารถกินแทนเนื้อสัตว์ได้ ถ้าได้ทำจริง ๆ อาจต้องเป็นคาเฟ่ที่มีสิ่งที่เราอยากขายจริง ๆ อย่างเช่นถ้าเราทำขนมปังซาวร์โดว์จนได้ที่แล้ว ชงกาแฟจนเก่งแล้ว ทำสองอย่างนี้แล้วอร่อยจริง ๆ ถึงจะเปิดคาเฟ่ค่ะ แล้วก็อาจจะ Concern เรื่องการใช้พลาสติกด้วย คือคาเฟ่เราคงไม่ใช้แก้วพลาสติก ตอนนี้ยังไม่รู้นะคะว่าจะใช้เป็นแก้วกระดาษ หรือแบบทุกคนต้องเอาแก้วมาเอง หรือมีแค่แก้วในร้าน”

“เรา Concern เรื่องพลาสติกระดับนึงเลย สมมติเวลาที่ต้องออกไปข้างนอก ก็พยายามพกกล่องไปด้วย ไปเดินตลาดก็พยายามพกถุงผ้า พกกล่องไปด้วย แล้วก็พวกเศษอาหารเหลือ ก็พยายามแยกขยะ แยกเศษอาหาร คืออะไรที่เราพอทำได้ เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เริ่มทำไปก่อนค่ะ ส่วนนึงก็น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ Workshop ที่ Eco Village ด้วย ที่นั่นเขาเก็บถุงทุกใบมาล้างทำความสะอาดหมดเลย แล้วก็เอาถุงมาอัดขวดทำเป็นอิฐสำหรับสร้างบ้าน ทำแปลงปลูกผัก นอกเหนือจากนี้คนรอบตัวเราก็ Concern เรื่องนี้ด้วย อย่างพ่อก็ทำปุ๋ยจากเศษอาหารมานานแล้ว พี่ชายก็พกปิ่นโตไปซื้อโจ๊ก”

ครั้นพอถามถึงสิ่งที่อยากฝากไว้ให้กับคนที่อยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกันหรือมีคุณเพลงเป็นไอดอลในการใช้ชีวิต คุณเพลงก็ส่งยิ้มมาพร้อมกับคำตอบที่เหมือนเป็นการมอบกำลังใจ และเน้นย้ำถึงการอยู่กับปัจจุบันว่า

“Enjoy กับชีวิต Enjoy กับสิ่งที่ทำอยู่และสิ่งที่เป็นอยู่ค่ะ”

Neighbors and Friends ขอขอบคุณสำหรับการร่วมแชร์แนวคิด ประสบการณ์ด้านต่าง ๆ สร้างแรงบันดาลใจ Life-titude ดี ๆ ในการก้าวผ่านทุกฤดูกาลชีวิต ฝากทุกคนติดตามผลงานเพลง และอีกหลากหลายโปรเจ็กต์ Community ของคุณเพลง-ต้องตา จิตดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้กันด้วยนะ

IT MIGHT INSPIRE YOU

ตัวแทนหมู่บ้าน : Sunee

เป้าหมายหรือฝันเรามันใหญ่มาก ถ้าเราไม่ขยับไปหา มันก็ไม่มาหาเราเหมือนกัน

Jelly Roll Jazz Club

คอมมูนิตี้ที่ส่งต่อแพสชันผ่านดนตรีแจ๊สและสเต็ปการเต้น

มหัศจรรย์ชีวิตธรรมดาของ ‘แม็กซ์ เจนมานะ’

“คุณไม่ต้องโหยหาสิ่งที่อยู่นอกวงกลมตัวเองก็ได้ ถ้าคุณมีพื้นที่ของตัวเองแล้วฉายแสงจากตรงนั้น แค่นี้มันก็เจ๋งแล้ว”

พี่หนุ่ย – ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

“ถ้าต้องวิ่งตามกระแส โดยไม่รู้ว่าตัวเราเองอยู่ตรงไหน ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่งที่วันหนึ่งมันจะหายไป”