“ผมแค่อยากให้ทุกคนกล้าแต่งตัว ถ้าผมแต่งได้ ทุกคนก็แต่งได้”

คนรักแฟชั่นที่เชื่อว่ารูปร่างแบบไหนก็มั่นใจได้ ‘คุณภวินท์ จรรยาไพศาล’

ในยุคที่โลกโซเชียลมีอินฟลูเอนเซอร์สายแฟชั่นให้ติดตามมากมาย 𝗡𝗲𝗶𝗴𝗵𝗯𝗼𝗿𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗙𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱𝘀 สะดุดตากับแอ็กเคานต์ที่ชื่อ pawinyl บนแพลตฟอร์ม TikTok และ Instagram ซึ่งแม้จะเพิ่งเปิดบัญชีมาได้ไม่นาน แต่การแต่งตัวของ ‘คุณภวินท์ จรรยาไพศาล’ กลับโดดเด่นด้วยสไตล์ Classic Menswear ที่มิกซ์แอนด์แมตช์ในแบบฉบับของตัวเองจนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นอกจากคอนเทนต์ #OOTD หรือ Outfit of the Day ที่แชร์ไอเดียการแต่งตัวและไลฟ์สไตล์ในแต่ละวัน รวมถึงคอนเทนต์ Tips & Tricks สำหรับมือใหม่ที่อยากเข้าร้านตัดสูท คุณภวินท์ยังส่งต่อพลังบวกผ่านการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองที่อยู่กับโรคกระดูกเปราะ (Osteogenesis Imperfecta หรือ OI) มาตั้งแต่เกิด ทำให้กระดูกหักง่ายและมีส่วนสูงเพียง 135 เซนติเมตร แต่ไม่ว่าจะมีรูปร่างแบบไหนคุณภวินท์ก็สนุกกับการแต่งตัวและใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้

คอลัมน์ #LifeTitude ชวนคุณภวินท์มาครีเอต 3 ลุคให้แมตช์กับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายในหนึ่งวัน เริ่มต้นด้วยการกรูมมิ่งลุคเท่ๆ ที่ 𝗦𝗮𝗿𝘁𝗼𝗿𝗶𝗮 𝗞𝗮𝘁𝗶𝗮 ก่อนแวะมานั่งจิบกาแฟที่คาเฟ่ 𝗕𝗲𝗮𝗻𝗕𝗼𝘆𝘀 แล้วมาแฮงเอาต์กันต่อที่ร้าน 𝗣𝘂𝗿𝗿𝘀𝗲𝗶𝗱𝗼𝗻𝗰𝗮𝗳𝗲.𝗯𝗸𝗸 พร้อมพูดคุยถึงแนวคิดการใช้ชีวิตของคุณภวินท์ที่น่าจะเป็นกำลังใจดีๆ ให้ใครหลายคนกล้าลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่รักหรือรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ตามไปดูกันว่าแฟชั่นแต่ละลุคของคุณภวินท์จะเป็นอย่างไร แล้วมาอ่านเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจไปพร้อมกันเลย!

ก่อนเข้าเรื่องแฟชั่น สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกชื่นชมและอยากชวนคุณภวินท์มานั่งคุยกันวันนี้ คือเรื่องราวที่คุณภวินท์ได้แชร์บนโซเชียล เกี่ยวกับทัศนคติที่ไม่ยอมให้ร่างกายมาลดทอนความมั่นใจหรือจำกัดการใช้ชีวิต ซึ่งคุณภวินท์ก็ยินดีที่จะแบ่งปันมุมมองพร้อมส่งต่อพลังดีๆ ให้กับชาว Neighbors and Friends โดยเปิดใจเล่าถึง ‘โรคกระดูกเปราะ’ เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักและเข้าใจโรคนี้มากขึ้น

“โรคกระดูกเปราะเรียกสั้นๆ ว่า OI (Osteogenesis Imperfecta) เป็นโรคที่กระดูกหักง่ายซึ่งมีหลายระดับมากครับ มีตั้งแต่ระดับที่รุนแรงมากๆ เกิดมาแล้วกระดูกหักทั้งตัวอาจจะเสียชีวิตได้เลย หรือระดับที่กระดูกแทบไม่หักเลยแต่กระดูกเหมือนคนอายุเยอะ ส่วนผมก็คือระดับกลางๆ ที่กระดูกหักบ่อยมาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 15”

“ที่บ้านเล่าให้ฟังว่าผมคลอดออกมาได้ 3 วันก็กระดูกหักแล้วซึ่งอาจจะหักตั้งแต่ในท้อง ตอนเด็กสมมติเราแค่บิดหรือขยับนิดเดียวกระดูกก็หักได้ ที่บ้านก็จะไม่ค่อยอยากให้ขยับ ให้เราอยู่นิ่งๆ เพราะกระดูกมันหักง่ายมาก ๆ ถ้านับว่ากระดูกหักมากี่ครั้งก็น่าจะเกิน 30 แล้วครับ ปีหนึ่งก็ 3-4 ครั้ง

“ถ้าหักเยอะก็ผ่าตัดใส่เหล็ก แล้วในช่วงวัยของผมเทคโนโลยีมันยังไม่ถึงขนาดนั้น ยังเป็นเหล็กที่ไม่ได้ยืดตามตัว พอเราโตขึ้นกระดูกมันยืดมากขึ้นเหล็กที่ดามกระดูกเอาไว้มันสั้นลง มันก็จะไปหักตรงที่ไม่มีเหล็กได้ แต่พอโตขึ้นอาการของผมก็เบาลงและใช้ชีวิตได้แบบคนทั่วไป ถ้าไม่ล้มจริงๆ ก็กระดูกไม่หักครับ”

ทุกวันนี้คุณภวินท์ในวัย 24 ปี ก็เติบโตมาด้วยหัวใจที่แข็งแกร่ง แม้ชีวิตในวัยเด็กจะไม่ได้เที่ยวเล่นแบบเด็กคนอื่นๆ แต่คุณภวินท์ก็เลือกที่จะปล่อยวางอดีตและมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน เอนจอยกับการใช้ชีวิตหรือไปไหนมาไหนคนเดียวได้ด้วยรถเข็นคู่ใจ

“จริงๆ วัยเด็กเป็นวัยที่ผมค่อนข้างจะไม่ได้ใช้ชีวิตอะไรเลย อย่างตอนเรียนก็ไม่ได้เข้าโรงเรียน แต่เป็นการเรียนที่บ้าน มีครูมาสอน ไม่ได้เจอเพื่อน มันก็ส่งผลกับความรู้สึกครับ ทุกวันนี้ผมยังไม่ชอบเทศกาลอะไรเลย เพราะว่าทุกเทศกาลส่วนมากผมก็รักษาตัวอยู่บ้านแล้วคนอื่นก็ไปเที่ยวกัน รู้สึกว่าไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเด็กคนอื่น”

“โตมาเราเลยจะชอบออกไปนู่นไปนี่ เพราะว่าตอนเด็กๆ เราไม่ได้ออกไปไหน อย่างผมเป็นคนชอบกาแฟมาก ชอบทำกาแฟ ชอบกินกาแฟ แล้วก็ชอบออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อน ชอบฟังเพลง ไปคอนเสิร์ตก็บ่อยเหมือนกัน จริงๆ ผมว่ามันก็ชดเชยกันไม่ได้หรอก เด็กคนนั้นก็มีความรู้สึกที่ไม่ได้ถูกเติมเต็มในส่วนนั้นไปแล้ว แต่เราก็พยายามอยู่กับปัจจุบันแล้วใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้มันดีที่สุดในตอนนี้มากกว่า”

แม้จังหวะชีวิตอาจไปได้ไม่เร็วเท่าคนอื่น แต่สิ่งที่คุณภวินท์ได้เรียนรู้คือเมื่อเราเข้าใจและรักตัวเองมากพอ เราจะไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ซึ่งคำตอบของคุณภวินท์ช่วยเตือนสติเราที่ในบางครั้งก็เผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนในโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ ไลฟ์สไตล์ หรือแม้แต่รูปร่างหน้าตา

“มนุษย์ทุกคนเกิดมาไม่มีอะไรเหมือนกัน เส้นทางชีวิตก็ไม่เหมือนกัน แค่เต็มที่ในเวย์ของเราและไปในทางที่เราชอบก็พอ ผมเองอยู่กับมันจนรู้สึกว่าไม่เป็นอุปสรรคอะไรสำหรับผมแล้ว อาจมีบ้างที่ต้องระวังตัวมากกว่าคนอื่น แต่ผมก็พยายามเบลนด์ไปกับมัน ผมว่าก็คล้ายกับการแต่งตัวของผมเหมือนกัน ตรงที่ผมพยายามหยิบเอาชิ้นนั้นชิ้นนี้มาแมตช์จนเป็นตัวเอง ในแง่การใช้ชีวิตผมก็พยายามหาวิธีที่เหมาะกับผมหรือหาเวย์ที่ผมจะทำได้”

“อย่างการเดินทางผมจะนั่งมอเตอร์ไซค์หรือนั่งรถเมล์ไม่ได้ เลยอาจจะใช้เวลามากกว่าคนอื่น ตรงที่ผมต้องต่อ BTS หลายสายหน่อย หรือเสียเงินมากหน่อยกับการเรียก Grab ยาวมาเลย เราจะคิดแค่ว่าไปได้ ทำได้ เดี๋ยวมันก็หาทางไปได้เองแหละ”

ได้เวลากรูมมิ่งลุคกันแล้ว เรามีโอกาสพาทุกคนมาดูเบื้องหลังการตัดสูทที่ Sartoria Katia ร้านตัดสูทที่คุณภวินท์เป็นลูกค้าประจำ ซึ่งวันนี้เรามากันที่สาขาใหม่ในย่านลาดพร้าว 101

ถ้าถามว่าสไตล์การแต่งตัวที่คุณภวินท์ชอบที่สุดคืออะไร คำตอบก็ต้องเป็น ‘Sartorial Style’ หรือการตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับผู้ชายให้มีสัดส่วนพอดีกับแต่ละคน ซึ่งเป็นหนึ่งในสไตล์ Classic Menswear ที่สายแฟชั่นน่าจะพอคุ้นเคย การแต่งตัวแนวนี้ตอบโจทย์คุณภวินท์ที่ให้ความสำคัญกับการ Fitting เข้ากับรูปร่าง และสไตล์ที่ใส่ได้ตลอดไม่ตกเทรนด์

Classic Menswear เป็นสไตล์ที่ผมใส่แล้วรู้สึกมั่นใจ อย่างผมตัวเล็กมากๆ เวลาถ่ายรูปถ้าผมใส่กางเกงเอวสูงก็จะรู้สึกว่าสมส่วน แต่ถ้าเราไปใส่กางเกงเอวปกติก็จะรู้สึกว่าช่วงขาสั้น แล้วการฟิตติ้งหรือการตัดสูท มันคือสรีระของเราจริงๆ ที่สูทตัวนี้มันจะไปอยู่กับคนอื่นไม่ได้”

“สำหรับผมมัน Timeless นะ แล้วเราไม่ต้องไปเสียเงินหลายๆ รอบ เพราะถ้าเราซื้อควอลิตี้ที่ดี แล้วรักษาดีๆ ก็ใส่ได้ตลอด และอาจจะส่งต่อให้ลูกหลานได้ด้วย แต่ถ้าเป็น Fast Fashion ที่ไม่ได้ควอลิตี้ สุดท้ายใส่ซักแป๊บเดียวก็สีตกหรือผ้ายืดแล้ว อีกอย่างถ้าเราหาสไตล์ตัวเองเจอ เราก็ไม่ต้องสนใจเลยว่าเทรนด์ไหนจะมา แล้วก็ไม่ต้องเสียเงินเยอะไปกับการตามเทรนด์ที่สุดท้ายแล้วเราอาจจะไม่เหมาะกับเทรนด์นั้น”

นอกจากเสื้อผ้าที่ช่วยเสริมความมั่นใจ ความมั่นใจในตัวเองก็เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนแนวคิด

“เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่มั่นใจเลย ไม่อยากให้ใครมามอง กลัวสายตาคนอื่น แต่พอถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่ามันกลัวไม่ได้แล้ว ไม่งั้นก็จะกลัวอยู่อย่างนี้และเราจะไม่ได้ใช้ชีวิตเลย จริงๆ ผมเป็นคนค่อนข้างห่วงภาพลักษณ์ตั้งแต่เด็ก แต่เวลาที่เราใส่อะไรแล้วรู้สึกหล่อเราจะมั่นใจ”

“จริงๆ เพื่อนเป็นส่วนหนึ่งเลยที่ทำให้ก็รู้สึกว่าเราก็เท่ได้เหมือนกัน (หัวเราะ) หลายๆ คนเขาเท่ เราก็อยากที่จะเท่บ้าง เราก็ซัปพอร์ตกัน ยิ่งพอเราโตขึ้น เราเจอสังคมมากขึ้นก็รู้สึกว่าไม่ได้มีใครมาสนใจเราขนาดนั้นหรอก ผมรู้สึกว่าการแต่งตัวดีเข้ากับสถานที่ หรืออาจจะไม่ค่อยเข้ากับสถานที่ก็ได้ (หัวเราะ) แต่ว่ามันไม่ผิดกาลเทศะ ก็ไม่เห็นต้องแคร์เลยว่าคนอื่นเขาจะมองยังไง มันก็ความสุขเรา”

ได้คุยกับสายแฟชั่นทั้งที Neighbors and Friends จึงชวนคุณภวินท์มาแมตช์ลุคสนุกๆ ให้เข้ากับ 3 โลเคชัน เพื่อสะท้อนตัวตนและไลฟ์สไตล์ในหนึ่งวันของคุณภวินท์ พร้อมแชร์ลุค #OOTD ให้เพื่อนๆ ได้ลองไปแต่งตามกันได้

#OOTD Look 1 : Polised Satorial

เริ่มจากลุคแรกที่เป็นสไตล์เนี้ยบๆ โดย Full Suit ทั้งลุคนี้คุณภวินท์สั่งตัดที่ร้าน Satoria Katia ส่วนเสื้อเชิ้ตลายทางด้านในก็เป็นคอลเลกชัน Ready to Wear จากร้านเดียวกัน

หากใครสนใจการแต่งตัวสไตล์ Sartorial คุณภวินท์แนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการดูหรือติดตามคนที่ชอบบ่อยๆ แล้วลองหาร้านตัดสูทที่รู้สึกชอบในสไตล์และเข้าไปลองคุยดู อย่างคุณภวินท์รู้สึกประทับใจกับร้าน Sartoria Katia ที่พร้อมให้แนะนำถึงสไตล์ที่เหมาะกับแต่ละคนด้วยความเป็นกันเอง

“ถ้ายกตัวอย่างทรงสูทให้เห็นภาพชัดๆ ก็จะมี Double Breasted แบบหกกระดุม ส่วนตัวที่ผมใส่จะเป็น Single Breasted กระดุมเดียว แต่สิ่งที่ผมจะไม่เปลี่ยนเลยคือผมชอบปกแหลมหรือ Peak Lapel เพราะมันเท่ดี ซึ่งสูทที่เห็นๆ กันทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็น Notch Lapel คือปกจะไม่แหลม ผมเองมีสูทที่ตัดจากที่นี่ 3 ตัว ปกก็จะแหลมหมดเลย”

#OOTD Look 2 : Urban Glam

เรามานั่งจิบกาแฟกันต่อที่คาเฟ่ BeanBoys ตัวร้านตกแต่งด้วยอิฐสีส้มที่ดูเท่ แต่แฝงไปด้วยความขี้เล่น คุณภวินท์จึงครีเอทลุคให้ยังคงติดแกลม แต่สนุกขึ้นด้วยการเพิ่มแอกเซสซอรีเข้าไปบางชิ้น

“ส่วนมากก็จะดูว่าสถานที่นั้นๆ สีประมาณไหน เราใส่สีอะไรที่แบกกราวด์จะไม่กลืนเลยเอาเป็นเสื้อโปโลสีเขียวแล้วกัน ปกติแล้วไม่ค่อยใส่เสื้อผ้ามีสีสันเท่าไหร่ แต่ถ้าวันไหนรู้สึกมันเรียบเกินไปก็จะเล่นกับแอกเซสซอรี อย่างต่างหูหรือผ้าพันคอมาเติมลุคให้มันสนุกขึ้นครับ จริงๆ ผมไม่ได้มีความรู้ว่าสีนี้มันต้องแมตช์กับสีอะไร แต่ถ้าใส่แล้วมันเข้าหรือรู้สึกมั่นใจก็จะใส่เลย”

#OOTD Look 3 : Casual Twist

ปิดท้ายวันด้วยการไปแฮงก์เอาต์กันต่อที่ร้าน Purrseidoncafe.bkk ซึ่งใครเป็นคนชอบฟังเพลงหรือสะสมแผ่นเสียงก็น่าจะชอบร้านนี้ เพราะตกแต่งด้วยโปสเตอร์วงดนตรี รวมไปถึงแผ่นเสียงจำนวนหนึ่งที่เป็นของสะสมของเจ้าของร้าน

ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเหมือนมานั่งเล่นบ้านเพื่อน และเฟอร์นิเจอร์สีสดสไตล์ Mid-century คุณภวินท์จึงเลือกที่จะใส่แค่เสื้อโปโลกับกางเกงตัวเดิม แล้วเพิ่มกิมมิกด้วยการใส่ถุงเท้าสีเขียวให้ลุคนี้ดูมีสีสัน

“หลัง ๆ มานี้ ผมไม่ได้นิยามสไตล์ตัวเองว่าเป็น Sartorial ที่ต้องใส่สูทผูกไทขนาดนั้น เพราะผมจะชิลๆ หน่อย ชอบใส่เสื้อยืดหรือเสื้อโปโลไว้ข้างในแล้วก็ใส่สูท ถ้าให้นิยามก็คือเป็นตัวเองที่เรามั่นใจมากกว่าครับ ผมว่าปัจจุบันมันไม่จำเป็นว่าใส่สูทแล้วต้องมาสไตล์เนี้ยบๆ หรือใส่ไปงานทางการเท่านั้น แต่เราก็เลือกสูทมาแมตช์กับตัวตนของเราหรือสิ่งที่เราชอบได้”

หากคุณชื่นชอบสไตล์การแต่งตัวของคุณภวินท์ หรืออยากมีเพื่อนที่จะคอยมอบพลังบวกในวันที่คุณอาจต้องการความมั่นใจ เราขอแนะนำให้คุณไปกดติดตามแอ็กเคานต์ pawinyl ทั้งบนแพลตฟอร์ม TikTok และ Instagram จากความตั้งใจที่คุณภวินท์อยากให้ทุกคนกล้าลุกขึ้นมาแต่งตัว และทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข

“จริงๆ ถ้าสังเกตช่วงที่ผมทำ TikTok แรกๆ ผมจะไม่ได้เปิดเผยตัวตนตัวเองขนาดนั้นว่าผมเป็นอะไร หรือว่าผมสูงแค่ไหน แต่มันเริ่มจากช่วงต้นปีที่ผมขาหัก ช่วงนั้นก็นอยแหละ คอนเทนต์ก็กำลังไปได้ดี แต่พอขาหักก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาหยุดนานแค่ไหน เราก็เลยโพสต์ลงไปว่าเราขาหักแล้วก็ขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตามมา ถ้ามีโอกาสผมจะกลับมาทำใหม่”

“กลายเป็นว่าฟีดแบคมันโอเค แล้วมีหลายคนที่เข้ามาบอกว่าเขาเองก็เป็นแบบนี้ ผมเลยได้เห็นว่าคนที่ต้องการกำลังใจหรือคนที่เป็นโรคแบบผมก็มีไม่น้อยนะ แล้วหลายๆ คนก็ประสบปัญหาเดียวกัน คือไม่กล้าไปเจอคน อายคน หรือว่าเราจะดูแลตัวเองยังไงดี”

“พอเห็นคอมเมนต์ที่บอกว่า ‘ผมเห็นพี่ทำได้ ผมก็ต้องทำได้’ แล้วมัน fulfill เราก็เลยรู้สึกว่างั้นเราก็แต่งตัวแล้วก็ให้แรงบันดาลใจไปด้วย คอนเทนต์เรามันอาจจะช่วยใครได้ไม่มากก็น้อย ผมเลยรู้สึกดีที่ได้ทำสิ่งนี้”

แม้จะเปิดแอ็กเคานต์บน TikTok และ Instagram มาได้ไม่นาน แต่คุณภวินท์แชร์ให้เราฟังว่าหลังจากที่ทำมาได้ประมาณครึ่งปี สิ่งที่เขาได้รับกลับมามากที่สุดก็คือการได้เจอสังคมใหม่ๆ ที่มีผู้คนน่ารักมากมาย

“ตัวผมเองไม่ได้อยากให้ใครมาพูดให้กำลังใจขนาดนั้น แต่เป็นการกระทำที่เขาก็มองเราเป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน ไม่ได้ทรีตเราเต็มที่จนเรารู้สึกเกรงใจหรือรู้สึกว่าต้องลำบากเขาแน่เลย ผมชอบให้คนทรีตผมแบบนี้มากกว่า เหมือนเป็นเพื่อนกันคนหนึ่ง”

“และสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้คือการเข้าสังคม ถึงผมจะมีความกล้าขึ้นมาแล้ว แต่ผมก็ยังกลัวการเข้าสังคม หรือการต้องเจอคนเยอะ ๆ เพราะผมไม่ค่อยชอบคุยกับคนที่เราไม่รู้จัก แต่มันก็มีความจำเป็นที่มันควรจะต้องเข้าสังคมบ้าง แล้วพอเข้าสังคมมากขึ้นก็รู้สึกว่าทุกคนน่ารักมากๆ เลย บางคนก็เข้ามาทักเราหรือว่าคุยกับเรา ผมเลยรู้สึกว่าคนที่อาจจะกลัวอะไรแบบนี้อยู่ ผมว่าลองออกไปเจอคน ออกไปเจอโลก ผมว่ามันดีกว่าที่เราคิด”

ก่อนจากกัน Neighbors and Friends ให้คุณภวินท์ฝากข้อความถึงคนที่อยากออกไปใช้ชีวิต หรือมีฝันที่จะทำอะไรบางอย่างแต่ยังไม่กล้าลงมือทำ ซึ่งเราเชื่อว่าคำตอบนี้จะเป็นพลังดีๆ ที่ส่งต่อไปถึงคนอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน

“อยากให้ทุกคนชื่นชม ตัวเองเยอะ ๆ ไม่ต้องไปสนใจสายตาหรือคำพูดคนอื่น ถ้าทำแล้วแฮปปี้ก็ทำไปเลย แล้วทำทุกอย่างให้เต็มที่ ถ้าเราเต็มที่แล้วเราจะไม่มาเสียใจทีหลังว่าทำไมวันนั้นเราถึงไม่ทำ เพราะชีวิตเรามันไม่ยืนยาวขนาดนั้น”

IT MIGHT INSPIRE YOU

The Rotate

เข้าใจวิถีชนเผ่าและ ‘ไร่หมุนเวียน’ ผ่านแพสชันของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ในงาน The Rotate Festival

ดอกไม้ใกล้บ้านและเจ้าแมวสีโฮจิฉะ

ภาพวาดจากแพสชันของแม่บ้านชาวไทยที่อาศัยในญี่ปุ่น 'สะใภ้โคบายาชิ 小林 NAGANO’s stories'

เมื่อความหลงใหลในธรรมชาติ เบ่งบานเป็น ‘ศิลปะการทับดอกไม้’

ชีวิตในโลกพฤกษศาสตร์ของ 'อาจารย์ ผศ.ดร.ภญ.เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร'

SUPERVERYSNAPSHOT

ช่างภาพแฟชั่นที่มีแพสชันกับความไม่เนี้ยบ