หากวันนี้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าและต้องการให้ธรรมชาติเยียวยา คุณอาจไม่จำเป็นต้องจองทริปไปเดินป่าไกล ๆ แค่คุณมีเวลาสั้น ๆ แวะไปสวนสาธารณะใกล้บ้าน หรือลองสังเกตธรรมชาติใกล้ตัว ความสุขเล็ก ๆ จากการได้สัมผัสต้นไม้ใบหญ้าก็ค่อย ๆ เบ่งบานในใจคุณแล้ว
ท่ามกลางฤดูร้อนที่ท้องฟ้าสดใสและดอกไม้หลากสีสันแข่งกันอวดโฉม 𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫 𝐚𝐧𝐝 𝐅𝐫𝐢𝐞𝐧𝐝𝐬 ชวนเพื่อนบ้านที่รักในธรรมชาติ ‘อาจารย์เตย-ผศ.ดร.ภญ.เบญญากาญจน์ พงศ์กิจวิทูร’ มาเดินเล่นที่สวนป่าเบญจกิติ และพูดคุยถึงความสุขที่หาได้จากธรรมชาติรอบตัวกับคอลัมน์ 𝐏𝐚𝐬𝐬𝐢𝐨𝐧 𝐅𝐨𝐫 𝐋𝐢𝐟𝐞
อาจารย์เตยคลุกคลีอยู่กับแวดวงพฤกษศาสตร์และพืชสมุนไพรมากว่า 15 ปี จบปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสมุนไพรที่มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นหัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เปลี่ยนวิชาพฤกษศาสตร์ให้ไม่น่าเบื่อโดยนำศิลปะการทับดอกไม้ที่เรียกว่า ‘𝐇𝐞𝐫𝐛𝐚𝐫𝐢𝐮𝐦’ เข้ามาเสริมในหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาสนุกกับการเรียนวิชานี้มากขึ้น
นอกจากอาจารย์เตยจะมีรูปแบบการสอนที่ไม่ได้ยึดติดตามตำรา เธอยังหยิบเอาแพสชันส่วนตัวอย่างการเก็บใบไม้ดอกไม้มาทับในสมุด มาแบ่งปันกับคนอื่น ๆ ผ่านเวิร์กชอปศิลปะการทับดอกไม้ใน Herbaria Studio ทำให้เธอได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ ที่พูดคุยภาษาดอกไม้แล้วเข้าใจกัน ซึ่งไม่เพียงเธอจะจุดประกายงานอดิเรกใหม่ให้เพื่อน ๆ ที่มาเข้าร่วมเวิร์กชอป แต่เธอยังได้รับพลังใจดี ๆ กลับมาด้วยเช่นกัน
หลังจากพูดคุยเรื่องแพสชัน อาจารย์เตยพาเราไปสำรวจต้นไม้ดอกไม้ในสวนผ่านซีนเล่มเล็ก ‘𝐁𝐨𝐭𝐚𝐧𝐢𝐜𝐚𝐥 𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫𝐡𝐨𝐨𝐝’ ที่เธอตั้งใจแนะนำพืชพรรณท้องถิ่นที่พบได้ในละแวกบ้าน พร้อมให้ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ที่ย่อยง่ายเสมือนไกด์บุ๊กเล่มจิ๋วที่ทุกคนสามารถไปตามรอย ทั้งยังชวนให้เพลิดเพลินไปกับภาพประกอบที่อาจารย์เตยถ่ายเก็บไว้มาตลอดหลายปี รวมถึงภาพศิลปะการทับดอกไม้ที่อบอวลไปด้วยความทรงจำของเธอด้วย
มาปล่อยใจให้ผ่อนคลายไปกับธรรมชาติ แล้วมาซึมซับกับเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแพสชันของอาจารย์เตย ผู้นิยามตัวตนของตัวเธอเองว่า “เป็นคนรักในสุนทรียะที่อยู่ในวิทยาศาสตร์ พอ ๆ กับที่รักความวิชาการที่อยู่ในงานศิลปะ” ไปพร้อม ๆ กันเลย!


เชื่อว่าเหตุผลในการมาสวนสาธารณะของหลาย ๆ คน อาจตั้งใจมาเดินเล่นชิล ๆ วิ่งออกกำลังกายรอบสวน หรือนั่งพักผ่อนใต้ต้นไม้ แต่หากคุณหยิบซีนเล่มเล็ก ‘𝐁𝐨𝐭𝐚𝐧𝐢𝐜𝐚𝐥 𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫𝐡𝐨𝐨𝐝’ นี้ขึ้นมา คุณก็น่าจะเพลิดเพลินกับการมาเดินเล่นที่สวนมากกว่าเคย ภายในเล่มจะแนะนำวัชพืชที่ขึ้นตามละแวกบ้านพร้อมข้อมูลทางพฤกษศาสตร์เสมือนไกด์บุ๊กจิ๋วให้คุณไปตามรอย ซึ่งคุณจะได้รู้จักพืชพรรณในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นกว่า 50 ชนิด
“เราตั้งใจทำซีนเล่มนี้เพื่อไปออกบูทที่งาน 𝐁𝐊𝐊𝐈𝐅 (𝐁𝐚𝐧𝐠𝐤𝐨𝐤 𝐈𝐥𝐥𝐮𝐬𝐭𝐫𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐅𝐚𝐢𝐫) เพราะคนจะชอบมาถามเราว่านี่ต้นอะไร หรือไม่ก็เคยรู้จักต้นนั้นต้นนี้แต่ลืมชื่อไปแล้ว อย่างต้น ‘ส้มกบ’ คนจะชอบคิดว่านี่คือโคลเวอร์หรือใบโชคดี แต่จริง ๆ แล้วโคลเวอร์ไม่มีในไทย ส่วนส้มกบเป็นพืชไทยที่ขึ้นอยู่ทุกที่เลยแต่คนไทยไม่รู้จัก เราก็เลยอยากเอามาเขียน แล้วก็มีต้นไม้น่ารัก ๆ ของไทยเยอะมากที่เป็นวัชพืชขึ้นอยู่แถวนี้ เราก็จะเลือกต้นที่เจอบ่อย ๆ มาเขียนรวมไว้ในเล่มนี้ค่ะ”
“อีกอย่างเราไม่อยากเขียนเป็น Text book หรือสารานุกรมพืชเพราะไม่มีใครอยากอ่าน เราคิดว่าถ้าเขาได้รู้จักต้นไม้จากเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเหล่านี้ ความสนใจมันจะมาเองแล้วเดี๋ยวเขาจะไปหาข้อมูลเพิ่มเติม เราก็เลยอยากทำเป็นซีนแบบนี้มากกว่า”

ก่อนมาทำซีนเล่มเล็ก ‘𝐁𝐨𝐭𝐚𝐧𝐢𝐜𝐚𝐥 𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫𝐡𝐨𝐨𝐝’ ที่เล่าเกี่ยวกับพืชพรรณต่าง ๆ ในเวอร์ชันที่สนุกและเข้าใจง่าย อาจารย์เตยได้คลุกคลีอยู่กับแวดวงพฤกษศาสตร์และพืชสมุนไพรมากว่า 15 ปี โดยเธอจบปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีชีวภาพของสมุนไพรที่มหาวิทยาลัยคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันเธอเป็นหัวหน้าภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เปลี่ยนวิชาพฤกษศาสตร์ให้ไม่น่าเบื่อ โดยเพิ่มกิจกรรมที่ทำให้นักศึกษาสนุกกับการเรียนวิชานี้มากขึ้น
“ตอนเรียนก็ไม่ได้เก่งวิชาพฤกษศาสตร์ค่ะ แต่เภสัชจะต้องรู้จักต้นไม้เพราะมันเป็นแหล่งของยา สมัยเรียนต้องท่องชื่อวิทยาศาสตร์ ท่องสรรพคุณ เป็นอะไรที่ไม่ชอบเลย แต่ตอนนี้เป็นอาจารย์สอนพฤกษศาสตร์ค่ะ (หัวเราะ) ปกติวิชาพฤกษศาสตร์จะเป็นไม้เบื่อไม้เมาของนักศึกษาเภสัชฯ มาก ขนาดตอนเรียนเรายังได้เกรด C เลย เพราะเราเองก็ไม่ชอบท่องจำ เราก็เลยเอาศิลปะการทับดอกไม้มาให้นักศึกษาทำเป็นชั่วโมง ‘𝐏𝐥𝐚𝐧𝐭 𝐚𝐧𝐝 𝐍𝐚𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐀𝐩𝐩𝐫𝐞𝐜𝐢𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧’ ให้เขาได้ไปเรียนในสวนแล้วค่อยไปเจอความโหดร้ายตอนท่องสอบ (หัวเราะ) อย่างน้อยเขาจะได้มีความชอบก่อน”
“นอกจากนั้นก็เปิดสอนวิชาศึกษาทั่วไปที่ทุกคณะมาเรียนได้โดยไม่จำกัดชั้นปี ซึ่งเราอยากให้มันเบา ๆ สมองแต่ยังมีสาระอยู่บ้างในวิชา ‘𝐇𝐞𝐫𝐛𝐬 𝐢𝐧 𝐃𝐚𝐢𝐥𝐲 𝐋𝐢𝐟𝐞’ นักศึกษาจะได้เรียนรู้ว่าสมุนไพรในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือมีแค่คนแก่ที่ซื้อยาสมุนไพรมากิน แต่เราสามารถปลูกสมุนไพรในสวนที่บ้านเอาไว้ใช้ดูแลตัวเองหรือนำมาทำอาหารที่กินแล้วได้ประโยชน์ แล้วก็มีเวิร์กชอปสนุก ๆ อย่างทำยาดมใช้เอง นักศึกษาก็จะได้รู้จักสมุนไพร 7-8 ชนิด ผสมเป็นยาดมกลิ่นที่ชอบ หรือทำสีน้ำจากธรรมชาติแล้วมาวาดรูปกันในคลาสค่ะ”

จากวิชาที่เปิดสอนแค่ในมหาวิทยาลัย อาจารย์เตยยังตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ออกไปในวงกว้าง และอยากสร้างคอมมูนิตีสำหรับคนที่สนใจเรื่องพืชสมุนไพรแต่ไม่รู้จะไปหาข้อมูลที่ไหน จึงจัดทำโครงการ Herbal Appreciation เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นคอมมูนิตีบนแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจารย์เตยยังจัดกิจกรรมออฟไลน์ให้เพื่อน ๆ มีโอกาสได้มาพบปะและสัมผัสธรรมชาติของจริงด้วย
“กิจกรรมหลักก็มี ‘𝐇𝐞𝐫𝐛𝐚𝐥 𝐖𝐚𝐥𝐤’ ที่เราตั้งใจจะทำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้งค่ะ เป็นกิจกรรมฟรีที่เราพาคนไปเดินสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ เพราะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เราอยากทำให้คนเห็นว่าสวนสาธารณะไม่ได้มีไว้แค่มาวิ่งออกกำลังกาย แต่มันมีต้นไม้อยู่หลายร้อยชนิด เราเดินไปเจอต้นอะไรก็จะชี้บอกและอธิบาย คนก็จะเริ่มจำได้ว่าต้นนี้มีวิธีสังเกตยังไงแล้วเขาจะค่อย ๆ รู้จักต้นไม้เยอะขึ้นค่ะ”
“แล้วก็จะมีหลักสูตรที่เรียนทั้งวันเลย เพราะมีเสียงเรียกร้องว่าอยากรู้เรื่องต้นไม้มากขึ้น เราก็เอาวิชา 𝐁𝐚𝐬𝐢𝐜 𝐁𝐨𝐭𝐚𝐧𝐲 (พฤกษศาสตร์เบื้องต้น) ที่สอนนักศึกษามาทำให้มันง่ายขึ้นและเรียนจบใน 1 วัน ให้คนที่สนใจได้มาเรียนรู้ว่าราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด มันมีแบบไหนบ้าง เราก็จะเน้นสอนเกี่ยวกับต้นไม้ที่อยู่รอบตัวโดยใส่ความรู้ทางวิชาการไปด้วย อย่างเช่นหลักการแยกต้นไม้หรือการจำแนกชนิดพืชค่ะ”


หากคุณเป็นคนรักต้นไม้คงสนใจอยากมาเข้าห้องเรียนธรรมชาติกับอาจารย์เตยดูสักครั้ง ส่วนใครเป็นสายอาร์ตก็ต้องสะดุดตากับศิลปะการทับดอกไม้ที่เรียกว่า ‘𝐇𝐞𝐫𝐛𝐚𝐫𝐢𝐮𝐦’ นี้อย่างแน่นอน เพราะนอกจากอาจารย์เตยจะสนุกกับการสอนที่ไม่ได้ยึดตามตำราแล้ว เธอยังหยิบเอางานอดิเรกอย่างการทับดอกไม้ที่เป็นแพสชันส่วนตัว มาแบ่งปันกับคนอื่น ๆ ผ่านสตูดิโอศิลปะ Herbaria Studio ของเธออีกด้วย
“มันเริ่มมาจากตัวเราเองนี่แหละค่ะ ชีวิตในทุกวันของเราจะมีตะกร้าเก็บดอกไม้หรือมีชุดระบายสีน้ำ เวลาไปนั่งในสวนสาธารณะ อะไรร่วงอยู่ก็เก็บมาทับในสมุดหรือเอามาวาดรูป อย่างเราไปวิ่งในสวนกับแม่ก็ไม่ได้วิ่งหรอกค่ะ เพราะมันมีต้นไม้รายทางเยอะมาก เจออะไรก็เก็บเอามาทับหรือเอามาใส่แจกัน มันน่ารักดีนะ”
“จริง ๆ เราทับดอกไม้มาเป็น 10-20 ปี แล้วก็คิดว่ามันเป็นงานศิลปะเด็กอนุบาลที่เราทำให้เพื่อนเป็นของขวัญ ไม่ได้คิดจะเป็นศิลปินอะไรเลย แต่มีช่วงที่เรารู้สึกดาวน์จากการทำงานมาก ๆ แล้วเจ้าของคาเฟ่ลิลูละเลียด ‘𝐋𝐢𝐥𝐨𝐮 & 𝐋𝐚𝐥𝐢𝐚𝐫𝐭’ ที่เราเป็นลูกค้าประจำ เขามีพื้นที่ที่อยากเปิดให้ทำเวิร์กชอปพอดี เราก็เลยคิดว่าลองดูแล้วกัน”
“ครั้งแรกมีคนมาเวิร์กชอปแค่ 2 คนเองค่ะ แต่สนุกมากแล้วก็รู้สึกว่ามันเติมความมั่นใจให้เราหลาย ๆ อย่างมาจนถึงวันนี้เลย คนที่มาเรียนทุกคนเป็นคนชอบต้นไม้ เราเลยเหมือนได้เจอคนที่คุยภาษาเดียวกัน เวลาคุยตาจะเป็นประกาย มันเป็นการเติมพลังใจที่ดีให้เราด้วยเหมือนกัน แล้วเราก็ได้จุดประกายงานอดิเรกใหม่ให้เขาด้วย”


สมัยเด็กหลายคนคงเคยเก็บดอกไม้มาทับในหนังสือเล่มหนา แต่สำหรับคนที่หลงใหลในโลกพฤกษศาสตร์อย่างอาจารย์เตย เสน่ห์และคุณค่าของศิลปะ Herbarium มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น
“เวลาที่เราจะทำงานวิจัยทางด้านพฤกษศาสตร์ เราจะต้องเก็บต้นไม้นั้นเป็นหลักฐานอ้างอิงในรูปแบบ Herbarium สมมตินักวิจัยไปเดินป่าแล้วเจอพืชที่คิดว่าจะเป็นชนิดใหม่ของโลก เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นชนิดใหม่จริงก็ต้องเอามาเทียบกับตัวอย่างที่หอพรรณไม้ว่าหนึ่งก้านมีห้าใบเหมือนกันรึเปล่า หรือว่าใบมีหยักไหม ซึ่งหอพรรณไม้นี้เป็นเหมือนห้องสมุดที่เก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้งไว้ค่ะ หอพรรณไม้ที่ใหญ่มากของโลกอยู่ที่สวนคิว ประเทศอังกฤษ ทุกวันนี้เขายังเก็บตัวอย่างต้นเฟิร์นที่ชาร์ล ดาร์วินไปเก็บมาจากกาลาปากอสไว้อยู่เลย”
“ในแง่ศิลปะการทับดอกไม้ก็มีมานานแล้วค่ะ สมัยก่อนเป็นงานอดิเรกของภรรยาขุนนางหรือชนชั้นสูง คนจะถามว่าสีมันจะอยู่อย่างนี้นานไหม จริง ๆ สีมันไม่อยู่ตลอดไปอยู่แล้วค่ะ เดี๋ยวมันก็กลายเป็นสีน้ำตาลหรือเฟดลงแต่ก็ไม่ได้หายไปในวันสองวันนี้นะคะ ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นคุณค่าทางใจที่มาจากธรรมชาติไม่ได้เป็นสีที่สร้างขึ้น แล้วก็เป็นเรื่องความยั่งยืนด้วยอย่างเราจะชอบเก็บใบไม้ที่ร่วงมาทับเก็บไว้เป็นสต็อกเลย เอาไว้ใช้เวลาจะทำการ์ดหรือทำของขวัญค่ะ”



Photos by Herbaria Studio
ได้ฟังอาจารย์เตยเล่าถึงแพสชันการทำงาน ทั้งการสอนวิชาพฤกษศาสตร์และการจัดเวิร์กชอปศิลปะการทับดอกไม้ ทำให้เราเห็นว่าความชอบในด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะนั้นควบคู่ไปด้วยกันได้ บวกกับคำที่เธอเขียนนิยามตัวเองไว้อย่างน่าสนใจ
“เป็นคนรักในสุนทรียะที่อยู่ในวิทยาศาสตร์ พอ ๆ กับที่รักความวิชาการที่อยู่ในงานศิลปะ”
อาจารย์เตยเล่าย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณแม่ของเธอเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ดูแลหนังสือกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตอนเด็ก ๆ อาจารย์เตยมักจะไปเปิดดูหนังสือวิทยาศาสตร์ที่มีภาพประกอบสวย ๆ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปลูกฝังความชอบและความสนใจของเธอมาจนถึงทุกวันนี้
“ตอนเด็กเราโตมากับห้องสมุดค่ะ เราจะชอบดูภาพดวงดาวหรือภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งมันสวยมากทั้งที่มันอยู่ในวารสารวิทยาศาสตร์ เราหลงใหลสิ่งนี้มาก ตอนเด็กที่เขาให้วาดบ้านที่มีภูเขา มีนกกา เราไม่เคยวาดแบบนั้นเลย แต่เราจะชอบวาดท้องฟ้าหรือทฤษฎีบิ๊กแบงตามจินตนาการของเรา เป็นเด็กเพ้อฝันมาก พอเราได้รู้จักกับ Scientific Illustration ซึ่งเป็นการวาดภาพประกอบตามหลักวิชาการ อย่างดอกไม้จะต้องมีสัดส่วนเท่าไหร่เป๊ะๆ เรารู้สึกว่ามันน่าทึ่งมาก”

ความรักในธรรมชาติของอาจารย์เตยก็เริ่มซึมซับมาตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน เพราะอาจารย์เตยเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตอยู่ขอนแก่นและเติบโตมาท่ามกลางธรรมชาติ แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนยิ่งขึ้นตอนเธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยคิวชู จังหวัดฟุกุโอะกะ ประเทศญี่ปุ่น ด้วยฤดูกาลที่แตกต่างทำให้เธอหลงใหลและได้ฝึกสังเกตความสวยงามรอบตัว ซึ่งเป็นความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติที่ติดตัวเธอกลับมาที่ไทย
“สิ่งที่เราชอบมากคือความรู้สึกของฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ที่ญี่ปุ่นจะมีเทศกาลดูดอกไม้ทุกเดือนเลย มีตารางหมดว่าเดือนนี้ต้องไปดูดอกอะไร ที่ไหนเริ่มบานแล้วบ้าง อย่างมกราคมเป็นช่วงหน้าหนาวมีหิมะตก แต่พอถึงเดือนกุมภาดอกบ๊วยจะเริ่มบาน แล้วหลังจากที่อากาศเริ่มสดใสและอบอุ่นขึ้นดอกซากุระก็จะบาน พอเข้ากลางเดือนเมษาก็จะเป็นดอกกุหลาบ จากนั้นก่อนฤดูร้อนมาถึงก็จะเริ่มมีดอกวิสทีเรีย ส่วนในฤดูร้อนจะมีดอกไม้หลากสีสันมากมายเลยค่ะ หลังผ่านฤดูร้อนมาแล้ว เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิก็จะมีดอกฮิกันบานะสีแดง แล้วพอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ช่วงตุลาก็จะเป็นคิวของดอกคอสมอส จนกระทั่งธันวาหิมะก็จะตกอีกรอบ”
“ธรรมชาติใคร ๆ ก็รู้ว่าดีกับร่างกายและจิตใจมนุษย์ เราอาจไม่ได้สะดวกที่จะไปเข้าป่า แต่สวนสาธารณะก็เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและเข้าถึงได้ บางทีแค่ไปนั่งเฉย ๆ ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลได้เหมือนกัน ช่วงต้นปีดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ ดอกเสลาจะบาน พออากาศร้อนดอกจาน ดอกอินทนิลก็จะบานแทน ที่ไทยอาจไม่ได้ถึงขนาดญี่ปุ่นที่มีเทศกาลดูดอกไม้แต่ก็มีฤดูกาลของมันอยู่ เซนส์ของฤดูกาลทำให้เรารู้สึกเห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของวันเวลาที่ผ่านไป”


โชคดีที่ช่วงเดือนที่เรามาเดินสวนเบญจกิติกับอาจารย์เตย ดอกไม้หลากสีสันกำลังบานสะพรั่ง แต่แม้จะไม่ใช่ฤดูกาลที่มีดอกไม้ เราก็สามารถมองหาสุนทรียะได้จากธรรมชาติรอบตัว อย่างดอกหญ้าที่คนมักมองข้ามหรือแม้แต่เหยียบย่ำก็มีคุณค่าในตัวเอง หากเราสังเกตเห็นความแตกต่างที่สวยงามในแบบของมัน ซึ่งถ้าอยากรู้ว่าดอกหญ้าสีขาวที่เราเจอนี้มีชื่อว่าอะไรก็เทียบดูกับภาพ Herbarium ในเล่ม ‘𝐁𝐨𝐭𝐚𝐧𝐢𝐜𝐚𝐥 𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫𝐡𝐨𝐨𝐝’ ได้ไม่ยาก
“ถ้าเราลองใช้เวลาสังเกตต้นหญ้าก็ไม่ใช่หญ้าทุกชนิดจะหน้าตาเหมือนกันหมดนะ เราชอบไปนั่งหรือก้ม ๆ แล้วเขี่ยดูต้นเล็กต้นน้อย มันก็มีสุนทรียะในรูปร่างใบหรือดอกที่ไม่เหมือนกันเลย ซึ่งมันมีวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่ มันจะมีหญ้าที่อยู่ในวงศ์หญ้า วงศ์กก หรือบางทีมีชื่อเรียกว่าหญ้าแต่ไม่ได้เป็นพืชวงศ์หญ้าก็มี”
“การสังเกตสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ คือการได้หยุดคิดเรื่องอื่น ๆ ชั่วคราวแล้วอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งตรงหน้า เราไม่ต้องไปหาเวลาที่ไหนเลย แค่ออกมาแถวบ้าน อาจจะสเก็ตรูปหรือผสมสีตามดอกไม้ที่เราเจอ มันก็เป็นวิธีผ่อนคลายที่ไม่ต้องเสียเงินเยอะเลย”


ระหว่างที่เรากำลังสนุกกับการตามหาดอกหญ้า อาจารย์เตยก็หยิบกรอบรูป Herbarium ฝีมือเธอออกมา ซึ่งเธอตั้งชื่อภาพนี้ว่า ‘𝐍𝐞𝐢𝐠𝐡𝐛𝐨𝐫𝐡𝐨𝐨𝐝’ เพราะเป็นหญ้าและวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในสนามหญ้าเล็ก ๆ บริเวณคอนโดของเธอเอง
“อันนี้หญ้าไข่เหา หญ้าแห้วหมู ตำแยแมว หญ้าดอกขาว ส้มกบ แล้วก็บานไม่รู้โรยป่าค่ะ”
อาจารย์เตยไล่เรียงชื่อต้นไม้เล็กจิ๋วในกรอบรูปของเธอ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปตามสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ เธอบอกว่าแม้จะเป็นแค่หญ้าและวัชพืชที่เอามาทับเก็บไว้ แต่ก็เป็นงานศิลปะที่ดีต่อใจสำหรับเธอ
“กรอบรูป Neighborhood มันมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะว่าทุกต้นเราเก็บมาจากแถวบ้าน และเป็นของตกแต่งบ้านที่เราเล่าให้คนฟังได้ว่าอันนี้คือต้นอะไร เรารู้สึกว่ามันเป็นการให้คุณค่ากับสิ่งที่อยู่รอบตัว”

เราเดินเล่นในสวนป่าเบญจกิติกันจนเย็นย่ำ ก่อนจากกันอาจารย์เตยได้ทิ้งท้ายถึงความตั้งใจที่เธออยากส่งต่อความรู้เรื่องพืชพรรณต่าง ๆ ไปจนถึงแบ่งปันแพสชันของเธอกับคนอื่น ๆ ให้ทุกคนลองฝึกสังเกตต้นไม้ใกล้ตัวที่อาจสร้างความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบได้
“เราไม่ได้เป็นศิลปิน แต่เราเป็น 𝐒𝐜𝐢𝐞𝐧𝐜𝐞 𝐂𝐨𝐦𝐦𝐮𝐧𝐢𝐜𝐚𝐭𝐨𝐫 ที่อยากจะสื่อสารว่าต้นไม้รอบตัวเรามันน่ารักนะ เรายินดีที่จะประชาสัมพันธ์และเป็นกระบอกเสียงว่าพืชพรรณในท้องถิ่นมันมีความสวยงาม มีความน่ารักของมันอยู่ เราเดินผ่านมันทุกวัน แต่เราแทบจะไม่เคยสังเกตหรือหยุดมองมันเลย เราเลยอยากให้คนได้ทำความรู้จักกับต้นไม้พวกนี้ให้มากขึ้นค่ะ”