Local Made Goods

แบรนด์สตรีทแวร์ที่หลงใหลในความคราฟต์ และเชื่อว่าอะไรง่าย ๆ ‘มันไม่สนุก’

“Local Made Goods คือแบรนด์ที่อยากเข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมให้วงการแฟชั่น ด้วยการพิสูจน์ให้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว งานคราฟต์ในไทยมันเท่ได้”

คำพูดส่วนหนึ่งของ ‘อาหรู-โชติพัฒน์ สุวิสุทธะกุล’ และ ‘มิลลี่-กันตวรรณ นรากุลมงคล’ เจ้าของแบรนด์ 𝗟𝗼𝗰𝗮𝗹 𝗠𝗮𝗱𝗲 𝗚𝗼𝗼𝗱𝘀 คนรุ่นใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแพซชันและความมุ่งมั่นในเส้นทางที่ชัดเจนของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ถ่อมตัวและมีใจที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้จากผู้คนที่หลากหลาย ทำให้เรารู้สึกเลิฟเอเนอร์จี้นี้!

𝗡𝗲𝗶𝗴𝗵𝗯𝗼𝗿𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗙𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱𝘀 ชวนคุณมาทำความรู้จักเพื่อนบ้านใหม่ที่จะปลุกไฟในตัวคุณ ผ่านคอลัมน์ 𝗕𝗲𝗵𝗶𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗕𝗿𝗮𝗻𝗱 ซึ่งจะพาคุณไปเจาะเบื้องหลังการเดินทางกว่าจะมาเป็นแบรนด์ Local Made Goods ที่เกิดจากส่วนผสมที่แตกต่างแต่ลงตัวของอาหรูและมิลลี่ คู่หูคู่คิดที่ต้องการฉีกกรอบงานคราฟต์เพื่อก้าวข้ามขอบเขตของงานฝีมือแบบเดิม ๆ ด้วยการสร้างแบรนด์สตรีทแวร์เท่ ๆ ที่ท้าทายระบบด้วยกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันและซับซ้อนบนความคิดที่ว่า ‘อะไรง่าย ๆ มันไม่สนุก!’

Craft + Fashion + Hiphop Culture

หากคุณหลงใหลกับ 1 ใน 3 สิ่งนี้ น่าจะต้องสะดุดตากับ 𝗟𝗼𝗰𝗮𝗹 𝗠𝗮𝗱𝗲 𝗚𝗼𝗼𝗱𝘀 แบรนด์สตรีทแวร์ที่ถือกำเนิดจากการโยนคีย์เวิร์ดทุกสิ่งที่ชอบลงบนกระดาษเปล่า แล้วกลั่นกรองจนเหลือ 3 ไอเดียที่ไม่น่าไปด้วยกันได้อย่าง ‘งานคราฟต์’, ‘แฟชั่น’ และ ‘วัฒนธรรมฮิปฮอป’ ก่อนจะตกตะกอนออกมาเป็นคอนเซปต์ “𝗡𝗲𝗼-𝗦𝘁𝗿𝗲𝗲𝘁 𝗖𝗿𝗮𝗳𝘁 𝗙𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻” ที่บ่งบอกถึงตัวตนของแบรนด์ Local Made Goods ได้ชัดเจน

เมื่อแยกคอนเซปต์ ‘𝗡𝗲𝗼-𝗦𝘁𝗿𝗲𝗲𝘁 𝗖𝗿𝗮𝗳𝘁 𝗙𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻’ ออกมาทีละส่วน คำว่า ‘𝗡𝗲𝗼-𝗦𝘁𝗿𝗲𝗲𝘁’ สื่อถึงสตรีทสไตล์ที่เข้ากับยุคสมัย สะท้อนผ่านไวบ์ในการออกแบบเสื้อผ้า การถ่ายภาพแฟชั่น หรือแม้แต่การเลือกใช้เพลงฮิปฮอปในคลิป Reels บนหน้า Instagram ของแบรนด์ @localmadegoods ส่วน ‘𝗖𝗿𝗮𝗳𝘁 𝗙𝘂𝘀𝗶𝗼𝗻’ หมายถึงการผสมผสานเทคนิคงานคราฟต์ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ผ่านกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันในทุกขั้นตอน

ไม่ใช่แค่สไตล์ที่โดดเด่นแต่แก่นของ Local Made Goods คือการผลิตที่ใส่ใจในทุกดีเทล พร้อมให้ความสำคัญกับผู้คนที่มีส่วนร่วมในเส้นทางนี้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ “𝗥𝗲𝗰𝗼𝗻𝗻𝗲𝗰𝘁 𝘁𝗵𝗲 𝘄𝗼𝗿𝗹𝗱 𝘁𝗵𝗿𝗼𝘂𝗴𝗵 𝗰𝗿𝗮𝗳𝘁𝘀𝗺𝗮𝗻𝘀𝗵𝗶𝗽” จึงเป็นเป้าหมายของแบรนด์ที่มุ่งเชื่อมต่อกับผู้คนหลากหลาย โดยเฉพาะช่างฝีมือแขนงต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในหลายจังหวัด ไม่เพียงเท่านั้น Local Made Goods ยังดึงดูดลูกค้าทั้งในและต่างประเทศที่ชื่นชอบสไตล์เดียวกัน อีกทั้งได้คอลแลปกับเพื่อน ๆ ในแวดวง DJ ผ่านดนตรีฮิปฮอปอีกด้วย

หลังจากส่องไอเทมเท่ ๆ บน Instagram และชมคลิป Reels ที่เผยกระบวนการผลิตในท้องถิ่นอันมีสเน่ห์ 𝗡𝗲𝗶𝗴𝗵𝗯𝗼𝗿𝘀 𝗮𝗻𝗱 𝗙𝗿𝗶𝗲𝗻𝗱𝘀 ก็ไม่ลังเลที่จะพาทุกคนไปคอนเนกกับแบรนด์เพื่อนบ้านอย่าง Local Made Goods เพื่อฟังเรื่องราวการเดินทางที่ทั้งสนุกและท้าทาย บ่ายวันนี้เราจึงชวนเพื่อนบ้านอย่าง ’อาหรู-โชติพัฒน์ สุวิสุทธะกุล’ และ ‘มิลลี่-กันตวรรณ นรากุลมงคล’ สองคู่หูเจ้าของแบรนด์ Local Made Goods มาจิบกาแฟกันที่ 𝗠𝗶𝗩𝗮𝗻𝗮 𝗖𝗼𝗳𝗳𝗲𝗲 𝗕𝗮𝗮𝗻 𝗦𝗮𝘁𝗵𝗼𝗻 ซึ่งเป็นร้านที่ใช้เมล็ดกาแฟจากโลคอล ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นเหมือนยกป่าต้นน้ำ แหล่งปลูกกาแฟออร์แกนิกมาไว้ใจกลางเมือง 

ครั้งแรกที่ได้เจอ ‘อาหรู’ และ ‘มิลลี่’ เราเห็นถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแพสชันและมุ่งมั่นในเส้นทางที่ชัดเจนของตัวเอง เราจึงเริ่มบทสนทนาด้วยการทำความรู้จักถึงตัวตนของทั้งคู่ ก่อนไปฟังเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์

มิลลี่ : “มิลลี่นะคะ เป็น Co-founder ของ Local Made Goods ค่ะ มิลลี่จบ Design Crafts BA จากมหาวิทยาลัย De Montford เมือง Leicester ประเทศอังกฤษ จริง ๆ แล้วจบเซรามิกมา แต่ตอนเรียนก็ได้ทำทุกอย่างเลยค่ะ ในคอร์สจะมีทั้งทอผ้า เป่าแก้ว ทำเครื่องประดับ ส่วนเสื้อผ้านี้ได้อิทธิพลมาจากอาหรูซะส่วนใหญ่ เพราะมิลลี่จะเป็นสายคราฟต์ แต่อาหรูจะเป็นสายไลฟ์สไตล์แล้วก็แฟชั่นค่ะ”

อาหรู : “อาหรูครับ เป็น Co-founder ของ Local Made Goods เรียนจบ Entrepreneurship and Management ระหว่างเรียนก็เป็น Street Photographer ด้วย จริง ๆ แล้วเราอินกับฮิปฮอปโอลด์สคูลมาตั้งแต่ ม. 2-3 ช่วงนั้นเราชอบเพลงฮิปฮอปยุค 80-90s พอฟังเยอะ ๆ เราก็ค่อย ๆ ซึมซับมาทั้งด้านแฟชั่นและฮิปฮอปคัลเจอร์เลยครับ”

หลังจากเรียนจบอาหรูและมิลลี่ก็ได้ทดลองทำธุรกิจกันมาหลายอย่าง เรียกได้ว่าค่อนข้างแรนดอม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งทั้งคู่ก็ฉุกคิดได้ว่าควรทำสิ่งที่รักในวันที่ยังมีแรง จะได้ไม่ต้องกลับมานึกเสียดายทีหลัง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำแบรนด์ Local Made Goods ที่เป็นส่วนผสมจากตัวตนของอาหรูและมิลลี่ที่แตกต่างอย่างลงตัว

ด้วยความชอบท้าทายตัวเอง ทั้งสองเลยเลือกเส้นทางในการทำแบรนด์ที่แตกต่างจากคนอื่น โดยเริ่มสตาร์ทกันตั้งแต่การรีเสิร์ช ซึ่งพวกเขาไม่ได้เสิร์ชหาข้อมูลแค่ใน Google เท่านั้น แต่ยังพาตัวเองออกไปค้นหาความรู้แบบออฟไลน์ด้วย

อาหรู : “ตอนแรกเราไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเสื้อผ้า การตัดเย็บ การทอมือ หรือสีธรรมชาติ สิ่งที่เราทำคือการไปเดินตามงาน Expo พวกงานคราฟต์หรืองาน OTOP ซึ่งตอนนั้นมี 5 วัน เราก็ไป 5 วันเลย แล้วแบ่งเวลาบูธละครึ่งชั่วโมงเพื่อคุยกับทุกบูธ”


นอกจากได้ไปเก็บข้อมูลทั้งคู่ยังแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า การได้พบปะผู้คนที่มีแพซชันเดียวกัน ไม่เพียงแต่จะได้แบ่งปันความรู้ หากยังเป็นการเติมไฟให้แก่กัน ซึ่งหลังจากวันนั้นแพซชันในตัวอาหรูและมิลลี่ก็ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม

อาหรู : “มันเปิดโลกเรามากในการรีคอนเนกกับทุกคน เพราะก่อนที่เราจะมาทำแบรนด์เราไม่ใช่คนที่คุยเก่ง แต่พอมาเจอพี่ ๆ ป้า ๆ แล้วรู้สึกว่าทำไมทุกคนน่ารักขนาดนี้ พอกลับจากงานเรารู้สึกเอเนอร์จี้เต็มเปี่ยมมาก”

มิลลี่ : “แต่ละคนเขาก็ดีใจที่เราอยากรู้ด้วยความที่เราเป็นเด็กรุ่นใหม่ เขาเห็นเราชอบก็อยากจะอธิบาย บางคนพาเราไปทัวร์ด้วยนะ พาไปรู้จักแต่ละบูธซึ่งเขามาจากหลายจังหวัดเลยค่ะ เป็นงานที่ดีแล้วก็มีคุณภาพมาก ช่างฝีมือแต่ละคนเก่งกันสุด ๆ”

Photo by Local Made Goods

ก่อนเริ่มทำแบรนด์อาหรูและมิลลี่ใช้เวลากว่า 1 ปีในการรีเสิร์ช ระหว่างนั้นทั้งคู่ก็บินไปดูแหล่งทอผ้าถึงเชียงใหม่ เพราะรู้สึกถูกจริตกับผ้าทางเหนือที่มีความนิ่ม ใส่สบาย น้ำหนักเบา และมีเทคนิคการทอที่ไม่เหมือนที่อื่น

พอถึงเชียงใหม่ความท้าทายก็เริ่มต้นขึ้น เพราะอาหรูและมิลลี่ต้องสืบหาที่มาของผ้าท้องถิ่น โดยตระเวนดูผ้าแทบทุกร้านในเชียงใหม่ แล้วตะล่อมถามเจ้าของร้านจนเขาใจอ่อน ยอมให้เบาะแสว่าผ้าทอผืนนี้มาจากชุมชนไหน ซึ่งโดยทั่วไปเขาจะไม่บอกกันง่าย ๆ พีคไปกว่านั้นคือแม้จะได้พิกัดมาแล้วและบุกบั่นไปตามโลเคชันที่ปักหมุดก็ใช่ว่าเรื่องราวจะง่ายดายอย่างที่คิด

มิลลี่ : “ช่วงที่เราไปเป็นหน้าฝนซึ่งชาวบ้านเขาไม่ทอผ้ากันแล้ว เราก็ได้รู้ตอนนั้นเลยว่าเขาไม่ได้ทอผ้ากันตลอด”

อาหรู : “พอไปถึงจริง ๆ แล้ว อ้าว! เค้าเก็บลำไยกัน เพราะงานหลักของเขาคือการเก็บลำไย ช่วงไหนที่ลำใยยังไม่ออกก็จะไปทอผ้า ซึ่งตอนนั้นเราเหลือเงินในบัญชีที่เอาไว้ลงทุนอยู่หมื่นห้า แล้วเราก็เอาหมื่นห้านั้นไปเชียงใหม่!”

มิลลี่ : “เรามีงบที่จำกัดมากค่ะ เลยต้องลงหลักปักฐานที่ภาคเหนือละแวกใกล้ ๆ ก่อน ตอนนั้นเราก็เป๋ ๆ ไปช่วงหนึ่งนะ แต่สนุกดีค่ะ สุดท้ายเราก็ได้เก็บตัวอย่างผ้าที่เขาทอไว้แล้วมาเยอะมากอย่างละเมตรสองเมตร”

ถึงระหว่างทางจะเจออุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ แต่ทั้งคู่ก็มองเป็นความท้าทายที่สนุก บางเรื่องอาจชวนให้หัวเราะเวลาคิดถึง บางเรื่องก็เป็นประสบการณ์ที่อาหรูและมิลลี่ต้องเรียนรู้กันไป

ปกติแล้วแบรนด์อื่น ๆ อาจเริ่มจากการดีไซน์ โดยสเก็ตช์แบบขึ้นมาแล้วค่อยหาผ้าที่เหมาะ แต่อาหรูและมิลลี่เลือกเสาะหาผ้าที่ชอบก่อน แล้วค่อยกลับมาดูว่าแมททีเรียลนั้นทำอะไรได้บ้าง เพราะแต่ละชุมชนก็ทอผ้าได้มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกันและมีตัวเลือกหลายแบบ

Local Made Goods จึงไม่อยากตีกรอบว่าต้องใช้ผ้าแบบนั้นแบบนี้ แต่พร้อมที่จะโอบกอดทุกความแตกต่างและเปิดกว้างในทุกความเป็นไปได้ ซึ่งกว่าจะได้ผ้ามาว่ายากแล้ว การเคาะดีไซน์และขึ้นแบบก็ใช้เวลาไม่แพ้กัน เพราะ Local Made Goods ลงดีเทลละเอียดยิบแม้กระทั่งชนิดของกระดุม

อาหรู : “เราคิดเยอะมากกับพวกดีเทลต่าง ๆ อย่างกระดุมที่เราให้ความสำคัญเพราะเป็นจุดที่ต้องสัมผัสทุกวันเวลาใส่เสื้อ ซึ่งกระดุมนี้ทำจากเมล็ดของต้นปาล์มเรียกว่า ‘Tagua Nut’ ที่หาไม่ได้ในไทยและต้องนำเข้าจากประเทศเอกวาดอร์ในทวีปอเมริกาใต้”

มิลลี่ : “ในโลกมีแค่ 2 ประเทศที่หาวัตถุดิบสำหรับทำกระดุมนี้ได้ ซึ่งเขาต้องปีนขึ้นไปเก็บบนต้นปาล์มในป่าดิบชื้น โดยกระดุม Tagua Nut นี้มีคุณสมบัติแข็งและทนทาน มีเท็กซ์เจอร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเนื้อไม้ และมีลายคล้ายหินอ่อน แต่ข้อเสียคือราคาสูงและหายาก”

นอกจากกระดุม Tagua Nut จากเอกวาดอร์ อีกหนึ่งดีเทลเล็ก ๆ ก็คือด้ายปักมือที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ

อาหรู : “จริง ๆ ด้ายที่เราที่ใช้ปักมือมีหลายเวอร์ชั่นเลยครับ โดยมาจากหลาย ๆ แหล่ง หลาย ๆ จังหวัด เพราะสีของด้ายแต่ละจังหวัดจะแตกต่างกัน อย่างช่วงแรก ๆ ที่เราใช้กับ SS24 ASPARAGUS PROJECT ก็ได้มาจากโคราช

มิลลี่ : “เขาเป็นสตูดิโอที่ย้อมสีธรรมชาติจากวัตถุดิบที่หาได้รอบบ้าน แล้วก็ปั่นด้ายเองซึ่งเป็นเส้นใยกัญชงที่มีความเหนียวกว่าฝ้ายค่ะ

ความสนุกของการพูดคุยเรื่องด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติ คือการได้รู้ว่าที่มาของแต่ละสีนั้นมาจากวัตถุดิบอะไร

มิลลี่ : “สีที่เราใช้บ่อย ๆ จะเป็นสีน้ำตาลจากผลของมะเกลือ โดยสีจะเข้มหรืออ่อนขึ้นอยู่กับว่าย้อมกี่รอบ ถ้าอยากได้สีดำสนิทก็ต้องย้อมเป็นสิบรอบเลยค่ะ สีธรรมชาติอื่น ๆ ก็ได้จากพืชหลายชนิด อย่างสีแดงได้จากฝางที่เป็นแก่นไม้ ส่วนครั่งก็ให้สีชมพู และยูคาลิปตัสให้สีเทา

“สีเขียวจะทำยากกว่าสีอื่น เพราะเป็นสีที่หาตามธรรมชาติไม่ได้ เลยต้องผสมสีน้ำเงินกับสีเหลืองเข้าด้วยกันเหมือนแม่สี ซึ่งสีเหลืองจะมาจากแก่นขนุนหรือขมิ้น ส่วนสีฟ้าก็ได้จากครามหรือห้อม แล้วแต่ว่าชุมชนนั้นจะหาวัตถุดิบอะไรได้ค่ะ”

เมื่อถามถึงไอเทมของ Local Made Goods ที่อาหรูและมิลลี่ภูมิใจนำเสนอก็ต้องยกให้คอลเลกชันล่าสุดอย่าง ‘Local Patchwork No.’

มิลลี่ : Local Patchwork No. เป็นไอเทมล่าสุดของเราที่อินสไปร์มาจากพวก Vintage Jerseys หรือเสื้อเบสบอลวินเทจที่จะต้องมี Number ของผู้เล่น คอนเซปต์คือในแต่ละสีเราจะทำออกมาแค่ 9 ตัว โดยแต่ละตัวจะปักเลข 1-9 ไว้ด้านหลังเสื้อ ถ้าหมดแล้วก็จะไม่ผลิตสีเดิมซ้ำ ซึ่งตอนนี้เรามีแค่ 3 สี ได้แก่ สีเขียว สีชมพู แล้วก็สีน้ำเงินค่ะ”

เหตุผลที่อาหรูและมิลลี่ภูมิใจกับเสื้อตัวนี้มาก เพราะการได้มาแต่ละตัวต้องใช้เวลานานเป็นเดือน เริ่มจากการทอผ้าเป็นผืนสีขาวที่เชียงใหม่ ก่อนส่งกลับมาให้ช่างที่กรุงเทพฯ ตัดเย็บเป็นตัว ค่อยเอาเสื้อที่ได้ไปย้อมสีธรรมชาติที่ชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ แล้วจึงติดกระดุม ติดป้ายแท็ก และปักมือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งกระบวนการผลิตจะมีซับซ้อนกว่าคอลเลกชันอื่น ๆ ของ Local Made Goods ที่จะย้อมสีตั้งแต่เป็นเส้นด้ายแล้วค่อยนำมาทอเป็นผืน

ความยากในการนำเสื้อมาย้อมสีธรรมชาติทีหลัง คือทำอย่างไรให้เสื้อทุกตัวย้อมออกมาเป็นสีที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ เพราะการย้อมแต่ละครั้งจะเหมือนการทดลองที่ต้องคอยควบคุมตัวแปรให้เหมือนเดิม เช่น ปริมาณของวัตถุดิบที่ใช้ย้อม หรือค่าความเป็นกรดด่าง ซึ่งขั้นตอนที่ท้าทายนี้แหละเป็นความสนุกของ Local Made Goods และเป็นเสน่ห์ของคอลเลกชัน Local Patchwork No. เลยก็ว่าได้

Photo by Local Made Goods

สาเหตุที่ต้องใช้วิธีการที่ยุ่งยาก เพราะอาหรูและมิลลี่ต้องการใช้สีธรรมชาติที่มีแหล่งย้อมอยู่ในชุมชนบางกระเจ้าเท่านั้น และด้วยความที่ผ้าทอจากด้ายที่ย้อมสีธรรมชาติมาแล้วจะมีชาร์ตสีให้เลือกไม่เยอะ เนื่องจากคนทอก็จะทอผ้าไว้คราวละมาก ๆ จะไม่ได้มานั่งคัสตอมให้ตามสีที่เลือกเพราะกว่าจะขึ้นกี่แต่ละทีต้องใช้เวลานาน

มิลลี่ : “เราชอบสีลูกจากซึ่งจะได้เป็นสีชมพูที่มีแค่ที่นี่เท่านั้น ความเจ๋งอีกอย่างคือเขาย้อมสีจากเปลือกทุเรียนด้วยค่ะ ได้ออกมาเป็นสีน้ำเงิน Midnight blue ซึ่งเราก็เพิ่งเคยเห็นจากที่นี่ โดยเขาจะใช้พวกวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสีธรรมชาติ เราก็เลยชอบและเลือกมาย้อมสีกันที่นี่ค่ะ”

Photo by Local Made Goods

หลังจากออกเดินทางไปค้นหาแหล่งวัตถุดิบในท้องถิ่นหลายจังหวัด อาหรูและมิลลี่ก็เฟ้นหาช่างฝีมือดีของ Local Made Goods ได้จากละแวกบ้านโดยบังเอิญ ซึ่งกลายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่ทั้งสองคนนับถือ แถมยังเป็นการสนับสนุนคนในชุมชนด้วย

มิลลี่ : “คุณน้าพิมพ์แก้วเป็นช่างตัดเย็บในอุตสาหกรรมมาก่อน แต่เกษียณออกมาตัดเย็บพวกสูทหรือชุดทางการที่บ้าน โดยตัดให้คนในชุมชน ญาติ ๆ หรือลูกค้าเก่าที่ตัดเสื้อกันมานาน ซึ่งงานเขาดีมาก แล้วน้าพิมพ์แก้วก็น่ารัก คุยแล้วถูกคอเพราะเป็นคนประเภทเดียวกันคือชอบงานยาก ๆ”

อาหรู : “ส่วนใหญ่ช่างจะชอบงานที่เข้าใจง่าย ๆ มีแพทเทิร์นอยู่แล้ว แต่แม่พิมพ์แก้วจะชอบอะไรที่ท้าทายตัวเอง”

มิลลี่ : “การที่เราดีไซน์กันเองก็เหมือนเริ่มจากศูนย์ เพราะเราไม่ได้ชำนาญเรื่องแพทเทิร์น รู้แค่ว่าอยากให้เก็บงานอย่างนี้ หรือเราอยากได้ทรงอย่างนี้ โดยเราจะวาดออกมาเป็นดราฟใน iPad นี่แหละค่ะ แล้วก็อธิบายให้น้าพิมพ์แก้วฟัง เขาก็จะลองขึ้นแบบให้เราดู แล้วก็ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ จนได้ทรงที่เราชอบ”

Photo by Local Made Goods

หลักเกณฑ์ในการเลือกช่างของ Local Made Goods หนึ่งคือความเนี้ยบ สองคือต้องทำงานกันแล้วสบายใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งอาหรูและมิลลี่มองว่าต้องแลกมาด้วยการให้คุณค่ากับงานฝีมือและค่าแรงที่เป็นธรรม

อาหรู : “อย่างเสื้อของ Local Made Goods ทุกตัวจะมีการปักมือหมดเลย ซึ่งเราโชคดีมาก ที่ได้เจอพี่โอ๋ ผ่านกลุ่มช่างปักมือใน Facebook เพราะตอนนั้นเรามองว่าช่างปักมือในไทยน่าจะหายาก พอนัดคุยกับพี่โอ๋เขาก็น่ารักมาก พร้อมที่จะให้ความรู้เราหลาย ๆ อย่าง เช่น เลือกด้ายยังไง ต้องปักแบบไหน แล้วก็พร้อมที่จะลองอะไรใหม่ ๆ ด้วยครับ”

มิลลี่ : “พี่โอ๋เป็นคนที่เนี้ยบมาก ๆ หรือไม่ก็ทำล่วงเวลาให้จนบางทีเราเกรงใจ ซึ่งเราจะบอกทุกคนที่ทำงานกับเราเสมอว่าให้รับงานคนอื่นไปด้วย แล้วถ้ามีเวลาค่อยทำของเรา เพราะถ้าเกิดเราไปไม่รอด เราก็อยากให้เขาอยู่รอดต่อไปได้”

อาหรู : “เราให้ความสำคัญกับงานฝีมือ แล้วก็เข้าใจเขามาก ๆ อย่างช่วงแรก ๆ เราก็ยังไม่มั่นใจว่าอนาคตของแบรนด์จะเป็นยังไง เราก็จะบอกเขาเลยว่าขอให้เรทเท่า ๆ คนอื่นก่อนนะ แต่พอช่วงนี้มันดีขึ้นมาก ๆ เราก็ให้เขาเพิ่มเป็นสองเท่า หลักการทำงานของ Local Made Goods คือยิ่งปริมาณงานเยอะเราจะยิ่งให้ค่าแรงเยอะ และถ้าเราโตเราก็จะพาเขาโตไปด้วย

ความสนุกในการทำแบรนด์ Local Made Goods ไม่ได้มีแค่ความท้าทายในขั้นตอนการผลิต แต่การได้พบเจอผู้คนระหว่างทางและการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่อาหรูและมิลลี่รู้สึกหลงใหล

อาหรู : สมมติเราไปที่โรงงานก็สามารถจบงานได้ภายในที่เดียว เราไม่จำเป็นต้องคุยกับคนเยอะก็ได้เสื้อมา 1,000 ตัวแล้ว แต่แบรนด์ Local Made Goods กว่าเราจะได้เสื้อมาสักตัวต้องคุยกับช่างประมาณ 7-10 คน ซึ่งการได้คุยกับช่างแต่ละคนมันคือสิ่งที่เราหลงใหล เพราะเราไปเติมพลังให้เขาได้ ในขณะเดียวกันเขาก็เติมพลังให้เราได้เหมือนกัน

มิลลี่ : “เหมือนเราเติมไฟให้กันแล้วก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดกัน เราไม่ได้มองเขาเป็นช่างที่ทำงานให้เราอย่างเดียว แต่เรามองเขาเป็นศิลปินท่านหนึ่ง เป็นครู หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เราให้ความนับถือ”

อาหรู : “หนึ่งปีที่ผ่านมาเราเรียนรู้อะไรเยอะมาก เราทั้งคู่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลยครับ ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ ทั้งสิ่งที่เราหลงใหลมากขึ้นกว่าเดิม”

มิลลี่ : “เราเหมือนได้สกิลหลาย ๆ อย่างที่ไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะมี อย่างสกิลการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการปรับตัว จริง ๆ มันมีอะไรอีกเยอะมาก ๆ จนอธิบายเป็นคำพูดได้ไม่หมด แต่หลัก ๆ ก็เป็นพลังบวกที่ได้กลับมาจากทุกคน ทั้งกับลูกค้าและช่างแต่ละคนค่ะ”

ถ้าพูดถึงความยากง่ายนอกเหนือจากกระบวนการผลิต ความท้าทายในการทำธุรกิจและการวางอนาคตของแบรนด์ว่าจะสามารถไปไกลถึงจุดไหนก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้

อาหรู : “ความท้าทายที่สุดของการทำธุรกิจนี้คือการสร้างการรับรู้ว่างานฝีมือมันมีคุณค่า เรายอมรับว่า Local Made Goods ราคาค่อนข้างสูง ซึ่งสาเหตุที่ราคาสูงมาจากต้นทุนที่ไม่ใช่แค่วัสดุแต่คือต้นทุนของเวลา มันเลยค่อนข้างยากที่จะตั้งราคาให้ทุกคนเห็นด้วยกับแบรนด์เล็ก ๆ นี้ แต่สำหรับผมรู้สึกว่าเรามาถูกทางแล้ว มันมีเส้นทางที่ผมมองเห็นว่า Local Made Goods จะโตไปได้มากกว่านี้”

มิลลี่ : “เราเอาตัวเองไปแข่งกับ Mass production หรือ Fast fashion ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมันเป็น Red ocean มาก ๆ แต่ด้วยความที่เรามองแบรนด์ตัวเองเป็น Niche product เพราะเอกลักษณ์ของเราคือการเอาความสตรีทมารวมเข้ากับความคราฟต์ ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ฉะนั้นคู่แข่งของเรายังน้อยมาก

มิลลี่ : “ตอนนี้เรารู้สึกพอใจกับ Local Made Goods เพราะมีคนที่ชอบในสไตล์ ในสตอรี่ ในโปรเซสของเราและเขายอมจ่าย ซึ่งถ้าเทียบว่างานคราฟต์เป็นงานศิลปะ คนที่ซื้อไปก็เป็นเหมือน collector”

แน่นอนว่าเส้นทางสายนี้คงไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เราจึงถามอาหรูและมิลลี่ว่าระหว่างทางที่อาจขรุขระไปบ้าง เคยรู้สึกท้อบ้างไหมและอะไรคือสิ่งที่ทำให้กลับมาฮึดต่อ

อาหรู : “มีช่วงหนึ่งที่เราพักไปเหมือนกัน เพราะ 3 เดือนแรกที่เราปล่อยโปรดักส์ออกมามันไม่มีคนรู้จักเลย หลังจากนั้นเราก็คิดแล้วว่า ถ้าอยากให้ Local Made Goods ไปต่อเราต้องทำอะไรสักอย่าง เลยเริ่มเอาตัวเองไปเจอคน ไปออกบูธ Pop-up พอได้ไปคุยกับคน ได้ไปเล่าให้ลูกค้าฟังว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำกันอยู่คืออะไร พอมีคนเข้าใจหรือเห็นคุณค่าของมัน กลายเป็นว่าเรามีไฟที่จะทำมันอีกครั้ง”

อาหรู : “เราดีใจมาก ๆ ตอนมีลูกค้าเดินมาบอกว่า เขาติดตามมาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่ยอดฟอลเรายังมีแค่ร้อยสองร้อย”

มิลลี่ : “เรารู้สึกว่ากำลังใจที่มากกว่าเรื่องเงินคือการที่มีคนเชื่อในสิ่งที่เราทำ แล้วเขาพร้อมที่จะโตไปกับเราหรือติดตามเราไปเรื่อย ๆ”

อาหรู : “เขาบอกว่าอยากให้ Local Made Goods เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่พาวงการคราฟต์ในสายแฟชั่นไปไกลถึงเวทีโลก”

มิลลี่ : “พอได้ยินก็รู้สึกว่าความเหนื่อยทั้งหมด ความพยายามทั้งหมด มันผลิดอกออกผลและมีคนที่เห็นมันจริง ๆ”

Local Made Goods ออกเดินทางเพื่อเรียนรู้และเติบโตมาจนอายุครบ 1 ปี คำถามที่เราสงสัยคืออาหรูและมิลลี่คาดหวังอะไรจากการทุ่มเททั้งเวลาและแรงกายแรงใจขนาดนี้

มิลลี่ : “ตอนแรกไม่คิดด้วยซ้ำว่า Local Made Goods จะขายได้ เพราะเราไม่ได้มองเรื่องรายได้เป็นหลัก แต่เป้าหมายจริง ๆ ของเราคือ Reconnect the world through craftsmanship ที่เราได้ไปคอนเนกกับคนในหลากหลายสายงานผ่านงานฝีมือ และได้สะท้อนตัวตนของเราผ่านแบรนด์ที่ลูกค้าเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการจะสื่อได้ ซึ่งเราไม่ได้มองลูกค้าเป็นแค่ Customer แต่มองเขาเป็นเหมือนเพื่อนที่ชอบในสิ่งเดียวกับเรา”

“เสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่เราทำออกมามันมีคุณค่าทางจิตใจ เพราะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ ด้วยความยากลำบาก เราก็อยากให้คนที่ซื้อและใส่ของเรา รักมันเหมือนกับที่เรารักโปรดักส์ของเรา เป็นเสื้อผ้าตัวเก่งที่ทุกคนอยากใส่ไปอวด และเราก็ไม่อยากเป็นแบรนด์ fast fashion ที่ใส่แค่ครั้งสองครั้งก็เปลี่ยน แต่อยากให้ทุกคนได้ใส่มันไปนาน ๆ”

การพูดคุยกันวันนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของการเดินทางที่ยาวไกล Neighbors and Friends ขอทำหน้าที่เป็นเพื่อนคนหนึ่งที่ช่วยบอกต่อเรื่องราวดี ๆ และจะคอยติดตามความสนุกครั้งใหม่ของ Local Made Goods ที่จะไม่หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน

IT MIGHT INSPIRE YOU

HUES.AUDIO

ลำโพง Custom Made โดยสถาปนิกที่อยากออกแบบลำโพง ให้เหมือนกับการออกแบบบ้าน

Format BKK

คอมมูนิตี้สเปซเพื่อคนรักแผ่นเสียง สไตล์ 'Hidden Groove' ในมุมสงบย่านอารีย์

Club Local

กิจการเพื่อนบ้านที่ชวนสำรวจย่านผ่าน ‘งานคราฟต์ในซองจดหมาย’

The Warehouse Talat Noi

โกดังเก่าย่านตลาดน้อย คอมมูนิตี้ของคนรัก Art Food Music