เวสสุกรรม

คุยกับ ‘คุณปอนด์ – วณิชย์ แซ่ลิ่ม’ ศิลปินผู้ครีเอตงานประณีตศิลป์ไทยผ่านสตูดิโอศิลปะ ‘เวสสุกรรม’

เมื่อพูดถึง ‘งานประณีตศิลป์ไทย’ ภาพในความคิดของใครหลายคนอาจเป็นจิตรกรรมฝาผนัง งานแกะสลัก งานลงรักปิดทอง หรือลวดลายอันวิจิตรจากฝีมือครูช่างแขนงต่าง ๆ ที่สั่งสมต่อกันมาหลายยุคสมัย หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ‘ช่างสิบหมู่’ และด้วยความละเอียดและกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความชำนาญ งานเหล่านี้จึงอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว และอยู่ในพื้นที่ของอดีตมากกว่าปัจจุบัน

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป งานประณีตศิลป์เองก็สามารถเดินทางต่อได้เช่นกัน ผ่านการหยิบเทคนิคและภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมมามองในมุมใหม่ ๆ ผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อให้ศิลปะไทยยังคงมีชีวิตและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

คอลัมน์ Art People ครั้งนี้ เราจึงอยากชวนไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านที่กำลัง ‘ปรุง’ ให้งานประณีตศิลป์ไทยยังคงความสวยงามตามขนบประเพณีเดิม พร้อมพาเทคนิคโบราณกลับมาอยู่ในชีวิตร่วมสมัย กับบทสนทนาของ ‘คุณปอนด์ – วณิชย์ แซ่ลิ่ม’ ช่างศิลป์รุ่นใหม่ผู้หลงใหลในงานประณีตศิลป์และหยิบศาสตร์หลากหลายแขนงมาประยุกต์ใช้ในแบบของตัวเอง ถ่ายทอดผ่าน เวสสุกรรม Thai Art Gallery & Studioสตูดิโอศิลปะย่านวังบูรพาที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความหลงใหลในงานศิลปะไทย

ที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และทำความรู้จักกับงานช่างแขนงต่าง ๆ ตั้งแต่การเขียนภาพบนกระดาษข่อย งานประติมากรรม ไปจนถึงการทำตาลปัตรและเทียนพรรษา พร้อมต่อยอดไปสู่ ‘เครื่องบูชาทำมือ’ ที่นำงานพุทธศิลป์และงานประณีตศิลป์มาปรับภาพจำเดิมให้ร่วมสมัยและเข้าถึงได้มากขึ้น

ชวนไปดูเบื้องหลังของ ‘เวสสุกรรม’ และทำความรู้จักกับมุมมองของคุณปอนด์ ผู้กำลังนำเทคนิคจากวันวานมาผสมกับแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จนกลายเป็นงานประณีตศิลป์ที่ยังคงรากเดิม แต่สามารถเติบโตและมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ไปพร้อม ๆ กัน

ความหลงใหลในงานศิลปะไทยที่มีมาหลายสิบปี

คุณปอนด์เติบโตที่จังหวัดสงขลา โดยมีภาพความทรงจำในวัยเด็กเป็นการเข้าวัดทำบุญกับคุณแม่อยู่เสมอ ความงดงามของโบสถ์ ลวดลายประดับภายในวัด รวมถึงสีทองอร่ามที่ตัดกับสีเขียวและสีแดงของวัดในต่างจังหวัด ค่อย ๆ กลายเป็นภาพจำที่จุดประกายความสนใจในศิลปะไทยมาโดยตลอด

และการได้เติบโตมาในครอบครัวที่มี ‘ช่างแกะสลักหนังตะลุง’ เป็นคนในสายเลือด ก็ยิ่งทำให้งานฝีมือและงานประณีตศิลป์กลายเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและผูกพันกับคุณปอนด์มาตั้งแต่วัยเด็กอีกด้วย

“ผมหลงใหลงานด้านนี้มาตั้งแต่จำความได้เลย ชอบวาดรูปเล่นตามประตูบ้าน จนรอยปากกาเต็มบ้านไปหมด และชอบแอบไปขนดินเหนียวข้างวัดมานั่งปั้นเป็นเจดีย์ เป็นพระพุทธรูปเล่นตั้งแต่เด็ก ๆ ผมฝึกวาดจากของที่เห็นรอบตัวอย่างกล่องไม้ขีด หรือเอาหนังสือพิมพ์มาตัดรูปแปะเป็นคอลลาจ แล้วก็นั่งวาดรูปทำกรอบ แล้วเขียนอธิบายประวัติของรูปนั้น ภาพพิมพ์บนผ้าใบผืนเล็ก ๆ ที่ขายแถววัดโพธิ์ วัดพระแก้ว ผมก็เอามากางแล้วก็นั่งวาดตามสิ่งเหล่านั้นเป็นการฝึกฝนตัวเอง”

“พอช่วงที่เรียนประถม ครูสอนศิลปะเห็นแววก็ช่วยสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์เราหนักมาก คอยกระตุ้นให้ระบายสีให้เต็มกระดาษและวาดรูปไม่ซ้ำแบบเดิม ตอนนั้นผมเลยอยากวาดรูปให้ได้จำนวนเยอะที่สุดเพื่อเอาไปอวดเอาคะแนน ประสบการณ์ตอนนั้นมันช่วยหล่อเลี้ยงจินตนาการของเราได้ดีมาก”

คุณปอนด์จึงเลือกเรียนต่อเกี่ยวกับ ‘ศิลปะช่างสิบหมู่’ จากวิทยาลัยเพาะช่าง พอหลังจากเรียนจบ คุณปอนด์จึงเริ่มต้นเส้นทางศิลปินด้วยการวาดภาพและเผยแพร่ผลงานผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อเก็บสะสมเป็น Portfolio ของตัวเอง จนเกิดเป็นคอลเลกชันแรก ‘พระสุนทรีวานี’ ผลงานภาพพิมพ์ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ และเปิดประตูสู่การก่อตั้ง ‘เวสสุกรรม’ สตูดิโอศิลปะของคุณปอนด์ในเวลาต่อมา

“ตอนนั้นเป็นงานออเดอร์ของลูกค้าที่เขาใจดีอนุญาตให้ลิขสิทธิ์ยังเป็นของศิลปินอยู่ ผมจึงนำมาทำเป็นงานภาพพิมพ์ (Reprint) แบบจำกัดจำนวนและมีการรันหมายเลขกำกับ จนกลายเป็นไวรัลขึ้นมาช่วงหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมหันมาทำสตูดิโออย่างจริงจัง”

สตูดิโองานพุทธศิลป์
และคอมมูนิตี้ของคนรักงานศิลปะไทย

ก่อนจะมาเป็นสตูดิโอศิลปะบนถนนวังบูรพา ‘เวสสุกรรม’ เริ่มต้นจากบ้านไม้เก่าหลังหนึ่งในชุมชนวัดดาว ซึ่งปัจจุบันยังคงใช้เป็นพื้นที่ทำงานหลัก ก่อนจะขยับขยายมายังพื้นที่แห่งใหม่ที่วังบูรพา โดยคุณปอนด์ตั้งใจให้ที่นี่เป็นคอมมูนิตี้สำหรับ ‘งานศิลปะไทย’ ที่เข้าถึงได้ง่าย และเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามาเรียนรู้ ทดลอง และค้นพบหลากหลายวิธีที่จะทำให้งานศิลปะไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

“เป้าหมายหลักในการตั้งสตูดิโอนี้ขึ้นมา เป็นเพราะผมอยากเพิ่มพื้นที่คอมมูนิตี้ให้กับงานศิลปะไทย ในยุคที่ผมเรียนจบ เพื่อน ๆ มักจะมีความคิดฝังหัวว่า ‘เรียนศิลปะไทย จบไปต้องไปเขียนฝาผนังโบสถ์’ หรือ ‘ทำงานในวัดในวาเท่านั้น’ แต่ในมุมของผม เราสามารถเขียนรูปใส่กรอบสวย ๆ เอาไปแขวนตกแต่งบ้าน หรือแขวนในห้องพระก็ได้”

“พอทำออกมาเรื่อย ๆ ลูกค้าก็เริ่มแนะนำปากต่อปาก แนะนำให้ลองทำคอลเลกชันต่าง ๆ พอเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันเห็นก็สนใจและอยากเข้ามาร่วมทำด้วย จากเพื่อนรุ่นเดียวกัน ก็เริ่มขยับขยายดึงน้อง ๆ เข้ามาช่วยงานเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยมีอาจารย์คอยให้คำแนะนำและซัปพอร์ตในฐานะที่ปรึกษา”

Photo by เวสสุกรรม Thai Art Gallery & Studio

นอกจากจะเป็นคอมมูนิตี้ของเพื่อนบ้านที่รักงานศิลปะ และเป็นพื้นที่รวมตัวของผู้ที่สนใจงานช่างสิบหมู่แล้ว อีกหนึ่งบทบาทของที่นี่ยังเป็น ‘สตูดิโอสร้างงานพุทธศิลป์’ ที่ต่อยอดจนกลายเป็นแบรนด์สังฆภัณฑ์แสนประณีตอย่าง เวสสุกรรม BU CHA

“การที่ผมเอางานศิลปะไทยดั้งเดิมมาทำงานสังฆภัณฑ์ มันคือวัตถุประสงค์ที่ผมต้องการนำเสนอศิลปะไทยให้เข้าถึงคนได้ง่ายขึ้น อย่างไอเท็มที่เป็นสติกเกอร์ชิ้นเล็ก ๆ นอกจากนี้เราก็อยากมีของทำบุญที่สวย เราเลยหยิบองค์ความรู้ที่เรามีไปต่อยอดเข้ากับเครื่องสังฆภัณฑ์ที่สามารถใช้งานได้ จรรโลงใจได้ และ เป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ได้ส่งต่อสิ่งที่เราตั้งใจ นั่นคือ ‘ความเป็นไทย’ ลวดลายที่ผ่านการตกตะกอนของแต่ละช่วงอายุมาถึงเจเนอเรชันของเรา ที่ทำโดยกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อการอนุรักษ์และส่งต่อให้งานประเภทนี้ยังอยู่ในบ้านเราต่อไป”

การปรุงงานประณีตศิลป์ไทยให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

และก่อนจะไปทำความรู้จักกับผลงานจาก ‘เวสสุกรรม’ เราอยากชวนมาทำความรู้จักกับสไตล์งานของสตูดิโอแห่งนี้ ที่หยิบเอาเสน่ห์ของงานศิลปะแบบ ‘พระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3’ มาปัดฝุ่นและ ‘ปรุงรสใหม่’ ผ่านมุมมองร่วมสมัย จนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเวสสุกรรม

“งานส่วนใหญ่ของที่นี่จะได้รับอิทธิพลจากพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 เพราะผมชอบงานยุคนี้มาก ศิลปะรูปแบบนี้จะมีความเรียบตึง งดงาม เส้นสายและสีสันมันดูสะอาดตาและลงตัวมาก ลายเทียนพรรษาหรือตาลปัตรของที่นี่ก็มีพื้นฐานมาจากลวดลายในช่วงรัชกาลที่ 3 ทั้งหมด”

“ส่วนเรื่องเฉดสี เราดึงมาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและงานประเพณีโบราณ เพราะผมชอบเปรียบเปรยเสมอว่า ‘การปรุงงานศิลป์ของคนโบราณมันเหมือนอาหารที่มีสูตรอร่อยดีอยู่แล้ว หน้าที่ของคนรุ่นใหม่แบบเราคือหยิบยกความอร่อยนั้นมาปรับการนำเสนอและปรุงรสใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย’ แค่เรานำสูตรโบราณมาปรุงใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้น แค่นี้มุมมองศิลปะไทยก็ไปต่อได้อีกไกลมาก”

คุณปอนด์เล่าว่า ‘การปรุงใหม่’ ในสไตล์ของเวสสุกรรม คือการนำกระบวนการทำงานศิลปะตามเทคนิคโบราณมาผสมเข้ากับวิธีคิดที่ร่วมสมัย ตั้งแต่การนำเทคนิคการทำสีตาม ‘เฉดสีไทย’ อย่างการบดเปลือกหอยหรือวัสดุธรรมชาติ เพื่อนำไปผสมเป็นสีต่าง ๆ มาผสานเข้ากับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เช่น การนำสีชอล์กแบบตะวันตกมาบดผสมกับเฉดสีไทยโทนสูตรดั้งเดิม เพื่อสร้างโทนสีใหม่ ๆ ที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทย แต่ดูร่วมสมัยและแปลกตาขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าคราม สีม่วง หรือสีส้มพาสเทล ไปจนถึงการเคี่ยวกาวจากเม็ดมะขามที่ใช้เวลานานกว่า 12 ชั่วโมง เพื่อนำมาเป็นตัวประสานสี ก่อนจะใช้เขียนลงบนกระดาษข่อย ซึ่งได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของเวสสุกรรม

งานศิลปะที่ถือเป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์

ด้วยเทคนิคและดีเทลที่ประณีตของคุณปอนด์ที่ส่งผ่านเวสสุกรรม ได้กลายเป็นเสน่ห์ของ ‘งานสังฆภัณฑ์’ ที่คุณปอนด์ตั้งใจอยากให้เป็นมากกว่าสิ่งของสำเร็จรูปเพื่อนำไปถวายวัดแล้วจบไป แต่คุณปอนด์มองว่ามันคือ ‘งานศิลปะและเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์’ ที่ผ่านการรีเสิร์ช ตกตะกอนลวดลาย และใส่เรื่องเล่าลงไปในผลงาน อย่างเช่นงานปัก ตาลปัตร หรืองานประณีตศิลป์ชิ้นอื่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความละเมียดบรรจงในทุกขั้นตอน

“ยกตัวอย่างเช่น ตาลปัตรที่ระลึกครบรอบ 84 ปี ของพระพรมหวัชรมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม ที่ผมได้รับโจทย์ให้ออกแบบ งานชิ้นนี้ไม่ได้เป็นแค่ตาลปัตรธรรมดา แต่ผมดึงเรื่องราวของพระท่านมาผูกเป็นสัญลักษณ์สอดแทรกไว้ทั้งหมด ตั้งแต่ลายงู (ที่หมายถึง ‘ปีมะเส็ง’ ซึ่งเป็นปีเกิด) ลายเถาไม้ไขว้กันที่ถักทอเป็น ‘เงื่อนอนันตภาพ’ สื่อถึงธรรมะที่ไม่มีวันสิ้นสุด และการออกแบบนาฬิกาพกโบราณ สื่อถึงคำสอนเรื่อง ‘เวลาและการไม่ประมาท’ ที่ท่านมักจะอบรมสั่งสอนผู้ที่ไปกราบไหว้เสมอ”

“หรือแม้แต่การคัดสรรฟอนต์ตัวอักษรจารึกชื่อตามรูปแบบของงานในยุครัชกาลที่ 5 มาใช้ เพื่อให้งานชิ้นนี้กลายเป็นการจารึกประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า แม้เวลาจะผ่านไป 20 ปี คนรุ่นหลังกลับมาดูก็จะยังรับรู้ถึงเรื่องราวเหล่านี้ได้”

แม้ผลงานตาลปัตรของ ‘เวสสุกรรม’ จะใช้เทคนิคการปักด้วยเครื่องจักรคอมพิวเตอร์เพื่อให้สามารถผลิตผลงานได้ในจำนวนที่มากขึ้น แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยการศึกษางานปักมือโบราณอย่างละเอียด ตั้งแต่จังหวะการเรียงเส้นไหม ไปจนถึงทิศทางของฝีเข็ม ก่อนนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้กับเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพื่อจำลองรายละเอียดของงานปักมือให้ใกล้เคียงที่สุด และยังคงเสน่ห์ของงานช่างดั้งเดิมไว้ในผลงานร่วมสมัยของคุณปอนด์

เทียนพรรษาสีสันของรัชกาลที่ 3 ในสไตล์เวสสุกรรม

นอกจากตาลปัตรแล้ว อีกหนึ่งผลงานชิ้นเด่นของเวสสุกรรม คือ ‘เทียนพรรษา’ ที่หยิบงานช่างโบราณมาปรับโฉมให้กลายเป็นเทียนพรรษาที่ถูกตีความใหม่ และยังคงความประณีต รวมไปถึงเรื่องราวของศิลปะไทยไว้ในรายละเอียดต่าง ๆ โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ ‘สุวรรณประภาส’ เทียนพรรษาที่เขียนลวดลายด้วยสีทอง และ ‘หิรัญญภาพ’ ที่ใช้สีเงินเป็นองค์ประกอบหลัก

เทียนทั้งสองรุ่นใช้เทคนิคการไล่เฉดสีและแต่งแต้มด้วยพู่กันอย่างประณีต พร้อมหยิบรายละเอียดจากงานศิลปกรรมโบราณ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายบนผ้า ฐานพระ หรือเครื่องทอง มาย่อส่วนและร้อยเรียงใหม่ลงบนลวดลายของเทียนพรรษา จนกลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่พาเทียนพรรษาออกจากภาพจำเดิม ๆ เหมาะกับการนำไปถวายวัดในช่วงเข้าพรรษานี้มาก

“เทียนพรรษาที่เป็นเอกลักษณ์สูงสุดของเวสสุกรรมคือรุ่น ‘สุวรรณภาพ’ และ ‘หิรัญญภาพ’ ลวดลายของรุ่นนี้ศึกษามาจากลายเครื่องทองโบราณในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยจัดวางโครงสร้างตามจารีตโบราณแท้ ๆ มีส่วนท้องผ้า (พื้นที่ส่วนใหญ่ตรงกลางผืนผ้า), สังเวียน (เส้นขอบหรือกรอบที่ล้อมรอบ), กรวยเชิง (ลายสามเหลี่ยมคว่ำและหงาย), และฐานบัว”

“ความพิเศษคือเรานำมา ‘ลงสีใหม่บนเนื้อเทียน’ ซึ่งเดิมทีในวงการเทียนพรรษาไม่เคยมีใครทำมาก่อน จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้วช่วงวันวิสาขบูชา เราส่งเทียนออเดอร์ให้ลูกค้าครบหมดแล้ว เหลือเทียนอยู่ต้นหนึ่ง ตอนกลางคืนว่าง ๆ ผมเลยลองหยิบสีทองมาทา นำสีแดงมาแต้ม ๆ นั่งทำอยู่ 2 วันจนเสร็จ แล้วนำไปถวายที่วัดพระแก้ว ปรากฏว่าคนเห็นแล้วชอบมาก นั่นเลยกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการทำเทียนพรรษาลงสีประดับลวดลายอย่างจริงจัง”

ซึ่งเฉดสีที่ใช้เขียนบนเทียน คุณปอนด์ก็ได้เลียนแบบมาจาก ‘ผ้าทอยกทอง’ และ ‘งานลงยาราชาวดีโบราณ’ ที่ครีเอตให้สีเงินหรือสีทองเข้าคู่กับสีที่สง่างามที่สุด นอกจากนี้กระบวนการบางส่วน คุณปอนด์ยังคงใช้วิถีดั้งเดิม ทั้งการทำสีตามแบบโบราณผสมกับเทคนิคแบบวิทยาศาสตร์ และการเคี่ยวกาวมะขามในการประสานสีให้ติดลงบนเทียน

‘ขี้ผึ้งแท้ธรรมชาติ’
เอกลักษณ์งานเทียนจากเวสสุกรรม

นอกจากสีสันและลวดลายที่ทำให้เทียนพรรษาของเวสสุกรรมมีเสน่ห์เฉพาะตัวแล้ว การเลือกใช้ ‘ขี้ผึ้งแท้’ ในการหล่อเทียนยังช่วยเติมความพิเศษให้กับเทียนแต่ละต้น เพราะขี้ผึ้งจากแต่ละรอบการเก็บจะให้เฉดสีที่แตกต่างกันออกไป จนกลายเป็นอีกหนึ่งซิกเนเจอร์ที่ทำให้ผลงานเทียนพรรษาของเวสสุกรรมมีเอกลักษณ์เพิ่มมากขึ้น

“ที่นี่เราเลือกใช้ขี้ผึ้งแท้ธรรมชาติ 100% ประการแรกคือเพื่อสุขภาพของตัวช่างและคนรอบข้าง เพราะผมเองก็ต้องนั่งทำงานอยู่กับทีมงานตลอด ขี้ผึ้งแท้เวลาจุดจะไม่มีควันและเปลวไฟสม่ำเสมอสวยงาม”

“ประการที่สองคือเรื่องของ ‘คุณค่าทางสังคม’ การเลือกใช้ขี้ผึ้งแท้ทำให้รายได้ไม่ได้ไหลมาสู่สตูดิโออย่างเดียว แต่ส่งตรงไปถึงปากท้องของเกษตรกรและชาวบ้านผู้มีอาชีพหาขี้ผึ้งป่าและเลี้ยงผึ้งในชุมชนด้วย ยิ่งเราทำงานได้เยอะ ชุมชนต้นน้ำก็ยิ่งมีรายได้เกื้อกูลครอบครัวของพวกเขาตามไปด้วย”

“การทำลวดลายบนเทียนต้องใช้วิธี ‘กระแหนะมือ’ คือการกดสลักลายลงบนหินสบู่เพื่อทำแม่พิมพ์ พอหล่อขี้ผึ้งออกมาเสร็จ เราก็ต้องมานั่งใช้มีดแกะสลักกับเครื่องมือปั้น ค่อย ๆ เซาะเก็บรายละเอียดใหม่ทั้งหมดทีละต้น”

“ซึ่งความท้าทายที่สุดคือเรื่องอุณหภูมิและสภาพอากาศ เพราะเนื้อขี้ผึ้งแต่ละล็อตมีคุณสมบัติไม่เหมือนกัน ตอนทำแรก ๆ ช่วงฤดูฝน อากาศชื้นและเย็นจัด พอหล่อเสร็จแกะแบบออกมาเทียนหักทันที เราเลยต้องหันมาศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติของขี้ผึ้งและตัวแปรของอุณหภูมิ เพื่อให้ได้ลวดลายที่คมชัดและงานที่สมบูรณ์ที่สุด”

คุณปอนด์ยังเล่าเสริมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของช่วงเข้าพรรษาเอาไว้เพิ่มเติม ว่าในสมัยก่อนจะมีการดีไซน์พุ่มเทียนขึ้นมาเพื่อเป็น ‘สต๊อกขี้ผึ้งสำรอง’ ที่เวลาเทียนหมดแล้ว พระท่านก็จะลอกขี้ผึ้งจากพุ่มเทียนมาอุ่นร้อน แล้ว ‘ฟั่นมือ’ (การขึ้นรูปแท่งเทียนด้วยมือ) กลับมาเป็นเทียนเล่มใหม่ใช้ต่อในวัด ซึ่งคุณปอนด์ก็ได้ทำพุ่มเทียนแกะลวดลายสวยงามขึ้นมา ให้เป็นสิ่งที่สะท้อนภูมิปัญญาโบราณออกมาได้ลึกซึ้งมาก

การส่งต่องานประณีตศิลป์ไทยให้กับคนรุ่นใหม่

การได้เห็นงานประณีตศิลป์ไทยถูกหยิบมาเล่าในมุมใหม่ ผ่านรายละเอียดที่ดูร่วมสมัยและใกล้ตัวมากขึ้น ทำให้เราเห็นว่า ‘การอนุรักษ์’ ไม่จำเป็นต้องรักษาทุกอย่างไว้เหมือนเดิมเสมอไป แต่อาจเป็นการหยิบสิ่งที่มีคุณค่าจากวันวานมาทดลองทำในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อให้งานเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไปได้

“สำหรับผมการอนุรักษ์ไม่ใช่การแช่แข็งงานโบราณไว้ในอดีต แต่มันคือ ‘การพัฒนาให้เดินหน้าต่อเพื่อไม่ให้ศิลปะตายไปตามกาลเวลา’ คนโบราณก็ไม่เคยหยุดพัฒนาเลยครับ ในยุครัชกาลที่ 3 หรือรัชกาลที่ 4 ท่านยังเปิดรับวิทยาการ นำภาพถ่ายและเทคนิคตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในการเขียนรูปเลย แล้วทำไมคนรุ่นเราที่มีเทคโนโลยี มีสีที่ดีขึ้น และมีโลกที่กว้างขึ้นอย่างทุกวันนี้ จะพาศิลปะไทยไปให้ไกลกว่าเดิมไม่ได้”

เพราะในทุก ๆ ช่วงเย็น ที่นี่จะเต็มไปด้วยน้อง ๆ นักศึกษาที่แวะเวียนมาช่วยงานในสตูดิโอ ทั้งนั่งเล่น นั่งคุย และช่วยกันลงสีเทียนพรรษา จนบรรยากาศของที่นี่เป็นเหมือนสเปซที่เปิดให้ได้เรียนรู้และฝึกทักษะจากงานจริง ซึ่งอาจต่อยอดไปใช้ในอนาคตได้ พร้อม ๆ กับการได้มีส่วนร่วมในการสืบต่อเสน่ห์ของงานศิลปะไทยไปด้วยกัน

“สิ่งสำคัญที่ผมอยากส่งต่อให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีมือช่างศิลป์ แต่คือทัศนคติและรสนิยมที่ดีในการมองงานประเพณีศิลปะไทย ผมอยากหว่านต้นกล้าเล็ก ๆ ลงในใจของพวกเขา ให้เขารู้สึกอบอุ่นและภูมิใจว่า งานสายนี้มีพื้นที่ปลอดภัยโอบอุ้มพวกเขา มีอาชีพที่มั่นคงรองรับ และสามารถต่อยอดสร้างอนาคตได้จริงโดยไม่ต้องกลัวตกงานครับ”

นอกจากนี้ ความตั้งใจและแพสชันของคุณปอนด์ที่ส่งต่อผ่าน‘เวสสุกรรม’ ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นฟีดแบ็กจากคนที่ได้เห็นผลงานสังฆภัณฑ์ของเวสสุกรรมตามวัดต่าง ๆ หรือการบังเอิญได้เจองานฝีมือของตัวเองในสถานที่เหล่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้คุณปอนด์ได้ส่งต่อเรื่องราวและเสน่ห์ของงานศิลปะไทยผ่านผลงานแต่ละชิ้น

เพราะกว่าจะออกมาเป็นผลงานหนึ่งชิ้น ล้วนผ่านทั้งความตั้งใจและความพยายาม และทุกครั้งที่ได้เห็นผลงานไปอยู่ในที่ต่าง ๆ ก็กลายเป็นความภูมิใจเล็ก ๆ ที่ทำให้การสร้างสรรค์งานแต่ละครั้งมีความหมายมากยิ่งขึ้น

“เราเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พอผลงานสำเร็จและออกเดินทางไป เวลาที่ผมไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วไปไหว้พระในวัดและเจอเทียนของเราตั้งบูชาอยู่ที่นั่น ผมจะรู้สึกดีใจมาก หรือบางทีลูกค้าเห็นตาลปัตรของพวกเราที่วัด ก็ถ่ายรูปส่งมาให้ดูว่า ‘ตาลปัตรของน้องปอนด์ใช่ไหมเนี่ย’ และสิ่งที่เราดีใจมากที่สุด คืองานศิลปะและลวดลายที่เราพยายามถ่ายทอดออกมา มันได้ทำหน้าที่รับใช้สังคม ได้รับใช้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่มากที่ทำให้เราไม่หยุดพัฒนาชิ้นงานต่อ ๆ ไป”

ช่วงท้ายของบทสนทนา คุณปอนด์ทิ้งท้ายถึงโปรเจกต์ในอนาคตของเวสสุกรรมไว้เล็กน้อย นั่นคือการสร้าง ‘พระพุทธรูปทรงเครื่องโบราณ’ ที่สามารถถอดเครื่องประดับออกได้จริงทุกส่วน ซึ่งเป็นเทคนิคที่เคยทำกันมาในอดีต แต่ปัจจุบันยังไม่ค่อยมีใครหยิบมาทำอย่างจริงจัง เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณไม่น้อย คุณปอนด์จึงอยากให้โปรเจกต์นี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของช่างศิลป์ไทยในปัจจุบัน และพาองค์ความรู้จากอดีตไปต่อให้ไกลขึ้นอีกขั้น

“ผมเชื่อว่าตราบใดที่เรายังคงสนุกกับการเรียนรู้ รักที่จะค้นคว้าหาแรงบันดาลใจ และภูมิใจที่เห็นผลงานศิลปะของเราได้เดินทางไปทำหน้าที่รับใช้สังคมและพระพุทธศาสนาอยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ศิลปะไทยจะไม่มีวันหยุดพัฒนา และไม่มีวันลบเลือนไปจากหัวใจของผู้คนอย่างแน่นอน”

แรงบันดาลใจของคุณปอนด์ยังคงถูกส่งต่อไปเรื่อย ๆ ในวงการศิลปะไทย และเชื่อว่าในอนาคต งานประณีตศิลป์จะยังคงถูก ‘ปรุงใหม่’ ในหลากหลายรูปแบบ ไปพร้อมกับการรักษาขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เพื่อให้งานเหล่านี้ยังคงมีชีวิตและเติบโตไปพร้อมกับผู้คนในแต่ละยุคสมัยต่อไป

เวสสุกรรม Thai Art Gallery & Studio
Facebook : เวสสุกรรม Thai Art Gallery & Studio และ เวสสุกรรม BU CHA
Instagram : wessukarma_studio
Line : @wessukarma
โทร. 064-231-5536
Google Maps

IT MIGHT INSPIRE YOU

Pariwat Studio

บุกคลังแสงนักสะสมของศิลปินที่ปะติดปะต่อเรื่องราวด้วย 'การคอลลาจ'

HAY Icon Exhibition

ส่องเรื่องราวเบื้องหลังของ 5 Iconic Item จาก HAY Icon Exhibition

Bā Space

คุยกับ ‘คุณนิก - นพปกรณ์ พรศิริกุล’ พร้อมส่องเบื้องหลังพื้นที่ซัปพอร์ตศิลปินรุ่นใหม่

‘Artnything else?’ by Give.me.museums

แอบดูเบื้องหลัง Solo Exhibition พร้อมพูดคุยกับ ‘คุณออย–คนธรัตน์ เตชะไตรศร’ ศิลปินที่มองอะไรก็เป็นศิลปะได้