ตอนนี้เทรนด์ศิลปะในไทยกำลังถูกพูดถึงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต่างจากเมื่อก่อนที่คนมักมองว่างานศิลปะเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบันเลยมีพื้นที่ศิลปะเกิดขึ้นมากมาย ทั้งแกลเลอรี พิพิธภัณฑ์ และเทศกาลศิลปะที่จัดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ
พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้ถ่ายทอดแนวคิดและผลงานอย่างหลากหลาย ขณะเดียวกันก็เป็นเวทีให้ผู้ชมและผู้ที่หลงใหลในศิลปะ ได้สัมผัสผลงานใหม่ ๆ และทำความรู้จักกับศิลปินหน้าใหม่มากยิ่งขึ้น
หนึ่งในแกลเลอรีศิลปะที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้แสดงตัวตน คือ ‘Bā Space’ (ปา สเปซ) ซึ่งเป็นทั้งแกลเลอรีและคลังสะสมผลงานศิลปะ ตามแนวคิดของ ‘คุณนิก – นพปกรณ์ พรศิริกุล’ ที่ตั้งใจเปลี่ยนตึกแถวให้เช่าในซอยเจริญนคร 8 ให้กลายเป็นสเปซศิลปะแบบ Experimental Space หรือพื้นที่ทดลองสำหรับคนรุ่นใหม่ในวงการนี้ ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือคิวเรเตอร์ ที่จะทำหน้าที่รังสรรค์ผลงานและนิทรรศการคอนเซปต์ดี ๆ ให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำกัน

เส้นทางของการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในวงการศิลปะของคุณนิก เริ่มจากการทำงานในตำแหน่ง General Manager และ Project Manager ของเทศกาลศิลปะอย่าง ‘Mango Art Festival’ ประสบการณ์นี้ทำให้คุณนิกเห็นถึงความสำคัญของ ‘พื้นที่ในการเติบโตของศิลปิน’ และจุดประกายให้เกิด Bā Space ขึ้นมา
ด้วยแนวคิดที่อยากเปิดโอกาสให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงตัวตนและพัฒนาผลงานของตัวเอง คุณนิกจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่คอยสนับสนุนให้ศิลปินหน้าใหม่สามารถก้าวต่อไปในเส้นทางนี้ได้อย่างมั่นคง


เราจึงชวนคุณนิกมาพูดคุยถึงเส้นทางการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในวงการศิลปะ ในคอลัมน์ Art People ในบทบาทของ ‘ผู้ซัปพอร์ต’ เพื่อนบ้านศิลปินรุ่นใหม่ผ่าน Bā Space พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้กับคนในวงการ และผู้ที่หลงใหลในงานศิลปะ ที่กำลังมองหาสเปซใหม่ ๆ สำหรับการเสพงานและทำความรู้จักกับศิลปินที่หลากหลายมากขึ้น
ชวนไปติดตามเรื่องราวของคุณนิก และมุมมองต่อการซัปพอร์ตศิลปินรุ่นใหม่ ที่จะพาเราไปเจาะลึกเบื้องหลังของวงการศิลปะไปพร้อมกัน
จุดเริ่มต้นการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังวงการศิลปะ
ก่อนจะกลายมาเป็น Bā Space หรือพื้นที่ที่เรานั่งพูดคุยกับคุณนิกในวันนี้ ที่นี่เคยเป็นเพียงตึกแถวให้เช่าที่ใช้เก็บผลงานศิลปะสะสมของ ‘คุณบี – สุชาย พรศิริกุล’ ผู้เป็นพ่อ และยังเป็นผู้ก่อตั้งรวมถึงผู้อำนวยการโครงการ Mango Art Festival ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่พาคุณนิกก้าวเข้าสู่วงการศิลปะ
จากนักกายภาพบำบัดที่เคยทำงานอยู่ในคลินิกเอกชน เส้นทางของคุณนิกค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่โลกของศิลปะ เริ่มจากการเดินชมงานเทศกาล และเปิดประสบการณ์ไปกับผลงานหลากหลายรูปแบบ ที่ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการทำงานอาชีพเดิม
“ช่วงปลายปี 2022 มีโอกาสได้ไปลองเดินเล่นดูงาน Mango Art Festival เรารู้สึกว่างานมันน่าสนใจดี ก็เลยอยากลองเข้าไปช่วยทำ เริ่มจากไปช่วยในงานแล้วเห็นว่ามีจุดที่น่าปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้ เขาก็เห็นว่าเราช่วยได้ เลยให้เข้ามาช่วยดูแลโปรเจกต์ จากตอนแรกที่ตั้งใจจะไปเที่ยว ก็ได้เข้ามาทำแบบ Full-time ตอนปี 2023 ครับ แต่ปัจจุบันก็ยังทำกายภาพบำบัดอยู่ ส่วนในบริษัท ตอนนี้ก็ทำตำแหน่งเป็น GM (General Manager) ดูแลภาพรวมบริษัท แต่ตามงานต่าง ๆ จะเป็น Project Manager ที่คอยประสานงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานอยู่เบื้องหลังทั้งหมด”

นอกจากจะช่วยงานเบื้องหลังในเทศกาลศิลปะของคุณพ่อแล้ว คุณนิกยังต่อยอดความตั้งใจของตัวเองผ่าน Bā Space จากความสนใจด้านการจัดการงานศิลปะ สู่การปรับพื้นที่เก็บผลงานให้กลายเป็นอาร์ตแกลเลอรี ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้าเรียนคลาสคิวเรเตอร์ และได้พบกับเพื่อนบ้านคิวเรเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังมองหาพื้นที่จัดนิทรรศการอยู่พอดี
“ตอนแรกคุณพ่อเคยใช้เป็นสเปซนี้โชว์นิทรรศการคอลเลกชันสะสมส่วนตัว จนเมื่อปีที่แล้วเราได้ไปเรียนคลาสคิวเรเตอร์ ได้เจอศิลปินและคนในวงการเยอะขึ้น ก็ได้คุยกับน้องคิวเรเตอร์ที่กำลังหาพื้นที่จัดแกลเลอรีพอดี เวลาได้คุยกับน้อง ๆ ในวงการ เขาจะบอกว่ามันไม่มีที่จัดงานในไทยเยอะขนาดนั้น หรือมีก็ไม่เพียงพอกับศิลปินรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบ บางทีก็ต้องคัดเลือกเยอะและมีคิวจองนาน เราก็เลยคิดว่าถ้าปรับพื้นที่ตรงนี้ให้ระบบมันง่ายขึ้น ไม่ต้องยุ่งยาก แค่คุยกันถูกคอก็เข้ามาจัดงานได้ มันก็น่าจะดี อยากให้เป็นเหมือน Art – run Space ที่ทำกันเอง ก็เลยริเริ่มทำขึ้นมาครั้งแรกตอนช่วงงาน Gallery Night ด้วยนิทรรศการเปิดตัว ‘Energy Fields’ เมื่อปีที่ผ่านมา”
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ Bā Space พื้นที่ที่ถ่ายทอดความตั้งใจของคุณนิก ด้วยแรงบันดาลใจในการเปิดโอกาสให้ศิลปินและคิวเรเตอร์รุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

Experimental Space
พื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ทดลอง
“คอนเซปต์ของที่นี่ คือการเป็น Experimental Space หรือพื้นที่ให้ทดลองครับ หลาย ๆ ที่เขาต้องสร้างรายได้เพื่อให้สเปซอยู่ต่อได้ แต่พื้นที่ของเราจริง ๆ เช่าไว้เพื่อเป็นที่เก็บผลงานศิลปะสะสมอยู่แล้ว ดังนั้นต่อให้จัดนิทรรศการแล้วไม่ได้กำไร มันก็ยังเปิดต่อไปได้ มันเลยเป็นการเปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ที่มีไอเดียแปลกใหม่ได้มาลองนำเสนอผลงานของตัวเอง ที่อาจยังไม่ตรงกับแนวทางของที่อื่น ก็สามารถมาลองจัดแสดงที่นี่ได้”
“ข้อจำกัดของเราจะน้อยกว่า แต่อาจจะมีจำกัดเรื่องงบประมาณที่เราไม่ได้มีให้ รวมถึงการติดตั้งงานที่อาจจะไม่สะดวกให้เจาะผนังเยอะ เน้นใช้การแขวนสลิงเอาครับ”
คุณนิกอธิบายให้เราฟังถึงคอนเซปต์หลักของพื้นที่แห่งนี้ รวมถึงรายละเอียดของการเป็นสเปซที่มีข้อจำกัดน้อยและเปิดกว้างต่อการทดลอง

ด้วยข้อจำกัดที่น้อยลง ที่นี่จึงเปรียบเหมือนประตูที่เปิดต้อนรับศิลปินรุ่นใหม่ได้อย่างเป็นกันเอง ทำให้เส้นทางในการก้าวเข้าสู่วงการศิลปะผ่าน Bā Space ดูเข้าถึงง่ายขึ้น และกลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของพื้นที่ศิลปะแห่งนี้อีกด้วย
“เราว่าที่นี่มันเข้าถึงได้ง่ายกว่า ในแง่ของศิลปินที่เข้ามาพูดคุย คือคุยกันตรง ๆ พอถูกคอ ก็เอาคอนเซปต์มาให้ดูแล้วเอางานมาจัดแสดงได้เลย ที่อื่นอาจจะมีวิธีการคัดเลือกที่ซับซ้อนกว่าด้วยความเป็นธุรกิจ แต่พอที่นี่ไม่ได้ทำเชิงธุรกิจขนาดนั้น และทำด้วยแพสชันมากกว่า มันเลยเข้าถึงง่ายมาก ๆ”
“นอกจากนี้ ที่นี่ก็เหมือนเป็นนิทรรศการถาวรด้วย เพราะมีของสะสมส่วนตัวของคุณพ่อเก็บไว้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีแค่งานอาร์ต แต่มีพวกของแอนทีค เฟอร์นิเจอร์ไม้ หิน และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเราก็มีขายด้วยครับ”


ซึ่งตึกแถวที่เป็นที่ตั้งของ Bā Space มีทั้งหมด 6 ชั้น โดย 3 ชั้นแรกใช้สำหรับจัดเก็บและแสดงผลงานสะสม ส่วนชั้น 4 ถูกปรับให้เป็นพื้นที่โล่งไว้สำหรับจัดนิทรรศการโดยเฉพาะ พร้อมสลิงหลายเส้นที่แขวนรอผลงานจิตรกรรมชิ้นใหม่มาจัดแสดง
“ทั้งตึกจะมีทั้งหมด 6 ชั้นรวมชั้นลอยด้วย แต่ที่เปิดให้ขึ้นมาดูจริง ๆ ก็คือชั้นนี้ ชั้นอื่น ๆ ก็จะเอาไว้สำหรับเก็บของประเภทที่เราอาจจะไม่ค่อยสะดวกให้เห็นเล็กน้อย หรือของที่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่มันก็จะอยู่ชั้นล่าง (ชั้น 1 – 3) ส่วนของที่เก็บง่าย ๆ เราก็จะขนขึ้นชั้นบนมากกว่า ที่นี่เราเน้นฟังก์ชันมาก่อนความสวยงาม เอาที่สะดวกเป็นส่วนใหญ่”
ขณะเดียวกัน ผลงานสะสมในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ หรือศิลปะรูปแบบต่าง ๆ ก็ช่วยสร้างประสบการณ์การชมงานที่หลากหลายให้กับผู้มาเยือนในอาร์ตแกลเลอรีแห่งนี้ด้วย
“สำหรับผู้เข้าชม ถ้ามาครั้งแรกก็จะว้าวว่าเก็บอะไรไว้เยอะแยะขนาดนี้ เพราะข้างล่างจะดูเหมือนห้องเก็บของ แต่พอขึ้นมาข้างบนจะเห็นว่ามันค่อนข้างหลากหลาย เราไม่ได้โชว์แค่งานอาร์ตอย่างเดียว แต่มีงานแอนทีคและเฟอร์นิเจอร์ผสมอยู่ด้วย ส่วนในมุมของศิลปิน ตอนที่เข้ามาจัดแสดงเขาก็โอเค ด้วยความที่ไม่ได้ดีไซน์อะไรใหญ่โต แค่เอางานมาแขวนกับสลิงมันก็ค่อนข้างง่าย แต่ถ้ามีกลุ่มไหนอยากเข้ามาวัดพื้นที่ทำเป็นรูปแบบ Site – specific เพื่อสร้างความแตกต่างเราก็ยินดีครับ”


ซัปพอร์ตศิลปินรุ่นใหม่ให้อยู่ต่อได้ในวงการศิลปะ
การสนับสนุนศิลปินในวงการศิลปะที่หลั่งใหลอยู่ในตัวตนของคุณนิก อาจเริ่มต้นจากการได้เห็นคุณพ่อคอยผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ผ่านเทศกาล Mango Art Festival พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ศิลปินหลายคนได้เติบโตบนเส้นทางของตัวเอง ผ่านการเชื่อมต่อกับผู้คนในวงการ ทั้งแกลเลอรีและนักสะสมที่พร้อมสนับสนุน
แนวคิดนี้จึงถูกส่งต่อมายัง Bā Space ที่คุณนิกตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับศิลปินรุ่นใหม่ พร้อมทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมแรงบันดาลใจจากศิลปินสู่ผู้คนที่แวะเวียนเข้ามา เพราะ ‘ไอเดียของคนรุ่นใหม่’ ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใหม่ ๆ ให้กับวงการศิลปะได้เช่นกัน
“ด้วยความที่เป็นเจนใหม่ เขาก็จะมีวิธีคิด ไอเดีย และมุมมองต่อสังคมที่ค่อนข้างต่างจากคนรุ่นก่อน ซึ่งเขาสามารถถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ออกมาในผลงานและคอนเซปต์ของเขาได้ เราเลยคิดว่าเขาสามารถขับเคลื่อน สร้างมูฟเมนต์ และสร้างอิมแพกต์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปจากสิ่งที่คนรุ่นก่อนทำไว้ เพื่อให้วงการนี้สามารถโตไปได้ในทิศทางใหม่ ๆ ได้”

ในส่วนของ Bā Space คุณนิกพยายามปูทางให้ศิลปินรุ่นใหม่กล้าเข้ามาทดลองและนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ โดยออกแบบพื้นที่ให้เอื้อต่อผู้ที่อาจมีต้นทุนไม่มาก แต่ยังสามารถเติบโตต่อในเส้นทางศิลปะได้
“สเปซของเราเป็นเหมือนแพลตฟอร์มให้คนเข้ามาจัดแสดงงาน โชว์สิ่งที่อยู่ในหัวให้ออกมาเป็นรูปธรรมให้คนอื่นเห็น เราผลักดันด้วยการมีพื้นที่ให้แสดงโดยไม่ได้เก็บค่าสถานที่ และไม่ได้ทำในเชิงธุรกิจที่จะต้องเก็บ Profit Sharing เยอะ ๆ (ส่วนแบ่งจากการขายผลงาน) เพื่อให้อย่างน้อยเวลาเขาขายงานได้ เขาจะได้มีทุนไปทำงานต่อในคอนเซปต์ถัด ๆ ไป นอกจากนี้เราก็อยากสอนให้ศิลปินทำทุกอย่างเป็นด้วย ทั้งการติดตั้งงานและการขนส่ง เพื่อให้เขาเติบโตต่อไปในวงการ และสามารถสื่อสารกับคนติดตั้งงานศิลปะให้เข้าใจตรงกันได้ในอนาคต”
อาร์ตแกลเลอรีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงผลงาน แต่ยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะให้ศิลปินและคิวเรเตอร์รุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ และเติบโตต่อไปในเส้นทางของตัวเองในวงการศิลปะ


ความท้าทายของผู้อยู่เบื้องหลังวงการศิลปะ
ส่วนความท้าทายที่เกิดขึ้นของคุณนิก จากการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังวงการศิลปะ และซัปพอร์ตศิลปินที่มีความหลากหลายก็คือ การพาศิลปินแนว Conceptual Art (ศิลปะเชิงแนวคิด) ให้สามารถเติบโตไปได้ด้วยแนวคิดของตัวเอง โดยไม่ถูกกลืนไปกับกระแสนิยมของการเสพผลงาน รวมไปถึงการซื้อ – ขายงานศิลปะในตลาด
“คนนอกอาจจะมองว่าเรายังดูไม่ค่อยจริงจังกับการทำอาร์ตสเปซแห่งนี้ เพราะไม่ได้ทำธุรกิจแบบตั้งเป้าว่าปีนี้ต้องทำเงินได้เท่าไหร่ เพราะพื้นที่นี้ก็เป็นที่เช่าไว้เก็บของอยู่แล้วด้วย แต่มองอีกมุมหนึ่ง ความไม่จริงจังมันก็ทำให้เราไม่เครียดและสามารถทำต่อไปได้เรื่อย ๆ ตามแพสชันของเรา”
“ซึ่งมันก็มีความท้าทายอยู่ครับ คืองานฝั่ง Conceptual Art หาคนซื้อยากมาก คนซื้อต้องรักในงานแนวนี้จริง ๆ การที่เราจะดึงน้องที่มีศักยภาพ และมีคอนเซปต์งานที่ดีมาก ๆ แต่คนทั่วไปไม่ค่อยนิยมเก็บสะสม แล้วเราก็พยายามหาผู้ซื้องานประเภทนี้ เพื่อให้เขาเติบโตได้ในวงการ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแนวไปทำงานฝั่ง Commercial ที่เน้นขาย มันเป็นความท้าทายค่อนข้างใหญ่เลยครับ”

คุณนิกอธิบายเสริม ว่าธรรมชาติของตลาดบ้านเรา งานศิลปะที่คนส่วนใหญ่เลือกซื้อ มักจะเป็นงานที่ดูสวยงาม หรือให้ความรู้สึกสบายใจ มากกว่างานที่มีคอนเซปต์หรือชวนตั้งคำถาม ทำให้ศิลปินที่ทำงานในสาย Conceptual Art เติบโตได้ค่อนข้างยาก เพราะสุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมาคิดว่า ‘ทำงานเสร็จแล้วจะไปต่อยังไง’ เมื่อไม่มีทั้งคนซื้อหรือผู้สนับสนุนเข้ามารองรับ
“มันเลยกลายเป็นว่า ศิลปินหลายคนต้องปรับตัวไปทำงานในเชิง Commercial มากขึ้น เพื่อให้สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเอง และมีทุนไปสร้างงานต่อได้ ซึ่งในมุมหนึ่งมันก็ทำให้ตัวตนหรือแนวคิดบางอย่างถูกลดทอนไป”
“เพราะถ้ามองลึกลงไป มันเกี่ยวกับการปลูกฝังด้วยครับ อย่างในต่างประเทศ เด็ก ๆ จะถูกพาไปพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เล็ก ได้เรียนรู้การเสพศิลปะในมิติของความคิดและการพัฒนาจิตใจ แต่ในบ้านเรา การเสพงานศิลปะยังอยู่ในระดับของความสวยงามหรือความบันเทิงเป็นหลัก และยังไม่ค่อยเชื่อมโยงไปถึงการสนับสนุนศิลปินอย่างจริงจัง เช่น การซื้องาน หรือการลงทุนในงานศิลปะ”
“สุดท้ายแล้วมันต้องเริ่มจากภาพใหญ่ ทั้งภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน ตอนนี้ก็เริ่มมีความพยายามอยู่บ้างแล้ว ซึ่งมันดีมาก เพราะถ้างานศิลปะถูกผลักดันอย่างจริงจัง มันสามารถส่งผลได้ทั้งในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ อย่างในต่างประเทศ คนสามารถเดินทางมาเพื่อดูงานศิลปะโดยเฉพาะ เกิดการใช้จ่าย เกิดการหมุนเวียนของเงิน ซึ่งถ้าประเทศไทยไปถึงจุดนั้นได้ มันจะเปลี่ยนทั้งภาพของประเทศและวงการศิลปะไปเลย”
แนวคิดเหล่านี้ของคุณนิก ทำให้เราเห็นถึงความตั้งใจในการสร้าง Bā Space ให้เป็นพื้นที่ศิลปะที่เปิดกว้างและอิสระ พร้อมทั้งเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงให้กับวงการศิลปะไทยอีกด้วย


การขยายพื้นที่ศิลปะเพื่อเพื่อนบ้านทุกคน
พื้นที่ศิลปะแห่งนี้ยังมีโปรเจกต์ที่จะขยับขยาย เพื่อให้เพื่อนบ้านศิลปินได้เข้ามาจัดนิทรรศการศิลปะที่หลากหลายรูปแบบ พร้อม ๆ กับการเป็นสเปซให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำกับผลงานได้เต็มที่มากยิ่งขึ้น
“พื้นที่ข้างบนที่เป็นห้องเก็บของ เราคิดว่าถ้าได้ลองจัดการดี ๆ ก็สามารถจัดนิทรรศการได้ถึง 2 ชั้นครับ อาจจะต้องติดโครงสร้าง ระบบไฟ และแอร์เพิ่มเติม เพื่อรองรับการจัดงานพร้อมกันหลายงาน หรือสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น และด้วยความที่เราไม่ซีเรียสเรื่องธุรกิจ เราเลยอยากเปิดรับและรองรับคอนเซปต์แปลก ๆ แหวกแนว ให้ศิลปินได้เข้ามาทดลองทำได้เต็มที่โดยไม่ต้องสนกำไร ตอนนี้ตัวสเปซถือว่าเปิดแบบ Official แล้ว ถ้ามีคนสนใจและมีความพร้อม เราก็สามารถเป็นพื้นที่ให้จัดแสดงได้เลยครับ”


ก่อนจบบทสนทนาในวันนี้ คุณนิกได้ฝาก message ถึงศิลปินหรือคิวเรเตอร์รุ่นใหม่ ที่กำลังสนใจอยากเริ่มต้นในเส้นทางของวงการศิลปะ หรือเพื่อนบ้านศิลปินที่กำลังเดินทางอยู่ในวงการนี้
“เราว่างานที่ไม่มีคนซื้อ หรือนิทรรศการที่ไม่มีคนสนใจ จริง ๆ อาจจะแค่ยังหาพื้นที่หรือคนที่เหมาะสมไม่เจอก็ได้ครับ มันน่าจะยังมีคนที่ชอบผลงานนั้นอยู่แล้ว แค่ยังหาไม่เจอ ก็ลองพยายามออกงาน หรือทำผลงานให้คนเห็นบ่อย ๆ และถ้ายังขาดพื้นที่แสดงงาน ก็ลองติดต่อเข้ามาที่นี่ก่อนได้ครับ เผื่อเราคุยกันถูกใจจะได้มีพื้นที่ให้จัดแสดงงานกัน”
คุณนิกทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม เป็นสัญญาณให้เราเห็นว่า Bā Space พร้อมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับคนที่กำลังมองหาเวทีในการแสดงฝีมือของตัวเอง ได้เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยน และแชร์แรงบันดาลใจร่วมกันในสเปซแห่งนี้ ที่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการศิลปะไทยได้เติบโตต่อไปในอนาคต
และสำหรับศิลปินที่กำลังมองหาพื้นที่ในการเริ่มต้นหรือทดลองไอเดียใหม่ ๆ ที่นี่ยังคงเปิดประตูต้อนรับเสมอ เช่นเดียวกับความตั้งใจของคุณนิกที่อยากเห็นศิลปินรุ่นใหม่ได้เติบโตในแบบของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ชวนให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวงการศิลปะไทยไปข้างหน้า ผ่านการสนับสนุน และการมองเห็นคุณค่าของงานศิลปะในมิติที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
