ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence

ชวนดื่มด่ำกับงานศิลป์ร่วมสมัยที่มองไม่เห็น – ไม่เอ่ยถึง – ไม่หยั่งรู้ ที่ Dib Bangkok

พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่เราจะพาทุกคนไปสำรวจเรื่องราวต่าง ๆ ของผลงานศิลปะผ่านคอลัมน์ Art Moment ในครั้งนี้ คือผลงานที่จัดแสดงใน Dib Bangkok พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเปิดใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหนึ่งใน ‘World’s Greatest Places of 2026’ โดย TIME Magazine มาพร้อมสถาปัตยกรรมโทนโมโนโครม และพื้นที่ที่เปิดให้เราได้ค่อย ๆ ซึมซับรายละเอียดของงานศิลปะแต่ละชิ้นอย่างเต็มที่ ถือได้ว่า Dib Bangkok เป็นพื้นที่ศิลปะที่ถูกยกระดับสู่ความเป็นสากล และเป็นหมุดหมายใหม่ที่ควรมาเยี่ยมชมสักครั้ง ของพื้นที่ศิลปะในกรุงเทพฯ​ อีกด้วย

เราจึงอยากชวนเพื่อน ๆ มาดื่มด่ำและร่วมตีความผลงานในนิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’ นิทรรศการปฐมฤกษ์ของ Dib Bangkok ที่เต็มไปด้วยงาน ‘ศิลปะร่วมสมัย’ (Contemporary Art) หรือผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 มาจนถึงปัจจุบัน เป็นประเภทศิลปะที่คนพูดถึงกันเป็นวงกว้างในยุคสมัยนี้ ซึ่งจุดเด่นของงานศิลปะร่วมสมัย คือการถ่ายทอดผ่านการ ‘เล่าเรื่อง’ ด้วยวัสดุและวัตถุต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประกอบสร้างใหม่ให้เกิดความหมายแตกต่างไปจากเดิม สิ่งของใกล้ตัวบางชิ้นจึงอาจกลายเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าความทรงจำ สถานที่ หรือเรื่องราวที่แม้มองเห็นได้ แต่ไม่อาจจับต้องได้โดยตรง

อย่างเช่น การเอาโครงสร้างของรถมาเล่าในมุมของเรือ หรือการเอาชิ้นส่วนของปิ่นโตสแตนเลสมาประกอบให้กลายเป็นเรื่องราวใหม่ ๆ หรือแม้แต่เสาไม้ลงรักปิดทองในวัด ที่ไม่ได้เล่าแค่ความเป็นวัดแบบเดิม แต่กลายเป็นภาพของชีวิตผู้คนที่ซ่อนอยู่ในนั้นอีกด้วย

ในนิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’ ได้รวบรวมผลงานศิลปะกว่า 80 ชิ้น จากศิลปินร่วมสมัย 40 คน ซึ่งผลงานส่วนใหญ่มาจากคลังสะสมของนักสะสมศิลปะอย่าง ‘คุณเพชร โอสถานุเคราะห์’ ผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok และถูกนำมาจัดแสดงร่วมกันภายใต้คอนเซปต์ของงานศิลป์ที่ ‘มองไม่เห็น – ไม่เอ่ยถึง – ไม่หยั่งรู้’ พร้อมเล่าเรื่องผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้ง 3 ชั้น ที่ให้อารมณ์และประสบการณ์ในการรับชมแตกต่างกันออกไป

และในครั้งนี้ Neighbors and Friends ก็ได้คัดเลือกผลงานน่าสนใจจากนิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’ ที่ชวนให้ทุกคนได้ลองตั้งคำถามกับชิ้นส่วนจัดแสดงที่เห็นตรงหน้า และสำรวจเรื่องราวต่าง ๆ ที่มีทั้งความทรงจำของผู้คน ความรู้สึก และเรื่องราวที่ถูกหยิบมาทดแทนใหม่เพื่อให้ความหมายกับสิ่งของเหล่านั้น แล้วค่อย ๆ ตีความเรื่องราวของงานศิลปะแต่ละชิ้นไปพร้อมกันได้เลย

Emotional Machine (VW), 2543 – 2544
โดยสุรสีห์ กุศลวงศ์

เริ่มกันที่ชั้นแรก กับโซนงานศิลปะในคอนเซปต์ ‘the unseen’ หรือ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ อย่างการจัดแสดงผลงานที่ชวนให้เรารู้สึกคุ้นเคยกับชิ้นส่วนตรงหน้า แต่กลับไม่สามารถจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความทรงจำ เซลล์ในร่างกาย หรือความรู้สึกบางอย่างที่อยู่รอบตัวเรา เป็นเส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะกับเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ที่ชวนให้เราอยากสำรวจชิ้นส่วนที่ถูกจัดแสดงซ้ำ ๆ เพื่อลองตีความความหมายของมัน

และผลงานชิ้นแรกที่เราจะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จัก คือ Emotional Machine (VW) โดย สุรสีห์ กุศลวงศ์ ศิลปินชาวไทยที่นำชิ้นส่วนอะไหล่ของรถโฟล์คสวาเกน บีเทิล ปี 1965 ที่ศิลปินใช้เดินทางไปทั่วประเทศฟินแลนด์ มาจัดวางใหม่บนพรมสีเขียวในพื้นที่ชั้นแรกของนิทรรศการ

โดยผลงานชิ้นนี้ถูกจัดวางด้วยการแขวนโครงสร้างของรถที่กลับหัวอยู่ ให้มีรูปแบบเหมือนกับ ‘เรือ’ ที่เปรียบเป็นบ้านของศิลปิน อย่าง ‘เรือนแพ’ แห่งหนึ่งที่เกาะลอยในจังหวัดอยุธยา แถมภายในรถคันนี้ยังถูกแต่งเติมด้วย ฟูกนอน หมอน และจอทีวี ที่ฉายให้เห็นวิวของแม่น้ำและบ้านพักอาศัยที่เรียกว่าเรือนแพ พอเราได้เข้าไปนั่งอยู่ในรถที่ถูกจัดแสดงอยู่ เราก็จะรู้สึกเหมือนกำลังจำลองการได้อยู่บนเรือลำนั้น ๆ ตามการเคลื่อนไหวของรถที่แกว่งไปมาได้

อีกหนึ่งความน่าสนใจของผลงานชิ้นนี้ นอกจากโครงสร้างรถโฟล์คสวาเกน บีเทิล ที่ถูกนำมาจำลองเป็นบ้านเรือนแพแล้ว ภายในงานยังมีทั้ง ม้านั่ง ตู้กดน้ำ และตู้จำหน่ายสินค้า ที่ชวนให้รู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตจริงมากกว่าจะเป็นแค่พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ทำให้ Dib Bangkok กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่มีความน่าสนใจ และพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้เข้าชมอีกด้วย

เพราะความสนุกของผลงานชิ้นนี้ คือการฉีกกฎเดิม ๆ ของความเป็นพิพิธภัณฑ์ออก เพราะปกติแล้วเราจะไม่สามารถนำอาหารหรือเครื่องดื่มเข้ามาได้ แต่ในงานของคุณสุรสีห์ กลับเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถซื้อของกินมานั่งกิน นั่งพัก หรือใช้เวลาอยู่ในพื้นที่พรมสีเขียวนี้ได้แบบสบาย ๆ เหมือนเป็นการให้เราได้ลองสำรวจความทรงจำและความเคยชินของเราไปพร้อม ๆ กัน

ผลงานชิ้นนี้เลยกลายเป็นตัวแทนของคอนเซปต์ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’ ได้อย่างน่าสนใจ เพราะมันพาเราไปเห็นความทรงจำและชีวิตประจำวันของศิลปิน ผ่านร่องรอยการใช้งานของรถ ฟูกนอน และหมอน ที่ถูกเล่าใหม่ให้กลายเป็นเรื่องราวของ ‘บ้าน’ และช่วงเวลาที่เขาเติบโตมา แถมยังชวนให้เราได้สำรวจความคิดของตัวเอง ว่าเราเชื่อมประสบการณ์หรือความทรงจำเดิมกับโลกนี้ไว้อย่างไร และสามารถเปลี่ยนเรื่องราวเหล่านั้นในประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ไหม ทำให้เราอยากค่อย ๆ เข้าไปทำความเข้าใจ และสัมผัสถึงความรู้สึกบางอย่างที่อบอุ่นของบ้านหลังนั้น

Incubate, 2553
โดยสุโพธ คุปตา

อีกหนึ่งชิ้นงานที่ถูกจัดอยู่ในพื้นที่ของชั้นหนึ่ง แต่ถูกแยกออกมาในโซนของ The Chapel หรืออาคารทรงกรวยที่มีพื้นที่ติดอยู่กับอาคารหลักของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งถ้าเราได้เดินเข้าไป ก็จะได้เจอกับผลงาน Incubate (ปี 2553) โดย สุโพธ คุปตา ศิลปินชาวอินเดียที่จัดแสดงชิ้นส่วนของปิ่นโตและเครื่องครัวสแตนเลสที่ถูกครีเอตเป็นก้อนขนาดใหญ่คล้าย ‘ไข่’ เพื่อเล่าเรื่องราวของ ‘ดับบาวาลา’ หรือ ‘คนส่งปิ่นโต’ ที่คอยส่งอาหารไปยังที่ทำงานของผู้คนในอินเดีย

‘ไข่’ ในที่นี้เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงานที่ต้องทำงานเลี้ยงชีพ ขณะที่ด้านบนมีโคมไฟระย้าห้อยลงมา ก็เหมือนเป็นตัวแทนของ ‘ทุนนิยม’ ที่ทั้งให้กำเนิดและครอบงำชนชั้นแรงงานเหล่านี้ไปพร้อมกัน

ผลงานของคุณสุโพธ เลยเป็นการหยิบเอาสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งแบบโลกตะวันตก มาผสมกับเรื่องราวของแรงงานอย่างอาชีพคนส่งปิ่นโต รวมถึงวัตถุใกล้ตัวอย่างเครื่องครัวสแตนเลส สิ่งของธรรมดา ๆ ที่ถูกเล่าใหม่ ชวนให้เราได้มองเห็นวิถีชีวิตของผู้คน รวมไปถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ‘ปิ่นโต’ ที่ไม่ได้เป็นแค่ของใช้ในครัวธรรมดา ๆ แต่กลายเป็นสิ่งที่เล่าเรื่องชีวิตผู้คนในอีกมุมหนึ่งได้

เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน, 2538
โดยสมบูรณ์ หอมเทียนทอง

เดินขึ้นมาสู่ชั้นที่สองของนิทรรศการ กับโซนงานศิลปะคอนเซปต์ ‘the unsaid’ หรือ ‘สิ่งที่ไม่เอ่ยถึง’ งานศิลปะที่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบของสารคดี ที่ชวนให้เราได้จินตนาการให้สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นมากกว่าความเป็นจริงของมัน ผ่านเรื่องราวของ ‘ความทรงจำและความใฝ่ฝัน’ ของศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคนรัก การจากลา หรือช่วงเวลาที่สูญเสียไป แม้จะไม่ได้ถูกเล่าออกมาตรง ๆ แต่กลับทำให้เรารู้สึกได้อย่างชัดเจน

อย่างผลงาน เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน (ปี 2538) โดย สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ที่หยิบเอาเสาไม้แดงจำนวน 14 ต้น ซึ่งมีลวดลายลงรักปิดทองคำเปลว เดิมทีเคยเป็นเสาค้ำพระวิหารของวัดในอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนที่ศิลปินจะไปพบมันในร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งในภาคเหนือ

ศิลปินนำเสาไม้เหล่านี้มาจัดแสดงใหม่ ด้วยการทำความสะอาดและใช้ผ้าพันห่อไว้ทุกต้น เปลี่ยนให้มันกลายเป็นเหมือน ‘ร่างไร้วิญญาณ’ ของคนที่เรารัก เช่นเดียวกับเสาไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยค้ำจุนสถานที่สำคัญทางจิตใจของผู้คน

และในครั้งนี้ ศิลปินยังนิมนต์พระสงฆ์ 14 รูป มาทำพิธีสวดบังสุกุล ซึ่งเป็นพิธีที่ใช้กับผู้วายชนม์โดยทั่วไป เพื่อเปลี่ยนความหมายของเสาทั้ง 14 ต้น ให้กลายเป็นเหมือน ‘ผู้วายชนม์’ ทั้ง 14 ร่าง ที่ครั้งหนึ่งเคยมีความหมายบางอย่างกับใครบางคนเช่นกัน

There is No Voice, 2537
โดยนาวิน ลาวัลย์ชัยกุล

ผลงานถัดมาคือ There is No Voice ปี 2537 โดย นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ศิลปินชาวไทยที่สนใจเรื่องวิถีชีวิตดั้งเดิม ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของเมืองรอบโบราณสถานในจังหวัดเชียงใหม่

ผลงานศิลปะชิ้นนี้ถูกจัดแสดงเป็นลักษณะของขวดแก้ว หรือ ‘ขวดยาเก่า’ จากร้านค้าริมทาง วัสดุที่เคยถูกทิ้งขว้าง และถูกนำมาจัดวางใหม่และเรียงซ้อนกันคล้ายทรงสถูป และภายในขวดแต่ละใบถูกใส่ด้วย ‘ภาพถ่ายของผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน’ ทำให้ผลงานชิ้นนี้กลายเป็นเหมือนพื้นที่เล็ก ๆ ที่เก็บบันทึกความทรงจำ เรื่องเล่า และตัวตนของคนรุ่นก่อนเอาไว้ และรอให้ใครสักคนลองเปิดใจฟังเรื่องราวเหล่านั้นอีกครั้ง

The Lover’s Bed, 2533
โดยรีเบกกา ฮอร์น

อีกหนึ่งผลงานที่เรารู้สึกสะดุดตาในโซนของชั้นสอง คือ The Lover’s Bed ปี 2533 โดย รีเบกกา ฮอร์น ศิลปินชาวเยอรมันที่นำเตียงเหล็กมาจัดวางไว้ พร้อมกลไกผีเสื้อที่ค่อย ๆ ขยับปีกทุก ๆ 19 นาที

ภาพของผีเสื้อที่เคลื่อนไหวบนเตียงที่ว่างเปล่า ก็ชวนให้นึกถึงความสัมพันธ์ในอีกมุมหนึ่งของเจ้าของเตียง หรือสิ่งที่เจ้าของผลงานกำลังสื่อสารกับเรา ทั้งช่วงเวลาที่เคยเกิดขึ้น และความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รัก ความโดดเดี่ยว ความโหยหา ผ่านกลไกของผีเสื้อที่ขยับไปมาท่ามกลางความเงียบสงบ

MEMORY
โดยโช ชิบูยะ

ผลงานสุดท้ายของโซนงานศิลปะคอนเซปต์ ‘สิ่งที่ไม่เอ่ยถึง’ ตั้งอยู่ระหว่างทางขึ้นไปชั้น 3 เราจะเห็นผลงานภาพท้องฟ้าหลากสีที่ติดตั้งอยู่บนผนังชั้นลอยด้านนอกอาคาร ซึ่งมองเห็นได้จากฝั่งตรงข้ามพอดี ผลงานนี้มีชื่อว่า MEMORY โดย โช ชิบูยะ เป็นภาพพิมพ์จากผลงานวาดต้นฉบับในซีรีส์เดียวกัน ที่จัดแสดงอยู่บริเวณทางเข้าของโซนชั้น 2

จุดเริ่มต้นของผลงานมาจากความสนใจของศิลปินในการวาดภาพพระอาทิตย์ขึ้นบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ในทุก ๆ วันของช่วงโควิด จนกลายเป็นกิจวัตรที่ใช้บันทึกทั้งความทรงจำส่วนตัว และเหตุการณ์ของสังคมเอาไว้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ ในซีรีส์เดียวกันยังมีผลงาน Present ที่ชวนให้เราได้ลองบันทึก ‘ช่วงเวลาปัจจุบัน’ ด้วยตัวเอง ผ่านการตอกบัตรลงบนกระดาษ และสามารถพกช่วงเวลานั้นติดตัวกลับไปได้

Prayer of Abihsot, 2537
โดยมณเฑียร บุญมา

มาถึงโซนชั้น 3 ของนิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’ ที่เต็มไปด้วยผลงานของ ‘มณเฑียร บุญมา’ หนึ่งในศิลปินผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยของไทย กับงานศิลปะที่ชวนให้ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ด้วยร่างกาย ซึ่งผลงานในชั้นนี้เชื่อมโยงกันผ่านเรื่องราวเดียวกัน คือไทม์ไลน์ของอาการป่วยของภรรยา ไปจนถึงช่วงท้ายของชีวิตศิลปิน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ

หนึ่งในนั้นคือ Prayer of Abihsot ปี 2537 งานวิดีโอจัดวางที่ประกอบด้วยเครื่องเล่นวิดีโอ จอภาพ และกระดาษที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม (?) และเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏซ้ำ ๆ ในผลงานของคุณมณเฑียร

เครื่องหมายเหล่านี้เหมือนเป็นตัวแทนของการรับมือกับ ‘ความไม่รู้’ และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การพิมพ์ซ้ำ ๆ บนกระดาษเลยกลายเป็นเหมือนการย้ำความรู้สึกที่ไม่มีที่สิ้นสุดของศิลปิน ก่อนจะถูกพัฒนาเป็นผลงานที่ถูกจัดแสดงในหอศิลป์ที่ซิดนีย์ในปีเดียวกัน ซึ่งสัญลักษณ์นี้ยังชวนให้เราได้นึกถึง ‘อุณาโลม’ หรือดวงตาที่สามของพระพุทธเจ้าอีกด้วย

Zodiac Houses, 2541 – 2542
โดยมณเฑียร บุญมา

อีกหนึ่งผลงานที่ทำให้เราเข้าใจมุมมองการใช้ชีวิตของคุณมณเฑียรได้ชัดเจนขึ้น คือ Zodiac Houses (ปี 2541 – 2542) ผลงานในช่วงท้ายของชีวิต ที่ศิลปินตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อกับความเป็น ‘สวรรค์’

โครงสร้างทำจากแท่งเหล็กที่ถูกจำลองให้เป็นอาคาร 6 แห่งในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี เช่น ยอดโบสถ์หรือศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถานที่ที่มีความผูกพันกับผู้คนและมีความหมายเชิงจิตใจ

รายละเอียดอื่น ๆ ของโครงสร้างเหล็กถูกตกแต่งด้วยการเจาะรูเป็นกลุ่มดาวจักรราศีต่าง ๆ พอเราได้เข้าไปในโครงสร้างของอาคารจำลองเหล่านี้ เราก็จะได้เห็นกับแสงที่ลอดผ่าน เกิดเป็นลวดลายของกลุ่มดาวที่ชวนให้เราได้แหงนหน้าดู พร้อม ๆ กับกลิ่นของสมุนไพรที่เป็นอีกหนึ่งความสนใจของศิลปิน โดยทำการเคลือบผงสมุนไพรไว้ด้านใน และแทนความหมายของ ‘พระพุทธเจ้า’ ผ่านการที่เรารับรู้ได้ด้วยกลิ่นเท่านั้น แต่ไม่ได้เห็นด้วยตา

พื้นที่ภายในงานจึงเหมือนเป็นมุมสงบเล็ก ๆ ให้เราได้อยู่กับตัวเอง ทั้งในแง่ของร่างกายและความรู้สึก พร้อมกับการเป็นพื้นที่ให้เราค่อย ๆ จินตนาการตามสิ่งที่ศิลปินอยากสื่อออกมาเช่นกัน

นอกจากผลงานที่เราคัดสรรมาแนะนำให้กับเพื่อน ๆ แล้ว ที่ Dib Bangkok ยังมีผลงานอีกมากมายรอให้เราเข้าไปสัมผัสและดื่มด่ำกับงานศิลปะที่มีหลากหลายมิติมาก ๆ

ลองค่อย ๆ เดินสำรวจไปทีละชั้น ใช้เวลากับแต่ละชิ้นงานให้มากขึ้น แล้วปล่อยให้ตัวเองค่อย ๆ เข้าใจความหมายของศิลปะที่ ‘มองไม่เห็น – ไม่เอ่ยถึง – ไม่หยั่งรู้’ ผ่านความทรงจำ ความโดดเดี่ยว ความโหยหา และความรู้สึกที่ยากจะอธิบายของศิลปินแต่ละคน

เพราะบางทีคำตอบของงานศิลปะ อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวผลงานเสมอไป แต่อยู่ที่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเราในตอนนั้นด้วย ลองแวะไปดูด้วยตัวเองสักครั้ง ถ้าได้คำตอบแบบไหนกลับมา ก็อย่าลืมมาแชร์กันนะ! แล้วมาดื่มด่ำกับนิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’ ไปพร้อม ๆ กันได้เลย

นิทรรศการ ‘ล่อง(ไม่)หน (In)visible Presence’
วันนี้ – 3 สิงหาคม 2569 | วันพฤหัสบดี – วันจันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น.
Facebook : Dib Bangkok
Instagram : Dib Bangkok
Website : Dib Bangkok
Maps

IT MIGHT INSPIRE YOU

Obj: OBJECTS AS ART by FARMGROUP

นิทรรศการที่เปลี่ยนห้องพักในโรงแรมให้กลายเป็นแกลเลอรีที่มีชีวิต

พล หุยประเสริฐ แห่ง HUI Team Design

‘โชว์ธรรมดา ๆ ไม่ทำ’ ถอดวิธีคิดเบื้องหลัง ‘โชว์ที่โลกต้องจำ’
กับนักออกแบบคอนเสิร์ต 


Eyedropper Fill

นักออกแบบประสบการณ์ที่ใช้ศิลปะฮีลใจ
และสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อโอบกอดทุกคน

Zhila Studio

นักทำสีโมเดลสัตว์ประหลาดกับผลงานอาร์ตทอย 'แมวไคจู'