‘ย่านตลาดน้อย’ ย่านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งในชุมชนจีนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยศาลเจ้า อีกทั้งยังขึ้นชื่อเรื่อง ‘เซียงกง’ ร้านอะไหล่รถยนต์ที่มีอยู่ตามตรอกซอกซอยของย่าน และ ‘โรงกลึง’ พื้นที่ผลิตอะไหล่ที่สะท้อนร่องรอยของอาชีพดั้งเดิม
ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้มีที่มาจากชาวจีนที่เคยนำอะไหล่มาค้าขายและตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นงานฝีมือที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของอาคารปูนเก่า ๆ ที่ยังทิ้งร่องรอยของอะไหล่ไว้ตามพื้นและผนังของบ้าน
เพียงลองเดินลัดเลาะเข้าไปตามซอยเล็ก ๆ เราก็จะได้เจอกับห้องแถวไม้ที่เรียงรายอยู่เต็มสองข้างทาง พร้อมบรรยากาศน่ารักและอบอุ่นของเพื่อนบ้านใจดีที่ยังคงทำให้ย่านเล็ก ๆ แห่งนี้มีชีวิตชีวาเสมอ


และหนึ่งในเพื่อนบ้านที่เราจะพาไปรู้จักในคอลัมน์ Neighborsgood ครั้งนี้ คือสเปซใหม่ในย่านตลาดน้อยของ ‘onest’ แบรนด์จากเพื่อนบ้านอย่าง ‘คุณพอท – มิตรดนัย สถาวรมณี’ และ ‘คุณแอม – ฑิตา สถาวรมณี’ ที่รังสรรค์หน้าร้านให้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม ๆ จากโปรดักต์ดูแลบ้านที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ดึงดูดให้เราอยากเข้าไปสำรวจพื้นที่ด้านใน
ความพิเศษของเพื่อนบ้านหลังนี้ คือการเปิดหน้าร้านอยู่ในพื้นที่ของบ้านเช่า ซึ่งเคยเป็น ‘โรงกลึงเก่า’ ที่แม้จะถูกรีโนเวตให้กลายเป็นหน้าร้านของ onest ไปแล้ว แต่คุณพอทและคุณแอมก็ยังคงเก็บกลิ่นอายดั้งเดิมของย่านไว้ เพื่อให้บ้านหลังนี้กลมกลืนไปกับชุมชนได้อย่างพอดี
คุณพอท : “ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็น ‘ตลาดน้อย’ ผมมองว่าแบรนด์ก็เหมือนคนที่มีย่านที่เราอยากอยู่ พอเรามาเจอที่นี่ เราก็รู้สึกได้เลยว่า ‘มันคงจะดีนะถ้ามีบ้านอยู่ที่นี่’ ถ้าเกิดได้มาอยู่จริง ๆ คงจะดีเหมือนกัน เพราะบรรยากาศตอนเช้าของย่านตลาดน้อยดีมาก ๆ ซึ่งผมชอบเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของที่นี่มาก”

นอกจากหน้าร้านของแบรนด์ onest ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงกลึงเก่าแล้ว ย่านนี้ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้า คาเฟ่ และกิจการหลากหลายที่เลือกใช้โรงกลึงและบ้านไม้เก่าอายุหลายสิบปีมาปรับปรุงใหม่ เป็นการเติมสีสันให้กับพื้นที่ พร้อมกับชุบชีวิตชุมชนแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ถ้าใครกำลังแพลนทริปมาเที่ยว ‘ย่านตลาดน้อย’ อยู่ ก็ลองมาติดตามเรื่องราวที่จะพาไปรู้จักย่านนี้ให้มากยิ่งขึ้น ผ่านการเดินเล่นตามซอยเล็ก ๆ แวะขอพรที่ศาลเจ้า ลิ้มรสของอร่อย รวมไปถึงการเดินสำรวจโรงกลึงและบ้านไม้หลังเก่า พร้อมทักทายเพื่อนบ้านใจดีในย่านนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย!


onest at Talat Noi
เริ่มกันที่บ้านหลังแรกของเพื่อนบ้านสุดอ่อนโยนอย่าง ‘onest’ แบรนด์เพื่อนบ้านคนใหม่ของย่านตลาดน้อย ที่เต็มไปด้วยไอเท็มดูแลบ้านจากสูตรธรรมชาติ ซึ่งหลายคนอาจคุ้นชื่อแบรนด์นี้จากบ้านหลังแรกของ onest ในย่านทรงวาด หนึ่งในย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวไม่ต่างจากที่นี่
ด้วยความชื่นชอบในย่านเมืองเก่า รวมถึงความตั้งใจของคุณพอทและคุณแอมที่อยากเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้เข้ามาทดลองใช้โปรดักต์และดมกลิ่นหอม ๆ ภายในร้าน บ้านหลังนี้ของ onest จึงเกิดขึ้นมาพร้อมบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนได้แวะมาเยี่ยม ‘บ้าน’ ของเพื่อนบ้านจริง ๆ
คุณพอท : “เราอยากเปิดร้านให้คนมาสัมผัสประสบการณ์มากกว่าเป็นแค่แบรนด์ออนไลน์ ซึ่งคอนเซปต์ของเราเรียบง่ายมาก คือเราเป็นแบรนด์ดูแลบ้าน เราก็อยากเอาบ้านสักหลังที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวมาปรับปรุงใหม่ เหมือนคนชื่อ onest มาหาบ้านเช่า แล้วรีโนเวตให้เป็นความชอบในแบบของเขา”
คุณแอม : “เราตั้งใจว่าต้องมีร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบ้าน เพราะเราทำโฮมแคร์ตั้งแต่วันแรก ซึ่งในตอนนั้นผลิตภัณฑ์อย่าง น้ำยาล้างจาน หรือ สเปรย์ฉีดผ้า คนจะมองเป็นแค่ของใช้ทั่วไป เราเลยอยากสื่อสารว่า ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าหรือมุมเล็ก ๆ ในบ้าน คุณก็มีชีวิตที่ดีและมีความสุขขึ้นได้ผ่าน onest พอเรามาเจอบ้านหลังนี้ ด้วยบรรยากาศและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เรารู้สึกว่ามันใช่และเขาก็เลือกเราเหมือนกัน เพราะเสน่ห์ของตลาดน้อยคือเรื่องราวประวัติศาสตร์ดั้งเดิมของเขา ซึ่งแม้ onest จะเข้ามาอยู่ ก็ยังทำให้รู้สึกว่าคนตรงนี้มีชีวิตที่ดีได้”

บ้านหลังที่สองของ onest ในย่านตลาดน้อย จึงมาตั้งอยู่ในโลเคชันของบ้านหลังเล็ก ๆ ข้างศาลเจ้าโจวซือกง ในซอยวานิช 2 โดยทั้งคู่เล่าที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้ให้เราฟังว่า เดิมทีที่นี่เคยเป็นโรงกลึงเก่าก่อนจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นบ้านให้เช่า และในวันที่กำลังตามหาบ้านสำหรับ onest ก็ได้มาเจอกับบ้านหลังนี้ในย่านตลาดน้อยพอดี จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านหลังใหม่ขึ้นมา
คุณพอท : “ผมมาเดินตลาดน้อยตอนเช้า ๆ โดยไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เดินหลงจนไปเจอศาลเจ้า ก็เลยแวะไหว้และอธิษฐานว่า ‘ถ้า onest เป็นแบรนด์ที่ดีและเติบโตได้ ขอให้ได้ที่ในตลาดน้อยเร็ว ๆ นี้’ พอเดินออกมาปุ๊บ ผมก็เจอป้ายประกาศ ‘ให้เช่าบ้าน’ ติดอยู่บนฝากล่องรองเท้า ซึ่งคุณลุงเจ้าของบ้านเพิ่งเอามาติดแค่ชั่วโมงเดียว ผมรีบโทรหาและโอนเงินจองตรงนั้นเลย แกก็เขียนสัญญาใส่กระดาษเปล่าให้ ภายในหนึ่งชั่วโมงผมก็ได้กุญแจบ้านมาเลยครับ เป็นโชคชะตาจริง ๆ เพราะแกไม่เคยคิดจะปล่อยเช่ามา 40 ปีแล้ว”
คุณแอม : “เรารู้สึกว่าเรากำลังเปลี่ยนพื้นที่ที่มีความทรงจำเดิม ๆ ของเขาให้กลายเป็น onest แต่ก็ยังคงบรรยากาศและความรู้สึกดี ๆ ของเจ้าของบ้านเอาไว้อยู่”
คุณพอทเลยถือเป็นผู้เช่ารายแรกของบ้านหลังนี้ และห้องบนชั้นสองของร้านที่เรากำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ ก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของห้องนอนของเจ้าของบ้านคนเดิม ที่ครั้งหนึ่งเคยมีเตียงและข้าวของวางอยู่ ทิ้งบรรยากาศของความทรงจำเดิม ๆ ที่ยังคงอบอวลอยู่ทั่วทั้งบ้าน

และถ้าได้ลองเดินสำรวจพื้นที่ของบ้านหลังใหม่ของ onest ไปรอบ ๆ เราจะเห็นได้ว่าการรีโนเวตที่นี่ไม่ได้ลบภาพเดิมของสถานที่ไปทั้งหมด คุณพอทและคุณแอมตั้งใจเก็บร่องรอยต่าง ๆ ของพื้นที่เดิมเอาไว้ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ของย่านตลาดน้อย และเป็นรายละเอียดที่ช่วยให้บ้านหลังใหม่ยังคงกลมกลืนไปกับบรรยากาศของย่านได้อย่างพอดี
อย่างลูกกรงหน้าต่างเดิมที่สามารถมองออกไปเห็นศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ เคาน์เตอร์ครัว และพื้นชั้นล่างที่ยังเห็นรอยของโรงกลึงเก่า รวมไปถึงกำแพงด้านในร้านที่มีพื้นผิวปูนและอิฐฉาบไม่เรียบ เป็นร่องรอยเล็ก ๆ จากการใช้งานในอดีตที่ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ พร้อม ๆ กับกลายเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของบ้านหลังนี้ด้วยเช่นกัน


ความอ่อนโยนในบ้านของ onest
ทุกมุมของบ้านเก่า ถูกแต่งเติมด้วยโปรดักต์ของ onest ที่วางอยู่ตามชั้นและมุมต่าง ๆ ของร้าน แค่เดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ ก็ชวนให้เราอยากทำความรู้จักแบรนด์มากขึ้น ผ่านบรรยากาศที่อบอุ่นและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่อบอวลอยู่ทั่วทั้งบ้าน เราเลยชวนคุณแอมเล่าถึงที่มาของแบรนด์นี้ให้ฟังเพิ่มเติม ก่อนจะพาไปลงลึกถึงดีเทลของโปรดักต์แต่ละชิ้นที่ให้ความรู้สึกดี ๆ กับเราไม่แพ้กัน
คุณแอม : “จุดเริ่มต้นของ onest เกิดขึ้นในช่วงที่แต่งงานและมีลูก ตอนนั้นเราเป็นคนทำงานประจำที่ต้องทำงานหนักมาก พอมีเวลาว่างก็อยากกลับบ้านมาอยู่กับลูก ไม่อยากออกไปไหน แต่อยากมีชีวิตที่ดีในบ้านไปพร้อม ๆ กัน เราอยากให้โลกหมุนช้าลง ได้มีเวลาและมีความสุขในการใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น ทีนี้พอเรามีเด็กอ่อน ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ก็ต้องเกี่ยวกับเด็ก ซึ่งมันก็ดีกับลูกแต่มันไม่มีกลิ่นหอมเลย เราเลยคิดว่าคงจะดีกว่านี้ถ้ามีผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เราเอนจอยกับการใช้ชีวิตในบ้านร่วมกับลูกได้ ก็เลยเป็นที่มาที่ทำให้ภาพผลิตภัณฑ์ที่เราอยากทำชัดเจนขึ้น”


พอเราได้ลองใช้โปรดักต์แต่ละชิ้น ก็ทำให้เราได้เข้าใจถึงแรงบันดาลใจของคุณแอม ที่ต้องการให้ onest ได้เป็นตัวช่วยในการดูแลบ้าน แถมยังชวนให้เราได้ใช้เวลากับตัวเองมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เพราะอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของแบรนด์ ก็คือ ‘กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์’ ที่ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศของการทำงานบ้านให้กลายเป็นโมเมนต์ดี ๆ ระหว่างวันได้
เช่นไอเท็มที่เราคุ้นเคยอย่าง ‘น้ำยาล้างจาน’ ที่ตั้งใจดีไซน์กลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กับกลิ่น Pine Forest หรือจะเป็น ‘Surface Cleaner’ กลิ่น White Retreat ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจาก ‘ลูกพลับ’ ช่วยลดกลิ่นคาวบนโต๊ะอาหารเวลาเรากินข้าวในบ้านกับครอบครัว
ส่วนถ้าใครอยากให้เสื้อผ้าของเรามีกลิ่นหอม ๆ ก็ลองใช้ ‘Fabric Spray’ ที่มีให้เลือกถึงสองกลิ่น อย่าง Cotton Musk กลิ่นไอแดดยามเช้าที่ให้ความรู้สึกหอมสะอาด และ Wild Mint ที่ให้ความรู้สึกหอมเย็น ๆ สดชื่น และช่วยกลบกลิ่นอับจากผ้าได้ทั้งหมด


และนอกจากโปรดักต์ดูแลบ้านแล้ว ตอนนี้ onest ก็เติมแต่งบ้านหลังนี้ด้วยประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น กับไอเท็มดูแลตัวเองอย่าง ‘Foaming Hand Wash’ กลิ่น Charlene Rose กลิ่นกุหลาบสมัยใหม่ที่มีความหอมแบบฟลอรัลและฟรุตตี้ผสมกัน และ ‘Body Cleanser’ กลิ่น Ever Pine ที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้เยอะมาก
คุณพอท : “สินค้าเราโดดเด่นทั้งเรื่องฟังก์ชันจากสารสกัดและเรื่องของกลิ่นครับ ลูกค้าที่เข้ามาที่ร้าน พนักงานของเราจะรู้เลยว่าแต่ละคนเหมาะกับกลิ่นไหน กลิ่นของเรามีความซับซ้อนแต่ก็เข้าใจง่าย”
ลองแวะมาเยี่ยมเยียนบ้านหลังนี้ของคุณพอทและคุณแอม เพื่อนบ้านใจดีที่คอยเปิดประตูบานเล็ก ๆ รอต้อนรับทุกคนเสมอ แล้วมาใช้เวลาในบ้านของ onest สัมผัสกลิ่นหอมจากไอเท็มดี ๆ ที่ชวนให้เราได้ใช้เวลากับตัวเองมากยิ่งขึ้น พร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศที่อบอุ่นนี้ไปพร้อม ๆ กันได้เลย

onest at Talat Noi
เปิดทุกวัน เวลา 10.00 – 18.00 น.
Facebook : onest
Instagram : onest
Google Maps
ขาหมูแช่เย็น ตือคาตั่ง
คุณพอท : “มาโซนนี้ต้องกิน ร้านขาหมูเย็น ตือคาตั่ง เลยครับ อร่อยมาก ๆ ไม่ต้องกินที่อื่นเลย เรารู้จักร้านนี้จากการแนะนำของเจ้าของร้าน Vanich House ครับ”
คุณแอม : “ชุมชนที่นี่เขาดูแลกันเหมือนเพื่อนบ้าน พอถามเขาว่ากินอะไรดี เขาก็แนะนำร้านขาหมูให้ ไปกินแล้วก็อร่อยจริง ๆ”
และแน่นอนว่าถ้ามาเที่ยวย่านชุมชนจีนเก่าแก่ ก็ต้องได้มาลิ้มรสร้านอาหารสไตล์จีนของย่านกันด้วย เดินเล่นสำรวจย่านตลาดน้อยมาตามซอกซอยกันเพลิน ๆ ก็จะได้เจอกับหนึ่งในร้านอร่อยที่แทรกตัวอยู่ในห้องแถวไม้ที่ให้กลิ่นอายของย่านเมืองเก่า อย่างร้าน ‘ขาหมูแช่เย็น ตือคาตั่ง’ ที่ขึ้นชื่อด้วยเมนูขาหมูแช่เย็นตามสูตรแต้จิ้วแท้ ๆ กินคู่กับน้ำจิ้มพริกน้ำส้มสไตล์จีนที่ให้รสตัดกันได้ดีมาก


นอกจากเมนูขึ้นชื่ออย่างขาหมูแช่เย็นแล้ว ที่ร้านนี้ยังมีเมนูอื่น ๆ ที่อร่อยไม่แพ้กัน อย่าง ‘หมี่ผัดกระเฉด’ รสชาติกลมกล่อมและทำให้นึกถึงรสมือของอาม่า หรือจะเป็นเมนู ‘หมูกรอบคั่วพริกเกลือ’ กับเทกเจอร์ของหมูที่กรอบอร่อยพอดีคำ และ ‘หมูสับต้มเกี่ยมบ๊วย’ ซุปร้อนสไตล์จีนที่มีรสชาติเปรี้ยวเค็มลงตัว และห้ามพลาดกับเมนูกินเล่นอย่าง ‘เผือกทอดร้อน ๆ’ ที่ต้องลองสักครั้งถ้าได้แวะมากินที่ร้านนี้!
และถ้าเพื่อน ๆ ได้แวะมานั่งกินของอร่อยที่ร้านตั้งแต่เช้า ก็จะได้ซึมซับบรรยากาศคึกคักของย่านตลาดน้อยในยามเช้าไปด้วย ทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มมาตั้งแผงขายของ และเพื่อนบ้านร้านอะไหล่รถยนต์ที่เข็นอะไหล่เดินกันไปมาทั่วทั้งซอย ชวนให้เราได้เห็นวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนนี้อย่างใกล้ชิดแน่นอน

ขาหมูแช่เย็น ตือคาตั่ง
เปิดวันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 06.00 – 14.00 น.
โทร. 095-751-9910
Google Maps
ฮงเซียงกง
เดินลัดเลาะกันมาอีกไม่ไกล หลังจากอิ่มกับของคาวกันไปแล้ว เราก็แวะมาต่อกันที่ร้านของหวานอย่าง ‘ฮงเซียงกง’ พื้นที่ของบ้านไม้เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านหลังนี้เคยเป็นบ้านหลังเดิมของครอบครัวชาวจีนฮกเกี้ยน ก่อนจะถูกส่งต่อและปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นร้านอาหารและคาเฟ่สุดชิคอย่างที่เราเห็นในวันนี้
เสน่ห์ของบ้านไม้จีนโบราณยังคงถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ก่อนจะนำมาผสมกับการออกแบบพื้นที่ร้านที่ค่อย ๆ ถ่ายทอดประวัติของบ้านผ่านบรรยากาศภายในร้าน พร้อมแต่งเติมด้วยมุมจัดแสดงของสะสมโบราณหลากหลายชิ้น ชวนให้เราได้ซึมซับกลิ่นอายของย่านตลาดน้อยไปเพลิน ๆ


เมนูของหวานอร่อย ๆ จากเพื่อนบ้านหลังนี้ คือ ‘ครอฟเฟิลไอศกรีม’ ที่เสิร์ฟครอฟเฟิลนุ่ม ๆ มาคู่กับไอศกรีมรสกะทิที่มีความหอมของกลิ่นมะพร้าวเผา พร้อมตัดรสชาติด้วยผลไม้หลากชนิดที่ทำให้เรารู้สึกสดชื่นท่ามกลางอากาศร้อน ๆ ของฤดูกาลนี้ ส่วนเมนูเครื่องดื่มที่อยากแนะนำก็คือ ‘Roasted Coconut Coffee’ หรือกาแฟมะพร้าวคั่วเย็น เมนูซิกเนเจอร์ที่มีรสชาตินุ่มละมุนและอร่อยลงตัวมาก ๆ
แต่นอกเหนือไปจากเมนูขนมหวานแล้ว ที่ ฮงเซียงกง ยังมีเมนูของคาวอร่อย ๆ ให้ได้ลิ้มรสกันด้วย เหมาะจะนั่งกินของอร่อยพร้อมดื่มด่ำกับบรรยากาศช่วงเย็น ๆ ค่ำ ๆ ของวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่โรแมนติกมาก


ฮงเซียงกง
เปิดวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 10.00 – 20.00 น.
Facebook : Hong Sieng Kong
Instagram : Hong Sieng Kong
โทร. 095-998-9895
Google Maps
Vanich House
ข้าง ๆ กับบ้านของฮงเซียงกง ยังมีบ้านติดกันอีกหลังอย่าง ‘Vanich House’ เพื่อนบ้านที่รีโนเวตพื้นที่ของอดีตโรงกลึงเก่าและบ้านไม้อายุกว่า 100 ปี ของครอบครัวที่มีชื่อว่า ‘อู่หลียุ่นเชียง’ ให้กลายเป็น Selected Shop บรรยากาศอบอุ่น พร้อมบาร์คาเฟ่เล็ก ๆ และห้องพักเพียง 1 ห้องภายในสเปซใต้ถุนของอาคารเก่า ที่ชวนให้เราได้เดินเลือกช้อปของน่ารัก ๆ หรือจะนั่งจิบเครื่องดื่มชิล ๆ ก็ได้เหมือนกัน
พอเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ เราก็สะดุดตากับตู้ที่มีโปรดักต์ของ onest วางกลมกลืนอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านไม้ คุณพอทเล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยเอาโปรดักต์มาให้ ‘คุณปุ้ย’ เจ้าของบ้าน Vanich House ได้ลองใช้ดู และด้วยความน่ารักของเพื่อนบ้าน พอได้ลองใช้แล้วถูกใจ ก็เลยชวนให้นำมาวางขายที่นี่ กลายเป็นอีกหนึ่งคอร์เนอร์ของแบรนด์ onest อยู่ภายในร้านแห่งนี้ด้วย


คุณพอทเล่าเสริมถึงจุดเริ่มต้นของการได้รู้จักกับเพื่อนบ้านใจดีอย่าง Vanich House ว่าเกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมย่านตลาดน้อยช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากที่คุณพอทและคุณแอมตั้งใจไม่ยกพื้นร้านเพื่อต้องการเก็บร่องรอยของบ้านเดิมเอาไว้ ทำให้ร้านเกิดน้ำท่วมเข้ามาด้านใน แต่สิ่งที่ตามมาคือภาพของเพื่อนบ้านที่แวะเวียนกันมาช่วยดู ช่วยวิดน้ำ จนกลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ทำให้เราได้เห็นความน่ารักของชุมชนแห่งนี้
คุณพอท : “เราเริ่มรู้จักกันตอนน้ำท่วม เจ้าของ Vanich House กับเจ้าของ 32Bar เป็นเพื่อนกัน เขาเดินมาหาเราตอนน้ำท่วม ก็เลยรู้จักกันและติดต่อกันมาเรื่อย ๆ ผมว่าเสน่ห์ของคนแถวนี้คือเขาเป็นคนที่โตมากับย่านนี้จริง ๆ แล้วเลือกนำสิ่งที่เขาชอบหรือเชี่ยวชาญมาใส่ในบ้านของตัวเอง ซึ่งก็เป็นการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วยครับ”

เรานั่งฟังเรื่องราวต่าง ๆ ไปเพลิน ๆ พร้อมจิบน้ำหวานคลายร้อนในสเปซสุดชิลของที่นี่ ที่เราเชื่อว่าถ้าใครได้แวะเข้ามา ก็ต้องเอนจอยไปกับไอเท็มน่ารัก ๆ ที่วางขาย และเมนูเครื่องดื่มอร่อย ๆ ไม่ต่างจากที่เราได้ลองในวันนี้ อย่างแก้วที่เราสั่งมา เป็นเมนูรสหวานอมเปรี้ยวจาก ‘มะยงชิด’ ผลไม้ประจำฤดูกาลที่ให้ความสดชื่นกำลังดี หรือถ้าใครเป็นสายกาแฟ ก็มีให้เลือกจิบเป็นกาแฟรสชาติกลมกล่อม ที่มีกลิ่นหอมคละคลุ้งไปทั่วทั้งร้าน รอให้เพื่อน ๆ ได้แวะเข้ามาทักทาย นั่งเล่น เดินช้อป และเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของบ้านไม้เก่าอายุ 100 ปีไปพร้อม ๆ กัน


Vanich House
เปิดทุกวัน เวลา 10.30 – 18.00 น.
Facebook : Vanich House
Instagram : Vanich House
โทร. 097-298-2655
Google Maps
32Bar
แล้วมาปิดท้ายทริปเดินสำรวจย่านตลาดน้อยกันที่บ้านของ ‘32Bar’ อีกหนึ่งร้านเพื่อนบ้านที่คุณพอทและคุณแอมได้มีโอกาสแวะไปทักทายกันอยู่หลายครั้ง ที่นี่คือบาร์เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเมนูจาก ‘ช็อกโกแลต’ ซึ่งความพิเศษของที่นี่ คือการเป็นเมล็ดโกโก้ที่ได้จากแหล่งเพาะปลูกจากทั่วประเทศไทย ซึ่งแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์ของรสชาติที่แตกต่างกันออกไป ให้เราได้เลือกกันกว่าสิบรสชาติ
‘คุณกิจ – สุรกิจ จิรทรัพย์สกุล’ เจ้าของร้านที่ตั้งใจนำเสนอเรื่องราวของรสชาติต่าง ๆ จากสเปเชียลตีช็อกโกแลตให้เราได้รู้จักผ่านการได้ลองชิมหลายรสชาติ เป็นความใส่ใจเล็ก ๆ ที่ทำให้บาร์ช็อกโกแลตของคุณกิจกลายเป็นร้านโปรดของทั้งคนในและนอกย่านจริง ๆ
คุณแอม : “เมนูประจำที่ 32 Bar ก็คือเมนูที่เขาเลือกให้เราเสมอ เราเลยรู้สึกว่าที่นี่เขามีความเป็นสไตล์ Chef’s Table ของจริงเลย เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแก้วนั้นคือรสชาติอะไร แต่เขาดูใส่ใจในทุกขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบมาก ๆ”


คุณกิจ : “ด้วยความที่เราเป็นร้านช็อกโกแลตที่ใช้เมล็ดโกโก้ที่ปลูกในไทยทั้งหมด ตามชื่อจังหวัดก็จะอยู่ตามตัวเลขที่เรากำกับไว้ อย่างเช่น เบอร์ 4 จากภูเก็ต, เบอร์ 5 จากสุราษฎร์ธานี และเบอร์ 3 จากลำพูน ก็จะเป็นโกโก้ที่ปลูกในไทยทั้งหมดเลย แล้วก็จะมีช็อกโกแลตที่ได้รับรางวัลระดับโลกของเบอร์ 10, 12 ของเพื่อนบ้านจากอังกฤษและอิตาลี ที่ประกวดได้รางวัลกลับมาให้คนไทยได้ชิมกัน”
โดยคุณกิจแนะนำเป็นตัวซิกเนเจอร์อย่าง เบอร์ 1 House Blend จากเมล็ดโกโก้ทั้ง 4 จังหวัดที่เบลนด์รวมกันให้ได้รสชาติอร่อยกลมกล่อมและใกล้เคียงกับช็อกโกแลตที่เราคุ้นเคยมากที่สุด หรือถ้าใครอยากลองชิมรสชาติของแต่ละจังหวัด เราก็แนะนำเป็น เบอร์ 5 จากสุราษฎร์ธานี มีรสชาติคล้ายฮันนี่โทสต์ และความเปรี้ยวจากเลมอนเข้ามาผสมเล็กน้อย เป็น taste note ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
นอกจากช็อกโกแลตจากแต่ละจังหวัดแล้ว คุณกิจยังมีการผสมรสชาติอื่น ๆ เข้ามา ครีเอตเป็นรสชาติสุดพิเศษอย่าง ‘เบอร์ 13 ช็อกโกแลตรสข้าวเหนียวมะม่วง’ ที่ผสมด้วยข้าวเหนียวมะม่วงจริง ๆ เข้าไป กลายเป็นรสชาติของมะม่วงสุก กะทิ และข้าวเหนียวที่อร่อยแบบลงตัว เป็นอีกหนึ่งรสชาติที่อยากให้เพื่อน ๆ ได้มาลองสักครั้ง ซึ่งการเสิร์ฟของที่ 32Bar ก็คือการเอาช็อกโกแลตทั้งบาร์ไปละลาย จนกลายเป็นเครื่องดื่มอร่อย ๆ ที่ติดใจทุกคนแน่นอน!


และอีกหนึ่งความน่าสนใจของ 32Bar ก็คือ ‘รถคลาสสิกสีส้ม’ ที่จอดอยู่ที่หน้าร้าน หนึ่งในไอคอนิกของย่านตลาดน้อยที่ชวนให้เราอยากรู้จักที่มาที่ไปของอาคารหลังนี้เพิ่มมากขึ้น
ซึ่งคุณกิจเล่าให้เราฟังว่าสเปซของร้านแห่งนี้ เคยเป็นโกดังเก็บอะไหล่รถ ธุรกิจค้าขายของที่บ้านเมื่อในอดีต แถมยังเป็นอาคารปูนที่มีอายุกว่า 200 ปี คุณกิจเลยค่อย ๆ รีโนเวตอาคารหลังนี้ให้กลายเป็นพื้นที่ของร้าน โดยยังเก็บเสน่ห์ของตึกเก่าเอาไว้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เข้ามาสัมผัสเรื่องราวในความทรงจำของคุณกิจด้วยเช่นกัน
คุณกิจ : “วิธีคิดในการรีโนเวตของเราก็คือ เราพยายามที่จะไม่ยุ่งกับตัวสถาปัตยกรรมเก่าเลย อย่างเช่นบางมุมที่เราตีเหล็กกล่องขึ้นมา และโครงสร้างทั้งหมดวางอยู่บนเหล็กกล่อง ณ วันที่เราไม่ใช้พื้นที่ของที่นี่แล้ว เราก็แค่รื้อพลาสติก อะคริลิค หรือเหล็กออก แล้วคืนสภาพตึกเก่าได้เหมือนเดิม หรือโซนสวนด้านนอกที่เราเพิ่งทำ โดยเราแค่วางของตกแต่งต่าง ๆ ลงไปบนทราย พอไม่ใช้ก็สามารถหยิบออกเป็นชิ้น ๆ ได้เลย ทุกอย่างเลยสามารถกลับคืนสภาพเดิมได้ เพราะเราพยายามที่จะอนุรักษ์ความเป็นตึกเก่าของเขาให้ได้มากที่สุด”

32Bar
เปิดทุกวัน เวลา 10.40 – 19.00 น.
Facebook : 32Bar
Instagram : 32Bar
โทร. 063-898-9891
Google Maps
หลังจากได้เดินสำรวจตั้งแต่บ้านของ onest ไปจนถึงร้านเล็ก ๆ ของเพื่อนบ้านในย่าน ทำให้เราได้เห็นว่า ‘ย่านตลาดน้อย’ ยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวของผู้คนที่ช่วยกันดูแลพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่เรื่องราวของแหล่งค้าขายอะไหล่รถยนต์ พื้นที่ของโรงกลึงเก่า หรือชุมชนจีนเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวของเพื่อนบ้านแต่ละหลัง ทั้งความทรงจำของครอบครัวที่สืบต่อกันมา และการเติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของย่าน ซึ่งบ้านหลายหลังยังคงรักษาเอกลักษณ์เดิมเอาไว้ พร้อมแต่งเติมสีสันใหม่ ๆ จากคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา แต่ก็ไม่ได้ลบเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์ของย่านออกไป ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของผนัง พื้น หรือบานหน้าต่างที่ยังคงหลงเหลือให้เราได้ชมกันอยู่
และเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็ยังรอให้เพื่อน ๆ ได้กลับมาเดินเล่น ทักทายเพื่อนบ้าน ซึมซับเรื่องราวของย่านและแรงบันดาลใจของเพื่อนบ้านที่ตั้งใจทำให้ย่านเล็ก ๆ แห่งนี้ได้มีสีสันจากผู้คนที่แวะเวียนเข้ามาอยู่เสมอ แล้วอย่าลืมแวะขอพรศาลเจ้าเพิ่มความเป็นสิริมงคล พร้อมกินของอร่อยในชุมชนจีนที่อบอุ่นไปพร้อม ๆ กันได้เลย!
