ในยุคที่เทคโนโลยีอย่าง AI คืบคลานเข้ามาในแวดวงศิลปะพร้อมเสกให้ทุกอย่างเป็นไปได้จริงบนหน้าจอ บ้านเรายังมีงานศิลปะสุดล้ำบนโลกความจริงที่สร้างโดยมนุษย์ ซึ่งผลงานที่อยู่ตรงหน้าทำเอาเราทึ่งกับความบ้าบิ่นและความทุ่มเทของศิลปินสุด ๆ
ผลงานที่เรากำลังกล่าวถึงนี้มีชื่อว่า ‘Myarab (Fawn)’ ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้างร้างนิวเวิลด์ในย่านบางลำพู ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ความน่าตื่นตาตื่นใจของงานชิ้นนี้คือการนำเทคนิคทางวิศวกรรม มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะชิ้นยักษ์ให้เคลื่อนไหวได้อย่างน่าหลงใหล ตามชื่อผลงานที่เปรียบงานชิ้นนี้เป็นต้นไมยราบที่มีชีวิต
คอลัมน์ Art People จึงมาบุกสตูดิโอของ ‘คุณวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์’ เจ้าของผลงานเพื่อพูดคุยถึงแนวคิดล้ำ ๆ ในผลงานชิ้นนี้ รวมไปถึงผลงานก่อนหน้าของศิลปิน ซึ่งไม่ใช่แค่ขนาดโครงสร้างที่ใหญ่โต หรือกลไกเล็กจิ๋วที่ดึงดูดสายตาเราเท่านั้น แต่ที่มาที่ไปของงานแต่ละชิ้นก็น่าติดตามไม่แพ้กัน ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้แล้วว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร มาหลงในโลกศิลปะของคุณวิชญ์ไปพร้อมกันเลย!


นักสร้างสรรค์ที่ไม่จำกัดนิยามตัวเอง
ช่วงเทศกาล Bangkok Design Week 2026 ที่ผ่านมาเรามีโอกาสได้ไปชมผลงานที่ชื่อว่า ‘Myarab (Fawn)’ แล้วก็เกิดสนใจว่าใครคือศิลปินผู้ออกแบบผลงานที่สวยอลังการนี้ วันนี้เราจึงชวนเพื่อน ๆ มาทำความรู้จักกับ ‘คุณวิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์’ ให้มากขึ้น เพราะเขาคือนักสร้างสรรค์ที่มีประสบการณ์ทำงานมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะงานออกแบบ Visual หรือ Production ภายใต้ชื่อ DuckUnit ซึ่งอยู่เบื้องหลังคอนเสิร์ตเจ๋ง ๆ มามากมายก่อนที่จะมาเริ่มโปรเจกต์ส่วนตัวในฐานะศิลปิน
“เราไม่ได้คิดว่าเราเป็นศิลปิน แล้วก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะเรียกเราว่าดีไซเนอร์ หรือจะเรียกเราเป็นอะไร วันก่อนคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเป็นศัพท์สมัยนี้มันก็ต้องเป็นแบบ ADEMP+ (Art, Design, Engineer, Music, Performance) คือมันไม่มีขอบเขตแล้วว่าอันนี้อาร์ตหรืออันนี้ดีไซน์ มันหลากหลายมาก เราแค่อยากทำอะไรสนุก ๆ อย่าง DuckUnit ก็เกิดจาก ‘ความเป็นเป็ด’ สมัยก่อนมันคือคนที่ทำทุกอย่างแต่ไม่ดีสักอย่าง แต่ตอนนี้ทุกคนยอมรับและกลายเป็นเท่ไปแล้ว ตอนเด็ก ๆ เราไม่ได้คิดเลยว่าเราต้องเป็นอะไร เราก็แค่สำรวจไปเรื่อย ๆ อย่างผมมีความสนใจในความเป็นเกม ความเป็นของเล่น ความเป็นเทคโนโลยี แล้วก็ตั้งคำถามอยู่เสมอว่ามันเกี่ยวข้องกับเราที่เป็นคนเอเชียหรือเป็นคนไทยยังไง แล้วเราจะตีความมันยังไง”

Myarab (Fawn) 2026: New World Mall, Banglamphu, Bangkok
งานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้
เราสังเกตเห็นว่าแต่ละงานของคุณวิชญ์ มักจะนำเทคโนโลยีหรือวิศวกรรมเข้ามาผสมผสานเพื่อครีเอทเป็นงานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ เราจึงขอความรู้จากคุณวิชญ์ว่างานประเภทที่เขาทำส่วนใหญ่มีชื่อเรียกอย่างในโลกของศิลปะ
“มันจะมีศัพท์ชัด ๆ เลยคือ Kinetic Sculpture หรือ Kinetic Installation แต่ผมว่านิยามนี้อาจจะแคบไป เพราะ Kinetic จริง ๆ มันว่าด้วยเรื่องกลไก แต่ของผมอาจจะมีความเป็น Robotic ที่ต้อง คอนโทรลด้วย หรือจะเรียกว่าเป็น Media Art ก็ได้ ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบความเป็น object แต่ก่อนผมก็ทำ Video Projection เป็นคนแรก ๆ นะ แต่ผมรู้สึกว่ามันจับต้องไม่ได้ แล้วการนั่งทำกราฟิกหน้าคอมจนมือหงิก เรารู้สึกว่ามันเหนื่อย ปวดตา แต่ทำงานแบบนี้มันเดินไปไหนมาไหนได้ เช่น เดินไปซื้อน็อต มันมีปัจจัยอื่นที่สนุกกว่าอยู่แต่ในหน้าจอ ยิ่งหลัง ๆ เราเอางานไปจัดแสดงข้างนอก มันก็มีสภาพแวดล้อมหรือธรรมชาติรอบ ๆ ที่อินสไปร์เราได้”
คุณวิชญ์เล่าต่อถึงความสนุกและท้าทายที่เติมไฟให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งกับการทำงานศิลปะแนวนี้
“สำคัญสุดคือมันยากมากที่จะทำให้งาน Kinetic ไม่พัง นี่เป็นประเด็นหลักเลย เราเคยจัดแสดงนานสุด 6 เดือน ถ้าจิ๊กโก๋จริงมันต้องอยู่ได้ มันมีความเป็นวิศวกรรม ระบบคุณต้องดี ต้องเสถียร มันเป็นชุดความรู้ที่ต้องนำมาใช้ แล้วมันก็เป็นงานยากที่ต้องใช้เวลา การทำงานแบบนี้ต้องทำกับเพื่อนร่วมงาน ซึ่งการที่ศิลปินหรือดีไซเนอร์จะไปคุยกับ Engineer มันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลองผิดลองถูก ต้องทะเลาะตบตีกัน น้องที่ทำงานด้วยกันน่าจะ 15-20 ปีแล้ว เราก็ต้องไว้ใจเขา เขาก็ต้องไว้ใจเรา แล้วเราต้องพูดภาษาเขาด้วยเวลาจะไปขอให้เขาทำอะไร ซึ่งเราก็ต้องมีความทุ่มเทพยายามที่จะทำงานกับเทคโนโลยี ต้อง Coding เป็น ต่อวงจรเป็นบ้าง พอทำร่วมกันได้มันก็ยิ่งสนุก และได้เจอวิศวกรเก่ง ๆ”
จากจุดกำเนิด ‘ไมยราบ’ สู่เวอร์ชันที่ล้ำกว่าเดิม
ผลงานที่ชื่อ ‘Myarab (Fawn)’ คืองานศิลปะล่าสุดของคุณวิชญ์ที่ชวนเราย้อนกลับไปคุยกันถึงผลงานยุคแรก ๆ ของคุณวิชญ์ ซึ่งเคยจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2008 นับเป็นจุดเริ่มต้นที่คุณวิชญ์เริ่มสนใจในการนำเทคโนโลยี Motorized Control มาผนวกกับงานอาร์ต
“ไอเดียเริ่มต้นมันคือต้นไมยราบ ตอนเด็ก ๆ เราชอบเล่นอะไรที่มันง่ายแค่นี้ เกมแรก ๆ ของเราตอนเด็ก ๆ ที่เห็นแล้วไปแหย่มัน แล้วมันก็หุบลงไป มันคือความทรงจำของการขยับ ไมยราบสเก็ตช์แรกมันกวนกว่านี้นะ จริง ๆ ตัวที่ขยับมันถูกดีไซน์ไว้ว่าจะไปเกาะอยู่ที่เสารถไฟฟ้า เป็นโครงสร้างที่เหมือนปรสิตบุกกรุงเทพฯ แต่สุดท้ายเป็นเรื่องของ Security ที่ทาง BTS ไม่อนุญาตให้ทำ ปรากฏว่าอาจารย์อภินันท์ (ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์) ที่ปัจจุบันเป็นไดเรกเตอร์ของ Bangkok Art Biennale (BAB) บอกให้ย้ายไปไว้โถงกลางหอศิลป์กรุงเทพฯ กลายเป็นงานแรกที่เปิดตัวหอศิลป์เลย”
“พอมันเป็น Motorized Control ขยับมอเตอร์โดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ ทำให้แต่ละอันมันเหลื่อมกันไป พอเหลื่อมกันเป็นวงกลมก็สร้าง Wave สร้างความอ่อนช้อยขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เป็นงานแรกที่ลองทำสเกลใหญ่ แล้วก็ได้รู้ฤทธิ์เดชว่ามอเตอร์ติดแล้วเดี๋ยวมันก็พัง ต้องไล่ซ่อมไปเรื่อยและต้องคอยดูแลจนกว่าจะจบงาน”


Photo by Wit Pimkanchanapong
จากไมยราบในปี 2008 คุณวิชญ์เว้นห่างกับไอเดียนี้ไป 10 กว่าปี จนได้นำกลับมารีเมคใหม่โดยปรับให้มีความเป็นงานไม้มากขึ้นเพื่อจัดวางในโถงสูงของเรือนไม้ล้านนาที่ไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ก่อนจะต่อยอดสู่เวอร์ชันล่าสุดที่จัดแสดงในสเปซศิลปะอย่าง MunMun ศรีนครินทร์เมื่อปีที่แล้ว และที่ห้างนิวเวิลด์ในช่วง Bangkok Design Week ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนวัสดุและรูปร่างหน้าตา พร้อมกับพัฒนาจากการใช้มอเตอร์สู่การนำ ‘ระบบชักรอก’ มาช่วยเสริมความแข็งแรง ซึ่งคุณวิชญ์ค้นพบเทคนิคนี้ระหว่างทำงานศิลปะที่ชื่อ ‘เขาวงกต’
“หลังจากทำเขาวงกตก็รู้สึกว่าระบบชักรอกผสมกับตุ้มถ่วงในการเคลื่อนที่มันค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่มีปัญหาเหมือนมอเตอร์ เลยคิดว่าเอาไมยราบของเดิมที่ใช้มอเตอร์มาใช้ชักรอกดึงหมดเลยได้ไหม พอเราไปทำที่ MunMun ศรีนครินทร์มันก็ออกมาดี แล้วหลัง ๆ เราจะชอบใช้อะลูมิเนียมโปรไฟล์เพราะรีไซเคิลได้ ถอดประกอบได้เหมือนน็อกดาวน์ โครงสร้างก็ยังอยู่ พอถอดแล้วก็นำเอามาประกอบใหม่ที่ห้างนิวเวิลด์”
‘เขาวงกต’ ที่ชวนหลงเข้าไปอีกโลกผ่านมุมมองศิลปะ
อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่โดดเด่นของคุณวิชญ์เลยก็คือซีรีส์ผลงานที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘เขาวงกต’ ซึ่งนอกจากคุณวิชญ์จะหลงใหลในดีไซน์ที่ซับซ้อนของเขาวงกตแล้ว เขายังสืบค้นข้อมูลไปถึงประเพณีของชาวเขาในหลายพื้นที่ของไทยที่มีพิธีกรรมเกี่ยวกับเขาวงกต แล้วหยิบมาเล่าผ่านงานศิลปะในสไตล์ที่เขาถนัด โดยแอบซ่อนความเชื่อและวิถีของชนพื้นเมืองที่มีมาแต่โบราณ ไว้ภายใต้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ดูจะเป็นขั้วตรงข้าม แต่กลับทำให้งานศิลปะของเขาน่าค้นหายิ่งขึ้น
“พ่อผมทำงานกับชาวเขา ออกหน่วยกับชาวเขาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ตอนเด็กผมก็ไม่สนใจ จนหลัง ๆ ต้องไปรับไปส่งพ่อ วันหนึ่งเดินไปเจอประเพณีของคนกะเหรี่ยงที่เป็นเขาวงกต ทำจากโครงสร้างไม้ไผ่เป็นวงกลมซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร เดินเข้าไปแล้วหลง ผมก็แบบว่านี่มันคือ Art Installation เลยนะ มันสวยมากในความเป็นออริจินัล สวยแบบบ้าน ๆ”


Photo by Wit Pimkanchanapong
“คนกะเหรี่ยงปกติเขาอยู่กับธรรมชาติ ไม่ค่อยสร้างอะไรใหญ่โต แต่ทำไมเขาถึงมาสร้างแบบนี้ เขาก็บอกว่ามันเป็นประเพณีบวงสรวงพระเวสสันดร พอเราไปหาข้อมูลก็พบว่าเขาวงกตเป็นประเพณีในเขตชายขอบประเทศไทยทางภาคเหนือ อีสาน ไปจนถึงประเทศลาว ถ้าอีสานกับกะเหรี่ยงจะทำเขาวงกตเป็นวงกลม แต่ถ้าขึ้นเหนือไปทางแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ไทใหญ่ เขาจะทำเขาวงกตเป็นสี่เหลี่ยม”
“เราเลยสนใจว่าเขาวงกตที่เราเคยเห็นจะมีในสวนฝรั่งเศส สวนอังกฤษ หรือที่เราเรียนมาในประวัติศาสตร์ศิลปะมันก็จะเป็นยุคกรีก แล้วทำไมอยู่ดี ๆ เขาวงกตถึงมาโผล่ในหมู่บ้านกะเหรี่ยง ซึ่งมันมีความลุ่มลึกของวัฒนธรรมที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไม่ได้ถูกทำเป็นองค์ความรู้เป็นแค่ประเพณีเล็ก ๆ ที่แม้แต่รัฐไทยส่วนกลางยังไม่รู้จัก ผมเรียกว่าเป็นประเพณีไทยดึกดำบรรพ์ของชาวไต หรือไทใหญ่ แล้วทุกที่จะอิงกับเรื่องพระเวสสันดรหมดเลย โดยพระเวสสันดรถูกเนรเทศออกนอกเมืองเข้าไปในเขาวงกตที่คดเคี้ยว ในทางพุทธศาสนาก็อุปมาเหมือนการค้นหาความหมายของอะไรบางอย่าง ผมพยายามตามหาพวกนิทานรัฐฉาน ตำนานไทใหญ่ เพราะชอบมาก”

Khao Wong Kod 2022: Mae Fah Luang Art and Cultural Park, Chaing Rai
Photo by Mae Fah Luang Foundation
“จนได้ไปทำกับที่ไร่แม่ฟ้าหลวงเป็น Art Installation เมื่อปี 2022 ให้คนเข้ามาเดิน เราก็เอาเขาวงกตกะเหรี่ยงมาต่อยอดในแบบที่ผมถนัดเพราะผมไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ซึ่งประเพณีเขาวงกตมันเป็น Experience Base ที่คุณต้องเดินเข้าไปหลงในนั้น แล้วจะค่อย ๆ เข้าใจความซับซ้อนจากประสบการณ์ โดยเราก็ทำให้เป็น Visual คือดึงตรงกลางของเขาวงกตให้สูงขึ้นมา เพื่อให้ความซับซ้อนของเขาวงกตมันเห็นชัดขึ้นและดูสวยงาม”
วิวัฒนาการของ ‘เขาวงกต’ ที่ไร้ขีดจำกัด
จากเขาวงกตของชาวเขาสู่งาน Art Installation อันแรกที่ทำจากไม้ไผ่ในปี 2022 จนปัจจุบันคุณวิชญ์ยังคงสนุกกับการทดลองและพัฒนารูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมากว่า 10 ชิ้น โดยยังคงคอนเซปต์ ‘เขาวงกต’ เพียงแต่มีรูปร่างหน้าตาและฟังก์ชันที่เปลี่ยนไป เราจึงชวนคุณวิชญ์มาย้อนไทม์ไลน์กันว่าวิวัฒนาการของงานศิลปะในซีรีส์เขาวงกตนี้ มีแนวคิดและโปรเซสที่น่าสนใจอย่างไรบ้าง


Christmas Maze 2023: Central Westville, Nonthaburi
Floating Maze 2023: The Resurrected, Netflix series
Photo by Wit Pimkanchanapong
“เขาวงกตดั้งเดิมมันเป็น 2D เราก็ทำให้เป็นฟอร์มที่สูงขึ้นมา แล้วก็ลองคิดบ้า ๆ ว่าเราทำสูงให้ตรงกลางเป็นเจดีย์ไปเลยมั้ยอย่างที่ Central Westville เขาให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงไปช่วยทำต้นคริสต์มาส ผมก็เสนอทำเขาวงกตสูง ๆ ให้เป็นต้นคริสต์มาส หรือเราทำให้เขาวงกตมันลอยตัวไปเลย คนก็มองเห็นจากข้างนอกได้ ชื่นชมความซับซ้อนได้โดยไม่ต้องเดินเข้าไป”
พอรูปแบบของเขาวงกตไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็น 2 มิติเท่านั้น คุณวิชญ์ก็จัดการทรานฟอร์มให้กลายเป็นเขาวงกตนูนต่ำ นูนสูง ไปจนถึงลอยตัวแบบ 3 มิติ แล้วความท้าทายต่อไปก็คือ 4 มิติที่คุณวิชญ์ใส่กลไกให้เขาวงกตขยับขึ้นลงได้ในรูปแบบที่สลับซับซ้อนชื่อ ‘Infinite Maze’ ก่อนที่จะพัฒนาให้สามารถลิงก์กับคีย์เปียโนราวกับเขาวงกตที่เคลื่อนไหวไปตามเสียงดนตรีในชื่อ ‘Octave Maze’ ไปจนถึงเขาวงกตไซส์มหึมาที่เทศกาลดนตรี Wonderfruit อย่าง ‘Baan Bado’

Infinite Maze 2024: 100 Tonson Foundation, Bangkok
Photo by Wit Pimkanchanapong
“ตอนนั้นเราทำนิทรรศการให้ที่ 100 Tonson Gallery ห้องมันเล็กนิดเดียวจะเอาเขาวงกตไปใส่ยังไง เราก็มีไอเดียว่าจะทำให้มันไม่ตายตัวเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ชื่องานว่า ‘Infinite Maze’ โชคดีที่เรามีเทคนิคทำ Kinetic อยู่แล้ว แต่การจะทำผนังเขาวงกตให้ขึ้น ๆ ลง ๆ มันต้องใช้แรงมหาศาล เราเลยเอากลไกชักรอกกับตุ้มถ่วงเข้ามา พอน้ำหนักมันสมดุลกันสองฝั่ง มอเตอร์ไม่ต้องทำงานหนักมันก็จะเสียน้อยลงมาก”


Octave Maze 2024: Asvin Cultural & Contemporary Art Space, Bangkok
“ต่อมาทาง Cat Radio ชวนมาทำ Installation ที่เกี่ยวกับดนตรีเพื่อจัดแสดงที่ One Bangkok ผมก็เลยเอาของเดิมมาลิงก์กับคีย์เปียโน จริง ๆ เปียโนไฟฟ้ามันจะมีสัญญาณ MIDI ออกมาอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเทคนิคที่เราใช้ตั้งแต่ช่วงออกแบบคอนเสิร์ต เราก็ให้ Engineer เขียนวงจรที่คอยอ่านแล้วแปลงสัญญาณ MIDI เป็นคำสั่งยิงไปหาเขาวงกตให้ขยับตามเสียงดนตรี เราเลยตั้งชื่องานว่า ‘Octave Maze’ ”


Baan Bardo 2025: Wonderfruits, Pattaya
Photo by Wit Pimkanchanapong
“พอคนเห็นงานเราที่ 100 Tonson Gallery บอกว่าขอใหญ่กว่านี้ ‘Baan Bado’ เราก็เลยทำใหญ่ขึ้น แล้วเป็น Outdoor Stage ที่ต้องเจอแดด ลม ฝน เรื่องกันน้ำวิศวกรเราจัดการได้ แต่ที่ยากคือลม โดยแต่ละแผงที่แขวนมีขนาด 4 ตารางเมตร ทั้งหมด 200 แผง ถ้าจัดการลมไม่ดีมันคือเรือใบเลย ดังนั้นแผงจะต้องโปร่งเพื่อให้ลมผ่านได้ เราก็ทำเฟรมอะลูมิเนียมเบา ๆ แล้วใช้เชือกคอตตอนถักขึง เวลามีลมมามันก็จะลู่ลม แต่เราก็มีกลไกป้องกันไม่ให้ปลิวกระเด็นไป มันท้าทายมากแต่ก็เวิร์ก”
เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตั้งใจบอกเล่าวิถีท้องถิ่น
ความมุ่งมั่นของคุณวิชญ์ไม่ได้แค่อยากพัฒนาเขาวงกตในเชิงการออกแบบหรือเทคโนโลยีให้ล้ำขึ้นเท่านั้น แต่เขายังมีความตั้งใจที่จะทำให้เขาวงกตซึ่งเป็นประเพณีในท้องถิ่นที่สวยงามและมีคุณค่า ถูกมองเห็นถึงความสำคัญในสายตาชาวโลกมากขึ้น
“ประเพณีมันสวยและสนุกนะ มันมีความรุ่มรวยที่เราอาจจะยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด อย่างเขาวงกตกะเหรี่ยงทางแยกมันอยู่ตรงกลาง คุณเลือกได้ว่าจะเข้าข้างในหรือออกข้างนอก บางทีเดินตามคนข้างหน้าอยู่ดี ๆ เขาก็สลับไปอยู่อีกฝั่งแล้ว มันมีความงงจากคนที่อยู่รอบ ๆ สร้างความสับสนให้เรา มันเจ๋งมาก”


Khao Wong Kod 2024: Wat Jed Lin, Chiang Mai
Photo by Wit Pimkanchanapong
“ผมไปเห็น ‘จองพารา’ (ปราสาทพระ) ที่อยู่ตรงกลางในเขาวงกตของชาวไทใหญ่ที่แม่ฮ่องสอน ทำจากกระดาษสากับฟิวเจอร์บอร์ด แต่เขาทำออกมาได้สีสันสวยมาก หรืออย่างเขาวงกตที่หลวงพ่อวัดเจ็ดลิน ท่านมีไอเดียว่าแทนที่จะตัดไม้ไผ่ทุกปีก็ไปเอาผ้าห่มพระธาตุที่ไม่ได้ใช้แล้วมาทำแทน ผมเลยไปช่วยปรับแบบโดยดึงตรงกลางเขาวงกตขึ้นมาเป็นเจดีย์ เราอยากทำเขาวงกตที่เป็นประเพณีให้สวยและพิเศษด้วย”
“จริง ๆ ผมอินกับเขาวงกตมานานแล้วตั้งแต่ปี 2012 ผมไปเจอหนังสือที่เขารวมเขาวงกตทั่วโลกซึ่งไม่มีของเอเชีย แล้ววันที่ผมไปเจอองค์ความรู้เรื่องเขาวงกตเหล่านี้ของกะเหรี่ยง ไทใหญ่ อีสาน ลาว หรือรัฐฉาน เราก็อยากจะทำให้สิ่งนี้มันเป็นที่รู้จักในฐานะที่เราเป็นคนเอเชียว่าจริง ๆ แล้ว มันมีเขาวงกตแบบของเราอยู่นะ”
ชีวิตเราเกิดใหม่ได้เสมอ
พอได้ฟังแนวคิดเบื้องหลังการทำงานของคุณวิชญ์ที่อินกับเรื่อง ๆ หนึ่งมาเป็น 10 ปี และจากแรงบันดาลใจเดียวกันนี้ก็ทำให้เขาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะขึ้นมากว่า 10 ชิ้น ในช่วงเวลา 3-4 ปี เราจึงขอคำแนะนำจากคุณวิชญ์ในการรักษาแพสชันให้คงอยู่กับเราไปนาน ๆ
“บางทีเราก็จะหมดแพชชันซึ่งมันเป็นเรื่องปกตินะ ช่วงนึงผมก็ไปวิ่ง ไปเที่ยว ไปปั่นจักรยาน ไปพายเรือ จนเพื่อนสงสัยว่าวิชญ์ไม่ทำงานศิลปะหรืองานดีไซน์แล้วเหรอ แล้วเราก็ไม่ได้บอกว่าทุกคนจะต้องหมดแพสชันนี้เพื่อไปหาแพสชันใหม่ คืออย่าไปเคร่งครัดกับตัวเองมาก ยังไงก็แล้วแต่คุณจะต้องเจ๊งกระบ๊งสักพักนึง อาจจะ 5 ปี 10 ปี จนคุณยอมแพ้หรือหมดหวัง แล้วเดี๋ยวอยู่ดี ๆ มันก็จะกลับมาเอง มันก็เป็นวัฏจักร”
“ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จหรือไม่มีใครจะคึกคะนองที่จะทำอะไรได้ตลอด แล้วก็ไม่มีใครที่จะหมดสิ้นไร้ไม้ตอกหรือหมดไฟไปตลอด แต่ถ้าเกิดหมดไฟแล้วเราพยายามจะไปเข้น ไปขยี้ ไปโกรธตัวเอง มันก็จะทำร้ายตัวเราเอง ผมก็แค่คิดว่าทำไปเถอะ เวลาเหนื่อยก็พัก หาอะไรประคองตัวเองไปไม่งั้นมันก็จะแย่ ผมไม่ได้เป็นคนทำงานอย่างนี้ตลอด แต่วันที่ผมอยากจะทำผมก็จะอินไปกับมัน ไม่มีใครรู้หรอกว่าเราจะเลิกทำมั้ย ผมก็ยังไม่รู้ตัวเองเลย”
“ที่เขาบอกว่าเราเกิดใหม่ได้เรื่อย ๆ หลายชีวิต จริง ๆ เราก็มีประสบการณ์นั้นได้นะ เราอาจจะเกิดใหม่ทุก ๆ 10 ปี หรือทุก ๆ 20 ปี หรือในวงรอบของการเกิดใหม่ 3 ปี 5 ปี แล้วเดี๋ยวเราก็จะเปลี่ยนเป็นอีกร่างนึง คิดอีกแบบนึง มันก็ประมาณนั้นอย่าไปคิดมาก ทำไปเรื่อย ๆ ชีวิตมีอะไรเข้ามาก็เอนจอยไป”
คำตอบจากคุณวิชญ์น่าจะเปิดมุมมองใหม่ ๆ พร้อมเป็นกำลังใจให้กับคนทำงานได้ไม่น้อย และเรื่องราวที่เราได้ฟังในวันนี้ก็ช่วยให้เราได้เห็นถึงการสนุกไปกับทุกโปรเซสของงานที่ทำ ไม่ว่ามันจะออกมาสวยสมบูรณ์แบบหรือต้องผ่านการลองผิดลองถูก ซึ่งบางครั้งผลลัพธ์ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง เพียงแค่เรารักที่จะทำมันไปเรื่อย ๆ และมีความสุขกับมันก็เพียงพอ
