ในจังหวัดชลบุรีมีเหมืองหินอยู่เป็นจำนวนมาก และมีแหล่งหินแกรนิตสำหรับงานก่อสร้างกระจายอยู่ทั่วจังหวัดถึง 44 แหล่ง หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ของ ‘โรงโม่หิน ว.พิบูลย์กิจ’ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี โรงโม่หินที่เคยเปิดดำเนินการยาวนานกว่า 41 ปี ก่อนจะปิดตัวลงไปเมื่อไม่นานมานี้
ทุกวันนี้พื้นที่แห่งนี้เหลือเพียงลานกว้างโล่ง ๆ และบ่อเหมืองหินแกรนิตที่อยู่ไม่ไกลกันนัก สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำของทายาทรุ่นที่ 3 อย่าง ‘คุณอะตอม – วศิน วิไลวงษ์วัฒนกิจ’ เจ้าของแบรนด์ Granite in the House แบรนด์เฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับหินดีไซน์เท่ ที่หยิบเอาเศษหินที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดและเติมความหมายใหม่ จนกลายเป็นงานคราฟต์ชิ้นพิเศษที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
“ที่นี่เคยเป็นโรงโม่หินมาก่อนครับ เปิดมานานถึง 41 ปี แต่เพิ่งปิดตัวลงไปประมาณ 2 ปี เหตุเพราะพื้นที่ในเหมืองไม่เอื้อและเริ่มอันตรายแล้ว ทำให้เราจำเป็นต้องยุติลง ตอนนั้นที่บ้านเราก็ไม่มีทุนทรัพย์จะทำต่อแล้วด้วย แต่ความทรงจำของผมที่นี่มันมีอยู่เยอะมากเพราะผมโตที่นี่ เคยเล่นดิน เล่นทรายไปตามประสาเด็ก ๆ และได้ใช้ชีวิตอยู่กับหินมาโดยตลอด”


วันนี้ Neighbors and Friends เลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเพื่อนบ้านสายคราฟต์ที่หลงใหลในความเป็น ‘หิน’ พร้อมสำรวจเรื่องราวของแบรนด์ Granite in the House ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่มาจากบ่อเหมืองแกรนิต ไปจนถึงแรงบันดาลใจในการต่อยอดเป็นแบรนด์ไอเท็มหิน ที่ถ่ายทอดความหมายและเรื่องราวดี ๆ ผ่านโปรดักต์แต่ละชิ้น เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสคุณค่าและแรงบันดาลใจนี้ไปพร้อมกัน
จากเหมืองหินสู่ Granite in the House
เราได้มีโอกาสแวะมาทักทายคุณอะตอมถึงพื้นที่ของ ‘โรงโม่หินว.พิบูลกิจ’ ในจังหวัดชลบุรี ที่วันนี้ปิดตัวลงแล้ว จากโครงสร้างโรงโม่เดิม เหลือเพียงห้องสำนักงานเล็ก ๆ ตรงหน้าทางเข้า และลานกว้างที่เต็มไปด้วยกองหินแกรนิตจำนวนมาก วางรวมกันในสภาพดิบ ๆ แบบที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป
คุณอะตอมแนะนำตัวว่าเขาเป็นทายาทรุ่นลูกของโรงโม่แห่งนี้ และเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังตั้งแต่อายุ 20 ปี จากนั้น 15 ปีถัดมา พื้นที่เดิมนี้ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความหลงใหลใน ‘หิน’ ที่ยังคงชัดเจนอยู่ในตัวตนของคุณอะตอมอยู่เสมอ

และเมื่อบริบทของโรงโม่หินเดิมสิ้นสุดลง พื้นที่แห่งนี้จึงถูกเติมความหมายใหม่ กลายเป็นพื้นที่สำหรับสร้างสรรค์โปรดักต์ของแบรนด์ Granite in the House ที่สานต่อความผูกพันกับหินในอีกบทบาทหนึ่ง
“ผมว่ามันคือการเอาความชอบมาทำเป็นธุรกิจ ด้วยความที่เรารักหินโดยไม่รู้ตัว พอเราได้อยู่ใกล้ ๆ มันไปเรื่อย ๆ เราก็ได้นั่งคิดว่า ‘ถ้าเลิกทำโรงโม่หินไปแล้ว เราจะทำยังไงกับมันต่อได้บ้าง’ Granite in the House เลยเป็นเหมือนแสงสว่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เกิดขึ้นได้ ผมว่ามันเป็นความสุขมากกว่าแต่ก่อนอีก เพราะตอนหลัง ๆ มา ผมเชื่อว่าถ้างานที่ทำให้กินข้าวได้ แต่ไม่มีจิตวิญญาณเลย เราก็อยู่ไม่ได้ เราเลยเชื่อว่างานที่มีจิตวิญญาณและเงินอยู่ด้วยกัน งานนั้นแหละเหมาะกับเราที่สุด”


ซึ่งจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของคุณอะตอม เกิดจากการที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว และได้เห็นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่แผนกต้อนรับของโรงแรม ทำให้คุณอะตอมสนใจและติดค้างอยู่ในใจตลอดมา สิ่งนั้นเลยถือเป็นไอเดียแรกที่คุณอะตอมตั้งใจอยากลองทำดูสักครั้ง
“มันเป็นความรู้สึกมาตลอดสิบกว่าปี เพราะสมัยก่อนบ้านเราก็ยังไม่ค่อยมีโรงงานที่ไหนทำ จนช่วงที่ใกล้จะปิดโรงโม่ ผมเลยรู้สึกว่าเราต้องลองทำอะไรสักอย่าง เลยชวนช่างคู่ใจคนหนึ่งลองเอาหินที่เรามีมาทำเป็นโต๊ะกาแฟเล็ก ๆ แล้วลองปรับดีไซน์ไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นเราเลยรู้สึกว่ามันโอเค ทำออกมาแล้วมันมีแวว เราไม่ต้องขายโรงโม่หินแล้วก็ได้ เรามาทางนี้ก็ได้ ทางที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นคงกับมัน”

สีสันของหินที่ถูกค้นพบ
“ด้วยความที่เหมืองของเราเป็นบ่อเหมืองแกรนิต ที่นี่เลยจะใช้แกรนิตเป็นหลัก ซึ่งแกรนิตเป็นแร่แม่ของทุก ๆ แร่ เพราะแร่ชนิดนี้จะอยู่ลึกสุดของภูเขา แล้วชั้นดินก็จะค่อย ๆ ดันขึ้นมา หินอ่อนจะอยู่ชั้นบน ๆ ของเปลือกโลก แต่แกรนิตต้องขุดลงไปอีกหลายสิบเมตรหรือร้อยเมตรจากเปลือกโลก”
คุณอะตอมเล่าให้เราฟังถึงที่มาที่ไปของไอเท็มแต่ละชิ้น และชวนให้เราได้มองไปรอบ ๆ พื้นที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นทั้งโปรดักต์หินแกรนิตที่ถูกจัดวางไว้ และก้อนหินขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ผ่านการเจาะ ตัด หรือเจียระไนใด ๆ วางสลับกันไปมา ซึ่งหินดิบเหล่านี้ยังคงรูปร่างแบบธรรมชาติและมีผิวที่เต็มไปด้วยฝุ่นและคราบดิน
แต่สำหรับคุณอะตอมแล้ว หินแต่ละชิ้นในเหมืองสามารถนำมาเติมแต่งคุณค่าเพิ่มเติมได้เสมอ โดยเลือกหยิบหินสีเทาหรือสีน้ำตาลที่ถูกดินกลบอยู่ มาค่อย ๆ เจียระไนให้เห็นลวดลายและสีสันที่แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ เพราะคุณอะตอมเล่าเสริมว่า หินในบ้านเรามักออกโทนร้อนตามสภาพภูมิอากาศ สีที่ได้จึงมีตั้งแต่เขียว น้ำตาล เทา ชมพู ไปจนถึงดำ แต่ละก้อนเลยเปรียบเหมือนหินที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป


“ผมสนใจว่าทำไมคนไทยถึงชอบหินนำเข้า ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันแค่อยู่คนละซีกโลก ตอนนั้นเราเลยอยากเห็นสีของหินที่เรามีบ้าง เลยลองทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นสีอื่นเพิ่มเติม ซึ่งมันมีอยู่เยอะมาก ประมาณ 6 – 7 สีเลย ผมเลยเชื่อว่าแต่ละเปลือกโลกมันไม่เหมือนกัน ด้วยอุณหภูมิและภูมิประเทศก็ทำให้โทนสีนั้นแตกต่างกันออกไป อย่างโซนประเทศยุโรป เขาจะมีความเป็นสีอีกโทนหนึ่ง ส่วนฝั่งเราก็จะเป็นโทนร้อนไปเลย ที่ผมเคยศึกษามาเพิ่มเติมก็จะมีของประเทศแม็กซิโก ที่เวลาหน้าหนาว เขาจะหนาวสุด เวลาหน้าร้อนก็จะร้อนสุด สีเลยมีความหลากหลายมาก”
“มองด้วยตาเปล่าก็คือหินทั่วไปอันหนึ่ง แต่พอเราเอามาขัด ทำความสะอาด มันก็จะมีสีอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา อย่างสีเขียว สีน้ำตาล สีเทา สีชมพู สีดำก็มี บ้านเรามีหินหลายสีมาก ๆ ผมเลยคิดว่าถ้าตอนนั้นไม่เลิกทำโรงโม่หิน ผมอาจจะไม่เจอเรื่องราวแบบนี้ก็ได้”

การดีไซน์หินให้กลายเป็น ‘งานศิลป์’ ที่มีชิ้นเดียวในโลก
จากหินที่เคยขายกันเป็นตัน ๆ กลายเป็นหินชิ้นเล็กที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล ผ่านการเจียระไนจนเกิดเป็นสีสันและรูปทรงที่ครีเอตมากขึ้น แต่ผลงานบางชิ้นคุณอะตอมก็เลือกที่จะใช้รูปแบบดั้งเดิมของหิน เพื่อคงเสน่ห์และเอกลักษณ์ของหินแต่ละชิ้นเอาไว้
“บางทีเราเห็นก้อนหิน เราก็ไม่อยากเปลี่ยนเขาเยอะ เขาคงสภาพอะไรมาเราก็อยากให้เขาอยู่แบบเดิมมากที่สุด เราแค่ไปแกะออกจากตัวเขาว่าแต่ละทรงเขาทำอะไรได้บ้างและเหมาะจะทำเป็นอะไร บางทีเรามองเป็นพวกเฟอร์นิเจอร์ก่อน อย่างโคมไฟ พอเราเริ่มเจาะรู เริ่มทำอ่างได้ อย่างอื่นก็เริ่มง่ายไปด้วย มีตั้งแต่แจกันดอกไม้ โคมไฟ หรือบางช่วงที่เราทำงานชิ้นใหญ่ตลอด อย่างการเจาะหินแล้วใช้ไม้เสียบลงไปได้เลย ทำให้สามารถย้ายและประกอบใหม่ได้ หลัง ๆ มาเราก็สนใจทำเครื่องประดับชิ้นเล็ก ๆ อย่างสร้อยคอ แหวน หรือ Worry Stone ที่ทำโดยใช้หินโดยตรง”


ซึ่งไอเท็มหินของ Granite in the House มีให้เลือกกันตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ไปจนถึงของแต่งบ้านและเครื่องประดับชิ้นเล็กที่สวยและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และนอกเหนือจากการเป็นสิ่งของประดับตกแต่งแล้ว ไอเท็มหินเหล่านี้ยังสามารถ ‘ให้พลังงานที่ดี’ กับเราได้เหมือนกัน
“ผมรู้สึกแค่ว่า เราอย่าเอาธรรมชาติมาหาเราอย่างเดียว เราต่างหากต้องไปหาธรรมชาติเพราะเขาอยู่มาก่อน เหมือนกับการที่เราได้ใช้โปรดักต์ที่เราทำเอง แค่นั้นเราก็มีความสุขแล้ว บางทีเราล้างมือกับอ่างหิน มันเหมือนเราได้ฟัง sound healing ไปด้วย เพราะเปิดน้ำกระทบหินไปเรื่อย ๆ มันก็มีเสียงเหมือนเราได้ไปนั่งอยู่ในลำธาร แค่นี้ก็ได้เริ่มต้นวันที่ดีได้แล้ว เราเลยเชื่อว่าการได้ใกล้ธรรมชาติมันก็เป็นสิ่งสำคัญของการใช้ชีวิตด้วยเหมือนกัน”
‘Granite in the House’ in Your Home
“เราอยากเอาหินของเราไปอยู่ในบ้านของคุณ ซึ่งแค่คำว่า ‘บ้าน’ ก็ครอบคลุมทั้งหมดแล้ว เพราะมันคือความอบอุ่น ความแข็งแรง ความสุข ความสบายใจ มันก็คือภาพรวมของ Granite in the House เลยครับ เพราะเราทำตั้งแต่ต้นน้ำเลย หินที่เก็บมาเอง ออกแบบเอง ทำเอง และขายเอง ในแต่ละขั้นตอนเราเลยมีความสุขกันมาก ๆ ที่ทำให้หินแต่ละชิ้นได้มีประโยชน์ต่อ เราเองก็อยากส่งต่อความอบอุ่น ความสดใส ความแข็งแรง หรือความมั่นคงของหินถึงทุกคน แค่ลองเปิดใจมาลองดู ลองสัมผัสโปรดักต์แต่ละชิ้นของเราก็ดีมาก ๆ แล้ว”
เป็นความตั้งใจหลักที่คุณอะตอมอยากให้ Granite in the House ได้เป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่พร้อมจะมอบความอบอุ่นและพลังงานดี ๆ ส่งถึงเรา พอเราได้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจต่าง ๆ แล้ว คุณอะตอมก็แนะนำไอเท็มหินที่แบรนด์ตั้งใจรังสรรค์ ให้เราได้รู้จักเรื่องราวดี ๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อม ๆ กับการได้รู้จักที่มีที่ไปของผลงานแต่ละชิ้นที่มีคอนเซปต์และความหมายแตกต่างกันออกไป

นอกจากโต๊ะกาแฟเล็ก ๆ ที่ได้ทดลองทำกับช่างคู่ใจเป็นชิ้นแรกแล้ว ยังมี ‘ที่วางขวดเบียร์’ ที่ครีเอตจากหินก้อนขนาดพอดีฝ่ามือ จากนั้นก็ลองปรับดีไซน์กับช่างไปเรื่อย ๆ จนต่อยอดออกมาเป็นถาดหลากหลายขนาดที่หลายคนนิยมซื้อไปใส่เครื่องประดับ รวมถึงแจกันที่เจาะช่องไว้สำหรับใส่ของหรือจัดดอกไม้สวย ๆ โดยยังคงผิวดิบของหินเอาไว้เหมือนเดิม และในช่วงหลังมานี้ คุณอะตอมก็เริ่มสนใจการทำ ‘แหวน’ หรือไอเท็มชิ้นเล็ก ๆ เป็นพิเศษ
“ช่วงนี้เราจะอินแหวนมาก เพราะเราเจอคนที่เขาขายของชิ้นเล็ก ๆ แล้วดูเท่มาก ถือกระเป๋ามาแค่สองใบก็ได้เงินแล้ว เราเลยเริ่มสนใจอยากทำงานชิ้นเล็กบ้าง หลังจากนั้นเราก็เอามาคุยกับทีมว่ามันหลุดจากคอนเซปต์ของเราไหม บางทีเราก็ได้ไอเดียจากลูกค้ามาปรับเป็นลายเส้นเราบ้าง เราเลยคิดว่าเอกลักษณ์ของเรามันคือ ‘ความดิบ’ อย่างโต๊ะหินหรืออ่างหินของเราที่มันยังมีความสากของหินอยู่ มันเลยเป็นความดิบที่เรายังเก็บไว้”
“ผมเลยรู้สึกว่าถ้าทำออกมาแล้วลูกค้าไม่ชอบผมจะขอตีกลับเลย เพราะของในร้านเราเป็นชิ้นเดียวในโลก ทั้งสี รูปทรง ที่บางครั้งอาจทำได้เฉพาะแต่ละชิ้นเท่านั้น เหมือนหินแต่ละชิ้นเกิดมาเพื่อเป็นโคมไฟหรืออ่างหินเท่านั้น เราแค่รู้สึกว่าไม่มีอะไรเหมาะเจาะไปทั้งหมด”

วันนี้เราเลยขอหยิบยกไอเท็มเด็ด ที่บ่งบอกได้ถึง ‘ความดิบ’ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Granite in the House ที่พร้อมส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ให้ทุกคนได้รู้จักไปพร้อมกัน
เก้าอี้ม้านั่ง
ม้านั่งที่มีฐานรับน้ำหนักจากหิน และมีแผ่นรองนั่งเป็นแผ่นไม้ที่เคยใช้ในโรงงานเดิมซึ่งมีความแข็งแรงมาก สามารถขยับตำแหน่งได้ด้วยการถอดแยกชิ้นส่วน ถือเป็นเก้าอี้ม้านั่งที่เต็มไปด้วยความสวยจากหินและไม้ แถมยังใช้งานได้หลากหลายมาก
“เราทำม้านั่งหิน ซึ่งจริง ๆ เราก็ไม่ถนัดงานไม้ แต่เราคิดแค่ว่าจะเอาไม้ไปค้ำบนหินก่อน เราก็เอาไอเดียมาคุยกับช่าง เลยกลายเป็นไม้ที่เหมือนเสียบเข้าไปในตัวหินเลย ส่วนเบ้าเราก็เอามาจากตัวจับของอ่างล้างมือ พอลองเอาไม้มาทำด้วยก็เป็นเหมือนเลโก้ที่ถอดออกมาประกอบใหม่ได้ ที่สำคัญคือลูกค้าสามารถเลือกสีของหินได้ อย่างสีดำ สีขาว สีเขียว สีชมพูอ่อน”


โคมไฟ
ถัดมาคือโคมไฟจากหินก้อนใหญ่ ที่คุณอะตอมและทีมช่างช่วยกันดีไซน์ให้ก้อนหินยังคงสภาพเดิมมากที่สุด ไอเท็มชิ้นนี้เลยยังมีความดิบแบบสไตล์ก้อนหินเดิม แต่ถ้าได้ลองเปิดไฟ ก็จะได้เห็นกิมมิกสุดเท่ที่คุณอะตอมตั้งใจใส่เอาไว้
“ที่มาของชิ้นนี้คือ ‘ภูเขา’ เพราะหินเกิดจากภูเขา แล้วเราก็อยากมีโคมไฟที่ใช้เอง เลยออกมาเป็นชิ้นนี้ จุดเริ่มต้นคือเราไม่อยากเปลี่ยนรูปทรงของหินเลย เราเลยเริ่มจากเจาะรู เสียบไฟ แต่พอเราไปเจอสายไฟยาว ๆ เราก็ลองเอามาเล่นเพิ่มเติมโดยการพันไว้รอบตัวหิน บางคนคิดว่าเป็นชิ้นแยกกัน แต่จริง ๆ เป็นชิ้นเดียวกันที่เราค่อย ๆ เจาะรอบข้างแล้วเอาสายไฟพันไว้ เอาไว้ข้างนอกก็ไม่เปียกฝน เพราะสายไฟจะอยู่ในหินอยู่แล้ว”

อ่างหิน
และอีกหนึ่งผลงานที่คุณอะตอมหลงรักมาก ๆ คืออ่างหินที่มีดีไซน์จาก ‘เหมือง’ กิมมิกเท่ ๆ จากเหมืองหินที่คุณอะตอมคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเด็ก และได้ใส่กิมมิกนั้นเข้าไปในอ่างหินชิ้นนี้ด้วย โดยการทำเป็นขั้นบันไดวนเป็นก้นหอย ตามระบบของทางราชการที่อยากให้ทำเพื่อความปลอดภัยในการทำเหมือง อ่างหินชิ้นนี้จึงเป็นเหมือนงานที่เต็มไปด้วยความทรงจำของคนทำเหมืองที่อบอวลอยู่ไม่น้อยไปกว่าผลงานชิ้นอื่น ๆ เลย


‘สัจจะวัสดุ’
จุดเด่นของ Granite in the House
‘ความดิบ’ ที่ Granite in the House ถ่ายทอดให้เราได้เห็นผ่านอ่างหิน หรือไอเท็มชิ้นใหญ่ที่มีการทำเป็นรูปทรงที่ไม่แตกต่างไปจากหินแบบเดิมมากนัก รวมไปถึงไอเท็มชิ้นเล็กอย่างแหวน ที่ถูกตัดแต่งหรือเจียระไนให้เห็นสีจริงที่สวยมาก ๆ ทั้งหมดนี้ถือเป็นการได้ใช้คุณค่าของวัสดุธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิต หรือที่เรียกว่าเป็น ‘สัจจะวัสดุ’ ที่คุณอะตอมได้นิยามให้เราได้รู้จัก
“ตอนนั้นเราไม่รู้จักคำนี้เลย แต่เราก็มีคนรู้จักที่เขาเป็นอาจารย์ด้านการปั้นประติมากรรม แล้ววันหนึ่งเขามาดูผมออกบูธแล้วพูดว่า ‘นี่มันคือสัจจะวัสดุนี่’ พอให้เขาแปล เขาก็บอกว่ามันคือการใช้ของธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ หลังจากนั้นเราก็มาตกผลึกความคิดใหม่ได้ว่า การที่เรามองของธรรมชาติให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดมันก็ถือว่าถึงแก่นแท้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นไม้หรือทรัพยากรหลาย ๆ อย่างบนโลกนี้ ถ้าเราให้ค่าเขามากพอ ใช้เขาอย่างประนีประนอม เพราะถ้าเราให้เกียรติเขา เขาก็จะให้เกียรติเราเหมือนกัน ตอนหลังยิ่งผมได้ทำแบรนด์นี้ มันก็ยิ่งชัดเจนขึ้น สัจจะวัสดุสำหรับผมมันก็คือการใช้ทุกอย่างที่มีให้เรารู้สึกว่าเราคุ้มค่ากับเขามากพอแล้ว จนเรารู้สึกขอบคุณธรรมชาติจริง ๆ”

คุณอะตอมชวนเรานั่งรถโฟล์คตู้คู่ใจไปยังเหมืองที่ครั้งหนึ่งเคยคึกคักไปด้วยรถแบ็คโฮและคนงานประจำบ่อแกรนิต ก่อนจะปิดท้ายวันด้วยการค่อย ๆ เดินสำรวจพื้นที่ไปเรื่อย ๆ
ภาพชั้นหินที่ลึกไล่ระดับลงไป ทำให้เราเข้าใจคุณค่าของหินแต่ละก้อนที่ถูกหยิบมาสร้างสรรค์เป็นโปรดักต์ของ Granite in the House มากขึ้นไปอีก พร้อม ๆ กับชวนให้เราเคารพธรรมชาติที่ค่อย ๆ ก่อร่างสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเราเองก็เชื่อว่าเพื่อน ๆ จะต้องสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของแบรนด์เล็ก ๆ นี้ รวมถึงแรงบันดาลใจที่เต็มไปด้วยความทรงจำและความหลงใหลในธรรมชาติ ผ่านไอเท็มหินแต่ละชิ้นที่เปรียบเสมือน ‘งานศิลป์’ ที่มีชิ้นเดียวในโลก
ถ้าใครกำลังสนใจอยากมีไอเท็มหินสุดคราฟต์จาก Granite in the House ไว้ในบ้าน หรือจะซื้อเป็นของขวัญให้คนรัก ก็สามารถติดตามได้ที่ช่องทาง Granite in the House กันได้เลย และถ้าสนใจอยากสัมผัสพลังงานดี ๆ จากหินแต่ละชิ้นด้วยตัวเอง ก็สามารถติดตามการออกบูธของคุณอะตอมได้ในช่องทางเดียวกัน ซึ่งคุณอะตอมก็ได้แชร์ทริคเล็ก ๆ ของการเลือกซื้อไอเท็ม คือการเชื่อใน ‘first impression’ ของตัวเอง เพราะชิ้นนั้นจะเป็นชิ้นที่สวยและเหมาะกับเราอย่างแน่นอน


Granite in the House
Instagram : Granite in the House
Line : Atom.ccr