The Rotate

เข้าใจวิถีชนเผ่าและ ‘ไร่หมุนเวียน’ ผ่านแพสชันของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ในงาน The Rotate Festival

คำว่า ‘ไร่หมุนเวียน’ เป็นวิถีการทำไร่ที่หลายคนอาจยังเข้าใจผิด หลายคนเผลอคิดว่าเหมือน ‘ไร่เลื่อนลอย’ หรือเป็นการทำไร่ที่ทำลายธรรมชาติ ทั้งที่ความจริงแล้ว ไร่หมุนเวียนมีความหมายและวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างออกไปมาก

วันนี้ Neighbors and Friends เลยขอพาเพื่อนบ้านทุกคนไปเปิดมุมมองใหม่ และชวนเข้าใจเรื่องราวของ ‘ไร่หมุนเวียน’ ในคอลัมน์ Passion for Life ที่ชวนคุยถึงวิถีชีวิตและแพสชันของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ในงาน The Rotate Festival ที่จัดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2568 ที่ผ่านมา

โดยทีม The Rotate ได้เนรมิตพื้นที่ของหมู่บ้านแม่สะต๊อบ ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านของเพื่อนบ้านชาวปกาเกอะญอ ให้เป็นศูนย์กลางของพี่น้องชาติพันธุ์อื่น ๆ ได้มาพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนเรื่องราวดี ๆ กัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการทำ ‘ไร่หมุนเวียน’ ไร่ที่สร้างผลผลิตให้เพื่อนบ้านแต่ละคนได้เอามาแชร์กันในงานครั้งนี้

เพราะ The Rotate คือสื่อกลางให้ผู้คนได้มาส่งต่อแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กัน ไปพร้อม ๆ กับการที่ได้เปิดโอกาสให้เพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ได้มาเรียนรู้องค์ความรู้ต่าง ๆ จากชุมชนอื่นไปด้วย และต้องการสื่อสารว่า ‘การทำไร่หมุนเวียนไม่ได้เป็นการทำลายป่า แต่คือการดูแลรักษาป่าให้ยั่งยืนที่สุด’ The Rotate Festival ครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของ ‘ไร่หมุนเวียน’ แต่ยังนำเสนอเรื่องราวของอาหาร ดนตรี และงานฝีมืออีกมากมายที่ทุกคนมาแชร์กัน

นอกจากนี้ เรายังได้นำเรื่องราวดี ๆ ของเพื่อนบ้านที่มาร่วมกันรังสรรค์งานในครั้งนี้ ให้เพื่อน ๆ ได้เข้าใจวิถีชนเผ่าและ ‘ไร่หมุนเวียน’ ผ่านแพสชันจากเพื่อนบ้านที่เราพาไปรู้จัก แล้วมาติดตามเรื่องราวของ The Rotate Festival ครั้งนี้ พร้อมซึมซับแรงบันดาลใจดี ๆ ที่พร้อมจะส่งต่อให้กับเพื่อนบ้านทุกคนกันได้เลย!

The Rotate Festival

The Rotate Festival เป็นงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 และในปีนี้มีชื่อคอนเซปต์ว่า ‘ต่าเอาะหวิเลอคึ’ หรือ ‘ของอร่อยในไร่หมุนเวียน’ ชื่องานที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของไร่หมุนเวียน และวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอที่ The Rotate ตั้งใจสื่อสารให้เพื่อน ๆ ได้มาเรียนรู้และได้ค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กัน

“ในความเป็นพี่น้องชนเผ่า แค่เรากินข้าวด้วยกันก็ถือว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ทุกครั้งที่เรามากินข้าวในครัว หรือในบ้านของเขา ก็เหมือนกับเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งผมคิดว่าการที่เราเป็นเพื่อนบ้านกันก็เหมือนเราชวนมากินข้าวด้วยกันในพื้นที่แห่งนี้”

‘คุณจั๊มพ์ – ณัฐดนัย ตระการศุภกร’ ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Rotate ที่มีความตั้งใจอยากให้คนนอกได้รู้จักความรู้และภูมิปัญญาของชาวปกาเกอะญอ และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ‘ไร่หมุนเวียน’ นวัตกรรมของชาวปกาเกอะญอที่ทำให้ป่ามีความหลากหลายอยู่เสมอ งาน The Rotate Festival เลยจัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงป่าที่สามารถเป็นพื้นที่ที่ให้ประโยชน์กับทั้งคนและสัตว์ รวมไปถึงการได้ชวนมารู้จักองค์ความรู้ของคนปกาเกอะญอในการอยู่ร่วมกับป่าด้วย

“คำว่า ‘ไร่หมุนเวียน’ ของคนปกาเกอะญอเรามีการทำมานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยก่อนที่คนไม่เข้าใจว่าเราทำอะไร แล้วมองแค่ว่าชาวเขาทำลายป่า แต่ที่สำคัญคือสิ่งนี้มีมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อที่เขาพยายามสื่อสารออกไปว่าการทำไร่หมุนเวียนเป็น ‘องค์ความรู้และภูมิปัญญา’ ที่เราดูแลรักษาป่า ไม่ใช่การทำลาย พอมาถึงรุ่นเรา เราก็พยายามสื่อสารคนที่ไม่ได้ทำไร่หมุนเวียนให้เขาได้เข้าใจเรา เราเลยใช้ อาหาร ดนตรี และแบรนด์ชุมชน มาสื่อสาร จากนั้นก็รีแบรนด์คำว่า ‘ไร่หมุนเวียน’ ให้เป็น The Rotate พื้นที่ที่ทุกคนมาแลกเปลี่ยน ช่วยงานกัน และสามารถมาเล่าเรื่องราวของตนเองได้”

คุณจั๊มพ์ – ณัฐดนัย ตระการศุภกร
ชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่ ผู้ร่วมก่อตั้ง The Rotate

ความพิเศษของงาน The Rotate Festival ในครั้งนี้ คือการจัดขึ้นที่บ้านแม่สะต๊อบ ต.แม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ชุมชนของชาวปกาเกอะญอที่ทำให้เราได้ซึมซับกับบรรยากาศของการใช้ชีวิตบนดอย ทั้งการได้ไปเก็บพืชผักในไร่หมุนเวียน ดูการทำครัวกลางป่าของแม่ ๆ พี่ ๆ หรือแม้แต่อาหารที่มีวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์มาก ๆ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ The Rotate Festival เลือกใช้พื้นที่ของ ‘ชุมชน’ ในการจัดงานขึ้นมา

“ทุกครั้งที่เราทำงานออกแบบร่วมกับชุมชน เราจะถามว่าเขาอยากจะทำอะไร เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากการออกแบบของคนในชุมชนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านขายของต่าง ๆ และของดีที่เขาอยากเอามาสื่อสาร ซึ่งบทเรียนทุกครั้งหลังจากจัดงานเสร็จ คือการที่ชาวบ้านเขาอยากให้เราพาไปจัดในบ้านของเขาด้วย”

คุณจั๊มพ์เล่าเสริมว่าการที่ตัดสินใจพาเพื่อนบ้านทุกคนมารวมตัวกันที่หมู่บ้านแม่สะต๊อบนั้น มาจากการเอาผลผลิตของแต่ละพื้นที่ชาติพันธุ์ไปยังที่ใดที่หนึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ อีกความน่าสนใจหนึ่งคือ ‘การได้พาทุกคนมาเห็นไร่หมุนเวียนของจริง’ เป็นงานที่เกิดจากความตั้งใจของหลาย ๆ ฝ่าย เพราะที่บ้านแม่สะต๊อบเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลจากถนนเส้นหลัก เลยเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางที่สะท้อนความเป็นโลคอล และตอบโจทย์ความตั้งใจนั้นของคุณจั๊มพ์และพี่น้องขาติพันธุ์ได้อย่างลงตัว

ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ ทำให้ชาว Neighbors and Friends เหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งไปกับเรื่องราวของแต่ละชุมชนที่เอามาแลกเปลี่ยนกันและกัน อย่างกิจกรรมในวันแรก คือ ‘การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์หรือผลผลิตจากชุมชน’ ที่ทุก ๆ คนจะนำผลผลิตของตัวเองมานำเสนอ และแบ่งปันผลผลิตนั้นสู่หมู่บ้านอื่น ๆ ให้เกิดการ ‘หมุนเวียน’ จากหมู่บ้านหนึ่งสู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง

“คนอาจตั้งแง่ว่าที่ The Rotate กำลังทำอยู่มันเป็นแค่เรื่องของอาหารหรือดนตรีเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่สำคัญภายในของพวกเราคือการได้ส่งพลังให้กับคนในชุมชนแต่ละที่ ให้เขาเห็นว่า ‘เขาทำได้’ งานนี้ก็เป็นเหมือนการระเบิดพลังจากด้านใน เพราะบ้านแม่สะต๊อบเองก็ทำให้เขารู้ว่าเขามีศักยภาพที่จะทำงานแบบนี้ได้ “

“ผมเลยเชื่อว่ามันคือการส่งพลังให้แก่เพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน ให้แต่ละคนได้กลับไปทำงานของตัวเอง ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ‘ฉันไม่ได้โดดเดี่ยว และมีความมั่นใจว่าฉันก็มีของดี’ อย่างไร่หมุนเวียนที่เราเห็น ถ้าเป็นชาวปกาเกอะญอเดินผ่าน ‘ฮ่อวอ’ (มิ้นต์ปกาเกอะญอ พืชชนิดหนึ่งที่จะพบในไร่หมุนเวียนของชุมชนชาวปกาเกอะญอเท่านั้น) ก็อาจจะรู้สึกเฉย ๆ แต่ถ้าเป็นคนจากชาติพันธุ์อื่นเดินผ่าน เขาจะเกิดความรู้สึกว้าว มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวปกาเกอะญอได้รู้สึกว่าเขาก็มีของดีเหมือนกัน”

เพื่อนทำงานกับเพื่อน

The Rotate Festival เกิดขึ้นได้เพราะการมี ‘เพื่อนทำงานกับเพื่อน’ หมายถึงการที่คนในชุมชนชวนเพื่อน ๆ มาทำงานร่วมกัน พอเป็นชุมชนที่ต้องการสื่อสารเรื่องราวของชุมชนตัวเอง จึงต้องมี ‘เพื่อน’ อย่าง The Rotate เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารเรื่องราวนั้น ๆ

“อย่างที่หมู่บ้านแม่สะต็อบเอง เราก็จะเข้าไปทำในส่วนของการจัดการทรัพยากร การทำแบรนด์ดิ้งของชุมชน หรือการสร้างพื้นที่ให้ผู้หญิงได้ลุกขึ้นมาทำงานเหล่านี้ได้ มันไม่ใช่แค่การทำงานแยกตามบ้าน แต่ The Rotate พยายามสร้างพื้นที่ส่วนกลางให้พวกเขาได้มาเจอกัน สังเกตว่าการที่เขามาเจอกัน มันเหมือนการที่เพื่อนมาเจอกัน ทุกคนรู้จักสนิทสนมกัน และที่สำคัญคือ The Rotate มีการคอลแลบข้ามชนเผ่าและข้ามหมู่บ้าน ซึ่งจุดเริ่มต้นนั้นก็คือเพื่อน ๆ ที่เขารู้จักกันและมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตกันอยู่เสมอ”

ด้วยความที่คุณจั๊มพ์ก็เป็นชาวปกาเกอะญอคนหนึ่ง ที่มีองค์ความรู้ในการทำไร่ และวิถีชีวิตต่าง ๆ จากการได้พบเจอมาตั้งแต่เด็ก ‘การได้พัฒนาศักยภาพของชุมชน’ เลยเป็นสิ่งที่ทำให้ The Rotate มีแพสชันในการเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับชาวบ้านหลากชาติพันธุ์ด้วยเช่นกัน

“เรามีอะไรหลายอย่างเยอะมาก ทั้งองค์ความรู้ ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ที่มันสามารถเล่าเรื่องราวออกไปได้ เลยกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เรามาสร้างพื้นที่ตรงนี้ขึ้นมา และที่สำคัญคือ The Rotate มีแพสชันมาก ๆ ในการลงไปทำงานกับทีมชุมชน เข้าไปพัฒนาศักยภาพของเขา อย่างน้อง ๆ ทีมงานที่อยู่ตรงนี้ เขาไม่ใช่คนที่มาจากการทำงานอีเวนต์มืออาชีพ  แต่มาจากฐานงานพัฒนาทั้งหมด และรู้จักกับชาวบ้านจริง ๆ ซึ่งคนเหล่านี้มีแพสชันเดียวกัน คืออยากให้ชุมชนมีพลังกลับไปทำงานในพื้นที่ เพราะเรารู้ว่าเขามีไอเดีย แต่ต้องการพื้นที่ที่จะสะท้อนสิ่งเหล่านี้ออกไป”

วิถีการทำไร่ของชาวปกาเกอะญอ

นอกจากเรื่องราวของแพสชันในการจัดงาน The Rotate Festival ในครั้งนี้ จากบทสนทนาของคุณจั๊มพ์ที่พูดคุยกับเราในฐานะชาวปกาเกอะญอรุ่นใหม่แล้ว นอกจากนี้ เราจะพาเพื่อน ๆ ไปเข้าใจวิถีของชุมชนจากเรื่องราวของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ ที่ทุกคนตั้งใจมาแชร์ให้เราได้เห็นถึงแพสชันในการมารวมตัว และความประทับใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์งานนี้ขึ้นมา

เริ่มต้นเรื่องราวนี้ด้วย ‘ดร. ประเสริฐ ตระการศุภกร’ ผอ. สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตัวแทนของชาวปกาเกอะญอรุ่นพ่อที่ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ไร่หมุนเวียน’ ที่ค่อย ๆ หายไป ทำให้ทางสมาคมเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ฟื้นฟูองค์ความรู้ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ ด้วยการพัฒนาชุมชนและวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ

“สิ่งสำคัญสำหรับคนรุ่นหลาน คือชุมชนต้องการทางเลือกที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ใช่การปลูกให้อยู่เพื่อกิน แต่ต้องมีรายได้ด้วย ทำยังไงให้ดิน น้ำ ป่า ยังคงอยู่ควบคู่กับการอนุรักษ์และการดูแลด้วยองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ซึ่งเราก็ใช้เรื่องของวิสาหกิจชุมชนเป็นทางเลือก โดยทรัพยากรเรามีอยู่แล้วคือผลผลิตจาก ‘ไร่หมุนเวียน’ อันดับแรกเป็น ‘พืชที่ให้พออยู่พอกิน’ อันดับสองคือ ‘พืชที่จะแปรรูปเป็นสินค้า’ และนอกจากการแปรรูปผลผลิตต่าง ๆ แล้ว เราก็มีการทำเรื่องของ ‘อาหาร’ ทั้งแลกเปลี่ยน สืบทอดพันธุ์พืชต่าง ๆ ในไร่หมุนเวียน รวมไปถึง ‘การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ’ ซึ่งคนในชุมชนหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ความยั่งยืนและสร้างวิถีชีวิตที่ฟื้นคืนกลับมาบนฐานวัฒนธรรมด้วย วัฒนธรรมที่ดีงามกลับมาพร้อมกับความยั่งยืนของชีวิต”

ดร. ประเสริฐ ตระการศุภกร
ผอ. สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งเพื่อนบ้านชาวปกาเกอะญอที่มีมุมมองต่อไร่หมุนเวียนที่น่าสนใจ คือ ‘คุณแซวะ – ศิวกร โอ่โดเชา’ เจ้าของแบรนด์ Lazy Man Coffee กาแฟหอม ๆ จากชุมชนบ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

คุณแซวะเล่าว่าตนเองโตมากับวิถีการปลูกข้าวนา ข้าวไร่ และการปลูกพืชชนิดถั่ว หัวมัน เป็นวัฒนธรรมที่ว่า ‘เรากินอะไร เราก็ปลูกอันนั้น’ ซึ่งเป็นการปลูกแบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่การปลูกเพื่อขาย แต่เมื่อสภาวะทางสังคมเปลี่ยนไป คุณแซวะเลยหาลู่ทางในการอยู่ให้ได้ในโลกปัจจุบัน สิ่งนั้นคือ ‘กาแฟ’ พืชที่สามารถปลูกควบคู่ไปกับพืชอื่น ๆ ในไร่ และสามารถสร้างรายได้ พร้อม ๆ กับการดูแลรักษาป่าไปด้วย

“พอสภาวะสังคมเปลี่ยนไป เราเลยมองหาช่องทางที่ทำให้เราสามารถอยู่ได้ในโลกปัจจุบัน ซึ่งจริง ๆ มันก็มีวิธีการปรับตัวได้หลากหลาย เช่น เราจะปรับไปปลูกพืชแบบที่ต้องค้าขาย มีทั้งพืชเชิงเดี่ยว และพืชที่อยู่กับความหลากหลายได้ ซึ่งในชุมชนของเรา (บ้านหนองเต่า) จะเลือกพืชที่สามารถรักษาฐานความหลากหลายทางพืชพันธุ์ได้โดยที่ไม่สูญเสียไป ซึ่ง ‘กาแฟ’ คือตัวเลือกที่ดี เพราะมันสามารถปลูกได้ใต้ร่มเงาพืชอื่น ๆ และผสมผสานได้โดยที่เราไม่ต้องตัดพืชชนิดอื่นทิ้ง”

คุณแซวะ – ศิวกร โอ่โดเชา
ปราชญ์ชาวปกาเกอะญอ เจ้าของแบรนด์ Lazy Man Coffee

เป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่ชาวปกาเกอะญอเอามาปรับใช้กับพื้นที่ของตัวเอง ที่มีการปลูกข้าวควบคู่ไปกับการทำไร่กาแฟ ให้พืชพรรณหลากชนิดได้อยู่รวมกันในสเปซที่มี เป็นสวนเกษตรธรรมชาติที่ให้ผลผลิตหมุนเวียนไปตามฤดูกาลต่าง ๆ ให้เวลาธรรมชาติได้พักผ่อน จนเกิดความบาลานซ์กับสิ่งแวดล้อม

“ต้นไม้ที่เราปลูกต้องมีช่วงให้ผลและพักต้น เพื่อให้ออกดอกเเล้วได้ผลผลิตใหม่ มันก็คือธรรมชาติของพืชที่ต้องการช่วงเวลาพักผ่อนเหมือนกัน เช่น เราปลูกพืช 80 ชนิด ไม่ใช่ว่าทั้งหมดนั้นจะออกผลผลิตมาพร้อมกัน บางช่วงชนิดนี้ต้องการพัก บางช่วงชนิดนั้นออกผล ซึ่งมันเป็นการหมุนเวียนผลผลิต ทำให้เราได้ผลผลิตที่หลากหลายแตกต่างไปตามฤดูกาล”

“แต่ระบบอุตสาหกรรมจะชอบทำให้เรารู้สึกว่าเราต้อง productive ตลอดเวลา มันดีในทางการตลาดแต่มันไม่ได้ดีสำหรับเราในธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติที่เป็นแหล่งผลิตและที่เป็นมนุษย์เอง สิ่งที่ได้มาอาจจะเป็นแค่เคมีปรุงแต่งก็ได้ เราเลยเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ว่าเราจะต้องรู้จักบาลานซ์ รู้จักสมดุล มีช่วงพัก มีช่วงเก็บเกี่ยว มีความหลากหลายตามฤดูกาล และมีการปรับตัวที่พอดีเหมาะสม”

คำว่า ‘หมุนเวียน’ เลยเกิดขึ้นกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอ เริ่มตั้งแต่การทำ ‘ไร่หมุนเวียน’ กลายเป็น ‘ผลผลิตหมุนเวียน’ ไปจนถึงการเป็นรายได้ที่หมุนเวียนกันไปมา

“อย่างเราที่ทำกาแฟ พอทำการแปรรูปก็จะขายได้อย่างละนิดละหน่อย ก็ถือว่าตอบโจทย์ในส่วนที่เรามีรายจ่ายแต่เราก็ยังมีรายรับมาซัพพอร์ต คอยหมุนเวียนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ซึ่งอันนี้แหละที่เป็นธีมของงาน The Rotate Festival สำหรับผม ผมมองว่าคนปกาเกอะญอเรียนรู้จากระบบธรรมชาติที่ต้องการการพักการผลิต แม้แต่ดินก็ต้องการการพักในช่วงหนึ่ง เพื่อพร้อมจะผลิตอาหารให้เราได้ อย่างไร่หมุนเวียนที่หมู่บ้านแม่สะต๊อบยังต้องพัก 7 ปี และใช้แค่ปีเดียว แปลว่าเขาต้องให้เกียรติธรรมชาติมาก ๆ ซึ่งถ้าเราจะอยู่กับธรรมชาติ เราต้องเข้าใจการบาลานซ์ การพัก การคืนช่วงเวลาให้ธรรมชาติด้วย”

“การได้มาเห็นผลผลิตจากชุมชนต่าง ๆ และปฏิบัติการของแต่ละชุมชนในการพยายามรักษาพืชพรรณ ความหลากหลาย  และวิถีชีวิตที่จะอยู่กับธรรมชาติ ที่ไม่ได้คิดถึงแค่ตอนนี้แต่คิดไปถึงอนาคต ซึ่งบรรพบุรุษเราก็สอนมาตลอดว่าเราต้องค่อย ๆ ไป เราต้องให้ธรรมชาติมันฟื้นฟูตัวเอง เพื่อให้ลูกหลานของเราและธรรมชาติอยู่เกื้อกูลกันได้ต่อไป”

วิถีการทำไร่ของชาวลาหู่

ภายในงาน The Rotate Festival ที่จัดขึ้น นอกจากชาวปกาเกอะญอแล้ว ที่นี่ยังมีเพื่อนบ้านจากชนเผ่าพื้นเมืองที่เดินทางมาที่บ้านแม่สะต๊อบอีกหลายชาติพันธุ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘คุณนานู่ – กุลสุวารักษ์ ปู่ยี่’ ตัวแทนชาวลาหู่ กลุ่มสตรีบ้านแกน้อย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

คุณนานู่ทำงานเรื่องอาหาร พืชพรรณ เมล็ดพันธุ์ และเรื่องชนเผ่าพื้นเมือง เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ The Rotate อย่างเรื่องเมล็ดพันธุ์ในกิจกรรมของงานครั้งนี้ ก็มีมาจากหลายจังหวัด ทั้งไร่หมุนเวียนจาก จ.เชียงใหม่ จ.เชียงราย จ.แม่ฮ่องสอน รวมไปถึงจากพี่น้องไล่โว่ จ.กาญจนบุรี และนอกจากชุมชนไร่หมุนเวียนแล้ว ยังมี ‘ทะเลหมุนเวียน’ จากพี่น้องชาติพันธุ์มอแกลน จ.พังงา ที่เอาหอยกันสด ๆ มาให้เราได้ชิมด้วย

“ในส่วนของบ้านพี่ เราไม่มีไร่หมุนเวียนแล้ว เราเป็น ‘ไร่ถาวร’ แต่เราปลูกพืชจากไร่หมุนเวียน ในหนึ่งแปลงเราจะมีการวางแผนว่าปีนี้เราปลูกอะไร และปีต่อ ๆ ไปเราจะปลูกอะไรให้ดินมันไม่เสื่อมและได้เป็นปุ๋ยของกันและกัน เราเลยจะใช้คำว่าพืชหมุนเวียนในไร่แปลงแปลงหนึ่ง คือไร่ที่มีเป็นหลักแหล่ง แต่พืชจะมีการหมุนเวียนไป”

คุณนานู่เล่าให้เราฟังว่าพืชที่ปลูกเวียนกันไป หลัก ๆ จะเป็นชนิดถั่ว ข้าว ข้าวโพด มีทั้งปลูกไว้กินและจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์ แต่ที่สำคัญคือ ‘ข้าวเหนียวดำ’ พืชเศรษฐกิจหลักของชาวลาหู่

คุณนานู่ – กุลสุวารักษ์ ปู่ยี่
ตัวแทนชาวลาหู่ กลุ่มสตรีบ้านแกน้อย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

“งานครั้งนี้เราได้มาดูไร่หมุนเวียน เรื่องของอาหาร และเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ตัวเดินเรื่องว่าเราอยู่กับป่าได้ยังไง ไร่หมุนเวียนมันไม่ต้องใช้สารเคมีเลย เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ยังใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมอยู่ ซึ่งชาวลาหู่ไม่มีโอกาสแล้ว เพราะเราเกิดมาเราก็เจอกับไร่ถาวรเลย พี่ก็มาดูว่าในไร่หมุนเวียนของที่นี่เขามีพืชอะไร และปลูกยังไงบ้าง มาดูว่าเขาปลูกพืชผสมผสานยังไงเกือบ 100 ชนิดในไร่เดียวกัน มันถือเป็นการเรียนรู้ และถ้าเรามีโอกาสได้สื่อสารกับคนนอก เราก็อยากให้เขารู้ว่าการทำไร่หมุนเวียนมันดียังไง”

นอกจากการได้เห็น ‘ไร่หมุนเวียน’ แล้ว การได้แลกเปลี่ยนกันในพื้นที่ของ The Rotate Festival ก็เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้ผู้หญิงอย่างพี่ ๆ แม่ ๆ ที่คอยทำอาหารอร่อย ๆ ให้เราได้กินกันตลอดวันงาน ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของสูตรอาหารประจำบ้าน รวมไปถึงผลผลิตและเมล็ดพันธุ์หลากชนิดที่ทุกคนเอามาแลกเปลี่ยนกัน เหมือนได้ส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจดี ๆ ซึ่งกันและกัน

“แต่ละพื้นที่มีผลผลิตที่ไม่เหมือนกัน อย่าง ‘แตงเปรี้ยว’ ที่เป็นของหายาก ปลูกในพื้นที่ของชาวลาหู่ไม่ได้ แต่งอกงามในไร่หมุนเวียน พอเราเอากลับไปที่หมู่บ้านเรา คนจะเข้ามารุมซื้อเยอะมาก นอกจากนั้น เราสามารถเอากลับไปที่บ้านของเราเพื่อปลูกและขยายพันธุ์ต่อได้ เหมือนเป็นการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ เกิดเป็นการแลกเปลี่ยนในสิ่งที่แต่ละพื้นที่มี บางอย่างไร่หมุนเวียนก็ไม่มีแต่หมู่บ้านของพี่ปลูก เราก็จะนำมาแลกเปลี่ยนกัน อย่างพี่เอง ก็เอาเมล็ดป๊อปคอร์นดอย ฟักทองดอย เผือกดอยมาแลกเปลี่ยน”

ความสุขจากการทำไร่

อีกหนึ่งเพื่อนบ้านชาติพันธุ์ที่เราได้ชวนมาพูดคุยกัน คือ ‘คุณหลิว – วนิจชญา กันทะยวง’ ตัวแทนชาวไทใหญ่ เจ้าของ ‘หลิวโฮมสเตย์’ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

คุณหลิวเป็นชาวไทใหญ่ที่ชื่นชอบในเรื่องของการทำอาหารมาก ทำให้คุณหลิวมีมุมมองเกี่ยวกับวัตถุดิบในการทำอาหารที่น่าสนใจ ทั้งการวางแผนสำหรับตัวเองในอนาคต จากที่เคยไปเก็บวัตถุดิบในป่า คุณหลิวก็เปลี่ยนเป็นการปลูกพืชเหล่านั้นไว้ที่บ้านตัวเอง อย่างเช่น มะกรูด เห็ด และอีกมากมาย แถมยังตั้งใจให้พื้นที่นั้นคือ ‘ป่าหลังบ้าน’ สำหรับวันหนึ่งที่มีอายุ 80 ปี ในวันที่อาจจะเข้าป่าไม่ไหว ก็ยังมี ‘ป่าสำหรับความสุข’ ของคุณหลิวอยู่ที่หลังบ้านเสมอ

“พี่ว่า ‘ไร่หมุนเวียน’ เป็นตัวอย่างหนึ่งของ ‘คลังอาหารสำหรับอนาคต’ เราต้องตั้งรับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร เริ่มจากเพียงพอสำหรับครอบครัว และสำหรับคนในประเทศ เหมือนการทำไร่ก็เป็นกิจกรรมสำหรับผู้หญิงที่อายุเยอะ ๆ ให้เขาได้มีอะไรทำ เพราะบางทีเขาอาจจะคิดว่า ‘ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว’ แต่จริงๆ พอเราอายุมากขึ้น แล้วเราอยากกินอาหารเหมือนกับตอนอายุ 25 เราก็ยังทำได้ เหมือนว่าความสุขไม่ได้หายไปจากชีวิตเรา”

“พี่เป็นคนที่ empower กับตัวเองเสมอ พี่จะไม่นับเลขอายุตัวเองเด็ดขาด อย่างโฮมสเตย์ เราก็ทำที่บ้านเรา เราพยายามให้ทุกคนมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีในบ้านเรา อย่างมะละกอที่เราปลูกเราก็มองว่ามันมีเยอะแยะมากเลย แต่พอเราทำโฮมสเตย์ เราก็ไม่ต้องไปซื้อจากตลาด เราเอามะละกอมาปลอกให้แขกกิน ชาวต่างชาติเขาแฮปปี้มาก เป็นน้ำใจเล็ก ๆ ที่เราต้องใส่ใจ มันคือความสุขที่เราได้ทำ”

คุณหลิว – วนิจชญา กันทะยวง
ตัวแทนชาวไทใหญ่ เจ้าของ ‘หลิวโฮมสเตย์’ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

ทำให้เราได้เห็นว่าการทำไร่ ไม่ได้เป็นแค่การปลูกพืชไว้ขาย แต่หมายถึงการปลูกเพื่อให้ธรรมชาติยังคงอยู่ ให้ได้ฟื้นฟู ไปพร้อม ๆ กับการดูแลป่าให้สมบูรณ์ เพื่อให้ธรรมชาติได้สร้างผลผลิตที่กลายมาเป็นอาหารมื้อพิเศษของเรา

อย่างในงาน The Rotate Festival ครั้งนี้ พี่ ๆ แม่ ๆ ทุกคนก็ได้มาโชว์ฝีมือการเข้าครัวในกิจกรรม ‘แชร์โต๊ะอาหาร’ ทำเมนูอร่อย เสน่ห์ของครัวชนเผ่าที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศของครัวกลางป่า เป็นเมนูที่ใช้วัตถุดิบในไร่หมุนเวียนที่เราได้ไปเก็บกันมาเต็มตะกร้า ความพิเศษอยู่ตรงที่แม่ ๆ บางคนก็ครีเอตเมนูที่ได้จากงานนี้ขึ้นมาใหม่

เมนูที่เราได้ลองก็จะมี ‘ข้าวเหนียวหมูส้ม ปลาส้ม’ จากชุมชนไล่โว่ จ.กาญจนบุรี ‘แกงหอยหวาน’ จากชาวมอแกลน จ.พังงา และ ‘ใบชาห่อหมู’ จากชุมชนบ้านแม่ริม จ.เชียงใหม่ และเมนูอื่น ๆ อีกมากมายที่ทุกหมู่บ้านได้เอามาแชร์กันในบ้านแม่สะต๊อบ เป็นมื้อเย็นที่อร่อย และเต็มไปด้วยไวบ์ของความน่ารักอบอุ่นที่อบอวลไปทั่วทั้งงาน

การได้รับกลับไปจากธรรมชาติถึงชุมชน

ตบท้ายทริปสุดพิเศษด้วยกิจกรรม ‘เรียนรู้ธรรมชาติ’ ที่พาเราไปสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดที่ ‘ดอยพะติโด่ – หมื่อกาโด่’ อยู่ระหว่าง จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน เต็มไปด้วยดอกไม้ต้นไม้ที่หายาก อย่าง ‘กุหลาบพันปี’ ที่ยืนต้นตระหง่านอยู่ไกล ๆ ให้เราได้ถ่ายภาพมาฝากเพื่อนบ้านทุกคน

การได้เห็นธรรมชาติที่หลากหลายนี้เอง ที่ทำให้เราได้เข้าใจธรรมชาติ และเรียนรู้ที่จะ ‘ให้เกียรติธรรมชาติ’ ด้วยการใช้ประโยชน์อย่างพอดี จากนั้นก็ดูแล ฟื้นฟู ให้ธรรมชาติและเราได้เกื้อกูลกันไปนาน ๆ

เป็นเรื่องราวและกิจกรรมดี ๆ ที่ทำให้เราได้เข้าใจ ‘ไร่หมุนเวียน’ และวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านหลากชาติพันธุ์ที่มีแพสชันเดียวกัน คือการได้พัฒนาชุมชน ดูแลรักษาป่า และให้คนในชุมชนได้คอนเน็กกันให้ได้มากที่สุด จนกลายเป็นครอบครัวที่พร้อมต้อนรับเพื่อนบ้านให้เข้ามารู้จักและสัมผัสบรรยากาศนั้นด้วยตัวเอง

การได้มาร่วมงาน The Rotate Festival ในครั้งนี้ เราก็เชื่อว่าเพื่อน ๆ ที่ได้อ่านเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่เราได้ไปเจอและทำความรู้จัก ต้องได้รับพลังงานและแรงบันดาลใจดี ๆ ที่ส่งตรงจากบ้านแม่สะต๊อบกลับไปกันอย่างแน่นอน ถ้าใครสนใจกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ ก็ติดตามข่าวสารได้ที่ช่องทางของ The Rotate ได้เลย!

IT MIGHT INSPIRE YOU

SUPERVERYSNAPSHOT

ช่างภาพแฟชั่นที่มีแพสชันกับความไม่เนี้ยบ

“ผมแค่อยากให้ทุกคนกล้าแต่งตัว ถ้าผมแต่งได้ ทุกคนก็แต่งได้”

คนรักแฟชั่นที่เชื่อว่ารูปร่างแบบไหนก็มั่นใจได้ 'คุณภวินท์ จรรยาไพศาล'

พี่หนุ่ย – ดร.ศิริกุล เลากัยกุล

“ถ้าต้องวิ่งตามกระแส โดยไม่รู้ว่าตัวเราเองอยู่ตรงไหน ก็เหมือนคลื่นกระทบฝั่งที่วันหนึ่งมันจะหายไป”

ฤดูกาลที่ 32 ของ ‘เพลง – ต้องตา จิตดี’

"การมีสติเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และอาจทำให้การรับมือกับเรื่องยากในชีวิตง่ายขึ้น"