บ้านเก่าเมื่อสัก 30 – 40 ปีที่แล้ว มักจะมีเสน่ห์ของกาลเวลาซ่อนอยู่ในโครงสร้างหรือดีเทลการออกแบบที่ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีก็ยังคลาสสิกเสมอ เช่นเดียวกับเฟอร์นิเจอร์และของแต่งบ้านจากยุค Mid-century (ประมาณปี 1940 – 1960) ที่เรียกว่าสไตล์ Mid-century Modern ซึ่งสะท้อนรสนิยมของคนที่หลงใหลในงานดีไซน์อันเรียบง่ายและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ร่วมสมัยไปกับทุกยุค
คอลัมน์ Neighbors Place จะพาเพื่อน ๆ ไปเคาะประตูเพื่อนบ้านที่มีแพสชันกับการแต่งบ้านอย่าง ‘คุณขิม – จุฬารัตน์ หาญรุ่งโรจน์’ เจ้าของธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ชุบชีวิตทาวน์โฮมหลังเก่าให้กลายเป็นบ้านสไตล์ Mid-century Modern ที่น่าอยู่ โดยสอดแทรกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวดีต่อใจ และบ่งบอกถึงตัวตนของคุณขิมไว้ในทุก ๆ มุม
ตามไปส่องทุกซอกทุกมุมของบ้านหลังนี้ แล้วมาพูดคุยกับคุณขิมถึงไอเดียการออกแบบและการแต่งบ้านของเธอ พร้อมซึมซับมู้ดดี ๆ ในบ้าน เพื่อเก็บเป็นแรงบันดาลใจในการเนรมิตบ้านตามสไตล์ที่เป็นตัวเองไปพร้อมกันเลย

Mid-century Modern
ในสไตล์ที่เป็นตัวเอง
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านเราก็รู้สึกถึงมู้ดอบอุ่นสบาย ๆ ของตัวบ้านที่ทาผนังเป็นสีขาวและตกแต่งด้วยวัสดุไม้เป็นหลัก พอเปิดประตูบ้านเข้ามา เราก็พบกับสเปซที่เปิดโล่งที่ถูกเติมเต็มด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ซึ่งช่วยแบ่งพื้นที่ในบ้านให้เป็นสัดส่วนตามการใช้งาน แล้วหากสังเกตเราจะเห็นสีสันจากบรรดาของตกแต่งและของสะสมที่จัดวางไว้ตามมุมต่าง ๆ อย่างจงใจและเป็นระเบียบ รวมถึงสีเขียวของต้นไม้ในบ้านที่สร้างความสดชื่น
เรานั่งลงบนโซฟาตัวนุ่ม ก่อนจะชวนคุณขิมพูดคุยถึงสไตล์การแต่งบ้านที่โดดเด่นในสไตล์ ‘Mid-century Modern’ ซึ่งเป็นความชอบของคุณขิมที่ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นรสนิยมส่วนตัว แล้วพอมีโอกาสได้แต่งบ้านของตัวเองเลยกลายเป็นภาพบ้านในฝันที่ชัดเจน
“มันมาจากรสนิยมของเราค่ะ มันคือความชอบที่ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ จนเรารู้ว่าเราชอบอะไร ขิมเลยแทบไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าเราย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้เราจะแต่งบ้านยังไงดี มันมีภาพในหัวเป๊ะ ๆ เลยว่ามุมนี้จะต้องเป็นประมาณนี้ เฟอร์นิเจอร์ก็เลือกได้เลยแค่วัดให้มันพอดี เพราะเรารู้ว่าแบบไหนที่เป็นตัวเรามากที่สุด”

เราถามต่อว่าแล้วอะไรคือสิ่งที่ชอบที่สุดในการแต่งบ้านสไตล์ Mid-century Modern
“ในความเป็น Mid-century Modern ขิมจะชอบงานไม้ แล้วเราก็ชอบสีน้ำตาล ซึ่งถ้าคนแต่งบ้านสไตล์นี้จริง ๆ เขาจะเน้นเฟอร์นิเจอร์ หรือ build-in ต่าง ๆ ที่หากเป็นไม้ก็จะโชว์สีจริงของไม้ไปเลย แต่ขิมก็ทำตามงบที่มีแล้วก็ตามที่เราสบายใจค่ะ”
“ความสวยงามของ Mid-century Modern มันคือสีสันที่เติมเข้ามา แต่ยังมีความโฮมมี่หรือความนิ่งบางอย่างอยู่ แค่หยอดสีไปตามจุดต่าง ๆ ขิมเลยหยอดสีเขียวที่เป็นความมีชีวิตชีวาของต้นไม้ เพราะขิมรู้สึกว่ามันเหมาะกับตัวเองแล้วก็เป็นสไตล์ที่เราชอบ แล้วก็จะมีของสะสมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ขิมรู้สึกว่าอยากใส่ความเป็นตัวเองลงไปด้วย ถ้าใครมาบ้านเราก็สามารถอธิบายได้ทุกชิ้น เพราะทุกชิ้นมันมีความหมายกับเราหมดเลย มันผ่านเรื่องราว ผ่านสตอรี่ บางชิ้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เก็บมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสหรือพื้นที่มากพอที่จะได้ใช้มัน เลยรู้สึกว่า Mid-century Modern เป็นสไตล์ที่สอดแทรกความเป็นตัวเองได้มากที่สุดค่ะ”


รีโนเวตบ้านตามใจผู้อยู่
เมื่อมีภาพในหัวที่ชัดเจนว่าบ้านที่อยากอยู่จะหน้าตาประมาณไหน คุณขิมก็เล่าถึงที่มาที่ไปของทาวน์โฮมเก่าหลังนี้ ซึ่งเธอใช้เวลาขับรถตระเวนหาอยู่ร่วมเดือนกว่าจะเจอหลังที่ถูกใจ โดยโจทย์ที่คุณขิมมองหาจะต้องเป็นบ้านที่มีพื้นที่สำหรับปลูกต้นไม้ หรือมีสวนเล็ก ๆ ให้น้องหมาวิ่งเล่นได้ รวมถึงมีสเปซในบ้านที่กว้างพอจะทำกิจกรรมอื่น ๆ และอยู่อาศัยได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด แล้วพอได้มาเจอทาวน์โฮมหลังนี้ก็เรียกได้ว่าตอบโจทย์
“สภาพบ้านในตอนแรกไม่ได้เป็นแบบนี้เลยค่ะ แต่เราก็เห็นมุมบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันสามารถรีโนเวตได้ หรือทำให้แสงเข้ามาเพิ่มมากขึ้นได้โดยไม่ได้รู้สึกอึดอัดจนเกินไป ซึ่งเราใช้รีโนเวตอยู่ประมาณ 6 เดือน จนทุกวันนี้ก็ค่อนข้างสมบูรณ์และเข้าที่แล้วค่ะ”
“มุมที่รีโนเวตก็เกือบจะทั้งหลังเลย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการทุบผนังต่าง ๆ อย่างชั้นสองก็จะทุบเยอะสุด แล้วก็มีโซนดูทีวีที่เรารู้สึกว่ามันทึบไป เราอยากให้ทุกที่มันมีแสงเข้าได้หมดเลย รวมถึงห้องครัวด้วย ซึ่งเราก็ต้องดูเรื่องทิศทางของแสง หรือดูว่ากระจกที่เราเลือกใช้เป็นยังไง ปลอดภัยไหม แข็งแรงไหม”

สำหรับคนที่คิดจะรีโนเวตบ้าน การทุบผนังถือได้ว่าเป็นหนึ่งในงานช้าง ซึ่งคุณขิมบอกกับเราว่าเธอเป็นคนออกแบบเองทั้งหมด จึงไม่แปลกที่บ้านหลังนี้จะสะท้อนตัวตนของเธอแบบ 100%
“ตอนดีไซน์บ้านหลังนี้เราออกแบบเองหมดเลยค่ะ แต่เป็นการออกแบบโดยการถ่ายรูป แล้วก็หารูปจาก Pinterest มาแปะ แล้วก็เอาไปคุยกับช่าง ตอนที่รีโนเวตเราก็ต้องอาศัยอยู่ที่บ้านนี้ไปด้วย ตื่นมาเราก็ดูช่างไปด้วย คุมช่างเองไปด้วย มันเลยทำให้เราเห็นทุกขั้นตอน พอเห็นเขาทำแล้วเราอยากปรับหรือเพิ่มตรงไหนก็สามารถทำได้ทันทีเลยค่ะ”
สเปซที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต
หลังจากคุยกันสักพักเราก็อยากเห็นมุมต่าง ๆ ในบ้านแล้วว่าจะเก๋และน่ารักขนาดไหน เราจึงขอให้คุณขิมช่วยพา Home Tour และเล่าถึงมุมโปรดของเธอ พร้อมแชร์ไอเดียการตกแต่งในแต่ละมุม เพื่อให้เพื่อน ๆ หยิบยืมไปลองปรับใช้กันได้
Dog Mommy Couch
“มุมโปรดที่สุดมคือขิมจะชอบใช้เวลากับน้องหมาที่โซฟาตัวนี้มาก หนึ่งคือมันลงตัว เพราะมันเตี้ยนั่งแล้วจะยวบ ซึ่งเหมาะมากสำหรับน้องหมา เพราะน้องขาสั้น กระโดดขึ้นง่าย เวลานอนกลางวันก็จะมีหมามานอนกอง ๆ กัน มันเป็นพื้นที่ที่เราสบายใจที่สุด แล้วก็เป็นจุดที่มองเห็นบ้านได้ทั้งหลังและโซฟาก็ไม่บังวิวสวนหน้าบ้านด้วย สองคือเป็นโซฟาผ้าที่ถอดซักได้ และสามคือเราซื้อมาจากร้านมือสองในราคา 2,000 บาท ซึ่งขิมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มาก แล้วมันลงตัวกับสเปซนี้พอดีโดยไม่ได้ตั้งใจ”

Fit Check Corner
“มุมนี้จะเป็นมุมที่เราต้องส่องกระจกเพื่อเช็คตัวเองก่อนออกจากบ้าน ซึ่งกระจกบานนี้ก็เป็นของวินเทจเหมือนกัน ผู้หญิงทุกคนจะชอบเช็กตัวเองก่อนออกจากบ้านอยู่แล้ว และกระจกอันนี้ขิมรู้สึกว่ามันใหญ่สะใจมาก ถึงจะราคาสูงอยู่แต่ก็คุ้มราคาแล้วก็อยู่ด้วยกันมานาน ส่วนข้าง ๆ ก็เป็นตู้รองเท้าที่ปิดทึบและเก็บรองเท้าได้จริง แถมยังเก็บได้เยอะมาก แล้วดีไซน์ก็ดูเข้ากับบ้านด้วย”

Film Lover Nook
“ส่วนตัวขิมเป็นคนชอบดูหนังเลยอยากมีเธียเตอร์เล็ก ๆ ซึ่งตอนแรกพอเปิดประตูมาเราตั้งใจให้เป็นโซฟาและทีวีเลย แต่สิ่งที่ผิดพลาดก็คือโซฟาตัวเดิมมันใหญ่เกินไปเปิดประตูบ้านไม่ได้ ส่วนทีวีก็ใหญ่มากเลยไม่สามารถอยู่ตรงโซนหน้าประตูได้ แต่ความโชคดีคือมันดันลงล็อกกับโซนนี้พอดีก็เลยกลายเป็นโซนทีวีไปโดยปริยายค่ะ”

“แต่ข้อเสียคือพอแปลนบ้านมันเปิดโล่ง เวลาดูทีวีเราต้องนั่งหันหลังให้ประตูบ้าน เราก็แอบระแวงว่าใครจะเปิดประตูเข้ามารึเปล่า หรือบางทีดูหนังผีก็จะคิดจินตนาการไปเอง เราเลยคิดว่ามันต้องมี partition กั้นว่าโซนนี้คือ living room นะ แต่เราก็ไม่ได้อยากให้มันเป็นฉากกั้นขนาดนั้น เราอยากให้มันยังมองทะลุกันได้ ขิมเลยสั่งทำชั้นวางให้พอดีกับพื้นที่ตรงนี้ค่ะ ซึ่งเวลาเดินเข้ามาในบ้านก็ยังรู้สึกว่ามันมีความโปร่งโล่ง แล้วก็วางของโชว์ได้ และข้างล่างชั้นวางก็จะมีพื้นที่ให้จัดเก็บข้าวของด้วย”

Friends Gathering Table
“โซนโต๊ะทานอาหารเป็นโต๊ะที่ใหญ่เกินหนึ่งคนมาก ๆ แต่ว่าขิมชอบให้เพื่อนมาบ้านค่ะ รู้สึกว่าเป็นโต๊ะที่นั่งแฮงเอาต์ได้ดีมาก ๆ เวลาเพื่อนมาเยอะ ๆ เคยมีเพื่อนมา 20 กว่าคน แต่ไม่รู้สึกว่าบ้านเล็กเลย ยิ่งปลายปีก็เป็นช่วงเทศกาลที่เพื่อนจะมาบ้านบ่อย เราก็จะมานั่งจิบไวน์ เล่นเกม จับฉลาก หรือทำอาหารมาแชร์กัน เป็นโมเมนต์ที่เราชอบอยู่กับเพื่อน ๆ แล้วโต๊ะตัวนี้มันไม่ใช่แค่โต๊ะเอาไว้นั่งทานข้าว แต่จะเป็นโต๊ะไว้นั่งทำงานด้วย เพราะเรารู้สึกว่านั่งทำงานตรงนี้ไปแล้วมองออกไปเห็นสีเขียวข้างนอก มันรู้สึกเพลินดีค่ะ ได้เห็นกระรอกมาวิ่งเล่นบนต้นไม้ แล้วรู้สึกได้ไอเดียในการทำงานต่าง ๆ มากขึ้น”

“ส่วนชั้นตรงนี้ถ้าแอบไปดูผนังด้านหลังมันจะเป็นลายไม้ที่ดูเชย ขิมลองปรึกษาช่างแล้วว่าถ้ารื้อออก มันน่าจะเป็นผนังที่ไม่สวย เราก็เลยตัดสินใจไม่รื้อก็ได้ แล้วเอาอะไรมาปิดทับมันดีกว่า ขิมเลยไปสั่งตู้นี้มาแล้วก็เอาของมาวาง มีต้นไม้ มีหนังสือที่เราอ่านแล้วมาจัดให้มันลงตัวมากขึ้น แล้วมันก็เวิร์คมากเพราะไม่มีใครสังเกตเลยค่ะว่าด้านหลังคือผนังแบบไทยเดิมที่โบราณมาก”

Vinyl Bar
“มุมตรงบันไดเราอยากให้มันดูมีอะไรหน่อย เลยไปได้ชั้นวางแมกกาซีนนี้มา มันก็ดูลงตัวกับตรงนั้นพอดีเป๊ะ แล้วก็มีมุมแผ่นเสียงที่เราสะสมมานานมาก เรารู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ เราเพิ่งได้เครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เป็น professional มาด้วย อายุน่าจะมากกว่าขิมอีก ช่วงนี้เลยเห่อมากค่ะ ตื่นเช้ามาทำกาแฟแล้วก็เปิดเพลงฟังทุกเช้าเลย พอยิ่งเจอตู้วางที่คู่ควรก็รู้สึกว่ามันแมตช์มากกับมุมนี้และบ้านหลังนี้ค่ะ”

Homey Kitchen
“ห้องครัวก็มีทุบเพื่อให้แสงเข้า แล้วก็มี build-in ตู้ต่าง ๆ ตอนแรกบ้านหลังนี้ไม่ได้มีเฟอร์นิเจอร์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรให้เลย เราก็เลยต้องวางแผนว่าจะต้องซื้อตู้เย็น แล้วตู้เย็นจะอยู่ตรงไหน เตาแก๊สก็ต้อง build-in เราก็ต้องคิดอีกว่ามันจะลงตัวไหม คิดอยู่นานเลยค่ะ”

“เราเป็นคนชอบสไตล์อะไรที่มันวินเทจอยู่แล้ว ซึ่งขิมเฟ้นหาพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวนานมาก เราชอบแบรนด์ Smeg แต่มันจะเป็นสแตนเลสหมดเลย เราก็พลิกฟ้าหาจนไปเจอคอลเล็กชันที่ชื่อว่า Colonial แล้วมันเข้ากับบ้านเราเลย มันลงตัวมาก ๆ กับความคลาสสิกของครัวเรา ห้องครัวเลยเป็นอะไรที่เราค่อนข้างภูมิใจค่ะ เพราะว่ามันน่ารักแล้วก็ใช้งานได้จริงด้วย”


ความสุขที่เกิดจากบ้านหลังนี้
ไม่ใช่แค่สไตล์การแต่งบ้านที่บ่งบอกรสนิยม แต่รายละเอียดในทุกมุมของบ้าน ยังทำให้เราได้เห็นถึงการใช้ชีวิตในบ้านที่เติมเต็มความสุขให้กับการอยู่อาศัยในทุก ๆ วัน
“บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ให้ความสุขกับเรา แล้วเราก็ภูมิใจกับมันที่สุดในตอนนี้ มันเป็นพื้นที่ที่เราเป็นตัวเองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วพอเราแต่งบ้านหรือให้ความสำคัญกับบ้าน มันจึงไม่ใช่แค่พื้นที่อยู่อาศัย แต่มันสะท้อนตัวตนของเรา และมันมีตัวเราอยู่ในทุกอณูของบ้านหลังนี้ค่ะ”
“ถ้าถามว่าบ้านหลังนี้มอบความสุขให้ขิมยังไง เราแทบจะไม่ต้องคิดเลยค่ะ แค่เราคิดว่าเราตั้งใจทำให้พื้นที่นี้เป็นบ้าน มันก็คือความสุขแล้ว มันคือความสุขที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วมันก่อร่างสร้างตัวจนออกมาเป็นตัวเรา มันเหมือนกับเราได้ชุบชีวิตบ้านหลังนี้ แล้วสิ่งที่ได้กลับมาคือความสบายใจที่ตื่นมาตอนเช้าเห็นแสงส่องเข้ามาสะท้อนเงาใบไม้ แค่นี้ก็มีความสุขมากพอแล้ว มันเหมือนเราเอาความตั้งใจไปแลกความสุขจากดีเทลเล็ก ๆ ที่เราได้เห็นในแต่ละวัน หรือในแต่ละช่วงเวลาของวันในบ้านหลังนี้”


“ตอนเช้าแสงจะเข้าจากฝั่งนู้น เราก็จะได้รับแดดตอนเช้า ความรู้สึกมันเป็นยังไง มันดีแค่ไหน หรือตอนเย็นที่แสงเข้าฝั่งนี้ เราก็จะรู้สึกว่าหมดเวลาไปกับอีกวัน โดยที่บางทีเราอาจจะไม่ได้ทำอะไรเลยที่บ้าน แต่เราก็รู้สึกขอบคุณบ้านหลังนี้มาก ๆ ที่มันให้ความรู้สึกฮีลใจกับเรา ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาเป็นแค่โครงสร้างบ้าน แต่ขิมว่ามันเป็นมากกว่านั้น เพราะถ้าเราตั้งใจมอง เราก็จะเห็นว่ามันมีมุมที่เราสามารถทำให้มันสวยขึ้นกว่านี้ได้ หรือทำให้บ้านมันเป็นบ้านกว่านี้ได้ แล้วเราก็ใส่ตัวเองเข้าไปให้มันเจอกันระหว่างโครงสร้างและความเป็นเรา ขิมว่าเท่านี้มันก็เป็นความสุขแล้วค่ะ”

